เปิดแผลใหญ่กรุงเทพฯ : ชีวิตคนจนแนวตั้ง วิกฤตอีกกี่ครั้งก็ยังเป็น ‘คนจนเมือง’

“จุดเปราะบางที่สุดของเมืองยังอยู่ที่เดิม คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ไม่เคยหนีพ้นคนจนเมือง”

นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท

น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงวิกฤตของคนเมือง แต่คือการเปิดแผลใหญ่ของเมืองที่ไม่เคยถูกรักษา เมื่อวิกฤตและความสูญเสียซ้ำซากยังคงตกอยู่กับผู้คนตัวเล็กตัวน้อย อย่างที่เกิดขึ้นกับแหล่งพักอาศัยและใช้ชีวิตของ คนจนเมือง เช่นที่ แฟลตคลองจั่น และเคหะร่มเกล้า โครงการที่อยู่อาศัยของรัฐที่รองรับชีวิตแรงงานและคนจนเมืองไว้มากที่สุดในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

The Active สนทนากับ นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท แพทย์และนักมานุษยวิทยาการแพทย์ หัวหน้ากลุ่มวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักวิชาการสาธารณสุข ร่วมตั้งคำถามถึงความเปราะบางของผู้คนในเมืองหลวง ที่ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตสักกี่ครั้ง เหตุใด ? ชะตากรรม จึงยังตกอยู่กับคนกลุ่มเดิมเสมอ

และเป็นไปได้แค่ไหน ? ที่รัฐจะไม่มองพวกเขาเป็นเพียงผู้รับการสงเคราะห์ แล้วหันมาช่วยปลดล็อกพลังของชุมชนให้พวกเขาลุกขึ้นมาจัดการตนเองในยามภัยพิบัติได้อย่างเข้มแข็ง

วิกฤตอีกกี่ครั้ง ก็ยังเป็นคนจน 

“จุดเปราะบางที่สุดของเมืองยังอยู่ที่เดิม คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ไม่เคยหนีพ้นคนจนเมือง”

นพ.วิรุฬ เปิดบทสนทนา เมื่อชวนมองถึงปรากฏการณ์วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ รอบนี้ พร้อมข้อสังเกตสำคัญว่าเหมือนการตอกย้ำความล้มเหลว และเปิดแผลเมืองกรุงเทพฯ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่วิกฤต จุดเปราะบางที่สุดของเมืองยังคงอยู่ที่เดิม นั่นคือ คนจนเมือง

เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปีก่อนทำให้สังคมเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงของตึกสูง แต่สำหรับอาคารต่ำกว่า 8 ชั้น อย่างแฟลตเคหะดินแดง หรือคลองจั่น ซึ่งสูงเพียง 5-8 ชั้น เรากลับยังเข้าใจบริบทความเสี่ยงของพวกเขาน้อยมาก

ย้อนกลับไปในทศวรรษ 2500 รัฐไทยเริ่มวางแนวคิดจัดระเบียบเมืองด้วยการย้ายผู้คนจากชุมชนแออัดบนพื้นดิน ขึ้นไปอาศัยบนตึกคอนกรีตเพื่อสร้างภาพลักษณ์ความทันสมัย เริ่มต้นจาก แฟลตเคหะดินแดง ในยุคแรก ก่อนจะขยายไปสู่โครงการขนาดใหญ่อย่าง แฟลตคลองจั่น และ แฟลตเคหะร่มเกล้า ตามลำดับในเวลาต่อมา

กาลเวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ อาคารที่อยู่อาศัยแนวตั้งเหล่านี้ถูกเปลี่ยนผู้เช่าซื้อจากรุ่นสู่รุ่น แม้ผู้อยู่อาศัยจะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ  แต่ยังโครงสร้างทางกายภาพของตึกยังคงเหมือนเก่าที่ขาดการบำรุงรักษาและกำลังเสื่อมสภาพไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของผู้คน

ผู้ที่อาศัยส่วนใหญ่ คือ แรงงานนอกระบบ เช่น วินมอเตอร์ไซค์ ไรเดอร์ส่งอาหาร แม่ค้าขายของริมทาง พนักงานทำความสะอาด และผู้สูงอายุที่เกษียณที่หลายคนไม่มีบำนาญ ส่วนใหญ่ไร้สวัสดิการ และมีรายได้วันต่อวัน 

