3 ปี น้ำท่วม 3 ครั้ง กับคำถามเดิมที่ยังไร้คำตอบ ทำไม ? น้ำจึงท่วม “น่าน” ซ้ำ ๆ
น้ำท่วมน่าน ตั้งแต่ปี 2567, 2568 จนมาถึงปีนี้ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไป หากแต่สะท้อน ความเสี่ยง ที่ชาวน่านต้องเผชิญซ้ำ ๆ ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่า ในปีต่อ ๆ ไป ภัยพิบัติจะรุนแรงขึ้นมากกว่านี้แค่ไหน ?
เมื่อเมืองต้องกลับมาฟื้นฟูหลังน้ำลดกันทุกปี การเยียวยาจึงอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป และเรายังต้องเสียหายอีกเท่าไหร่ ? กว่าจะเจอจุดเปลี่ยนวิธีรับมือภัยพิบัติที่ยั่งยืน
The Active ชวนค้นหาจุดที่ต้องเปลี่ยน ตั้งแต่การจัดการน้ำ การเตรียมพร้อมของเมือง ไปจนถึงระบบรับมือภัยพิบัติ เพื่อให้น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่กับคำว่า “ถอดบทเรียน” กันอีก
น้ำท่วมน่าน ในรอบนี้ผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่า ไม่ได้เกิดจาก เรนบอมบ์ ที่จะมีฝนตกรุนแรงและหนักหน่วงในพื้นที่แคบ ๆ ระยะเวลาสั้น แต่เกิดจาก ร่องฝน ที่พาดผ่าน ทำให้ฝนตกหนัก ตกแช่ และสะสมปริมาณฝนตกสะสมเกิน เกือบ 400 มม. บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน
และบังเอิญว่ารอบนี้ฝนดันไปตกหนัก ตกแช่ในจุดเสี่ยง พื้นที่ลาดชันสูง ต้นไม้น้อย ดินที่ไม่อุ้มน้ำ จึงก็ทำให้ปริมาณฝนที่มีเกือบทั้งหมดไหลลงที่ต่ำอย่างรวดเร็ว ซึ่ง จ.น่าน มีน้ำท่วมรวม 223 หมู่บ้าน 34 ตำบล ใน 7 อำเภอ ได้แก่ ปัว, ท่าวังผา, ภูเพียง, สันติสุข, นาหมื่น, เวียงสา และเมืองน่าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 21,050 ครัวเรือน 66,097 คน

ทำไม ? “น่าน” น้ำท่วมบ่อย
สาเหตุหลักของน้ำท่วมน่าน พบว่ามาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่
- สภาพพื้นที่
- เป็นพื้นที่ลาดชัน ที่อยู่อาศัยใกล้ทางน้ำไหลผ่าน โดยจังหวัดน่าน มีพื้นที่เป็นภูเขาสูงชันถึง 87% มีลักษณะเป็นหุบเขารูปตัววี (V) ขณะที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจตั้งอยู่ในที่ราบแคบ ๆ ก้นหุบเขา ทำให้น้ำป่าไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักโดยใช้เวลาเพียง 4-8 ชั่วโมง เท่านั้น
- มีพื้นที่เขาหัวโล้นที่ไม่สามารถอุ้มน้ำได้
- มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทางน้ำ จากการขุด ทำคันกั้นน้ำ ทำเขื่อนขนาดเล็ก
- เป็นพื้นที่ลาดชัน ที่อยู่อาศัยใกล้ทางน้ำไหลผ่าน โดยจังหวัดน่าน มีพื้นที่เป็นภูเขาสูงชันถึง 87% มีลักษณะเป็นหุบเขารูปตัววี (V) ขณะที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจตั้งอยู่ในที่ราบแคบ ๆ ก้นหุบเขา ทำให้น้ำป่าไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักโดยใช้เวลาเพียง 4-8 ชั่วโมง เท่านั้น
- ปริมาณฝนมาก
- การตกของฝนเปลี่ยนไป ตกแบบกระจุก ไม่กระจาย เพราะภาวะโลกรวน
- กรณีปีล่าสุด มีปริมาณฝนสะสมเกิน 388 มม. (เกิน 100 มม. คือน้ำท่วมแล้ว)
