ก่อนเปิดรัฐสภา เรามาทำรัฐสภาให้เปิดกันก่อน! เพราะในยุคที่การสื่อสารทางการเมืองย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “เรามีข้อมูลหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า “เราจะอยู่ร่วมกับข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร” ให้เท่าทันและนำมาใช้ได้
นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ชุดข้อมูลที่เกี่ยวกับการทํางานของรัฐสภา ถูกรวบรวมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย WeVis ร่วมกับกลุ่มเทคโนโลยีภาคประชาสังคม (Civic Tech) โดยแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบ machine-readable ช่วยให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย
กิจกรรม Open Data Day 2026: Thai Parliament Datathon: ร่วมคุ้ยแคะ แกะระบบรัฐสภาไทยผ่านข้อมูลเปิด ที่ WeVis จัดขึ้นในช่วง Open Data Day (ODD) ซึ่งตรงกับช่วงพิธีเปิดประชุมรัฐสภาและการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ครั้งแรก ได้เปิดข้อมูล 3 ชุด คือ 1. นักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งในสภา และการเป็นสมาชิกพรรคในช่วงเวลาต่าง ๆ 2. การลงมติในสภา รายละเอียดของมติ และนักการเมืองคนไหนโหวตอะไร และ 3. กระบวนการพิจารณากฏหมาย ใครเป็นผู้เสนอ ใช้เวลามากน้อยแค่ไหน อยู่ในขั้นตอนใด และผ่านกระบวนการใดมาแล้วบ้าง
เพื่อให้ผู้สมัครที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 14 กลุ่มนำข้อมูลที่ได้ มาออกแบบเครื่องมือตรวจสอบรัฐสภา ภายใน 2 วัน (14-15 มี.ค. 69) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการจับตาการทำงานของรัฐสภา และผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมเปิดข้อมูลสาธารณะของภาครัฐและเอกชน

ธนิสรา เรืองเดช CEO & Co-founder ของ WeVis เริ่มต้นด้วยการชวนทำความเข้าใจองค์ประกอบของรัฐสภาไทย ฉายภาพให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนใน Open Parliament โดยระบุถึงการเปิดเผยข้อมูลของรัฐสภาไทยว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลแบบบางส่วน (Selective Transparency) บางส่วนเปิด แต่บางส่วนยังปิดอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของชั้นคณะกรรมาธิการที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการเปิดบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ธนิสรา มองว่า รัฐสภาไทยยังไม่ได้ปิดขนาดนั้น และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน หากเห็นช่องโหว่ ก็สามารถช่วยกันพูดหรือสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อพัฒนาการเปิดข้อมูลต่อไปได้

สำหรับการเสวนาเรื่อง วิสัยทัศน์และประสบการณ์เกี่ยวกับข้อมูลเปิดของรัฐสภา ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการใช้และการเปิดเผยข้อมูลรัฐสภา จากผู้มีประสบการณ์ทำงานในแต่ละภาคส่วน ได้แก่ สมาชิกรัฐสภา ฝ่ายการเมือง และฝ่ายวิชาการ

ปัญหาของข้อมูลเปิดรัฐสภา
วรภพ วิริยะโรจน์ อดีต สส. พรรคประชาชน และอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ตัวแทนจากฝ่ายการเมือง มองว่า ในฐานะคนใน การเปิดข้อมูลคือการเพิ่มความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทย ช่วยให้ประชาชนมีความรู้สึกของการเป็นเจ้าของประเทศ รู้ว่าหน่วยงานรัฐเอาภาษีเราไปทำอะไร เมื่อประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็จะสนใจการเมืองมากขึ้น