หากใครพอมีกำลังจะเริ่มย้ายออกและมีผู้เช่าซื้อรายใหม่วนเวียนเข้ามาเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่อีกหลายครอบครัวอยู่อาศัยมาอย่างยาวนานเพราะการขยับขยายออกไปมีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่รายได้จะรองรับได้

แน่นอนว่า สมาชิกชาวแฟลตส่วนใหญ่คือผู้ที่แบกเมืองหลวงไว้ข้างหลังทั้ง ๆ ที่มีความสามารถในการดูแลตัวเองน้อยที่สุด

นพ.วิรุฬ ชี้ให้เห็นว่า ในยามปกติ ชีวิตทางกายภาพของพวกเขาเจอกับวิกฤตหลายด้านอยู่แล้ว โดยเฉพาะการอยู่อาศัยในโครงสร้างอาคารท่ีเก่าแออัด และไม่มีความปลอดภัย โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านอัคคีภัย เมื่อเจอวิกฤตน้ำท่วสมฉับพลันในเวลานี้กลับกลายเป็นวิกฤตใหม่ทีไม่มีใครคาดคิด และขาดวางแผนตั้งรับมาก่อน

นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท แพทย์และนักมานุษยวิทยาการแพทย์ หัวหน้ากลุ่มวิจัยสังคมและสุขภาพ
สำนักวิชาการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข

“น้ำท่วมรอบนี้ทำให้คนกรุงเทพฯ เดินทางออกจากบ้านไปไหนไม่ได้ สำหรับชนชั้นกลางหรือคนทำงานออฟฟิศอาจไม่ได้เดือดร้อนนัก แต่สำหรับแรงงานหาเช้ากินค่ำ มันคือรายได้แต่ละวันที่หายไป”

นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท

วิกฤตโควิด 19 อาจกระทบต่อสุขภาพเป็นหลัก แต่วิกฤตน้ำท่วมนี้ทำให้เครื่องมือทำมาหากินเสียหาย ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหารายได้โดยตรง ทั้งหมดเป็นความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกับพวกเขาในอีกระยะยาวต่อจากนี้

ชุมชนแนวตั้ง: ความสัมพันธ์ที่จับต้องได้ยาก

ในยามวิกฤตเช่นนี้ การช่วยเหลือผู้คนในชุมชนแนวตั้งนั้นท้าทายไม่น้อย นอกจากเรื่องทางกายภาพอย่างระบบสาธารณูปโภค น้ำ-ไฟ ที่เมื่อถูกตัดก็พัวพันกันเป็นระบบเดียวกันทั้งหมดแล้ว ยังมีความลำบากของการลำเลียงส่งน้ำ-อาหาร และของใช้จำเป็น รวมไปถึงวการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย-ผู้สูงวัยที่ติดบ้าน ติดเตียง

นอกจากนี้ยังมีอีกอุปสรรคหนึ่งที่สำคัญทว่ามองเห็นได้ยาก นั่นคือ ความสัมพันธ์อันห่างเหินของคนชุมชน

ด้วยลักษณะทางกายภาพของการอยู่อาศัยแบบแนวตั้ง การปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนจึงทำได้ยากโดยธรรมชาติ ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เมื่อมาถึงที่พักก็จะมุ่งเข้าสู่ห้องพักตนเองทันที โอกาสที่จะเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของเพื่อนร่วมอาคารโดยเฉพาะในชั้นอื่นหรือช่วงตึกอื่นแทบไม่มี ทำให้ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ไม่มีความสัมพันธ์กันในชุมชนมากนัก

นอกจากนี้ สมาชิกในแฟลตส่วนใหญ่มักเป็น ผู้เช่าช่วง (คนที่ได้รับสิทธิ์เช่าจากรัฐ ไม่ได้อยู่อาศัยเอง แต่ปล่อยเช่าห้องพักนั้นต่อให้คนอื่นอีกทีแล้วเก็บค่าเช่า) ไม่เพียงผู้อยู่อาศัยจะไม่ผูกพันกับพื้นที่ ไม่ผูกพันกับท้องถิ่นแล้ว ยังไม่ผูกพันกับเพื่อนบ้านด้วย ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้ผูกพันธ์แน่นแฟ้นเหมือนในชุมชนปกติ พร้อมสลายตัวได้ตลอดเวลา และหลายครั้งไม่ได้มองสมาชิกในชุมชนเดียวกันว่าคือเพื่อนบ้าน แต่กลับกลายเป็นผู้แย่งชิงทรัพยากรที่ต้องใช้ร่วมกันแทน

