“ถ้าเรารังเกียจใครสักคน เพราะที่มาแห่งเชื้อชาติ คนเชื้อสายจีนที่เข้ามาพัฒนาประเทศจำนวนมาก ตอนนี้คงต้องไล่เขาออกประเทศไปทั้งหมดแล้ว แม้กระทั่งตระกูลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ท่านก็มาจากเชื้อสายจีน ถ้าเราไม่ยอมรับเชื้อสายอื่น
เชื้อสายจีน ก็คงต้องอัญเชิญออกไปเหมือนกัน คิดให้ดีว่าเราจะคิดอย่างนั้นจริงหรือ…”
คำถามตัวโต ๆ ที่ อ.ปลาทอง – ศิวนุช สร้อยทอง หัวหน้าคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา ชวนให้สังคมตั้งสติ และหันกลับมาช่วยกันคิด ทำความเข้าใจกับอคติที่เกิดขึ้นแทบทุกครั้งเมื่อเกิดประเด็นเรื่อง คนไร้สถานะทางทะเบียน ไร้สัญชาติ ในผืนแผ่นดินไทย
จนมาถึงประเด็นล่าสุดที่ อ.ปลาทอง เปิดเผยกับ The Active โดยระบุเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2568 ในช่วงการรับสมัครเลือกตั้ง สมาชิก อบต. เมื่อพบว่า ผู้สมัครหลายคนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ในพื้นที่ จ.เชียงราย และอาจจะทั่วประเทศ “ถูกตัดสิทธิ์” ไม่สามารถลงสมัครได้ ทั้งที่เคยได้รับเลือกเป็น สมาชิก อบต. มาหลายสมัย ประเด็นนี้ถูกร้องเรียนมาที่ คลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา จากการตรวจสอบข้อมูลก็พบว่า สาเหตุมาจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีความว่า พวกเขา “ไม่ใช่คนไทยโดยการเกิด” ทำให้ถูกตัดสิทธิ์ผู้สมัครทั้งที่พวกเขาเป็น อดีตคนไร้สัญชาติ ที่ผ่านกระบวนการปฏิรูปกฎหมาย คืนสิทธิ์ในสัญชาติไทยให้ ตาม มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508

โดยการสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2568 เป็นครั้งแรกที่มีการปฏิเสธ แม้ว่าก่อนหน้านั้น ในรับสมัครเลือกตั้ง คนชาติพันธุ์ที่เกิดในประเทศไทยก็ลงสมัครได้มาโดยตลอด นี่จึงเป็นปัญหาที่ต้องมาตีความกันว่า “เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย ?”
“พวกเขาเป็นผู้สมัครมาตลอด 20 ปี แล้วก็ดูแลชุมชนทำให้เกิดความเข้มแข็ง เคสที่เข้ามาร้องเรียน อยู่ในพื้นที่โครงการดอยตุง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมเด็จย่า ท่านมีพระปณิธานทำให้คนชาติพันธุ์ชาวเขา มีความเข้มแข็ง แล้วก็สามารถที่จะดูแลกันเองในชุมชนได้ ปรากฏว่าก็มีการไปตัดสิทธิ์เพราะเหตุจากการตีความของ กกต. เลยทำให้ผู้สมัครหลายพื้นที่ ไม่สามารถสมัครได้”
ศิวนุช สร้อยทอง
กระทบสิทธิชุมชน ไร้ผู้แทนในสภาท้องถิ่น
ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเฉพาะตัวบุคคล แต่ทำให้บางพื้นที่ บางชุมชน ไม่มีใครสามารถสมัครได้เลย เพราะพื้นที่เหล่านั้น คือ พื้นที่ของคนชาวเขา ไร้สัญชาติที่เคยได้รับการแก้ปัญหาโดยโครงการของรัฐ ผ่านการใช้มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ในการคืนสิทธิ์ในสัญชาติให้พวกเขา กลายเป็นพื้นที่ที่ไม่มีผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในสถานะ สมาชิก อบต. ที่จะไปมีสิทธิ์มีเสียง ไปช่วยจัดการงบประมาณเพื่อเข้าถึงคนในชุมชนได้อย่างเต็ม สุดท้ายก็กลายเป็นการ “เสียสิทธิ์”
“จริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องของผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นเรื่องของสิทธิในชุมชนในการบริหารจัดการตนเองตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้จริง ๆ กกต. มีหน้าที่ต้องส่งเสริม และคุ้มครองให้เกิดขึ้นแต่คราวนี้ กกต. ก็มาตัดสิทธิ์ในเรื่องนี้”
“ที่สำคัญ การที่ กกต. บอกว่า ผู้ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ลงสมัครไม่ได้ นั่นหมายถึงคนในชุมชนที่เป็น มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ทั้งหมด”
ศิวนุช สร้อยทอง
เป็นคนไทย แต่ไม่ได้สัญชาติทันทีที่เกิด
หากจะอธิบายให้เข้าใจชัด ๆ อ.ปลาทอง เล่าว่า สถานะจริง ๆ ของชาติพันธุ์ “เขาเป็นคนไทย” เพราะ มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ใน พ.ร.บ.สัญชาติ พูดถึงคนที่เกิดในประเทศไทย แต่ทันทีที่เกิดยังไม่สามารถที่จะถือสัญชาติไทยได้โดยอัตโนมัติ จะเป็นสัญชาติไทยโดยการเกิดแบบมีเงื่อนไข หมายความว่า “ทันทีที่เขาเกิดในประเทศไทย เขาก็จะต้องเข้ากลไกในการยื่นคำขอเพื่ออนุมัติให้ถือสัญชาติไทย”
ดังนั้น เขาจะเป็นคนละกรณีกับ คนแปลงสัญชาติ เพราะคนแปลงสัญชาติไม่ได้เกิดในประเทศไทย แต่อพยพเข้ามานาน หรือมีคู่สมรสเป็นคนไทย หรือทำคุณประโยชน์ให้ประเทศไทย
นั่นหมายความว่า 2 กลุ่มนี้เป็นคนละกลุ่มกัน เพราะถ้าคนที่เกิดในประเทศไทยจุดเกาะเกี่ยว คือ เขาเกิดในประเทศไทย นี่คือความเกาะเกี่ยวที่เป็นธรรมชาติที่ทำให้เห็นว่าเขา “เป็นไทยโดยการเกิด” ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงไม่ใช่คนแปลงสัญชาติ แต่เขาคือคนที่มีความเกี่ยวข้องโดยการเกิดกับประเทศไทย และประเทศไทยตีความมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 ที่มีการปฏิรูปกฎหมายประมวลกฎหมายสัญชาติฉบับแรก
โดย พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2456 ระบุเอาไว้ว่า “คนที่เกิดในประเทศไทยทุกคนเป็นไทยแบบไม่มีเงื่อนไข” และตามหลักสืบสายโลหิต ดังนั้น “สัญชาติไทยโดยการเกิด” ไม่ว่าจะเป็นโดยสืบสายโลหิต หรือโดยการเกิดในประเทศไทย ก็เป็นกฎหมายสัญชาติที่มีมาตลอดในประเทศไทย
จุดพลิก ประกาศคณะปฏิวัติ (ปว.337) ถอดสัญชาติคนเกิดในไทย ถ้าพ่อหรือแม่เป็นต่างด้าว
กระทั่งในปี 2515 ในยุคที่มีสถานการณ์ภัยคอมมิวนิสต์ คนหวาดกลัวการอพยพของคนที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านจากภัยสงคราม ที่เรียกว่า “ผู้ลี้ภัย” ในยุคนั้น รัฐบาลทหาร มีการประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 (ปว.337) ถอนสัญชาติคนที่เกิดในประเทศไทยถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นต่างด้าว รวมถึงไปสร้างเงื่อนไขการถือสัญชาติไทยให้คนที่เกิดมาหลังประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 มีผลบังคับใช้ด้วย
“ประกาศ ปว.337 ไม่ได้กระทบเฉพาะลูกของคนที่เป็นพ่อแม่ต่างด้าว แต่กระทบไปถึงลูกครึ่งหมายความว่า ถ้าพ่อหรือแม่เป็นคนไทยอีกคนเป็นต่างด้าวที่อพยพเข้ามา เด็กคนนั้นถูกถอนสัญชาติไทยไปด้วย”
“กฎหมายในยุคนั้น เรียกว่าเป็นกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง แล้วก็สร้างให้เกิดคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทยจำนวนมาก”
ศิวนุช สร้อยทอง
ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายในปี 2535 เกิด “มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง” และยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติในปี 2515 ที่เรียกว่า ปว.337 หมายความว่า ลูกที่สืบสายโลหิตจะไม่กระทบ แต่ลูกของคนที่เกิดในประเทศไทย แล้วพ่อแม่เป็นต่างด้าวเข้าเมืองไม่ถาวร มีการสร้างเงื่อนไขโดยกระทรวงมหาดไทยว่า เกิดในไทยมีสิทธิ์ในสัญชาติไทย แต่จะถือสัญชาติไทยได้ ต้องดูความกลมกลืนกับประเทศไทยก่อน เป็นจุดเริ่มต้นของ การมีสัญชาติโดยการเกิดแบบมีเงื่อนไข ตามหลักดินแดนขึ้นมา ตั้งแต่ ปว.337 ส่งต่อมาถึง มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง
“สิ่งที่ประเทศไทย อธิบายต่อประชาคมโลกมาตลอด คือ เราไม่เคยปฏิเสธสิทธิ์ในสัญชาติโดยการเกิด หมายความว่า เรายอมรับว่าคนที่เกิดในประเทศไทยมีสิทธิ์ แต่การถือสัญชาติไทย อาจจะมีการกลั่นกรองความกลมกลืนกับประเทศไทยได้ก่อน จึงทำให้ประเทศไทยไม่ละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศนั้น”
“ถ้า ณ วันหนึ่ง กกต.จะมาบอกว่าคนเกิดในไทยไม่ใช่คนไทยโดยการเกิด ก็จะกลายเป็นว่าเอาประเทศไทยไปละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ คุณไม่ยอมรับหลักจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดกับประเทศไทยหรือ”
ศิวนุช สร้อยทอง
เป็นนักการเมืองท้องถิ่นมาหลายปี ทำไมอยู่ดี ๆ กกต. ตีความตัดสิทธิ์ ?
อ.ปลาทอง ยังขยายความต่อว่า ต้นกำเนิดมาจาก คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 23/2567 (คดีกฎหมายสัญชาติ) ที่พูดถึงกลไกการถอนสัญชาติตามกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ ? ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ? เพราะมี มาตรา 39 รรคสอง ในรัฐธรรมนูญปี 2560 บอกว่า สัญชาติไทยโดยการเกิด จะถอนไม่ได้
ทำให้มีการส่งเรื่องเข้าไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า บางมาตราใน พ.ร.บ.สัญชาติ ซึ่งเป็นกลไกการถอนสัญชาติชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ?
โดยศาลรัฐธรรมนูญ ก็ตีความว่า “การถอนสัญชาติซึ่งเกิดเหตุจากความไม่จงรักภักดี หรือสร้างภัยความมั่นคงร้ายแรงให้ประเทศถอนได้” และกลไกของ พ.ร.บ.สัญชาติ ต้องมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นคนสั่ง ซึ่งมีการกลั่นกรองในหลายชั้น หรือต้องมีอัยการหรือคำสั่งศาลเกิดขึ้น
ในกรณีของ พ.ร.บ.สัญชาติ เปิดช่องให้มีการถอนสัญชาติ สำหรับหลักดินแดนที่พ่อและแม่เป็นต่างด้าว ทำให้มีการเขียนคำวินิจฉัย พูดถึง มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ด้วยว่า “อาจถูกถอนสัญชาติได้” ถ้าประพฤติเป็นภัยร้ายแรงความมั่นคง เช่น ค้ายาเสพติดไปทำอาชญากรรม สแกมเมอร์ และสิ่งที่รัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้เกิดขึ้น คือ การสร้างกฎหมายแบบ ปว.337 หมายถึง กฎหมายที่ไปตีตราเลยว่าคุณถูกถอนเลย ยังไม่มีการกลั่นกรองอะไรเลย ไม่ได้ดูเลยว่าคุณมีความประพฤติอย่างไร แค่คุณเป็นลูกคนต่างด้าว ฉันก็ถอนสัญชาติคุณ ทั้งที่รัฐธรรมนูญต้องการจะปกป้อง
กลไกที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ?
