Thai Parliament Datathon: ชวนสร้างรัฐสภาเปิด ด้วยการเปิดข้อมูลสาธารณะ

ก่อนเปิดรัฐสภา เรามาทำรัฐสภาให้เปิดกันก่อน! เพราะในยุคที่การสื่อสารทางการเมืองย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “เรามีข้อมูลหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า “เราจะอยู่ร่วมกับข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร” ให้เท่าทันและนำมาใช้ได้

นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ชุดข้อมูลที่เกี่ยวกับการทํางานของรัฐสภา ถูกรวบรวมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย WeVis ร่วมกับกลุ่มเทคโนโลยีภาคประชาสังคม (Civic Tech) โดยแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบ machine-readable ช่วยให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย

กิจกรรม Open Data Day 2026: Thai Parliament Datathon: ร่วมคุ้ยแคะ แกะระบบรัฐสภาไทยผ่านข้อมูลเปิด ที่ WeVis จัดขึ้นในช่วง Open Data Day (ODD) ซึ่งตรงกับช่วงพิธีเปิดประชุมรัฐสภาและการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ครั้งแรก ได้เปิดข้อมูล 3 ชุด คือ 1. นักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งในสภา และการเป็นสมาชิกพรรคในช่วงเวลาต่าง ๆ 2. การลงมติในสภา รายละเอียดของมติ และนักการเมืองคนไหนโหวตอะไร และ 3. กระบวนการพิจารณากฏหมาย ใครเป็นผู้เสนอ ใช้เวลามากน้อยแค่ไหน อยู่ในขั้นตอนใด และผ่านกระบวนการใดมาแล้วบ้าง

เพื่อให้ผู้สมัครที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 14 กลุ่มนำข้อมูลที่ได้ มาออกแบบเครื่องมือตรวจสอบรัฐสภา ภายใน 2 วัน (14-15 มี.ค. 69) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการจับตาการทำงานของรัฐสภา และผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมเปิดข้อมูลสาธารณะของภาครัฐและเอกชน 

ที่มา : WeVis

ธนิสรา เรืองเดช CEO & Co-founder ของ WeVis เริ่มต้นด้วยการชวนทำความเข้าใจองค์ประกอบของรัฐสภาไทย ฉายภาพให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนใน Open Parliament โดยระบุถึงการเปิดเผยข้อมูลของรัฐสภาไทยว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลแบบบางส่วน (Selective Transparency) บางส่วนเปิด แต่บางส่วนยังปิดอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของชั้นคณะกรรมาธิการที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการเปิดบางส่วน

อย่างไรก็ตาม ธนิสรา มองว่า รัฐสภาไทยยังไม่ได้ปิดขนาดนั้น และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน หากเห็นช่องโหว่ ก็สามารถช่วยกันพูดหรือสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อพัฒนาการเปิดข้อมูลต่อไปได้

ธนิสรา เรืองเดช

สำหรับการเสวนาเรื่อง วิสัยทัศน์และประสบการณ์เกี่ยวกับข้อมูลเปิดของรัฐสภา ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการใช้และการเปิดเผยข้อมูลรัฐสภา จากผู้มีประสบการณ์ทำงานในแต่ละภาคส่วน ได้แก่ สมาชิกรัฐสภา ฝ่ายการเมือง และฝ่ายวิชาการ

(เรียงจากซ้ายไปขวา) อรุชิตา อุตมะโภคิน, นรเศรษฐ์ ปรัชญากร, วรภพ วิริยะโรจน์ และ อัจจิมา แสงรัตน์

ปัญหาของข้อมูลเปิดรัฐสภา

วรภพ วิริยะโรจน์ อดีต สส. พรรคประชาชน และอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ตัวแทนจากฝ่ายการเมือง มองว่า ในฐานะคนใน การเปิดข้อมูลคือการเพิ่มความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทย ช่วยให้ประชาชนมีความรู้สึกของการเป็นเจ้าของประเทศ รู้ว่าหน่วยงานรัฐเอาภาษีเราไปทำอะไร เมื่อประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็จะสนใจการเมืองมากขึ้น

