สแกมเมอร์ ฟอกเงิน และทุนเทา : ภัยเงียบของอาชญากรรมข้ามชาติในรัฐไทย

“ไทยแลนด์ แดนสนธยา”

ความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเกือบจะเข้าใกล้ประโยคข้างต้นเต็มที หากเราได้ย้อนกลับมาดูสถานการณ์ในตอนนี้
บ้านเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยความกลัว
กฏหมายสามารถเปลี่ยนผิดเป็นถูกได้ 
รัฐบาลที่ไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชน
รัฐเอื้อประโยชน์ให้กับเหล่าอาชญากร
เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ถูกซื้อได้ด้วยเงิน
ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง
ประเทศกลายเป็นฐานดำเนินธุรกิจฟอกเงิน
หลายพื้นที่กลายเป็นแหล่งกบดานของอาชญากรข้ามชาติ

ทั้งหมดนี้ ล้วนมาจาก “อำนาจเงิน” ที่กำลังจะทำให้อาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบใหม่เข้าแทรกซึมรัฐไปทีละน้อย 

โลกเปลี่ยน ภัยคุกคามพัฒนา

เมื่อมองกลับไปที่อดีต “ยาเสพติด” คือ หนึ่งในต้นทางอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายให้แก่รัฐมากที่สุด เพราะทำลายทั้งชีวิต สังคม และเงินทุนมหาศาลที่ได้จากการค้ายา

ปัจจุบัน โลกของเราเข้ามาสู่ยุคเทคโนโลยีที่พัฒนาให้การสื่อสารเป็นไปอย่างไร้พรมแดน จนทำให้ภูมิทัศน์อาชญากรรมเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ หรือเรียกได้ว่า “โลกดิจิทัลได้เปิดพื้นที่ใหม่ให้กับเหล่าอาชญากร”

กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย และอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ตั้งข้อสังเกต เมื่อสังคมต้องเผชิญกับทุนอาชญากรรมไว้ว่า โลกดิจิทัลกำลังเปิดพื้นที่ใหม่ให้ทุนอาชญากรรมพัฒนาเป็นระบบใต้ดินที่ซับซ้อน เชื่อมโยงระหว่างประเทศ และหมุนเวียนด้วยเม็ดเงินมหาศาล โดยอาศัย 3 ฟันเฟืองสำคัญ  

  • การหลอกลวงออนไลน์ (Scam)
  • การค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ (Human Trafficking) 
  • การฟอกเงิน (Money Laundering)

เมื่อทั้ง 3 องค์ประกอบทำงานร่วมกันจนมีเงินเติบโตเกินจุดหลบซ่อน เครือข่ายจะก้าวไปอีกขั้น โดยจะไม่หยุดอยู่ที่การแสวงหากำไรอีกต่อไป แต่จะเริ่มลงทุนเพื่อซื้อความคุ้มกัน ซื้ออำนาจ และซื้อกติกาใหม่ให้ตนเอง และนี่คือจุดเริ่มต้นของ การซื้ออำนาจรัฐ (State Capture)

อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ขยายความต่อไปอีกว่า การซื้ออำนาจรัฐไม่ได้เกิดขึ้นจากอาชญากรรมครั้งใหญ่ หรืออาชญากรรมเพียงครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่เกิดจากการปล่อยให้หลักนิติธรรมอ่อนลงทีละน้อย จนกลายเป็นช่องว่างให้ทุนและเครือข่ายผลประโยชน์เข้าครอบงำกลไกรัฐ และในที่สุดกลายเป็นรัฐซ้อนรัฐที่ทุนสีเทาเข้าไปมีบทบาทในเศรษฐกิจ ท้องถิ่น และบางมิติของอำนาจรัฐ  

รศ.ทศพล ทรรศนพรรณ หัวหน้าศูนย์ศึกษากฎหมายกับเทคโนโลยี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้วิจัยเรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของอาชญากรรมดิจิทัลไว้ โดยเปรียบกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ ว่า เป็น Holding company ที่มุ่งแสวงหากำไร 

เมื่อเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตไร้พรมแดน อาชญากรก็แสวงหาประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้ด้วย เช่น กาสิโน-บ่อน ก็มาเปิดเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงการหลอกลวงจากยุคแอนะล็อกด้วยจดหมายลูกโซ่ เป็นการหลอกลวงผ่านออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ 

