น้ำท่วมกรุงเทพฯ รอบนี้ เราคงได้ยินชื่อของ ชุมชนเคหะร่มเกล้าและคลองจั่น กันบ่อยยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง ระดับน้ำเริ่มลดลง บางจุดถูกทำให้รับรู้ว่า “คลี่คลาย” และกำลังกลับเข้าสู่ “ภาวะปกติ”
แต่จริง ๆ แล้ว ชีวิตของผู้คนในที่อยู่อาศัยเหล่านี้ ยังต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ จึงจะกลับมาตั้งตัวได้
โดยเฉพาะ เมื่อทรัพย์สินที่ต้องใช้ทำมาหากิน เสียหายไปแล้วจาก น้ำท่วม
ที่อยู่อาศัยแนวตั้งเหล่านี้ เป็นตึกขนาดใหญ่ตั้งอยู่ย่านห่างไกลจากศูนย์กลางกรุงเทพมหานคร
ห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่นี้ ถูกใช้เป็นที่พักพิงของประชากรจากทั่วทุกสารทิศ ที่หวังจะมาหาความฝัน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ ดินแดนที่ใครก็เรียกว่า “มหานคร”

นภนาท อนุพงศ์พัฒน์ ที่ปรึกษามูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา และนักวิชาการด้านคนจนเมือง ย้อนไปถึงที่มาของอาคารเคหะเหล่านี้ว่า ในอดีตรัฐบาลมีหน้าที่จัดสรรและสรรหาที่อยู่อาศัยที่มีราคาเข้าถึงได้ให้กับประชาชน เนื่องจากในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต แรงงานจากทั่วทุกสารทิศก็เริ่มเข้ามาอยู่ในช่วงที่กรุงเทพฯ กำลังขยายตัว
ที่อยู่อาศัยแออัดแห่งแรกในกรุงเทพฯ คือ สลัมคลองเตย เป็นผลจากการสร้างท่าเรือคลองเตย ทำให้มีแรงงานกระจุกตัวในบริเวณนั้นจำนวนมาก แต่เมื่อโครงการเสร็จสิ้นไป แรงงานกลุ่มนี้ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนต่อ พวกเขาจึงปักหลักกันอยู่ตามไซต์ก่อสร้างทั้งของรัฐและเอกชน และเมื่อชุมชนขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็มีการไล่ที่เกิดขึ้น
เราคงเคยได้ยินวิธีการเผาไล่ที่กันมาบ้าง นั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนในชุมชนแออัดในอดีต และเมื่อไม่มีที่อยู่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องหาที่อยู่ใหม่ให้ นภนาท เล่าว่าช่วงเวลานั้นก็จะนิยมให้ไปอยู่โซนชานเมือง เช่น มีนบุรี หนองจอก บางกะปิ
ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ ที่มีชุมชนแออัดแบบนี้ ตามหัวเมืองใหญ่ อย่าง สงขลา ขอนแก่น ริมทางรถไฟในจังหวัดเหล่านี้จะมีกลุ่มคนจนเมืองอยู่ เนื่องจากพวกเขากระจายไปตามงาน
ด้าน คมสันติ์ จันทร์อ่อน ผู้ประสานงานมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย บอกว่าตัวเองเคยพักอาศัยอยู่ในแฟลตคลองจั่นมาก่อน พอจะคุ้นเคยกับลักษณะของผู้อยู่อาศัยในนั้นอยู่บ้าง