วรภพ ยกตัวอย่างกรณีการแปลงเล่มงบประมาณจากรูปแบบกระดาษ หรือไฟล์ PDF เป็นไฟล์ Sheets โดยมองว่าแม้ไฟล์ Sheets ดังกล่าวจะเป็นแค่เครื่องมือพื้นฐาน แต่ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ทั้งในมุม สส. เอง ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากขึ้น เช่น กรณีตึก สตง. ถล่ม ในปีที่ผ่านมา ก็สามารถค้นหาจาก Excel ได้ง่ายว่า มีการใช้งบประมาณเพื่อสร้างตึกอื่น ๆ อีกมากน้อยขนาดไหน เห็นถึงความผิดปกติของการจัดสรรงบประมาณตามหมวดหมู่ได้ง่ายมากขึ้น รวมถึงประชาชนทั่วไปก็สามารถเอาไปใช้งานต่อได้เช่นเดียวกัน

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร วุฒิสภา (สว.) และประธานกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลของรัฐสภาไทยยังเป็นแบบ “ลักปิดลักเปิด” หรือเปิดเป็นบางเรื่อง นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่ว่าค้นหาข้อมูลเปิดยาก ไม่รู้ว่าจะต้องหาจากไหน และไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ (Machine-Readable)

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เจอคือ ความคิดและวัฒธรรมขององค์กร ซึ่งคนทำงานบางส่วนมองว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นสมบัติขององค์กร ไม่ใช่สมบัติของสาธารณะที่ต้องเปิดเผยหรือให้คนเอาไปใช้ประโยชน์ต่อ แม้บทบาทการเป็น สว. ของตัวเองจะทำให้ขอข้อมูลได้ง่ายก็จริง แต่ภาคประชาชนก็ยังยากที่จะขอ บางครั้งต้องใช้มติที่ประชุม กมธ. ว่าจะเปิดข้อมูลหรือไม่ ซึ่งก็มีทั้งยอมเปิดและไม่ยอม

นรเศรษฐ์ ยังยกตัวอย่างวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ระเบียบการลงมติของ สส. ที่ต่างจาก สว. โดยมติของ สส. สามารถเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์ได้ แต่ของ สว. ยังไม่สามารถทำได้เช่นนั้น ยังต้องใช้วิธีพรินต์เป็นกระดาษ แปะหน้าห้องประชุม ประชาชนหรือสื่อมวลชนต้องเดินมาดูที่หน้าห้อง สะท้อนถึงความไม่สม่ำเสมอ ซึ่งก็มีความพยายามในการเสนอแก้กฎระเบียบนี้ รวมถึงความพยายามในการถ่ายทอดสดการประชุม กมธ. เพื่อเพิ่มความโปร่งใส

ด้าน อัจจิมา แสงรัตน์ นักวิชาการ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า ระบุถึงการเปิดข้อมูลของรัฐสภาว่า มีข้อมูลเยอะมาก แต่คำถามสำคัญคือจะจัดการและเปิดเผยให้ประชาชนอย่างไร

อัจจิมา อ้างอิงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า ปัญหาเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. โครงสร้างของรัฐสภาไม่ได้เอื้อต่อการเปิดเผยข้อมูล
  2. รัฐสภามีการใช้เกณฑ์มาตรฐานสากลในการเปิดเผยข้อมูลก็จริง แต่เป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ได้คิดถึงสาธารณะ
  3. ข้อจำกัดด้านกฏระเบียบต่าง ๆ เช่น PDPA ถูกใช่เป็นข้ออ้างในการไม่เปิดเผยข้อมูล

งานวิจัยอื่น ๆ ยังชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่มองว่ารัฐสภาเปิดมากขึ้นในการให้สื่อเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ยังต่ำในการให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนบางส่วนระบุว่า สำหรับประชาชนแล้ว ข้อมูลของรัฐสภาถือว่าเข้าใจยาก ไม่ได้ย่อยข้อมูลให้คนที่ไม่ได้จบด้านกฎหมาย นอกจากนี้ ประชาชนยังมีความสับสนของช่องทางสื่อสารของรัฐสภาที่มีเยอะมาก จนยากที่จะบอกได้ว่าข้อมูลชุดไหนคือข้อมูลชุดปัจจุบัน

ทำอย่างไรให้ข้อมูลเปิดเพื่อประชาชนมากขึ้น ?

หากถามว่าทำอย่างไรให้ข้อมูลไม่ได้เปิดแค่เพื่อความโปร่งใสเพียงอย่างเดียว แต่เปิดเพื่อให้ประชาชนหรือหน่วยงานอื่น ๆ เข้าไปคุ้ย แคะ แกะ และใช้ประโยชน์ได้ด้วย วรภพ มองว่า ควรเปิดจากของที่มี บนฐานข้อมูลที่มีอยู่ โดยมองว่าภาครัฐมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว แค่ไม่ได้เปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ จึงต้องพยายามทำให้ข้อมูลเหล่านี้เปิดโดยอัตโนมัติ

ด้าน นรเศรษฐ์ มองว่า มี 3 เรื่องที่จะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น ได้แก่

  1. Open Data by Default เช่นเดียวกับ วรภพ นั่นคือเปิดเผยข้อมูลเป็นพื้นฐานหรือโดยปริยาย หากอันไหนไม่สามารถเปิดเผยได้ก็กำหนดเกณฑ์ไว้ แต่ไม่ใช่เปิดไม่ได้ตลอดกาล อาจระบุว่าเป็นข้อมูล Sensitive ค่อยเปิดในอนาคตในอีก 10 ปีเพื่อความโปร่ใส เป็นต้น
  2. Accessible เปิดแล้วมีการจัดการที่ดี ประชาชนไม่สับสน สามารถนำไปใช้งานต่อได้ เช่น รูปแบบ API
  3. เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน หลายครั้งที่ประชาชนได้เข้าไปให้ความเห็นตามเว็บไซต์ แต่ไม่รู้ว่าปลายทางได้รับฟังหรือ เสนอให้ควรมีการตอบกลับว่าความเห็นเหล่านี้ได้รับการพิจารณาหรือไม่ รวมถึงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นเหล่านี้อย่างไร

สว.นรเศรษฐ์ ยังเน้นย้ำถึงการจัดระเบียบข้อมูล ที่ประชาชนเข้าไปหาแล้วต้องเจอข้อมูลที่ต้องการ และการทำให้ข้อมูลไหลเวียน ระหว่างรรัฐสภา สื่อมวลชน และประชาชน ก็จะช่วยให้คนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น

หากมองจากฝ่ายวิชาการ อัจจิมา ระบุว่า มี 4 ประเด็นที่ช่วยให้ ได้แก่ ให้ข้อมูลเปิดไม่ต้องขอ, ข้อมูลมีความทันสมัยและครบถ้วน, ข้อมูลนำไปใช้ต่อได้ง่าย และมีการเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่น โดยอาจเริ่มจากการทำให้ข้อมูลเป็นข้อมูลสาธารณะ ผ่านการสื่อสารแบบ 2 ทาง (Two-way) โดยมองว่าปัจจุบันเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว (One-way) หรือเป็นทางรัฐสภาให้ แต่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม ขาดการประชาสัมพันธ์ ทำให้ประชาชนไม่รู้ว่าจะต้องหาข้อมูลที่ต้องการจากไหน

ใครต้องถือธงนำ ให้ข้อมูลรัฐสภาเป็นข้อมูลเปิด ?

สว.นรเศรษฐ์ ระบุว่า จุดเริ่มต้นอาจมาจากสมาชิกรัฐสภาก่อน หากมีเจตจำนงทางการเมืองที่มากพอ ขยับเป็นนโยบาย ข้าราชการก็สามารถทำงานต่อได้ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีข้าราชการหลายคนที่อยากทำ แต่จะขยับได้เต็มที่เมื่อมีนโยบาย

อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ องค์กรภาคประชาชน ที่สามารถทำงานร่วมกับ 2 องค์กรข้างต้นได้ ผ่านการให้ความเห็นว่าอยากได้ข้อมูลอะไรบ้าง รูปแบบไหน

อดีต สส.วรภพ มองว่า การผลักดัน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของสาธารณะ ก็เป็นเรื่องสำคัญ จากเดิมที่เป็น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ 

รวมถึงความจำเป็นในการทำให้ข้อมูลที่ได้มาน่าสนใจ โดยยกตัวอย่างงาน สส. ที่ไม่เคยขาดหรือลาลงมติ ส่งผลให้ข้อมูลน่าสนใจ คนเห็นความสำคัญของการเข้าถึงข้อมูล รู้สึกว่านี่คือสิทธิของเรา

Thai Parliament Datathon ออกแบบเครื่องมือตรวจสอบรัฐสภา

สำหรับทีมที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรม ทีมละ 3-5 คน ซึ่งมีความสามารถในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล และสนใจการพัฒนา software นำข้อมูลที่ได้ออกแบบเครื่องมือตรวจสอบรัฐสภา แต่ละทีมต่างออกแบบเครื่องมือที่หลากหลาย เช่น ปุณยาพร โกเมนรัตนกุล ตัวแทนกลุ่ม “I’m Sorry จักกะจี้หัวใจ” ที่นำเสนอเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือติดตามการทำงานของผู้แทนประชาชนแต่ละคน และเส้นทางของกฎหมายแต่ละฉบับ เพื่อให้นิติบัญญัติใกล้ตัวเรามากขึ้น

สุกฤษฎิ์ บุญญไกร จากทีม “Inzight” อธิบายถึงการใช้ข้อมูลเปิดเพื่อจับพิรุธการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย

“เราจะดูจากข้อมูลการโหวตผ่านกฎหมายแต่ละชุดแต่ละเรื่อง หรือที่ถูกปัดตก มาวิเคราะห์พร้อมกับตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เช่น เรื่องเกษตร หรือพลังงานสะอาด ถ้ามีเวลาทำมากกว่านี้ ก็อยากจะทำแบบลงลึกไปถึงบริษัทอื่น ๆ ที่อยู่นอกตลาดด้วย

โดยเราดูกฎหมายต่าง ๆ ในช่วงที่อยู่ขั้นตอนไหนในสภา ว่ากฎหมายไหนพิจารณาช้าหรือเร็ว มีจังหวะใดที่ยับยั้ง หรือเร่งรีบให้กฎหมายหรือนโยบายผ่าน ที่อาจจะเอื้อประโยชน์บางกลุ่ม โดยดูควบคู่ไปกับไทม์ไลน์ของแบบบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ด้วย และบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย แล้วทำเป็นอินโฟกราฟิก 1 ชุด และเผยแพร่บนเว็บไซต์ เพื่อทำให้ประชาชนเข้ามาดูได้” 

กฤตธี พูลช่วย ตัวแทนกลุ่ม “Ducky Data” ได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่างกฎหมายที่ถูกปัดตกในสภา

“เราจะมาดูว่า ร่าง พ.ร.บ. ใดบ้าง ที่เสนอในสภาแล้วถูกปัดตก ร่างมันจะเป็นลักษณะอย่างไร เป็นนโยบายเกี่ยวกับอะไร เสนอโดยพรรคอะไร แล้วถูกปัดตกด้วยสาเหตุอะไร จากนั้นวิเคราะห์ว่า จุดร่วมของกฎหมายที่ถูกปัดตกมีอะไรบ้าง

แล้วทำให้เห็นแพทเทิร์นของนโยบายหรือร่างกฎหมายที่จะถูกปัดตกบ่อย ๆ ว่ามีสาเหตุมาจากปัญหาอะไรบ้าง แล้วพยายามหาทางออกว่ามันจะมีกลไกอะไรบ้าง ที่จะช่วยไม่ทำไม่ทำให้ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างพิจารณาถูกปัดทิ้ง”

สำหรับเกณฑ์ในการตัดสินให้คะแนนนั้น วิถี ภูษิตาศัย Technical Lead และ Co-founder ของ WeVis กล่าวกับ The Active ว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมี 50 คน กลุ่มใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษา และพนักงานออฟฟิศที่ทำงานแล้ว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอิสระที่สนใจการเมือง แต่ไม่เคยทำประเด็น data มาก่อน จึงเข้ามาเพื่อหาประสบการณ์และเรียนรู้ 

โดยเกณฑ์การให้คะแนนผลงานของแต่ละทีมมีหลายข้อ เช่น ข้อแรกคือ Impact ที่จะดูว่าสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม สภา หรือการเมือง ซึ่งเป็นเกณฑ์หลักของ WeVis และ Data-driven ซึ่งป็นโจทย์หลัก เพื่อให้เห็นว่า ข้อมูลที่ WeVis รวบรวมและพัฒนา สามารถสนับสนุนประเด็นและผลงานที่แต่ละทีมอย่างไร ได้ใช้ประโยชน์มันมากน้อยแค่ไหน  

“นอกจากนี้ ยังดูความแปลกใหม่ เพื่อให้เห็นแง่มุมใหม่ ๆ จากการนำข้อมูลเปิดมาใช้ Design และ Visualization รวมทั้งการนำเสนอข้อมูลอ่านง่ายไหม ดึงดูดหรือเปล่า ช่วยให้คนเข้าใจเรื่องยาก ๆ อย่างเรื่องการเมืองหรือเรื่องสภาได้ดีขึ้นแค่ไหน เพราะบางทีข้อมูลดีแต่ถ้าพรีเซนต์ออกมาแล้วคนเข้าไม่ถึง มันก็น่าเสียดาย”