- การตกของฝนเปลี่ยนไป ตกแบบกระจุก ไม่กระจาย เพราะภาวะโลกรวน
สภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เมฆฝนจากมรสุมมักลอยมาปะทะเทือกเขาหลวงพระบาง เกิดฝนตกหนักแช่ตัวสะสมเกิน 200 – 300 มิลลิเมตร ใน 24 ชั่วโมง รวมถึงพื้นที่ป่าต้นน้ำบางส่วนถูกปรับเปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ขาดต้นไม้ใหญ่และหน้าดินซับน้ำ เมื่อดินอมน้ำจนอุ้มไม่ไหว ฝนที่ตกเพิ่มจึงกลายเป็นน้ำป่าซัดพาเอาโคลนตะกอนลงสู่ลำน้ำทันที
ความขัดแย้งของสังคมในภาวะภัยพิบัติ
สาเหตุที่น้ำท่วมน่าน เพราะชาวบ้านตัดไม้ทำลายป่า ? นี่คือการตั้งคำถามที่กลายเป็นกระแสดรามาขึ้นมาทันที ในสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับน่าน โดยโพสต์รูป ภูเขาหัวโล้น พร้อมแคปชันในเชิงว่า “จะไม่บริจาค ไม่ช่วยอะไรกับน้ำท่วมน่านครั้งนี้” เพราะมองว่าน้ำท่วมมาจากการตัดไม้ และรุกลำน้ำ
ยังมีอีกหลายความเห็นที่มีลักษณะไปในทางเดียวกัน เช่น
“หากคนน่านทั้งจังหวัดเขาไม่มีปัญญารักษาของตัวเอง หากกระทรวงมหาดไทยตาบอดเรื่องตัดป่าน่านมานับสิบปี หากอินฟลูเที่ยวยังหายอดไลค์ด้วยการไปถ่ายรูปเขาหัวโล้นแล้วบอกว่าสวย แถมแฟนเพจก็เห็นด้วย แล้วผมจะเป็นห่วงพื้นที่ตรงนั้นของประเทศของผมทำไม ?”
หรือ ชาวเน็ตบางรายยังบอกว่า
“เป็นกำลังใจให้ (คนน่าน) แต่ถามว่าสงสารไหม ก็คงไม่ เพราะคุณปล่อยให้ตัดไม้สะสมกันมาเป็นสิบปี”
เมื่อมีความเห็นในลักษณะดังกล่าว ก็มีข้อมูลอีกชุดออกมาโต้กลับ พร้อมอธิบายว่า น้ำท่วมเกิดจากหลายปัจจัย การมีป่าก็ไม่ได้ช่วยรับน้ำได้ทั้งหมด ป่าหายก็ไม่ใช่ฝีมือชาวบ้านอย่างเดียว เช่น อุตสาหกรรมข้าวโพด คนเมืองก็มีส่วนไม่ทางตรงก็อ้อม เช่น
- ปัญหาน้ำท่วมมันมีหลายปัจจัย ทั้งปริมาณฝน สภาพพื้นที่ ทางน้ำ การระบายน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการจัดการของมนุษย์ให้มองหลาย ๆ ด้าน
- ป่าช่วยชะลอน้ำและลดความรุนแรงได้ส่วนหนึ่ง แต่บางพื้นที่ฝนตกหนักหลายวัน ปริมาณน้ำมหาศาล ต่อให้มีป่าสมบูรณ์อยู่ ก็ไม่ได้สามารถช่วยรับน้ำทั้งหมดได้
- ภาพภูเขาหัวโล้นที่เห็นอาจเกิดขึ้นจริง ซึ่งมีที่มาจากการใช้ที่ดินเกิดจากการขยายพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อส่งให้บริษัทอาหารสัตว์ขนาดใหญ่ หมายความว่าบริษัทอาหารสัตว์เป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดภูเขาหัวโล้น รวมถึงคนเมืองเองก็ต้องตระหนักว่าก็สนับสนุนสิ่งนี้ผ่านการบริโภคมาตลอด เพราะฉะนั้น อย่าโทษชาวบ้านเพียงฝ่ายเดียว
- มีคนบอกว่าจริง ๆ ชาวบ้านรู้ว่าข้าวโพดไม่ดียังไง แต่คำถามตามมาคือ ถ้าเขาไม่ทำ จะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายมาเป็นค่าเทอมลูก ค่าอาหาร จริงอยู่ที่การถางป่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยว หรือการเผา ไม่ใช่สิ่งที่เราควรบอกว่าไม่เป็นไร แต่ก่อนจะชี้ว่าใครผิด อาจต้องถามอีกคำถามว่า “ถ้าไม่ให้เขาทำแบบนี้ แล้วทางเลือกที่มั่นคงพอสำหรับครอบครัวเขาคืออะไร ?”