“บางคนก็ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์โดยแท้ บางคนก็ไปเช่าอยู่ เดือนละ 2,000-3,000 บาท เป็นพี่น้องที่ประกอบอาชีพ เป็นชนชั้นกลาง ตั้งแต่ระดับกลางมาระดับล่าง”
คมสันติ์ จันทร์อ่อน
จวบจนตอนนี้ชุมชนเคหะต่าง ๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ก็ยังเป็นที่พักพิงของแรงงานกลุ่มใหญ่ และในสถานการณ์น้ำท่วมเมืองรอบนี้ The Active ชวนไปสำรวจว่าประชากรกลุ่มนี้ เป็นใคร และกำลังเผชิญอะไรอยู่บ้าง
1 ห้อง 2 คน และ แมว 1 ตัว
อ๊อฟ ชายวัย 38 ปี พื้นเพเป็นคนเชียงราย ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ คนเดียวตั้งแต่วัย 19 ปี เพราะเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แฟลตคลองจั่นเป็นสถานที่ที่อ๊อฟอยู่อาศัยมานานที่สุดตั้งแต่ย้ายเข้ามากรุงเทพฯ รู้ตัวอีกที ห้องสี่เหลี่ยมนี้ก็ผ่านอะไรมากับอ๊อฟเยอะมาก
แม้จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้ว อ๊อฟก็ตัดสินใจอยู่กรุงเทพฯ ต่อ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเองได้เจอคนรักที่นี่จึงสะดวกต่อการเจอกันมากกว่า และตัวเขาเอง ระหว่างเรียนจนถึงเรียนจบก็ทำงานที่เดอะมอลล์รามคำแหง อ๊อฟบอกว่ากรุงเทพฯ ดีตรงที่จะทำอะไรก็สะดวก
ทุกวันนี้อ๊อฟทำงานอยู่บริษัทประกันรถยนต์แห่งหนึ่ง มีหน้าที่เป็นพนักงานเคลมประกัน เวลามีอุบัติเหตุที่ไหนอ๊อฟจะเป็นคนขับรถไปหาลูกค้า ซึ่งอ๊อฟเล่าว่านอกจากเงินเดือน อาชีพนี้ก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับความถี่ที่ออกไปหาลูกค้า
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบถึงผู้อยู่อาศัยอย่างอ๊อฟโดยตรง ที่แน่ ๆ คือการไม่มีอาหาร น้ำดื่ม น้ำประปาใช้งานไม่ได้ ออกไปข้างนอกก็ลำบาก โชคยังดีที่ตึกของเขายังใช้ไฟฟ้าได้อยู่ เลยทำให้สามารถคุยกันในวันนี้ได้
อ๊อฟมีท่าทีที่ค่อนข้างผ่อนคลายระหว่างคุยกัน ภายใต้ความผ่อนคลายนี้ อ๊อฟมีความกังวลไม่ใช่น้อย เพราะทรัพย์สินของเขาอย่างรถยนต์ก็จมไปเกือบครึ่งคันแล้ว พอถามถึงเรื่องรถ น้ำเสียงของอ๊อฟก็เปลี่ยนไปเป็นความกังวล เพราะประเมินดูแล้วรถยนต์คันนี้น่าจะซ่อมไม่ได้แล้ว
“มีรถทั้งรถยนต์ ทั้งมอเตอร์ไซค์ รถยนต์จมน้ำครึ่งคัน มอเตอร์ไซค์ยกขึ้นที่สูงได้ทัน แต่รถยนต์ไปไม่ทันเพราะน้ำมาตอนกลางคืน”
อ๊อฟเล่าเหตุการณ์ในคืนวันที่ 25 ก.ย. 69