รศ.ทศพล ทรรศนพรรณ

สำหรับ “สแกมเมอร์” เมื่อย้อนไปดูต้นทางก่อนการเกิดขึ้นในบทความ “ประวัติสังเขปอุตสาหกรรม สแกม ข้ามชาติในเอเชีย” โดย ศาสตราจารย์ เกษียร เตชะพีระ ระบุว่า ต้นตอของอุตสาหกรรมสแกม เริ่มต้นในไต้หวัน ช่วงปี 1990 และถูกทางการปราบปรามย้ายไปยัง อำเภออันซี มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เมื่อต้นทศวรรษ 2000 และเมื่อถูกปราบปราม ก็ได้ย้ายฐานมายัง กัมพูชา ลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ 

ความเสียหายที่เกิดจากแก๊งสแกมเมอร์นี้ ได้สร้างผลกระทบเป็นอย่างมาก สำหรับบางคนเงินเก็บที่อดออมมาทั้งชีวิตหายไปเพียงข้ามวัน จนเรียกได้ว่าต้องสิ้นเนื้อประดาตัว แม้ว่าตัวเลขของยอดความเสียหายจะแตกต่างกันจากหลากหลายที่มา แต่มีการคาดการณ์ว่าคนไทยถูกหลอกปีละ 20,000 ล้านบาท และทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 8 ล้านล้านบาท

สแกมเมอร์กับอาเซียน  

“อาชญากรไม่สนใจวิธีการ”

เราได้เห็นจากภาพข่าวที่ผู้คนจากหลายประเทศ ถูกหลอกไปทำงานในตึกสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งถูกทำร้าย และทรมานไม่ต่างจากทาสในมัยอดีต

ทศพล อธิบายว่า เหตุที่แก๊งสแกมเมอร์เข้ามาอยู่ในภูมิภาคอาเซียน เกิดจากการถูกปราบปรามจากภูมิภาคอื่น แล้วเห็นว่าประเทศในภูมิภาคอาเซียนเหล่านี้อ่อนแอ ทั้งด้านการปกครองและเศรษฐกิจ แก๊งสแกมเมอร์จึงมองว่าเหมาะสมสำหรับเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ

“เราใช้คำว่ามังกรหลากสี หมายความว่าอาจจะโดนปราบมาจากไต้หวัน  โดนปราบมาจากฮ่องกง โดนปราบมาจากจีน เขาก็แตกฮือมา พบว่า ฟิลิปปินส์ ไทย กัมพูชา พอจะมาอยู่ได้ เขาก็ไหลเข้ามาฟักตัวหรือซ่อนตัว เพราะเขาเห็นช่องทางว่าพอมีตลาด คนไทยโดนหลอกได้ง่าย มีอินเทอร์เน็ตแรง มีโอนเงินง่าย เขาก็ใช้ทุนที่มี จ้างคนที่หนีมา ปฏิบัติการอยู่ตรงนี้ ถ้าโดนปราบ ก็ย้ายไปอยู่อีกที่หนึ่ง”

รศ.ทศพล ทรรศนพรรณ หัวหน้าศูนย์ศึกษากฎหมายกับเทคโนโลยี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ด้วยที่ตั้งประเทศไทยอยู่ในภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีความมั่นคงในการปกครอง อีกทั้งไทยเองก็มีความแข็งแรงด้านการเงิน และยังเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก จึงทำให้อาชญกรที่ฝังตัวในประเทศที่มีพรมแดนติดกับไทยเคลื่อนตัวได้ง่าย

ไทยจึงกลายเป็นที่หมายตาให้เป็นแหล่งฟอกเงิน ของเหล่าบรรดาอาชญากร ที่ใช้เป็นที่พักตัวและหลบหนี

เช่นเดียวกับ สีหนุวิลล์และปอยเปต ประเทศกัมพูชา, ชเวก๊กโกและเมียวดี ประเทศเมียนมา, เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว ที่มีตึกเรียงรายคล้ายสำนักงาน มีทั้งหอพักและสิ่งอำนวยความสะดวกในตัว แต่กลับมีรั้วรวดหนามล้อมรอบ และถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนา ซึ่งล้วนเป็นแหล่งใหญ่ของแก๊งสแกมเมอร์ที่อยู่ไม่ไกลจากเส้นแบ่งแดนประเทศไทย 

เมื่ออาชญากรรมต้องการเพียงผลกำไร ขบวนการก็ได้ขยายใหญ่ขึ้น จำนวนคนทำงานต้องเพิ่มมากขึ้นตาม โดยมีรายงานว่าผู้คนถูกหลอกมาทำงานให้กับแก๊งสแกมเมอร์กว่า 60 ประเทศ  และเมื่อทำงานไม่ได้ตามยอด ก็ถูกทรมาน ทำร้ายร่างกาย และถูกขายต่อเยี่ยงทาส 

ประเทศไทยแหล่งฟอกเงินสแกมเมอร์? 

ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติไม่ได้หยุดอยู่ที่ถูกหลอกไปทำงานในอาณาจักรสแกมเมอร์เท่านั้น แต่ประเทศไทยยังถูกใช้เป็นทางผ่านทางการเงินหรือธุรกรรมที่รู้จักกันดีในชื่อ “บัญชีม้า” 

สถิติจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าในปี 2567 มีการระงับบัญชีม้าไปแล้วทั้งสิ้น 1.6 ล้านบัญชี มีการจับกุมบัญชีม้าจำนวนรวม 2,495 ราย แม้จะมีโทษจำคุก 3 ปี และปรับอีกไม่เกิน 300,000 บาท แต่ด้วยภาวะของเศรษฐกิจที่ถดถอย และแรงจูงใจเรื่องรายได้ ก็ทำให้ทุกวันนี้ยังมีคนรับเปิดบัญชีม้าให้กับแก๊งสแกมเมอร์อยู่ไม่ขาดสาย 

เมื่อเงินผ่านเข้าบัญชีม้า จะถูกเปลี่ยนถ่ายไปยังหลายบัญชี และหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการกดเงินสดออกไป, สับเปลี่ยนสกุลเงินเป็นดิจิทัลในรูปแบบเหรียญต่าง ๆ, ซื้อทองคำเพื่อง่ายต่อการขนถ่าย ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อปลายทางที่ให้เงินเหล่านั้นถูกกฏหมายด้วยการฟอกเงิน

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคประชาชน ผู้ติดตามประเด็นทุนเทาที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการฟอกเงิน จะคลี่ให้ดูว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร และกระทบกับคนไทยที่ทำมาหากินสุจริตแบบไหนบ้าง

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

“ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการที่ประกอบอาชีพหรือประกอบธุรกิจสุจริต ต้องเจอการตัดราคา เจอการทุ่มตลาด เจอการทำโพรโมชันที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นการทำลายกลไกราคาทั้งสิ้น

“เมื่อผู้ประกอบการสุจริตเริ่มประสบกับปัญหาขาดทุน เขาอาจจะจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานส่วนหนึ่ง หนักขนาดในหลายกรณีต้องปิดกิจการ ก็มีการปลดพนักงาน จากคนที่เคยทำงานมีงานทำ ก็ต้องกลายเป็นคนตกงาน ดังนั้น ปัจจัยแรก คือภาคธุรกิจเริ่มได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงแล้ว

“แรก ๆ ธุรกิจฟอกเงินอาจจะไม่ได้มีไม่มากนัก และอยู่ในซอกในหลืบ แต่ตอนนี้เนื่องจากปริมาณเงินสกปรกไหลเข้ามาในประเทศไทยมีปริมาณมากขึ้น มันก็กระทบกระเทือนกับธุรกิจสุจริตมากขึ้น”

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

ด้าน ทศพล สะท้อนมิติดังกล่าวเพิ่มเติม จากข้อค้นพบในงานวิจัยว่า ช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาโรคระบาดโควิด-19 ทำให้ธุรกิจหลายอย่างต้องหยุดกิจการ และด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจก็ยิ่งทำให้กิจการไปต่อไม่ไหว จึงเป็นโอกาสที่อาชญากรใช้ประโยชน์จากวิกฤตในครั้งนี้