วรภพ ยกตัวอย่างกรณีการแปลงเล่มงบประมาณจากรูปแบบกระดาษ หรือไฟล์ PDF เป็นไฟล์ Sheets โดยมองว่าแม้ไฟล์ Sheets ดังกล่าวจะเป็นแค่เครื่องมือพื้นฐาน แต่ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ทั้งในมุม สส. เอง ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากขึ้น เช่น กรณีตึก สตง. ถล่ม ในปีที่ผ่านมา ก็สามารถค้นหาจาก Excel ได้ง่ายว่า มีการใช้งบประมาณเพื่อสร้างตึกอื่น ๆ อีกมากน้อยขนาดไหน เห็นถึงความผิดปกติของการจัดสรรงบประมาณตามหมวดหมู่ได้ง่ายมากขึ้น รวมถึงประชาชนทั่วไปก็สามารถเอาไปใช้งานต่อได้เช่นเดียวกัน
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร วุฒิสภา (สว.) และประธานกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลของรัฐสภาไทยยังเป็นแบบ “ลักปิดลักเปิด” หรือเปิดเป็นบางเรื่อง นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่ว่าค้นหาข้อมูลเปิดยาก ไม่รู้ว่าจะต้องหาจากไหน และไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ (Machine-Readable)
อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เจอคือ ความคิดและวัฒธรรมขององค์กร ซึ่งคนทำงานบางส่วนมองว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นสมบัติขององค์กร ไม่ใช่สมบัติของสาธารณะที่ต้องเปิดเผยหรือให้คนเอาไปใช้ประโยชน์ต่อ แม้บทบาทการเป็น สว. ของตัวเองจะทำให้ขอข้อมูลได้ง่ายก็จริง แต่ภาคประชาชนก็ยังยากที่จะขอ บางครั้งต้องใช้มติที่ประชุม กมธ. ว่าจะเปิดข้อมูลหรือไม่ ซึ่งก็มีทั้งยอมเปิดและไม่ยอม
นรเศรษฐ์ ยังยกตัวอย่างวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ระเบียบการลงมติของ สส. ที่ต่างจาก สว. โดยมติของ สส. สามารถเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์ได้ แต่ของ สว. ยังไม่สามารถทำได้เช่นนั้น ยังต้องใช้วิธีพรินต์เป็นกระดาษ แปะหน้าห้องประชุม ประชาชนหรือสื่อมวลชนต้องเดินมาดูที่หน้าห้อง สะท้อนถึงความไม่สม่ำเสมอ ซึ่งก็มีความพยายามในการเสนอแก้กฎระเบียบนี้ รวมถึงความพยายามในการถ่ายทอดสดการประชุม กมธ. เพื่อเพิ่มความโปร่งใส
ด้าน อัจจิมา แสงรัตน์ นักวิชาการ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า ระบุถึงการเปิดข้อมูลของรัฐสภาว่า มีข้อมูลเยอะมาก แต่คำถามสำคัญคือจะจัดการและเปิดเผยให้ประชาชนอย่างไร
อัจจิมา อ้างอิงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า ปัญหาเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- โครงสร้างของรัฐสภาไม่ได้เอื้อต่อการเปิดเผยข้อมูล
- รัฐสภามีการใช้เกณฑ์มาตรฐานสากลในการเปิดเผยข้อมูลก็จริง แต่เป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ได้คิดถึงสาธารณะ
- ข้อจำกัดด้านกฏระเบียบต่าง ๆ เช่น PDPA ถูกใช่เป็นข้ออ้างในการไม่เปิดเผยข้อมูล
งานวิจัยอื่น ๆ ยังชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่มองว่ารัฐสภาเปิดมากขึ้นในการให้สื่อเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ยังต่ำในการให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนบางส่วนระบุว่า สำหรับประชาชนแล้ว ข้อมูลของรัฐสภาถือว่าเข้าใจยาก ไม่ได้ย่อยข้อมูลให้คนที่ไม่ได้จบด้านกฎหมาย นอกจากนี้ ประชาชนยังมีความสับสนของช่องทางสื่อสารของรัฐสภาที่มีเยอะมาก จนยากที่จะบอกได้ว่าข้อมูลชุดไหนคือข้อมูลชุดปัจจุบัน
ทำอย่างไรให้ข้อมูลเปิดเพื่อประชาชนมากขึ้น ?
หากถามว่าทำอย่างไรให้ข้อมูลไม่ได้เปิดแค่เพื่อความโปร่งใสเพียงอย่างเดียว แต่เปิดเพื่อให้ประชาชนหรือหน่วยงานอื่น ๆ เข้าไปคุ้ย แคะ แกะ และใช้ประโยชน์ได้ด้วย วรภพ มองว่า ควรเปิดจากของที่มี บนฐานข้อมูลที่มีอยู่ โดยมองว่าภาครัฐมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว แค่ไม่ได้เปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ จึงต้องพยายามทำให้ข้อมูลเหล่านี้เปิดโดยอัตโนมัติ
ด้าน นรเศรษฐ์ มองว่า มี 3 เรื่องที่จะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น ได้แก่
- Open Data by Default เช่นเดียวกับ วรภพ นั่นคือเปิดเผยข้อมูลเป็นพื้นฐานหรือโดยปริยาย หากอันไหนไม่สามารถเปิดเผยได้ก็กำหนดเกณฑ์ไว้ แต่ไม่ใช่เปิดไม่ได้ตลอดกาล อาจระบุว่าเป็นข้อมูล Sensitive ค่อยเปิดในอนาคตในอีก 10 ปีเพื่อความโปร่ใส เป็นต้น
- Accessible เปิดแล้วมีการจัดการที่ดี ประชาชนไม่สับสน สามารถนำไปใช้งานต่อได้ เช่น รูปแบบ API
- เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน หลายครั้งที่ประชาชนได้เข้าไปให้ความเห็นตามเว็บไซต์ แต่ไม่รู้ว่าปลายทางได้รับฟังหรือ เสนอให้ควรมีการตอบกลับว่าความเห็นเหล่านี้ได้รับการพิจารณาหรือไม่ รวมถึงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นเหล่านี้อย่างไร
สว.นรเศรษฐ์ ยังเน้นย้ำถึงการจัดระเบียบข้อมูล ที่ประชาชนเข้าไปหาแล้วต้องเจอข้อมูลที่ต้องการ และการทำให้ข้อมูลไหลเวียน ระหว่างรรัฐสภา สื่อมวลชน และประชาชน ก็จะช่วยให้คนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น
หากมองจากฝ่ายวิชาการ อัจจิมา ระบุว่า มี 4 ประเด็นที่ช่วยให้ ได้แก่ ให้ข้อมูลเปิดไม่ต้องขอ, ข้อมูลมีความทันสมัยและครบถ้วน, ข้อมูลนำไปใช้ต่อได้ง่าย และมีการเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่น โดยอาจเริ่มจากการทำให้ข้อมูลเป็นข้อมูลสาธารณะ ผ่านการสื่อสารแบบ 2 ทาง (Two-way) โดยมองว่าปัจจุบันเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว (One-way) หรือเป็นทางรัฐสภาให้ แต่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม ขาดการประชาสัมพันธ์ ทำให้ประชาชนไม่รู้ว่าจะต้องหาข้อมูลที่ต้องการจากไหน
ใครต้องถือธงนำ ให้ข้อมูลรัฐสภาเป็นข้อมูลเปิด ?
สว.นรเศรษฐ์ ระบุว่า จุดเริ่มต้นอาจมาจากสมาชิกรัฐสภาก่อน หากมีเจตจำนงทางการเมืองที่มากพอ ขยับเป็นนโยบาย ข้าราชการก็สามารถทำงานต่อได้ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีข้าราชการหลายคนที่อยากทำ แต่จะขยับได้เต็มที่เมื่อมีนโยบาย
อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ องค์กรภาคประชาชน ที่สามารถทำงานร่วมกับ 2 องค์กรข้างต้นได้ ผ่านการให้ความเห็นว่าอยากได้ข้อมูลอะไรบ้าง รูปแบบไหน
อดีต สส.วรภพ มองว่า การผลักดัน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของสาธารณะ ก็เป็นเรื่องสำคัญ จากเดิมที่เป็น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ
รวมถึงความจำเป็นในการทำให้ข้อมูลที่ได้มาน่าสนใจ โดยยกตัวอย่างงาน สส. ที่ไม่เคยขาดหรือลาลงมติ ส่งผลให้ข้อมูลน่าสนใจ คนเห็นความสำคัญของการเข้าถึงข้อมูล รู้สึกว่านี่คือสิทธิของเรา
Thai Parliament Datathon ออกแบบเครื่องมือตรวจสอบรัฐสภา
สำหรับทีมที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรม ทีมละ 3-5 คน ซึ่งมีความสามารถในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล และสนใจการพัฒนา software นำข้อมูลที่ได้ออกแบบเครื่องมือตรวจสอบรัฐสภา แต่ละทีมต่างออกแบบเครื่องมือที่หลากหลาย เช่น ปุณยาพร โกเมนรัตนกุล ตัวแทนกลุ่ม “I’m Sorry จักกะจี้หัวใจ” ที่นำเสนอเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือติดตามการทำงานของผู้แทนประชาชนแต่ละคน และเส้นทางของกฎหมายแต่ละฉบับ เพื่อให้นิติบัญญัติใกล้ตัวเรามากขึ้น
สุกฤษฎิ์ บุญญไกร จากทีม “Inzight” อธิบายถึงการใช้ข้อมูลเปิดเพื่อจับพิรุธการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย
“เราจะดูจากข้อมูลการโหวตผ่านกฎหมายแต่ละชุดแต่ละเรื่อง หรือที่ถูกปัดตก มาวิเคราะห์พร้อมกับตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เช่น เรื่องเกษตร หรือพลังงานสะอาด ถ้ามีเวลาทำมากกว่านี้ ก็อยากจะทำแบบลงลึกไปถึงบริษัทอื่น ๆ ที่อยู่นอกตลาดด้วย
โดยเราดูกฎหมายต่าง ๆ ในช่วงที่อยู่ขั้นตอนไหนในสภา ว่ากฎหมายไหนพิจารณาช้าหรือเร็ว มีจังหวะใดที่ยับยั้ง หรือเร่งรีบให้กฎหมายหรือนโยบายผ่าน ที่อาจจะเอื้อประโยชน์บางกลุ่ม โดยดูควบคู่ไปกับไทม์ไลน์ของแบบบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ด้วย และบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย แล้วทำเป็นอินโฟกราฟิก 1 ชุด และเผยแพร่บนเว็บไซต์ เพื่อทำให้ประชาชนเข้ามาดูได้”
กฤตธี พูลช่วย ตัวแทนกลุ่ม “Ducky Data” ได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่างกฎหมายที่ถูกปัดตกในสภา
“เราจะมาดูว่า ร่าง พ.ร.บ. ใดบ้าง ที่เสนอในสภาแล้วถูกปัดตก ร่างมันจะเป็นลักษณะอย่างไร เป็นนโยบายเกี่ยวกับอะไร เสนอโดยพรรคอะไร แล้วถูกปัดตกด้วยสาเหตุอะไร จากนั้นวิเคราะห์ว่า จุดร่วมของกฎหมายที่ถูกปัดตกมีอะไรบ้าง
แล้วทำให้เห็นแพทเทิร์นของนโยบายหรือร่างกฎหมายที่จะถูกปัดตกบ่อย ๆ ว่ามีสาเหตุมาจากปัญหาอะไรบ้าง แล้วพยายามหาทางออกว่ามันจะมีกลไกอะไรบ้าง ที่จะช่วยไม่ทำไม่ทำให้ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างพิจารณาถูกปัดทิ้ง”
สำหรับเกณฑ์ในการตัดสินให้คะแนนนั้น วิถี ภูษิตาศัย Technical Lead และ Co-founder ของ WeVis กล่าวกับ The Active ว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมี 50 คน กลุ่มใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษา และพนักงานออฟฟิศที่ทำงานแล้ว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอิสระที่สนใจการเมือง แต่ไม่เคยทำประเด็น data มาก่อน จึงเข้ามาเพื่อหาประสบการณ์และเรียนรู้
โดยเกณฑ์การให้คะแนนผลงานของแต่ละทีมมีหลายข้อ เช่น ข้อแรกคือ Impact ที่จะดูว่าสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม สภา หรือการเมือง ซึ่งเป็นเกณฑ์หลักของ WeVis และ Data-driven ซึ่งป็นโจทย์หลัก เพื่อให้เห็นว่า ข้อมูลที่ WeVis รวบรวมและพัฒนา สามารถสนับสนุนประเด็นและผลงานที่แต่ละทีมอย่างไร ได้ใช้ประโยชน์มันมากน้อยแค่ไหน
“นอกจากนี้ ยังดูความแปลกใหม่ เพื่อให้เห็นแง่มุมใหม่ ๆ จากการนำข้อมูลเปิดมาใช้ Design และ Visualization รวมทั้งการนำเสนอข้อมูลอ่านง่ายไหม ดึงดูดหรือเปล่า ช่วยให้คนเข้าใจเรื่องยาก ๆ อย่างเรื่องการเมืองหรือเรื่องสภาได้ดีขึ้นแค่ไหน เพราะบางทีข้อมูลดีแต่ถ้าพรีเซนต์ออกมาแล้วคนเข้าไม่ถึง มันก็น่าเสียดาย”