ยังดีว่าอ๊อฟสามารถเคลื่อนย้ายมอเตอร์ไซค์ของตัวเองได้ทัน อย่างน้อยถ้าน้ำลด ก็ยังมียานพาหนะให้ใช้ได้อยู่ อีกอย่างที่เสียไปคือการเสียโอกาสในการสร้างรายได้ แม้บริษัทจะบอกว่าอ๊อฟสามารถอยู่บ้านและได้เงินเดือนอยู่ แต่เขาเองก็สูญเสียโอกาสในการทำเงินจากค่าคอมมิชชั่น ที่โดยปกติแล้วรายได้ต่อวันก็จะอยู่ที่ประมาณเกือบ 1,000 บาท พอติดอยู่ในแฟลตมา 5 วัน ก็เท่ากับว่าเขาเสียโอกาสในการสร้างเงิน 5,000 บาทไป
ความเป็นอยู่ อยู่ในขั้นลำบาก เพราะทุกวันนี้อ๊อฟต้องพึ่งพาอาหารจากอาหารช่วยน้ำท่วม เมื่อถามว่าทำไมไม่ย้ายไปที่อื่นก่อน เพราะเขามีสิ่งที่ห่วง
“ผมมีน้องแมวอยู่หนึ่งตัว สงสารเขา ไม่อยากทิ้งเขาไว้”
อ๊อฟ
ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่แค่มนุษย์ที่เดือดร้อน หมาแมวและสัตว์เลี้ยงตัวอื่น ๆ ก็เผชิญกับความเสี่ยงด้านอาหาร อย่างอ๊อฟเองก็เล่าว่าตอนนี้อาหารแมวเหลืออยู่แค่ก้นถุง คงต้องรอรับบริจาคอีกที
อ๊อฟบอกกับเราว่าสิ่งที่อยากเห็นที่สุดในตอนนี้คงเป็นน้ำลด และหวังว่าจะได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมจากรัฐ เพราะตัวเองก็ได้รับผลกระทบจากการที่ทรัพย์สินเสียหาย รวมถึงการขาดรายได้จากการทำงาน

เสียงจากทีมครัวกลางในตึกน้ำท่วม
สาว ในวัย 31 ปี เป็นอีกหนึ่งคนที่อาศัยอยู่ในแฟลตคลองจั่นมาร่วม 6 ปี หลายปีมาแล้วที่เดินทางมาจากจังหวัดพังงาบ้านเกิด พอเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงจบ ก็ได้งานต่อแถวนวมินทร์
ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือไม่ สาวบอกว่าในบริเวณที่เธออยู่มีคนใต้อาศัยอยู่ราว 80% เลยทีเดียว เธอคาดเดาว่าอาจจะเป็นเพราะเด็กใต้ส่วนใหญ่นิยมมาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พอเรียนจบก็หางานในกรุงเทพฯ เหมือนอย่างที่สาวทำ ซึ่งที่อยู่อาศัยที่มีราคาเข้าถึงได้ในกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้มีเยอะมาก เคหะและแฟลตต่าง ๆ จึงเป็นคำตอบสำหรับพวกเขา
“คนที่มาเรียน ม.รามฯ ก็ต้องทำงานเลี้ยงชีพ ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย พอเขาจบมาปุ๊บ ทำงานปั๊บ พอมีความสามารถในการซื้อห้องหรือเช่าแฟลตอยู่ เขาก็ซื้อไว้เพื่อเป็นห้องเป็นที่พักอาศัย แล้วก็ไปทำงาน ก็มีการชักชวนกันมาอยู่เรื่อย ๆ มันก็เลยกลายเป็นเหมือนชุมชนคนใต้”
สาว เล่าลักษณะการเข้ามาอยู่อาศัยของคนใต้ในตึกที่เธออาศัยอยู่
สาวเล่าว่า ถ้าเป็นวันธรรมดา ไปทำงานก็สะดวกมาก เพราะมีรถเมล์ไปส่งเกือบถึงที่ รอบ ๆ แฟลตเองก็มีตลาด ของกินของใช้มากมาย เรียกได้ว่าครบวงจร
แต่พอเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขึ้น ความสะดวกสบายที่เคยมีก็หายไปในพริบตา จากที่เดินลงจากตึกไปนิดเดียวก็เจอของกิน ก็กลายเป็นใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่าจะออกไปได้