โดยสรุป คือ พยายามมองเหตุการณ์นี้ในหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ แง่มุม อย่าโทษแต่ชาวบ้าน เนื่องจากปัญหานี้เกี่ยวโยงกับโครงสร้างสังคม ไม่ใช่เรื่องปัจเจกอย่างเดียว เพราะห่วงโซ่ของการเกิดทั้งระบบมีมากกว่า 1 ตัวละคร
ที่ผ่านมารัฐทำอะไร ? และยังขาดอะไร ?
ในสถานการณ์น้ำท่วมน่านรอบนี้ ปภ.ได้ประกาศแจ้งผ่าน Cell broadcast แจ้งเตือน รวมถึงประกาศให้ จ.น่าน เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ และส่งรองนายกฯ และหน่วยงานต่าง ๆ ลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามก็มีข้อทักท้วงจากนักวิชาการ ว่าอาจมีการเตรียมรับมือที่ดีกว่านี้ได้
ผศ.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวยัง ขาดศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้า
โดยระบุว่า ถ้าไม่มีการตั้ง ศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้า เพื่อเตรียมรับมือล่วงหน้า เมื่อเกิดน้ำหลากในพื้นที่จริง จะมีกลไกอะไรเข้ามาประเมินสถานการณ์และสั่งการให้ทันกับเหตุการณ์
ผศ.สิตางศุ์ ยังให้ข้อมูลผ่านรายการ ตอบโจทย์ – วิกฤตน้ำท่วมน่าน “ศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้า” หายไปไหน ? โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) มีการตั้ง ศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้า รอก่อน ในช่วงที่คาดการณ์ว่าพื้นที่นี้จะเกิดเหตุน้ำท่วม เพื่อเช็กความพร้อมก่อน และแจ้งประชาชนให้พร้อมรับมือ ผ่านช่องทางเดียว ให้ประชาชนไม่สับสนว่าต้องฟังใคร
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้า ไม่ถูกตั้งขึ้นอีกและหายไปตั้งแต่ตอนก่อนเกิดน้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 2568 จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา โดยระบุว่าจะใช้การ ประเมินน้ำจากส่วนกลางแทน
ดังนั้น สถานการณ์ในตอนนี้ อาจกล่าวได้ว่า
- การทับซ้อนของบทบาทระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้ไม่มีการตั้งศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้าขึ้นอีก
- การประเมินสถานการณ์จากส่วนกลาง และประสานข้อมูลไปยังพื้นที่ผ่านกลไกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจไม่เพียงพอ เพราะเมื่อเกิดเหตุรุนแรงในพื้นที่ สิ่งสำคัญคือ ข้อมูลต้องเร็ว คนต้องตัดสินใจได้ และต้องรู้ว่าใครเป็นผู้สั่งการ
แต่อีกหนึ่งประเด็น คือ รัฐไม่ได้กระจายเรื่ององค์ความรู้เรื่องการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมไปสู่ชุมชน ทำให้ประชาชนรับมือไม่ทัน สุดท้ายต้องใช้งบประมาณของรัฐกลับมาเยียวยา

ย้ายบ้านไม่ได้ ต้องอยู่ร่วมกับภัยพิบัติอย่างไร ?
แนวทางที่หลายประเทศใช้คือการทำให้เมืองมีพื้นที่ รับ–หน่วง–เก็บ–ระบายน้ำ เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ สวนรับน้ำ แก้มลิง พื้นที่เปิดริมแม่น้ำ หรือพื้นที่ที่ยอมให้น้ำท่วมได้ชั่วคราว
การปรับตัวไม่ได้หมายความว่าต้องย้ายบ้านเสมอไป แต่สามารถปรับ อาคาร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบบริการสำคัญ ให้รับน้ำได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น
- โรงพยาบาลต้องมีแผนความต่อเนื่องเมื่อเกิดน้ำท่วม
- ระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสารต้องมีระบบสำรอง
- ถนนสำคัญต้องรู้ว่าจุดไหนจะถูกตัดขาดก่อน
- โรงเรียนต้องมีแผนรองรับการหยุดเรียน/ใช้เป็นพื้นที่พักพิง
- บ้านในพื้นที่เสี่ยงสามารถออกแบบพื้นที่เก็บของสำคัญให้อยู่สูงกว่าระดับน้ำ
- ระบบระบายน้ำต้องออกแบบจากข้อมูลฝนสูงสุดในปัจจุบัน ไม่ใช่ใช้สถิติอดีตอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม เทศบาลเมืองน่าน ถือเป็นเทศบาลที่มีโมเดลการจัดการน้ำท่วมเมืองที่ดี มีศูนย์บัญชาการระดับจังหวัดที่ดี จนได้รับรางวัลระดับประเทศ แต่การรับมือที่ดีก็ยังอยู่แค่ในบริเวณตัวเมืองเท่านั้น ไม่ได้กระจายทั้งจังหวัด และการจะรับมือแม่น้ำสายเดียวกันไม่ให้ทั้งจังหวัดท่วม ก็อาจต้องงอาศัยการถ่ายทอดโมเดลจัดการน้ำท่วมไปให้พื้นที่อื่น ๆ ที่อยู่บนแม่น้ำสายเดียวกันด้วย
โมเดลการจัดการน้ำเชียงใหม่
อีกหนึ่งตัวอย่างจังหวัดที่มีระบบการจัดการน้ำดีคือ เชียงใหม่ ซึ่งมีการเก็บข้อมูลน้ำ มีระบบเตือนว่าอีกกี่ชั่วโมงน้ำจะมาถึงตรงไหน จุดไหนท่วมก่อน ท่วมสูงกี่เมตร มีแอปฯ แจ้งเตือน มีการจำลองฉากทัศน์น้ำท่วมเพื่อคาดการณ์
เมื่อมีข้อมูลปริมาณน้ำชัดเจน การแจ้งเตือนจึงแม่นยำขึ้น ทางสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำงานวิจัยมาใช้ในการแบ่งพื้นที่เสี่ยงภัย หรือ Zoning ออกเป็น 5 โซน ตามระดับความสูงของน้ำที่สถานี P.1 ทำให้รู้ชัดเจนว่าปริมาณน้ำระดับไหน พื้นที่ใดจะถูกน้ำท่วมก่อน
เมื่อรู้จุดที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน การเข้าช่วยเหลือก็จะทำได้ทันทีและตรงจุด แต่ก่อนที่จะเห็นภาพการทำงานที่เป็นระบบแบบนี้ สิ่งสำคัญคือทุกภาคส่วนตั้งแต่ระดับนโยบาย จังหวัด จนถึงท้องถิ่น ต้องมองปัญหาตรงกัน นำมาสู่การออกแบบการแก้ปัญหาร่วมกัน
ความสำเร็จของการบริหารจัดการน้ำและการเตือนภัยที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือ เชียงใหม่โมเดล ที่ถูกนำมาใช้จริงเมื่อปี 2568 ปัจจุบันโมเดลนี้กำลังถูกนำไปขยายผลและ เตรียมปรับใช้กับอีก 5 จังหวัด/พื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงราย, น่าน, ขอนแก่น, ชัยภูมิ และหาดใหญ่
หัวใจสำคัญของการขยายผลครั้งนี้ คือ การนำองค์ความรู้ทางวิชาการและการอุดช่องโหว่ปัญหา 3 ด้าน ได้แก่ ความล่าช้าของระบบเตือนภัย, การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และความสับสนในระบบบัญชาการเหตุการณ์ มากางบนโต๊ะเพื่อหาทางออกร่วมกัน คือกุญแจสำคัญที่ทลายกำแพงการทำงานแบบต่างคนต่างทำลงได้
แม้แต่ละพื้นที่จะมีสภาพภูมิประเทศและปัญหาที่แตกต่างกัน แต่การประยุกต์ใช้หลักการจัดโซนนิ่งความเสี่ยง การคำนวณมวลน้ำล่วงหน้า และระบบบัญชาการแบบบูรณาการ จะช่วยสร้างโมเดลใหม่ที่มี อัตลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละจังหวัด ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของการนำงานวิจัยมาใช้ปฏิบัติจริง ไม่ใช่การห้ามไม่ให้น้ำท่วม แต่คือการ ลดความล่อแหลมและลดความเปราะบางของพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุด
และหากการขับเคลื่อนในทั้ง 5 จังหวัดนี้สัมฤทธิ์ผล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งต่อและบูรณาการร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อใช้เป็น Best Practice สำหรับการจัดการน้ำท่วมเมืองระดับชาติ ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้การรับมือภัยพิบัติของประเทศไทย ก้าวจากการเป็นเพียงผู้ตั้งรับ ไปสู่การจัดการเชิงรุกที่ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างยั่งยืน
หากนับในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องวนเวียนอยู่กับการฟื้นฟูผลกระทบจากภัยพิบัติมาแล้วกี่ครั้ง แล้วในพื้นที่ ๆ เคยได้รับผลกระทบมีการทวนถอดบทเรียนมาแล้วกี่ครั้ง เมื่อเงื่อนไขเรื่องของสภาพอากาศ การใช้ที่ดินเปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ วัน จะมีการวางแผนรับมือแบบไหน ? ที่จะช่วยให้เรารับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้องมาทบทวนถอดบทเรียนในพื้นที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า