วิถี บอกอีกว่า รางวัลใหญ่สำหรับกิจกรรมนี้ คือการที่ผู้ที่ชนะจะได้ร่วมมือทำงานนี้ต่อ โดยพัฒนาให้สมบูรณ์แบบมากขึ้นตามแผนที่วางไว้ โดย WeVis จะช่วยสื่อสารและผลักดันงานให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะสิ่งที่มักเกิดขึ้นหลังจบกิจกรรม Datathon หรือ Hackathon ที่ผ่านมา คือ เมื่องานจบแล้วทุกอย่างจบ ซึ่งไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะทุกคนพยายามออกแบบผลงานขึ้นมา
“ผลงานส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นภายใน 2 วันนี้ ยังเป็นไอเดียที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ เราก็อยากเลือกบางกลุ่มมาแล้วผลักให้กลายเป็นงานที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งก็จะมีส่วนในการประเมินทีมด้วยว่าเขาดูมีความพร้อมแค่ไหน ถ้าเราจะช่วยต่อ เขาอยากต่อยอดโปรเจกต์นี้ไปในรูปแบบไหน เขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเราบ้าง เขาอยากผลักดันไปถึงจุดไหนที่เขาอยากจะไป ก็จะประเมินแผนในอนาคตตรงนี้”
สำหรับทีมที่ชนะในการแข่งขันทั้งหมด 3 ทีม ได้แก่
- ทีม Inzight กับโปรเจกต์ กฏหมายนี้เอื้อใคร ? (ชนะรางวัล Grand Prize จากการตัดสินของคณะกรรมการ และ Popular Vote) ที่ออกแบบเว็บไซต์จับตาดูธุรกิจที่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียกับการร่างพระราชบัญญัติ เพื่อตรวจสอบกระบวนการแทรกแซงการร่างหรือขัดขวางการออกกฎหมายโดยภาคธุรกิจ จนทำให้กฎหมายเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ พร้อมโชว์ไทม์ไลน์ของ พ.ร.บ. นั้น ๆ และอินโฟกราฟิก
- ทีม TPLink ในโปรเจกต์ Political Dynasty : สาแหรกสภา (ชนะรางวัล Grand Prize จากการตัดสินของคณะกรรมการ) ที่ออกแบบเว็บไซต์แสดงข้อมูลตามภูมิภาคที่มี “บ้านใหญ่” ว่ามีสัดส่วนเท่าใด สำรวจความเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เชื่อมโยงทางเครือญาติของสมาชิกรัฐสภา ผ่านเครือข่ายอำนาจและการเสนอกฏหมาย พร้อมทำอินโฟกราฟิกแสดงผลว่า ผู้แทนที่มาจากบ้านใหญ่เข้าลงมติหรือไม่ ในเรื่องใด สวนมติพรรคหรือไม่ หากขาดลงมติ พวกเขาขาดใน พ.ร.บ. ลักษณะใดบ้าง
- ทีม โป๊ะอยู่นะ กับโปรเจกต์ POH (ชนะรางวัล Popular Vote) ที่ “โป๊ะ” ย่อมาจาก Parliament Open Hub Platform ที่เป็นแอปพลิเคชันเชื่อมโยงกฎหมายในสภาให้เข้ากับชีวิตประชาชน โดยเน้น personalization สำหรับค้นหา ตรวจสอบ ติดตามร่างกฎหมายที่ผู้ใช้สนใจ และวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงตรวจสอบผู้ร่างกฎหมาย และสร้าง persona จำลองเพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้เพื่อหากฎหมายที่ตรงกับความสนใจ และมีฟีเจอร์ถามตอบเกี่ยวกับกระบวนการร่างกฎหมายด้วย
งาน Thai Parliament Datathon จึงไม่เพียงออกแบบเป็นเครื่องมือตรวจสอบรัฐสภา แต่ยังสร้างความโปร่งใสให้การเมือง และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะบทบาทของประชาชนไม่ได้จบลงที่คูหาเลือกตั้ง แต่การติดตามตรวจสอบผู้เเทนที่ประชาชนเลือกมา ผ่าน “ข้อมูลเปิด” (Open Data) คือฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้ประชาธิปไตยทำงานได้อย่างยั่งยืน