“เรือไม่สามารถเข้าได้ ส่วนเรือที่ตระเวนเอาของเข้ามาให้ หรือที่มารับคนออกไปซื้อของ มันรอนานมาก ประมาณ 2-3 ชั่วโมง กว่าจะมาสักลำ”
สาวเล่า
สาวเล่าว่ามีบ้างที่คนในตึกต้องแย่งกันขึ้นเรือ แต่ก็ไม่บ่อย เพราะคนส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่ในห้องของตัวเองก่อนดีกว่า
เหตุผลที่หลายคนไม่ต้องออกไปไหน โดยเฉพาะตึกที่เธออาศัยอยู่ เพราะยังพอมีอาหารประทังชีวิต จากความร่วมมือของชาวแฟลตที่ช่วยกันเปิดครัวกลาง โดยสาวเอง รับหน้าที่เป็นคนประสานงาน ทำให้ครัวกลางเกิดขึ้นมาได้
วัตถุดิบต่าง ๆ มาจากหลายทาง บางส่วนมาจากหน่วยงานหรือมูลนิธิที่เข้ามาแจกจ่าย ส่วนของสดอย่างเนื้อสัตว์ก็ต้องออกไปซื้อกันเอง โดยเป็นการระดมทุนกันเองจากผู้อยู่อาศัยในตึก โชคดี มีทีมพลเรือนอาสาสนับสนุนงบประมาณซื้อเรือ เลยยังพอได้เดินทางออกไปซื้อวัตถุดิบอื่น ๆ มาทำอาหารได้บ้าง
“ส่วนข้าวของ ข้าวสาร ที่ร้านยังขายอยู่ด้านล่างตึก ก็ช่วยสนับสนุนเตาแก๊ส เขาก็ประสบภัยเหมือนกัน แต่เขาก็ยังอาสาที่จะให้เตาแก๊สมาทำครัวกลาง”
สาว ชาวแฟลตคลองจั่น
แม้จะอยู่ในยามคับขัน แต่สาวก็ได้เห็นการร่วมมือกันของคนในตึกเป็นอย่างดี
ไม่ว่าจะก่อนน้ำท่วมหรือหลังน้ำท่วม สาวก็ยังไม่มีความคิดที่จะย้ายออกไปจากที่นี่ ส่วนหนึ่งเพราะตรงนี้สะดวกต่อชีวิตประจำวันของเธอ ขณะเดียวกัน พอมีน้ำท่วม เธอก็มีภารกิจครัวกลางที่ต้องดูแล เพราะถ้าทิ้งไปก็ห่วงว่าคนอื่น ๆ จะไม่มีอะไรกิน
“ยังไม่ได้คิดว่าจะต้องออกไปข้างนอก ถ้าเราอยู่ตรงนี้เรายังทำอะไรสักอย่างให้คนอื่น ให้เขาได้รับการช่วยเหลือ เราก็เลยไม่ได้มีแผนที่อยากจะออกไปอยู่ข้างนอก เพราะเห็นความสำคัญว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของการที่จะสามารถทำให้คนในแฟลตได้รับการช่วยเหลือมากขึ้น”
สาว
สาวโชคดีตรงที่มีที่ทำงานที่เข้าใจสถานการณ์น้ำท่วม และให้เธอทำงานจากที่บ้านแทนที่จะไปออฟฟิศ ขณะเดียวกันเธอก็บอกว่าทรัพย์สินของเธอไม่ได้มีอะไรมากที่เสียหาย มีก็แต่จักรยานที่ตอนนี้ก็จมน้ำไปแล้ว
เธอมองว่าหน้าที่ทำครัวกลางของเธอยังคงไปต่อ เพราะยังมีคนอีกมากที่กำลังเดือดร้อน สาวเล่าว่ามีน้องที่อยู่กับเธอเพิ่งไปทำงานร้านสะดวกซื้อได้เพียงแค่ 7 วัน ก็ดันมาเจอน้ำท่วม ทำให้ขาดรายได้ไปหลายวัน ตอนนี้ก็ต้องพึ่งพาเงินเก็บที่ตัวเองมีไปก่อน
แม้เราจะได้ข่าวมาตรการการเยียวมาแล้วบ้าง สาวในฐานะคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ยังตั้งคำถามว่ามาตรการที่รัฐออกมานั้นจะใช้ได้จริงไหม โดยข้อกังวลสำคัญของเธอคือ ในฐานะผู้อยู่อาศัยที่เป็นผู้เช่าจะได้เงินเยียวยาไหม หรือว่ารัฐจะให้ไปยังเจ้าของห้องเพียงอย่างเดียว