“เมื่อมาดูงานวิจัย เราจะพบเลยว่าตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา มันเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนตอนโควิด เราพบว่าในหลาย ๆ เมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดี เป็นเมืองท่องเที่ยวหรือเป็นเมืองพาณิชย์ มันมีคนที่ล้มละลาย ทำให้ประกาศว่าเซ้งกิจการหาผู้ร่วมทุนหากลุ่มทุนใหม่หรือขายให้คนอื่นมาทำกิจการแทน นี่เป็นการเปิดช่องแน่ ๆ ว่าถ้ามีคนเอาเงินเข้ามาพยุงเค้า เค้าเหมือนจะจมน้ำ แล้วมีคนโยนห่วงยางเค้าก็อาจจะไม่ดูว่าใครโยนห่วงมาให้

“เพราะฉะนั้น กลุ่มทุนพวกนี้ก็จะมีลักษณะทั้งเข้ามาร่วมทุน เข้ามาซื้อกิจการ เข้ามาเซ้ง หรือไม่ก็เอาเงินมาให้เฉย ๆ แล้วก็ให้เจ้าของธุรกิจทำต่อ แล้วแบ่งปันผลประโยชน์หรือเปลี่ยนมาเป็นซื้อแล้วก็จ้างทำต่อ เงินที่มันเคยดำก็จะถูกแปลงผ่านธุรกิจเหล่านี้ และกลายเป็นขาวได้อย่างง่ายดาย เพราะหลาย ๆ คนเขาอยากจะขายกิจการหรืออยากจะหาคนมาร่วมทุนเพื่อเอาตัวรอด”

รศ.ทศพล ทรรศนพรรณ

อย่างไรก็ตาม ทศพล ยังมองว่านอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำแล้ว ในช่วงที่อำนาจนอกระบบเข้ามาแทนที่ประชาธิปไตย ยังทำให้เกิดช่องว่างให้ทุนอาชญากรรมเข้ามาและสานสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจได้

“รัฐที่มีความเป็นประชาธิปไตยน้อย คนในเครือข่ายที่เป็นข้าราชการในการดูแลของตัวเองก็ไปอำนวยความสะดวกให้ ผมมองว่าจังหวะนั้นแหละที่มันทำให้ทุนเทาและการสร้างความสัมพันธ์กับการเมืองและรัฐไทย มันเฟื่องฟูมาเลย การตรวจสอบจากภาคส่วนต่าง ๆ มันทำได้น้อยเขาก็เข้ามาเลย”

รศ.ทศพล ทรรศนพรรณ

ไม่ต่างจากมุมมองของ วิโรจน์ ก็มีตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงที่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารปี 2557 โดยฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมาจากการแต่งตั้ง จึงเป็นช่วงเวลาที่อาชญากรรมเข้ามาในประเทศไทย 

“ตอนนั้นมันเกิดในช่วงที่ สีหนุวิลล์ล่มสลาย ซึ่งมันเป็นช่วงที่พอเหมาะพอเจาะกับช่วงที่ คสช. ยึดอำนาจ แล้ว คสช. มีมาตรา 44 ที่สามารถดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างโดยที่ไม่มีความรับผิดทางอาญาและแพ่ง แต่แปลกว่าทำไมมาเฟียข้ามชาติถึงไม่กลัวเกรงมาตรา 44 เลย และมาเฟียข้ามชาติหลายรายมาได้สัญชาติไทย มาย้ายจากสีหนุวิลล์มาก่อกรรมทำเข็ญกับคนไทย ก็ในช่วงที่ คสช.”

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

เงินอาชญากรรมซื้ออำนาจรัฐไทยได้ ? 

ในสังคมที่กฎหมายมีช่องว่าง อำนาจก็กลายเป็นสินค้าที่ซื้อขายได้ และตกเป็นเป้าของอาชญากร “เงิน” คือใบเบิกทางของการแทรกซึมที่เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจพวกพ้องและการซื้อเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่ออำนวยความสะดวก ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ชายแดน ถึงระดับส่วนกลาง

ระดับท้องถิ่น ในเดือน พฤศจิกายน 2568 มีการจับกุมเครือข่ายสวมสิทธิ์บัตรประชาชนให้จีนเทาที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ โดยมีผู้กระทำความผิดตั้งแต่ระดับผู้ใหญ่บ้าน กำนัน จนถึงนายอำเภอ ซึ่งเมื่อตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 2 ปี พบว่ามีการออกบัตรไปแล้ว กว่า 700 ใบ 