ส่วนกลไกในการถอนสัญชาติกับผู้ที่สร้างภัยความมั่นคงนั้น หลายประเทศสามารถทำได้ เนื้อความในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องถอนสัญชาติ แต่คำอธิบายในบางส่วนที่เรียกว่า “กระพี้ของคำวินิจฉัย” ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “เป็นไทยภายหลังการเกิด” นั่นทำให้ กกต. นำเอาถ้อยคำนี้ ไปตีความขยายความ แล้วก็เลยมาตัดสิทธิ์การสมัครรับเลือกตั้งของคนมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง
จากการตรวจสอบปัญหานี้ อ.ปลาทอง ย้ำว่า ไม่ได้เกิดเฉพาะในพื้นที่ จ.เชียงราย แต่ยังเกิดขึ้นในพื้นที่ ภาคอีสาน เช่น มุกดาหาร บึงกาฬ ภาคตะวันตก อย่าง จ.ราชบุรี มีคนที่เป็นผู้สมัครมาแล้วหลายสมัย เป็นกลุ่มคนชาติพันธุ์ก็ถูกตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งก็กระทบกับคนที่เป็นผู้เลือกคนสัญชาติไทยทุกคน ที่อยากเลือกผู้แทนก็ไม่สามารถเลือกได้

แม้ ก.มหาดไทย ชี้แจงแล้ว แต่ กกต.ไม่รับฟัง ?
ส่วนในช่วงที่มีการพิจารณาเรื่องสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้ง วันที่ 17 ธันวาคม 2568 หลังจากที่ภาคประชาสังคม มีหนังสือโต้แย้งออกไปถึง กระทรวงมหาดไทยว่าช่วยตีความยืนยันเข้าไปที่ กกต. ซึ่งมหาดไทยก็ตีความยืนยันเข้าไปแล้ว ว่า มาตรา 7 ทวิวรรคสอง เป็นไทยโดยการเกิด แล้วก็ยังบอกด้วยว่าเพื่อไม่ให้เกิดการตีความที่ผิดพลาดอีก ก็เตรียมจะแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ และเขียนให้ชัดใน มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เลยว่า “มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เพราะเขาเกิดในประเทศไทย เขาก็ต้องเป็นไทยโดยการเกิดแต่ กกต. ก็ยังไม่รับฟัง”
“กกต. อ้างแต่ว่า มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตัวเองก็ไปตีความเกินส่วนมา หรือ อ้างว่ามหาดไทย ก็มีเอกสารแนบหนังสือสั่งการมา เลยต้องทำแบบนี้”
ศิวนุช สร้อยทอง
เดินหน้าสู้คดี ศาลอุทธรณ์ ภาค 5 รับเรื่องแล้ว
อ.ปลาทอง ยังย้อนอธิบายถึงกรณีการถูกตัดสิทธิ์ ที่มีผู้มาร้องเรียน 5 คน โดยชนะคดีไป 1 คน เพราะตรจสอบแล้วเป็นการบันทึกข้อมูลทางทะเบียนผิดพลาด เขาเป็นลูกของคนที่เกิดในไทย และได้ทำงานต่อกับผู้เชี่ยวชาญกรมการปกครองแบบเร่งด่วน จนทำให้กรณีเหล่านี้ ที่เราเรียกว่า “มาตรา 7 ทวิ พลัดหลง” หลุดออกจากการถูกละเมิดสิทธิ์ คนกลุ่มนี้ก็จะได้รับการสมัครเข้ารับเลือกตั้งก่อน
ส่วนอีก 4 คน ที่ต้องเดินหน้าสู้คดีต่อ แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 2 คน คือ ประเสริฐ คำลือ และ อดิศร อินทร์บุญ ที่ยังมีแรงสู้ เพื่อผลักดันการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งเขาบอกกับ อ.ปลาทอง ว่า “สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ทำให้รู้สึกถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เพราะก่อนหน้านี้ก็ดูแลชุมชน เป็นผู้แทน ทำหน้าที่ปกติ ส่วนคนในชุมชนก็ตั้งคำถามด้วยความไม่เข้าใจว่า แล้ว ณ วันนี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกเขาไม่สามารถเป็นผู้แทนให้คนในชุมชนได้ รวมไปถึงเด็กและเยาวชนที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็สงสัยว่า แล้วอย่างนี้ เขาสามารถจะประกอบอาชีพอะไรได้ไหม ? หรืออนาคตจะไปถูกตัดสิทธิ์อะไรอีกหรือเปล่า” นี่คือความรู้สึกถึงความไม่มั่นคง ซึ่งมันได้เกิดขึ้นแล้ว