คนจนเมืองที่ไม่เคยถูกมองเห็น
นอกจากสาวและอ๊อฟ แฟลตและชุมชนเคหะต่าง ๆ เป็นที่พักอาศัยของแรงงานหลายคน ที่ นภนาท มองว่าเป็นฟันเฟืองของเศรษฐกิจ แต่เพราะงานของพวกเขาคือการซัปพอร์ตกลุ่มพนักงานออฟฟิศ (White Collar) ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมาก็อาจจะเป็นอาชีพที่ไม่ได้หวือหวา ความเป็นฟันเฟืองนั้นถูกมองข้ามไป
พวกเขาอาจจะเป็นแม่บ้านที่ทำให้ออฟฟิศน่าอยู่ คนขับรถแท็กซี่ที่ช่วยพาไปถึงที่หมายในยามเร่งรีบ หรืออาจจะเป็นแม่ค้าขายอาหารราคาถูก ที่ทำให้เหล่าพนักงานออฟฟิศประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้
และเมื่อฟันเฟืองเล็ก ๆ เหล่านี้หายไป ผลกระทบที่ตามมาคือธุรกิจบางอย่างต้องหยุดชะงัก
“คนที่ทำงานในระดับโครงสร้างก็จะมองว่า พวกเขาเป็นแรงงานราคาถูก หามาทดแทนกันใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ ฉะนั้นเขาก็มองว่าไม่ใช่หน้าที่บริษัทจะต้องไปเตรียมหลักประกันหรือมีความมั่นคงในชีวิตคนกลุ่มนี้ แต่ในวันที่เกิดวิกฤตมันเกิดปัญหาพร้อมกันหมด คนที่จะหามาแทนก็ไม่มีเหมือนกัน”
นภนาท อนุพงศ์พัฒน์
ผลกระทบจากน้ำท่วมไม่ได้แค่พรากงานหรือทำลายทรัพย์สินของพวกเขาเพียงอย่างเดียว แต่ นภนาท มองว่ามันเป็นการ “ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ในทางใดทางหนึ่ง เพราะสถานการณ์เช่นนี้บีบให้คนที่เคยเป็นคนสู้ชีวิต คนหาเช้ากินค่ำ กลายมาเป็นคนที่ออกไปไหนไม่ได้ และต้องรอคอยความช่วยเหลืออย่างเดียว
“มันทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ มันอยู่ในภาวะที่แบบ เหมือนชีวิตเรามันเป็นง่อย มันต้องแบมือขอความช่วยเหลือเขาทุกอย่าง ข้าวก็ต้องขอกินนะ ควบคุมอะไรในชีวิตตัวเองได้ยากมาก ไอ้เนี่ยมันก็ทำให้คนรู้สึกว่า อ้าว แล้วฉันจะเป็นใครกันแน่”
นภนาท อนุพงศ์พัฒน์
เพราะฉะนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ถ้ามีกลไกหรือเครื่องมืออะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้ประสบภัยรู้สึกว่ายังพึ่งพาตัวเองได้บ้าง ก็คงจะดีกับจิตใจเขาไม่มากก็น้อย
การเกิดภาพความร่วมมือที่ชุมชนช่วยเหลือกันเอง แม้ตนเองจะเป็นผู้ประสบภัย แบบที่สาวเล่าให้ฟังเรื่องครัวกลาง จึงอาจกำลังทำหน้าที่ในการพิสูจน์ให้เห็นว่า ในยามอุทกภัยนี้ ก็ยังพอมีเรื่องที่พวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองและเพื่อนร่วมชุมชนได้

การเยียวยาแบบไหนที่เหมาะสม ?