วิถี บอกอีกว่า รางวัลใหญ่สำหรับกิจกรรมนี้ คือการที่ผู้ที่ชนะจะได้ร่วมมือทำงานนี้ต่อ โดยพัฒนาให้สมบูรณ์แบบมากขึ้นตามแผนที่วางไว้ โดย WeVis จะช่วยสื่อสารและผลักดันงานให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะสิ่งที่มักเกิดขึ้นหลังจบกิจกรรม Datathon หรือ Hackathon ที่ผ่านมา คือ เมื่องานจบแล้วทุกอย่างจบ ซึ่งไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะทุกคนพยายามออกแบบผลงานขึ้นมา

“ผลงานส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นภายใน 2 วันนี้ ยังเป็นไอเดียที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ เราก็อยากเลือกบางกลุ่มมาแล้วผลักให้กลายเป็นงานที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งก็จะมีส่วนในการประเมินทีมด้วยว่าเขาดูมีความพร้อมแค่ไหน ถ้าเราจะช่วยต่อ เขาอยากต่อยอดโปรเจกต์นี้ไปในรูปแบบไหน เขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเราบ้าง เขาอยากผลักดันไปถึงจุดไหนที่เขาอยากจะไป ก็จะประเมินแผนในอนาคตตรงนี้”

สำหรับทีมที่ชนะในการแข่งขันทั้งหมด 3 ทีม ได้แก่ 

  • ทีม Inzight กับโปรเจกต์ กฏหมายนี้เอื้อใคร ? (ชนะรางวัล Grand Prize จากการตัดสินของคณะกรรมการ และ Popular Vote) ที่ออกแบบเว็บไซต์จับตาดูธุรกิจที่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียกับการร่างพระราชบัญญัติ เพื่อตรวจสอบกระบวนการแทรกแซงการร่างหรือขัดขวางการออกกฎหมายโดยภาคธุรกิจ จนทำให้กฎหมายเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ พร้อมโชว์ไทม์ไลน์ของ พ.ร.บ. นั้น ๆ และอินโฟกราฟิก
  • ทีม TPLink ในโปรเจกต์ Political Dynasty : สาแหรกสภา (ชนะรางวัล Grand Prize จากการตัดสินของคณะกรรมการ) ที่ออกแบบเว็บไซต์แสดงข้อมูลตามภูมิภาคที่มี “บ้านใหญ่” ว่ามีสัดส่วนเท่าใด สำรวจความเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เชื่อมโยงทางเครือญาติของสมาชิกรัฐสภา ผ่านเครือข่ายอำนาจและการเสนอกฏหมาย พร้อมทำอินโฟกราฟิกแสดงผลว่า ผู้แทนที่มาจากบ้านใหญ่เข้าลงมติหรือไม่ ในเรื่องใด สวนมติพรรคหรือไม่ หากขาดลงมติ พวกเขาขาดใน พ.ร.บ. ลักษณะใดบ้าง
  • ทีม โป๊ะอยู่นะ กับโปรเจกต์ POH  (ชนะรางวัล Popular Vote) ที่ “โป๊ะ” ย่อมาจาก Parliament Open Hub Platform ที่เป็นแอปพลิเคชันเชื่อมโยงกฎหมายในสภาให้เข้ากับชีวิตประชาชน โดยเน้น personalization สำหรับค้นหา ตรวจสอบ ติดตามร่างกฎหมายที่ผู้ใช้สนใจ และวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงตรวจสอบผู้ร่างกฎหมาย และสร้าง persona  จำลองเพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้เพื่อหากฎหมายที่ตรงกับความสนใจ และมีฟีเจอร์ถามตอบเกี่ยวกับกระบวนการร่างกฎหมายด้วย

งาน Thai Parliament Datathon จึงไม่เพียงออกแบบเป็นเครื่องมือตรวจสอบรัฐสภา แต่ยังสร้างความโปร่งใสให้การเมือง และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะบทบาทของประชาชนไม่ได้จบลงที่คูหาเลือกตั้ง แต่การติดตามตรวจสอบผู้เเทนที่ประชาชนเลือกมา ผ่าน “ข้อมูลเปิด” (Open Data) คือฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้ประชาธิปไตยทำงานได้อย่างยั่งยืน


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

ธนธร จิรรุจิเรข

สงสัยว่าตัวเองอยากเป็นนักวิเคราะห์ data ที่เขียนได้นิดหน่อย หรือนักเขียนที่วิเคราะห์ data ได้นิดหน่อยกันแน่