ขณะที่ในระดับส่วนกลางก็เกิดข่าวใหญ่ขึ้น เมื่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กลายเป็นฮาเร็ม มีนางแบบเข้ามาบำเรอนักโทษจีนเทาถึงในเรือนจำ โดยมีผู้บัญชาการเรือนจำอำนวยความสะดวกให้

“คุณอยากให้กรณีที่เกิดขึ้นในเรือนจำกรุงเทพ กลายเป็นเรื่องปกติของประเทศไทย ที่ให้พวกมาเฟียข้ามชาติ พวกอาชญากรต่างชาติ ดูถูกประเทศไทยว่าซื้อได้เหรอ แค่มีเงินเดี๋ยวก็กระดิกนิ้ว เดี๋ยวก็เดินตามมาคอยรับใช้ ถึงจะติดคุกก็ไม่เป็นไร มีเงินมากพอ คุกก็กลายเป็นคฤหาสน์ได้ ประเทศนี้มันน่าดูถูก เงินสกปรกซื้อมันได้ เป็นเรื่องปกติหรือ”

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

จะเห็นได้ว่า การซื้ออำนาจรัฐไม่ใช่เพียงการทุจริตของเจ้าหน้าที่รายบุคคลเท่านั้น  แต่หมายถึงการเข้าไปบิดเบือน กำหนดกติกา กฎหมาย นโยบาย หรือสถาบันของรัฐเพราะ เมื่อทุนอาชญากรรมเข้ามาสู่การเมือง การออกกฏหมาย การถ่วงดุลตรวจสอบ และการบริหาร จะไม่ได้อยู่ในอำนาจของประชาชนอีกต่อไป เมื่อมีมือมืดคอยชักใย

“เข้าสู่สภา เข้าสู่อำนาจรัฐ ไปเป็น สส. ไปเป็นรัฐมนตรี แล้วเอื้อนโยบายให้หุ้นที่เงินสกปรกต่าง ๆ เหล่านั้นถือทำกำไร อาจจะจากการปั่นหุ้นหรือสร้างนโยบายที่เอื้อให้หุ้นต่าง ๆ เหล่านี้ มีมูลค่าของหุ้นเติบโตขึ้นมา หรือมีมูลค่าตลาดที่เติบโตขึ้นมา มีการประเมินว่า ปีนึงประมาณ 22,000 ล้านบาท นี่ขนาดเพิ่งเริ่มนะ แต่ถ้าเราไม่สกัดกั้นอะไร เราไม่ได้ออกแบบกฎหมาย เราไม่บังคับใช้กฎหมายอะไร ผมว่าแว๊บเดียวก็จะกลายเป็นแสนล้านบาท

“นี่คือความน่ากลัวของมัน ถ้าให้ประเมินว่ามันเข้ามาในระดับไหนแล้ว คิดว่ามันประมาณยังไงผมว่าในตลาดหุ้น คือ เพิ่งเริ่มเข้ามา แต่นี่แค่เพิ่งเริ่ม”

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

เช่นเดียวกับ ทศพล ที่แสดงความกังวลว่าการเข้ามาของกลุ่มทุนอาชญากรรมจะมีอำนาจผลักดันกฏหมายที่เอื้อกับพวกพ้อง มากกว่าผลประโยชน์ของสังคม โดยที่ข้อกังวลมากที่สุดคือ ผู้บังคับใช้กฎหมาย ถูกซื้อได้ด้วยเงินสีเทา

“อำนาจนิติบัญญัติ หรือการออกกฎหมายทั้งหมด มันไม่สร้างมาตรการเข้ามาตรวจสอบความสัมพันธ์ของคนในกระบวนการยุติธรรมกับองค์กรอาชญากรรม เราก็ไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่า เขาแทรกซึมเข้ามาในระดับไหนบ้างแล้ว เพราะว่าเขามีตัวกลางในการรันเรื่องพวกนี้ ก็คือคนที่มีอำนาจทางการเมืองนอกระบบ”

“พูดอย่างนี้แล้วกัน ในประเทศไทยสามารถกำหนดได้ว่าใครจะมาอยู่ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ใครจะมาอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ที่เป็นรัฐมนตรี ใครที่จะเข้ามาสู่กระบวนการในการตรวจสอบถ่วงดุลองค์กรต่าง ๆ ซึ่งความน่ากังวลมันอยู่ตรงนี้”

รศ.ทศพล ทรรศนพรรณ

นักนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังตั้งข้อสังเกตอย่างเป็นรูปธรรม ว่าจำนวนทุนเทามหาศาล สามารถเปลี่ยนการเมืองไทยผ่านพรรคการเมือง โดยการออกนโยบายทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับกิจกรรมการฟอกเงิน หรือแม้กระทั่งรักษาเสถียรภาพให้กับพรรคการเมืองที่องค์กรอาชญากรรมหนุนหลังอยู่

“เท่าที่เราเห็น มันมีการเลี้ยงดู จ่ายเรื่อย ๆ รายเดือน พวกนี้เขาได้เงินจากการก่ออาชญากรรมมาเรื่อย ๆ ก็ส่งพรรคการเมือง พรรคการเมืองก็เลี้ยงดูคนในเครือข่ายตัวเองเรื่อย ๆ อันนี้แบบที่หนึ่ง

“แบบที่สอง ถ้ามันมีเหตุการณ์สำคัญ มีนโยบายสำคัญเข้ามา เช่น จะมีกาสิโน จะออกกฎหมายตรวจสอบทางการเงินไหม จะมีการอภิปรายคนนั้นคนนี้ไหม ซึ่งมันต้องอาศัยคะแนนเสียง มันก็อาจมีการระดมทุนเข้ามาเพื่อไปจัดให้เกิดการยกมือ ไม่ยกมือ ยื่นกระทู้ ไม่ยื่นกระทู้”

รศ.ทศพล ทรรศนพรรณ

มากไปกว่านั้น การเข้ามาดำเนินนโยบาย ของภาคการเมือง ที่เอื้อต่อองค์กรอาชญากรรม ให้เข้ามาดำเนินการฟอกเงิน  ก็เป็นเรื่องที่น่าจับตา 

“ถ้าถามว่า พื้นที่แบบไหน เหมาะแก่การฟอกเงิน 1. ทำให้เป็นพื้นที่ปิดล้อม 2. มีกฎหมายเฉพาะในการส่งเสริมให้เงินเข้ามาแล้วตรวจสอบน้อย ๆ 3. อาจจะมีองค์กรเฉพาะในการดูแลพื้นที่ แล้วทำให้องค์กรบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ เข้าพื้นที่ได้ยาก ต้องขออนุญาตก่อน แล้วเกิดการเตือนเข้าไปข้างใน อย่างนี้เป็นนโยบายที่กลุ่มทุนเทาทั้งหลายชอบ อาจมีการให้พรรคการเมืองผลักดันให้มีกฎหมายแบบนี้ออกมา แล้วเอื้อให้เกิดการไหลเวียนของทุนเทาในพื้นที่นั้น”

รศ.ทศพล ทรรศนพรรณ


การซื้ออำนาจรัฐฯ อำนาจการเมือง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ซึ่งถ้าหากเราตระหนักถึงภัยที่กำลังก่อตัวนี้ และลงมือป้องกันก่อน เรายังมีโอกาสหยุดยั้งได้ แต่หากปล่อยผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย “สิ่งผิดปกติ” อาจค่อย ๆ กลายเป็น “เรื่องปกติ” จนรู้ตัวอีกทีก็เมื่อ “อำนาจรัฐ” ตามหลักการประชาธิปไตย ไม่ได้อยู่ในมือของประชาชนอีกต่อไป

สำหรับการเลือกตั้ง ปี 2569 ทศพล มองว่า ทุนอาชญากรรมจะเข้ามา แต่จะไม่ได้เข้ามาในลักษณะซื้อเสียงอย่างที่ผ่านมา จะมีการใช้เงินซื้อผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ อินฟลูเอนเซอร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้งและตำแหน่งทางการเมือง

“ถ้าเขาระดมจริง ๆ และมีพื้นที่ที่เขาสามารถใช้อิทธิพลต่าง ๆ เครือข่ายในพื้นที่ที่ผ่านการฉีดเงินเข้าไป ซึ่งไม่ได้พูดเรื่องซื้อเสียง เพราะซื้อเสียงอาจจะมีพลังน้อยลงในสังคม แต่ว่าการซื้อคนที่เป็นคนที่มีอิทธิพลหรือมีบารมีในพื้นที่มันก็ยังทำกันได้เยอะอยู่ ถ้าคนเหล่านี้ไปอยู่ในเครือข่ายเขาหมดอย่างนี้ มันก็ไม่ได้ยากสำหรับองค์กรอาชญากรรมที่จะมาผลักดันผลประโยชน์ตัวเองผ่านพรรคการเมืองเหล่านี้”

รศ.ทศพล ทรรศนพรรณ

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องที่ยากจะปฏิเสธว่า วันนี้องค์กรอาชญากรรมได้เข้ามาสู่เครือข่ายอำนาจการเมือง และชนชั้นนำเป็นที่เรียบร้อย ทั้งภาพและข้อมูลที่ปรากฏในการรายงานข่าวของสื่อมวลชนและมีการชี้แจงแทบจะรายวัน รวมถึงรายงานจากต่างประเทศ ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทย ที่ลดน้อยถอยลง แล้วจะทำอย่างไร ก่อนที่ทุนอาชญากรรมจะยึดประเทศ 

“สิ่งที่เราต้องร่วมกันทำคือเป็นหูเป็นตา ตอนนี้รัฐอาจจะฟังเบาะแสของเราและไม่ทำอะไร แต่ถ้าจังหวะการเมืองมันเหมาะสม ข้อมูลและเบาะแสที่เราให้ก็จะนำไปสู่การจับกุมปราบปราม นำไปสู่การยึดทรัพย์ เราอาจจะล้ามาจากภาวะที่ว่าเราพูดอะไรไปแล้วภาครัฐไม่ทำตาม แต่ถ้าจังหวะมันมา ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง นำไปสู่การปราบปรามได้จริง”

รศ.ทศพล ทรรศนพรรณ

ขณะที่ วิโรจน์ มองว่าเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมกฎหมายและหน่วยงานฝ่ายตรวจสอบ ที่ต้องทำหน้าที่ดูแล และรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งต้องทำหน้าที่มากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนสู้กับแก๊งสแกมเมอร์เพียงลำพัง

“ผมก็ฝากไว้กันแล้ว เราจะแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกคน และจิตสำนึกของทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้กำกับควบคุมดูแล (regulator) ถึงธนาคารแห่งประเทศไทย  กสทช. กลต. อีกครั้งหนึ่ง ฝากถึงคุณวิทัย รัตนากร ฝากถึงนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฝากถึงทาง ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล อีกครั้งหนึ่ง

และประชาชนคนไทยทุกคน แล้วเราจะฝ่าวิกฤตนี้ ไปด้วยกัน”

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

เมื่อย้อนกลับไปประโยคแรกสุดของบทความนี้ ภาพของ “ไทยแลนด์ แดนสนธยา” จึงไม่ใช่ถ้อยคำเกินจริงเลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็นคำเตือนถึงสังคมที่อำนาจเงินกำลังบ่อนเซาะหลักนิติธรรม ทำให้อาชญากรรมข้ามชาติ เงินสีเทา และการซื้ออำนาจรัฐ แทรกซึมจากใต้ดินขึ้นมาสู่โครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ และชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างเงียบงัน

บทเรียนจากสแกมเมอร์ บัญชีม้า และการฟอกเงิน ชี้ชัดว่าเมื่อรัฐอ่อนแอ การตรวจสอบถูกทำให้พร่าเลือน และประชาธิปไตยถดถอย อำนาจที่ควรเป็นของประชาชนย่อมตกไปอยู่ในมือของทุนอาชญากรรม 

แล้วเราจะปล่อยให้สิ่งผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติหรือไม่

เพราะหากสังคมยังเพิกเฉย วันหนึ่งอาจต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศนี้ไม่ได้ถูกปกครองด้วยกฎหมายและเสียงของประชาชนอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นการปกครองไปด้วยเงินและเครือข่ายอาชญากรรมที่ยึดกุมรัฐไว้ทั้งระบบในที่สุด



เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active