ส่วนอีก 2 คนที่ถอดใจออกไปแล้วนั้น อ.ปลาทอง บอกว่า พวกเขารู้สึกหวาดกลัวกับการต้องไปขึ้นศาล เขาไม่รู้ว่าคำว่าการไปศาล คืออะไร ไม่รู้ว่าถ้าแพ้คดีจะมีความผิดไหม
“เป็นสิ่งที่ก็สะท้อนใจเราเหมือนกันว่า เราไปไม่ถึงความสบายใจของเขา นอกจากนั้นยังมีความเข้าใจผิดในพื้นที่ว่า พวกเขาซึ่งเกิดไทยแล้วไปสมัครรับเลือกตั้งจะเจอคดีความอะไรอีกไหม เพราะว่าขาดคุณสมบัติ กลัว กกต. ก็จะมาแจ้งความ มีมวลของความเข้าใจผิดอยู่ ทำให้หลายคนแม้ตัวเองอยากจะดำเนินการ แต่ครอบครัวก็จะห้ามว่าอย่าเลย”
ศิวนุช สร้อยทอง
โดยปัจจุบันเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการศาลอุทธรณ์ภาค 5 อยู่ในกลไกที่จะต้องฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นสถานการณ์จากพฤติกรรมของ กกต.
“นี่เป็นเรื่องของผู้สมัคร เรายังไม่นับเรื่องคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ที่เขาเพิกเฉยต่อปัญหา คือ กกต. เองไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบเลยว่า การวินิจฉัยของตัวเอง จะกระทบต่อสิทธิของผู้มีสิทธิที่จะเลือกจำนวนมาก ซึ่งเป็น สิทธิชุมชน เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก”
“ถ้าปล่อยให้เรื่องนี้ ขยายตัวออกไป หมายความว่า คนในชุมชน แทนที่เขาจะมีตัวเลือกที่เขาจะเลือกได้ตามกฎหมาย กกต.ก็ไปตัดสิทธิ์ หรือไปตัดสิทธิ์คนที่จะอยู่ในชุมชน ที่จะมีสิทธิ์มาเป็นผู้แทนของพวกเขาเอง ดังนั้นเรื่องนี้สุดท้ายจะกลายเป็นลดความน่าเชื่อถือของความเป็นประชาธิปไตย หรือลดความเข้มแข็งของชุมชนในอนาคตที่เป็นเรื่องน่าอันตรายมาก”
ศิวนุช สร้อยทอง
เรียกคืนสิทธิ์กลับคืน ทั้ง ในศาล-นอกศาล
อ.ปลาทอง จึงระบุว่า กระบวนการจากนี้จะมีทั้งกระบวนการในศาลและนอกศาล กระบวนการในศาลก็จะเป็นขั้นตอนตามกฎหมายพิเศษในเรื่องกฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่น ทันทีที่ผู้สมัครถูกปฏิเสธสิทธิ์ในการรับสมัคร ก็จะสามารถอุทธรณ์ไปที่ กกต. กลางได้ และถ้า กกต. กลางปฏิเสธ ก็ไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค
อย่างกรณีที่คลินิกกฎหมาย มูลนิะิกระจกเงา ให้ความช่วยเหลืออยู่ตอนนี้กำลังจะยื่นฎีกา เพราะว่าในเรื่องของผู้มีสิทธิ์สมัครเป็นผู้แทนเลือกตั้งยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยที่บอกว่าจะฎีกาไม่ได้ และก็ยังไม่เคยมีใครฎีกา
“นี่จะเป็นเคสแรกที่จะขอศาลฎีกาช่วยพิจารณา เหตุแห่งปัญหาที่ไปวินิจฉัยสถานะความเป็นสัญชาติไทยที่มันผิดพลาด เพื่อคืนสิทธิ์ให้เขาเป็นผู้แทนสมัครรับเลือกตั้ง ถ้าเคสนี้สำเร็จก็จะส่งผลกระทบต่อคนอื่น ๆ ในประเทศไทยที่จะได้รับการตีความที่ถูกต้องอะเหมือนกัน”
ศิวนุช สร้อยทอง
ส่วนการทำงานนอกศาล อ.ปลาทอง บอกว่า ได้ทำการหารือกับกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เกิดการปฏิรูปแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 เพื่อให้มีความชัดเจน เพราะตราบใดที่ยังคงความไม่ชัดเจนในตัวบทกฎหมาย อาจจะเกิดเหตุให้มีหน่วยงานอื่น นอกจาก กกต. ที่ไปตีความที่ผิดพลาดเข้ามาอีก ส่งผลกระทบไปถึงวิชาชีพอื่นที่เขาได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนั้นอยู่แล้ว หรือผู้ที่กำลังจะเข้าสมัครไปในวิชาชีพนั้นด้วย
แก้กฎหมาย วาระสำคัญป้องกันละเมิดสิทธิมนุษยชน
เมื่อถามถึงการปฏิรูปแก้กฎหมาย อ.ปลาทอง อธิบายว่า ถ้าความชัดเจนเพื่อไม่ให้ตีความผิดซ้ำอีก ควรแก้ไขให้ มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ระบุไปเลย ว่าคนที่ถือสัญชาติไทยตาม มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “เป็นไทยโดยการเกิด” เพื่อตัดการตีความผิดพลาดออกไป เพราะว่ากฎหมายได้เขียนอย่างชัดเจนแล้ว และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเหตุให้เกิดการปฏิรูปได้ เพราะมีการตีความผิดพลาด ขัดเจตนารมณ์ ขัดหลักสิทธิมนุษยชนสากล

นอกจากนี้ มูลนิธิกระจกเงา ได้ส่งเรื่องขอความช่วยเหลือจากคณะกรรมการพัฒนากฎหมายสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คพก.) และ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา (กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว.) จนกระทั่ง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. มีรายงานถึงหน่วยงานต่าง ๆ
“แสดงว่าเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญที่เห็นแล้วว่า มันเป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายที่มันผิดพลาดแล้วละเมิดสิทธิมนุษยชน”
“สิ่งที่เขาพูดแล้วเราก็สะท้อนใจคือเขารู้สึกว่าทำไมพวกเขากลายเป็นพลเมืองชั้นสอง อีกแล้ว คือ ความเป็นคนชาติพันธุ์ เดิมทีเขาก็รู้สึกแบบนั้นมานานยาวนาน จนกระทั่งได้รับความเมตตา หรือการดูแลที่ดีจากโครงการหลวงหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการดอยตุง โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ฟูมฟักให้พวกเขามีการศึกษา มีงานที่ดี มีความตั้งมั่นที่จะทำเพื่อชุมชนแต่ในวันที่เขาพยายามทำทุกอย่าง ก็มาถูกสกัดกั้น โดยการตีความแบบนี้ ทำให้หลายคนถอดใจนะ”
ศิวนุช สร้อยทอง
ถึงตรงนี้ อ.ปลาทอง จึงฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า แม้สังคมอาจจะไม่ค่อยให้ความสำคัญ แต่ว่า “มันเป็นสิ่งสำคัญ” เวลานี้ทิศทางของกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนและผลักดันการแก้กฎหมาย ยืนยันการตีความขอให้เดินหน้าทำต่อไป
ที่สำคัญ อีกมูลเหตุเรื่องนี้มาจาก “เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย” ที่เคยมีหนังสือสั่งการ มีเอกสารแนบที่ผิดพลาด ไปแจ้ง กกต. ว่า มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ไม่ใช่ไทยโดยการเกิดจึง ขอให้ดำเนินการยกเลิกหนังสือสั่งการฉบับนั้น แล้วสั่งการไปทั่วประเทศใหม่ให้ถูกต้อง ไม่เกิดการกระทำซ้ำต่อไป
ส่วน กกต. ถ้ามีการถามเข้ามาว่าคนมาตรานี้มาตรานั้นเป็นสัญชาติไทยในรูปแบบไหน ก็ขอให้มีการตอบในสิ่งที่ถูกต้องตามระบบกฎหมาย เหมือนที่เคยทำเพื่อที่จะทำให้เกิดการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับคนในในประเทศไทยไปก่อน
“สิ่งที่จะบอกก็คือ กกต. เมื่อได้กระทำลงไปแล้ว ตอนนี้ต้องเยียวยาความเสียหายที่เคยเกิดขึ้นกับกรณีที่ เชียงราย บึงกาฬ อุดรธานี ลองเข้าไปดูเขา ว่าเขาเป็น มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง หรือ 7 ทวิ พลัดหลง เพราะถ้าเขาเป็นพลัดหลง ควรจัดการแก้ไขให้ถูกต้องให้เขา เพราะมันไม่อยู่ในการตีความของ กกต. ที่คุณจะไปตัดสิทธิ์”
“อยากให้ กกต. มองกลับเข้ามาดูว่า ผลกระทบจากการที่ทำให้เกิดการตัดสิทธิ์ผู้สมัคร กระทบกับผู้มีสิทธิ์ในชุมชน กกต. จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เพราะบางชุมชนไม่มีผู้แทนที่จะเข้าไปในสภาท้องถิ่น จะดูแลท้องถิ่นให้เกิดการบริหารจัดการอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร ถ้าเขาไม่มีผู้แทนเข้าไปนั่ง ในเมื่อก่อปัญหาเอง กกต. ก็ต้องมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น”
ศิวนุช สร้อยทอง
หัวหน้าคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา ยังส่งเสียงไปถึง รัฐบาล ขอให้มีพื้นที่ใน รัฐสภา สำหรับประเด็นปัญหากฎหมายสัญชาติ ประเด็นสถานะบุคคล ที่เป็นเรื่องของคนในประเทศไทย ให้เกิดการแก้ไขกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดการตีความที่ขยายความไปถึงวิชาชีพอื่นนอกจากเรื่องเลือกตั้งอีกต่อไป และสนับสนุนให้กรรมการกฤษฎีกาทำเรื่องนี้ให้ออกมาอย่างดีที่สุด
สอดคล้องกับ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. ที่พยายามทำหนังสือติดตามหน่วยงานต่าง ๆ หลายครั้ง แต่ด้วยระยะเวลาในการสมัครรับเลือกตั้ง อบต. ค่อนข้างจำกัด “สนับสนุนให้ท่านทำต่อ เพราะว่าอย่างน้อยก็เป็นหน่วยงานในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มีความเข้าใจเรื่องนี้แล้วก็อยากจะผลักดันการแก้ไขปัญหา”
กรณีการตีความมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้โดย กกต.จนทำให้ผู้ได้รับสัญชาติไทยตามบทบัญญัตินี้ ถูกตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงทางกฎหมาย แต่คือภาพสะท้อนของช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนบางกลุ่ม ที่แม้จะเกิดและเติบโตบนแผ่นดินไทย ยังต้องเผชิญสถานะที่ไม่มั่นคงในทางการเมือง
ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวผู้สมัคร หากแต่ลามไปถึงชุมชนที่ขาดผู้แทน ขาดปากเสียงในเวทีการเมืองท้องถิ่น และอาจนำไปสู่การลดทอนโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเองในระดับท้องถิ่นด้วย
ทางออกของปัญหานี้จึงต้องไปไกลกว่าการชี้ถูก ผิดเป็นรายกรณี แต่ควรนำไปสู่การทบทวนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และแนวปฏิบัติของรัฐให้ชัดเจน สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย การแก้ไขถ้อยคำในกฎหมายให้สิ้นความคลุมเครือ การกำหนดแนวตีความที่ยืนยันความเสมอภาคของผู้มีสัญชาติไทยทุกคน รวมถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ล้วนเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ สิทธิทางการเมือง ไม่เป็นเพียงถ้อยคำในกฎหมาย แต่เป็นสิทธิที่เข้าถึงได้จริงสำหรับทุกคนบนผืนแผ่นดินแห่งนี้