ตอนนี้มีมาตรการเยียวยาบางส่วนออกมาจากรัฐบาล เช่น โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป โดยอาศัยการยืนยันจากภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อกำหนดขอบเขตว่าบริเวณไหนจะได้รับการเยียวยาจากรัฐเป็นจำนวนเงิน 9,000 บาท โดยมีการกำหนดสิทธิ์ให้ได้รับความช่วยเหลือ 1 ครั้งต่อ 1 หลังคาเรือน
นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านโดยใช้ระบบเหมาจ่าย ผ่านการใช้ข้อมูล parametric วัดระดับน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2569 เป็นต้นไป
ในกรณีของผู้อยู่อาศัยในอาคารหรือหมู่บ้าน ที่อาจจะไม่ได้ท่วมเข้ามาถึงที่อยู่อาศัยโดยตรง แต่เป็นการท่วมรอบที่อยู่อาศัย ที่ทำให้ไม่สามารถออกไปไหนได้ ก็ยังสามารถรับเงินเยียวยาได้เช่นกัน หากเกิดเหตุก่อนวันที่ 1 ต.ค. ได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท แต่หากเกิดหลัง 1 ต.ค. เป็นต้นไป จะได้รับชดเชย 10,000 บาทต่อครั้ง ต่อครัวเรือน
ในมุมของ นภนาท มองว่าการเยียวยาที่เหมาะสมที่สุดต้องตั้งต้นมาจากการเข้าใจเงื่อนไขในชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นลูกจ้างรายวัน เพราะกว่าจะกลับมาตั้งตัวได้ เขาต้องอาศัยทุนบางอย่างที่สนับสนุนการฟื้นฟูด้วย นภนาท มองว่าอาจจะเป็นการให้เงินทุนฉุกเฉิน เงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ย เพื่อให้เขายังไม่หลุดออกจากระบบการทำงาน เพราะอย่าลืมว่าสิ่งที่ตามมาจากน้ำลดคือค่าซ่อมบ้าน ค่าซ่อมรถ ที่รออยู่
ประเด็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็สำคัญในการเยียวยา หากระบบการเยียวยาทำให้คนที่เข้าไปมีส่วนร่วมรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนด้อยค่า หรือต้องโชว์ให้สังคมรู้ว่ากำลังลำบาก กำลังหมดตัวจริง ๆ ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนมา แต่ก็แลกด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เสียไปเช่นกัน
ขณะเดียวกัน คมสันติ์ มองว่ารัฐควรจะก้าวให้พ้นช่วงเวลาของการ “ถอดบทเรียน” เพราะที่ผ่านมาก็มีบทเรียนจากน้ำท่วมหาดใหญ่ หรือน้ำท่วมภาคเหนือก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และยังเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ยิ่งพอมีเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในชุมชนของคนที่มีรายได้น้อย มันก็ยิ่งสะท้อนว่าพวกเขากำลังถูกทิ้ง
“เอาจริง ๆ ถูกทิ้งมานานแล้ว ตอนโควิดเขาก็ไม่ถูกนับนะชุมชนเหล่านี้ นโยบายกรุงเทพมหานครเขาก็จะช่วยเหลือกลุ่มชุมชนที่ได้จดทะเบียนชุมชนกับเขา เขาจะคิดงบประมาณมา ถ้าเป็นช่วงโควิด ประชากรที่จดทะเบียนชุมชนมีกี่ครัวเรือน เขาก็จะนับขวดแอลกอฮอล์มาเท่านั้น คนที่ไม่ได้จดทะเบียนเขาก็ไม่ให้”
คมสันติ์ จันทร์อ่อน
นโยบายด้านการเยียวยาจึงสำคัญที่กับคนที่ได้รับผลกระทบตอนนี้มาก เพราะมันเป็นกระจกที่สะท้อนว่า เมือง รัฐ และผู้มีอำนาจ มองกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไร ถ้ามองว่าเป็นพลเมืองคนหนึ่ง พวกเขาก็สมควรที่จะได้รับการช่วยเหลือและเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้ารัฐมองว่าเป็นแค่ผู้อาศัย ก็จะยากที่พวกเขาจะเข้าถึงการฟื้นฟูอย่างแท้จริง