ต่างจากชุมชนแนวราบทั่วไปมีมักประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างยาวนาน มีคนเก่าแก่ที่รู้จักกันตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ และมีพื้นที่กลางสำหรับทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งสำหรับการสังสรรค์และเจรจา ด้วยการสะสมต้นทุนด้านความสัมพันธ์เช่นนี้ เมื่อเกิดวิกฤตชุมชนแนวราบจึงสามารถรวมช่วยเหลือกันเองได้ และบ่อยครั้งมีความสามารถในการต่อรองกับรัฐได้ด้วย

นพ.วิรุฬ ให้ความเห็นความ แม้แนวคิดด้านบนอาจมีความเป็นไปได้ แต่อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เพราะแม้ความสัมพันธ์ของพวกเขาอาจไม่ได้เหนียวแน่นเหมือนชุมชนแนวราบที่อยู่กันมานาน แต่ระยะเวลาอยู่อาศัยร่วมกันเกือบครึ่งศตวรรษ อย่างไรเสียก็ต้องมีความเป็นชุมชนเกิดขึ้นไม่มากก็น้อย

แต่ไม่ว่าความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดในยามวิกฤตเช่นนี้คือการมองหาและดึงความเป็นชุมชนของพวกเขาออกมาให้ได้มากที่สุด

“เรามักใช้คำอ้างเหล่านี้ในการเข้าไปทำอะไรกับชุมชนก็ได้โดยไม่ฟังเสียงของพวกเขาก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วชุมชนส่วนใหญ่เมื่อเจอวิกฤตเขาจะลุกขึ้นมาช่วยกันด้วยวิถีแบบของเขา เราต้องลงไปดูว่าเขาช่วยเหลือกันอย่างไร และช่วยเหลือในส่วนที่ยังไม่ครอบคลุม”

นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท

จากบทเรียนในหลายวิกฤต หลายชุมชนเกิดอาสาสมัคร หรือกลุ่มคนใหม่ ๆ ในการลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันเองภายในชุมชน และหลายครั้งกลายเป็นระบบ และโมเดลใหม่ให้เมืองด้วย

ตามหาคนนั้นให้เจอ-เอมพาวเวอร์ชุมชน

การช่วยเหลือชุมชนแนวตั้งในยามวิกฤตมีความท้าทายไม่น้อย นพ.วิรุฬ อธิบายว่า มีความยากอย่างน้อย 3 ชั้น คือ

  1. ไม่รู้ว่าคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ที่ไหน ?

  2. ไม่รู้ว่าจะเข้าถึงเขาได้อย่างไร ?

  3. ไม่รู้ว่าจะทำให้เขาได้รับความช่วยเหลือได้อย่างไร ?

ซึ่งหากมาถึงขั้นตอนนี้อาจจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม หากหน่วยงานจากภายนอกต้องเข้าช่วยเหลือชุมชนหนึ่ง ๆ นั้น มีมีหลักการพื้นฐานที่นำไปใช้ได้เบื้องต้น 3 ประการ ได้แก่

1. ให้ความช่วยเหลือพื้นฐาน

    ความช่วยเหลือพื้นฐานไม่ใช่เพียงแค่การให้น้ำ-อาหาร หรือข้าวของเครื่องใช้ แต่คือการส่งพลัง หรือ empower คนในชุมชนให้ลุกขึ้นมาช่วยเหลือกัน เพราะลำพังเพียงคนนอกไม่สามารถให้การดูแลได้อย่างทั่วถึงแน่นอน

    “แม้ความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์จะเป็นมนุษยธรรมพื้นฐาน แต่การเข้าไปช่วยเหลือต้องไม่ใช่เพียงการทำด้วยความสงสาร แต่ต้องเข้าไปช่วยเหลือด้วยความเคารพ และเสริมพลังให้พวกเขาตามบริบทชุมชน”

    นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท

    2. ค้นหาต่อเนื่องไปทีละจุด – อย่าลงลืมบางคนโดยไม่ตั้งใจ

    แน่นอนว่าการให้ความช่วยเหลือไม่มีทางทั่วถึง จำเป็นต้องค้นหาว่ายังมีใครตกหล่นหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่ โดยทำไปอย่างต่อเนื่องไล่ไปทีละจุด

    แฟลตคลองจั่น มีถึง 30 ตึก ส่วนเคหะร่มเกล้า ยิ่งมากไปกว่านั้นมากถึง 60 ตึก การสำรวจเพื่อไม่ให้มีใครตกหล่น จึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำเสร็จได้ในวันเดียว แต่ต้องเดินหน้าควานหาต่อเนื่องไปทีละจุดและแน่นอนว่าไม่มีทางทำได้อย่างราบรื่นหากขาดการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 

    อย่างไรก็ตาม ชุมชนแนวตั้งมีความซับซ้อน ในอาณาบริเวณเดียวกันอาจมี 4-5 ชุมชนซ้อนกันอยู่ การให้ความช่วยเหลือชุมชนลักษณะนี้จึงอาจทำให้หลงลืมบางคนไปโดยไม่ตั้งใจ

    “คนป่วย คนติดเตียง และผู้สูงอายุติดบ้าน มักถูกหลงลืมไป เพราะเขาไม่สามารถส่งเสียงหรือปรากฎตัวให้เราเห็นได้ มีแต่เพื่อนบ้านห้องข้างเคียงเท่านั้นที่จะช่วยสอดส่องดูแลและแจ้งข่าวได้”

    นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท

    นพ.วิรุฬ อธิบายว่า หลักการการช่วยเหลือพื้นฐานคือการปกป้องชีวิตผู้คน ต้องมีอาหาร-น้ำทั่วถึงทุกคน แต่สำหรับชุมชนที่ซับซ้อนลักษณะนี้ เป็นเรื่องยากที่ความช่วยเหลือจากภายนอกจะไปถึงข้างในอย่างทั่วถึง จำเป็นต้องใช้การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก

    “มีบางคนที่ออกมาได้ก็จริง แต่ยังมีบางคนที่ติดอยู่ข้างใน เราต้องอาศัยพวกเขาให้ข้อมูลว่าสภาพข้างในเป็นอย่างไร ต้องการการช่วยเหลือแบบไหน และพยายามให้เขาเป็นตัวกลางระหว่างความช่วยเหลือภายนอกกับชุมชน”

    นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท

    ยามเกิดเหตุวิกฤต สิ่งแรกคือต้องวิเคราะห์บริบทของเมืองหรือชุมชนนั้น ๆ เสียก่อน เพราะแต่ละพื้นที่มีกลุ่มเปราะบางหลายรูปแบบ จากนั้นขอให้หาพวกเขาให้เจอ

    3. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    การใช้กำลังจากหน่วยงานในพื้นที่ทำให้การค้นหาผู้ต้องการความช่วยเหลือครอบคลุมและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยทั้งชุมชนและผู้ให้การช่วยเหลือจากภายนอกต้องทำนห้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อสร้างคอนเนคชันในการสื่อสารต่อ

    สำหรับประสบการณ์ของ นพ.วิรุฬ นั้น ในหลายกรณีที่ชุมชนประสบเหตุเดือดร้อน คนที่สามารถออกมาข้างนอกได้มักเป็นคนที่มีบทบาทบางอย่างในชุมชนอยู่แล้ว เช่น แกนนำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ การใช้พวกเขาเป็นแหล่งข้อมูลและจุดเชื่อมต่อจึงเป็นบันไดขั้นแรกของการให้ความช่วยเหลือที่เร็วที่สุด เมื่อชุมชนอยากลุกขึ้นมาจัดการตัวเอง

    ยามเกิดวิกฤต การรอความช่วยเหลือจากรัฐอย่างเดียวไม่เคยทันการ สิ่งสำคัญที่สุดคือที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตัวเองก่อน นพ.วิรุฬ มีคำแนะนำสั้น ๆ 3 ข้อ ที่ชุมชนนำไปใช้ได้เลยในยามวิกฤต

    1. รวมตัวกันให้ได้ หาแนวทางในการดูแลชุมชนร่วมกัน

    2. สำรวจความต้องการการช่วยเหลือ/ ระบุผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

    3. เริ่มลงให้การช่วยเหลือคนที่ต้องการมากที่สุดก่อนเป็นอันดับแรก

    นพ.วิรุฬ อธิบายว่า หากชุมชนเกิดวิกฤต ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ และยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ให้ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ดูก่อน จากนั้นจะเริ่มเกิดระบบและทำให้ทุกคนได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

    “สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้ทุกคนตั้งหลัก ประเมินตนเองว่าเดือดร้อนแค่ไหน แล้วในชุมชนมีใครที่เดือนร้อนกว่าเราไหม ตามหาและให้ความช่วยเหลือคนที่ต้องการมากที่สุดก่อน จากนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นให้คนอื่นได้รับการช่วยเหลือตามมา”

    นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท

    ชุมชนแนวตั้งแม้จะไม่รู้จักกันได้ทั้งตึก แต่แต่ละบ้านย่อมคุ้นหน้าคุ้นตาห้อข้างเคียง และการมีหลายอาคารย่อมทำให้เกิดกลุ่มไลน์กันตามธรรมชาติ (เช่น แจ้งข่าวสาร ซื้อ-ขายอาหาร) จึงควรใช้การรวมกลุ่มแบบนี้เป็นช่องทางในการสื่อสารในยามวิกฤต

    “เมื่อรวมตัวกันได้แล้ว ให้เริ่มหาข้อมูลจากแต่ละคน แล้วสืบข้อมุลต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อตามหาคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดให้ได้ วิธีแบบนี้จะทำให้ความช่วยเหลือส่งถึงคนที่เปราะบางที่สุดได้อย่างรวดเร็ว”

    นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท

    ด้วยหลักการนี้ นอกจากทำให้คนกลุ่มที่เปราะบางที่สุดได้รับการดูแลแล้ว ยังทำให้คนในชุมชนที่ให้การช่วยเหลือกันมีความทุกข์ทางใจเบาบางลงด้วย

    “ผมเคยมีโอกาสเห็นหลายชุมชนที่ช่วยเหลือกันในยามวิกฤต ทุกคนมีความทุกข์ก็จริง แต่คนที่ลุกขึ้นมาช่วยเหลือคนอื่นเขาก็มีความสุข คนที่ได้รับก็มีกำลังใจ ทุกข์แค่ไหนก็มีแรงเผชิญหน้าได้ มันเป็นภาพที่งดงามมาก”

    นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท

    โครงสร้างความจนขนาดใหญ่ที่รัฐไทยต้องแก้ไข

    คงต้องยอมรับว่าในบ้านเมืองเรา จะเกิดวิกฤตสักกี่ครั้งในเมืองหลวง คนที่เดือดร้อนที่สุดยังคงเป็นคนจนเมืองกลุ่มเดิม ในจุดที่เปราะบางที่สุดของเมืองเช่นเดิม

    นพ.วิรุฬ เสนอว่า บทเรียนจากวิกฤตในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ถัดจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับการเสริมพลังชุมชน และเริ่มพัฒนระบบการจัดการภัยพิบัติอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะยังต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี กว่าระบบจะส่งถึงมือพวกเขาอย่างทั่วถึง เท่าเทียม

    “นับจากวันนี้เป็นต้นไปภัยพิบัติจะใกล้ตัวเรามากขึ้น อาจเกิดอีกครั้งในปีหน้า เดือนหน้า หรือแม้กระทั่งพรุ่งนี้ ดังนั้น บทเรียนในครั้งนี้คือการเร่งเสริมศักยภาพของพวกเขาให้ดูแลตัวเองได้อย่างดีที่สุดก่อน”

    นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท

    ทั้งยังเสนอต่อไปอีกว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ รัฐบาลควรร่วมมือกับชุมชน เร่งสำรวจสถานการณ์กลุ่มเปราะบางในวิกฤตนี้ เพื่อให้เป็นบทเรียนสำคัญในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ การถอดบทเรียนวิกฤตนี้อย่างจริงจัง

    แม้ในบ้านเรามีการเรียนรู้มาแล้วจากหลายวิกฤต ทั้งโควิด-19 หรือ แผ่นดินไหว ที่ทำให้ประชาชนไทยตื่นต้วกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน บทเรียนเรื่องน้ำท่วม กทม.ในครั้งนี้ก็เช่นกัน วิกฤตนี้สะท้อนให้เห้นว่าแม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะพยายามพัฒนานโยบาย กลไกรัฐและท้องถิ่นมามากเพียงใด แต่ยังคงมีโจทย์ใหม่ ๆ ที่ท้าทายเพิ่มขึ้นมาเสมอ หน่วยงานรัฐจึควรให้ความเข้าใจกับประชาชน พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือน เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือและลดความสูญเสียในอนาคต

    “สิ่งสำคัญที่สุดถัดจากนี้หากเกิดวิกฤต คือ เมืองต้องช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่มีใครถูกทอดทิ้ง หากรัฐไม่สามารถดูแลได้อย่างครอบคลุม รวดเร็ว ก็ต้องสนับสนุนให้พวกเขาดูแลตัวเองให้ได้มากที่สุดก่อนเพื่อป้องกันการสูญเสีย”

    นพ.วิรุฬ ทิ้งท้าย

    Author

    Alternative Text
    AUTHOR

    ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

    เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย