ปีเก่าเขาทำไว้ดี แต่ #เลือกตั้ง69 นี้ ทำไม กกต. ทำได้ไม่ดีเท่าเดิม

ปลายเดือนมกราคม 2569 ประเทศไทย ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด หรือ Open Government Partnership (OGP) อย่างเป็นทางการ หลังใช้ความพยายามต่อเนื่องมานานกว่า 7 ปี ซึ่งปัจจุบัน OGP มีสมาชิกกว่า 70 ประเทศทั่วโลก

และเมื่อมาถึงเดือนมีนาคม ถือเป็นช่วง Open Data Day (ODD) ซึ่งเป็นกิจกรรมระดับโลกที่จัดขึ้นทุกปี เพื่อสนับสนุนการเปิดเผยและใช้ประโยชน์ข้อมูลสาธารณะ ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ สร้างความโปร่งใส และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน

อาจกล่าวได้ว่ากระแสตื่นตัวเรื่องการผลักดันให้มี Open Data ในประเทศไทยมีมาเรื่อย ๆ โดยเหตุการณ์ล่าสุด คือ ปรากฏการณ์การใช้ข้อมูลครั้งใหญ่ในวาระการเลือกตั้ง 2569 ที่ภาคประชาชนได้ร่วมมือกันขุดคุ้ยข้อมูล (ที่ยังไม่ค่อย) เปิดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างผลการนับคะแนน ทั้งแบบนับแล้ว 94% และ 100% จนพบพิรุธหลายจุด เช่น จำนวนบัตรเขย่ง จำนวนบัตรเลือก สส.เขต (สีเขียว) และ สส.บัญชีรายชื่อ (สีชมพู) ที่ไม่เท่ากัน หรือจำนวนผู้มาใช้สิทธิตอนนับแล้ว 94% กลับมากกว่าตอนนับแล้ว 100% 

หลากหลายความโกลาหล พิรุธ รวมถึงอุปสรรคของประชาชนในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเปิดภาครัฐ The Active ชวนสำรวจปรากฏการณ์เปิดข้อมูลในการเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมากับ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ถึงปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมา การ (ไม่ค่อย) เปิดเผยข้อมูลของ กกต. รวมถึงมีอะไรที่ต้องจับตาและผลักดันต่อ แม้ว่าการเลือกตั้งจะผ่านพ้น กกต. จะรับรองผลแล้วไปแล้วก็ตาม

สฤณี อาชวานันทกุล

ปรากฏการณ์ภาคประชาชนช่วยตรวจสอบ เห็นปัญหาตั้งแต่ ‘รับบัตร’ จนถึง ‘ประกาศคะแนน’

ปรากฏการณ์การจับตาเลือกตั้งผ่าน Vote62 เป็นความร่วมมือกันระหว่าง iLaw, Rocket Media Lab และ Opendream ซึ่งเป็นทีมทำเครือข่ายจับตาเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ในการเลือกตั้ง 69 ครั้งนี้ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการระดมอาสาสมัคร และช่วยกันตรวจสอบการทำงานของ กกต. และคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.)

หากพูดถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น สฤณี บอกว่า “คิดว่าเกิดขึ้นทุกจุด” และมีจำนวนมาก โดยจากรายงานของอาสาสมัครใน Vote62.com มีกว่า 5,000 รายงานความผิดปกติ จากหน่วยเลือกตั้งที่มีคนไปเฝ้ากว่า 20,000 หน่วย หากคิดเร็ว ๆ เรียกได้ว่าผิดปกติเฉลี่ยมากกว่า 1 ใน 4 ของหน่วยที่มีคนไปเฝ้า

แม้จะมีรายงานเข้ามาเยอะ มีภาพถ่ายใบคะแนนเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเทียบกับจำนวนหน่วยเลือกตั้งทั้งประเทศที่มีมากกว่าแสนหน่วยแล้ว ก็อาจจะยังถือว่าไม่พอ นำมาสู่การตั้งคำถามว่า ควรมีหน่วยเลือกตั้งเยอะขนาดนี้ตั้งแต่ต้นหรือไม่ และจะทำอย่างไรให้สะดวกมากขึ้น

ความผิดปกติที่เกิดในวันเลือกตั้ง หากไม่มีประชาชนไปเฝ้าดู ก็ยากที่จะมารู้ทีหลัง เริ่มต้นตั้งแต่การรับบัตร ที่บางหน่วยไม่ให้เซ็นชื่อตอนรับบัตร

ไปจนถึงตอนนับคะแนน ที่ ขีดคะแนนผิด หรือจริง ๆ แล้วผู้สมัครคนนี้ต้องได้คะแนน แต่ไปขีดคะแนนให้ผู้สมัครอีกคนหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่ทักท้วงทันทีก็อาจจะไม่รู้ หรือผ่านแล้วผ่านไปเลย

การขานบัตรดีเป็นบัตรเสีย ซึ่งจากประสบการณ์ของสฤณี ที่ได้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครจับตาเลือกตั้ง 69 พบว่า มีความผิดพลาดน้อยลงไปมาก

หรือการมุดเข้าไปขีดหลังแผ่นโดยไม่ให้คนอื่นเห็น เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี มีคะแนนที่ส่อพิรุธ เพราะคะแนนต่างกันเป็นร้อยคะแนน ก็มีการนับใหม่เกิดขึ้น

มีเรื่องของการไม่ยอมให้ถ่ายใบนับคะแนน ซึ่งก็เจอกับตัวเองเช่นกัน โดยหน่วยที่ไปเฝ้ามีการติดใบขีดนับคะแนน (ใบ ส.ส.5/11) ให้ดู แต่ติดไม่นาน เอาลงเร็ว และยังถ่ายไม่ทัน เลยต้องขอให้เขาคลี่ใบออกมาเพื่อให้ถ่ายรูปได้ แต่คนที่เฝ้าในหน่วยอื่น ๆ อาจไม่รู้ว่าขอได้ ทำให้อาจพลาดถ่ายใบขีดคะแนนไป

บางหน่วยนับคะแนนไกลจากผู้สังเกตการณ์มาก ทำให้มองไม่เห็นว่านับคะแนนถูกหรือผิด

ปัญหายังรวมถึงใบสรุปคะแนนหน้าหน่วย (ใบ ส.ส.5/18) ที่มีใบสีขาว (ต้องกรอกส่ง กกต. กลาง) และใบสีเขียว (ติดอยู่ที่หน่วย) ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าตัวเลขทั้งสองใบควรจะต้องตรงกัน อย่างไรก็ตาม บางหน่วยกลับมีตัวเลขในใบ ส.ส.5/18 ไม่ตรงกัน ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีบางกรณีที่ยืนยันไม่ได้ แต่ กปน. บางคนระบุว่า ได้รับแจ้งมาว่าให้ใส่ 0 คะแนนในระบบ ECT Score (ระบบกลางที่ให้ส่งข้อมูลผลคะแนน แล้วจะยิงคะแนนไปยังเว็บไซต์ ECT Report) เพราะเดี๋ยวจะมีคนกรอกคะแนนให้เอง ซึ่งหากไปดูคู่มือการใช้งานก็จะพบว่า กกต.อำเภอ สามารถแก้ไขตัวเลขได้ อัปโหลดรูปถ่ายใบนับคะแนนเองได้

ยังมีกรณีที่ กปน. ต้องรายงานเข้าระบบของกระทรวงมหาดไทย แยกต่างหากจากระบบของ กกต. ก็นำไปสู่คำถามว่าทำไปทำไม และไม่มีอะไรการันตีว่าตัวเลข 2 สายนี้จะตรงกัน

ปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้การรายงานคะแนนในภาพรวมของ กกต. ออกมาผิดปกติ ตั้งแต่หน้าหน่วย จนถึงระดับเขต ที่จำนวนผู้ใช้สิทธิอาจสูงกว่าจำนวนบัตรทั้งหมด ผลการนับคะแนน 94% สูงกว่า 100% รวมถึงใบคะแนนก็มีหลายจุดที่บวกเลขแล้วไม่ตรงกัน

หรือกรณีที่ภาคประชาชนให้ความสนใจอย่างมากอย่าง จำนวนบัตรเขย่งที่เกิดขึ้น จากการเทียบจำนวนผู้มาใช้สิทธิ กับผลรวมของจำนวนบัตรดี บัตรเสีย และบัตรไม่เลือกผู้ใด พบว่า บัตรสีเขียว (สส.เขต) หายไป 30 ใบ และบัตรสีชมพู (สส.บัญชีรายชื่อ) หายไป 123 ใบ รวมหายกว่า 153 ใบ โดย กกต. พยายามอธิบายโดยใช้คำใหม่ว่า “ผู้มาแสดงตน” ซึ่งคือคนที่มาเซ็นชื่อว่ามาแล้ว แต่ไม่ได้รับบัตรไปเลือกตั้ง ไม่ได้หย่อนบัตร ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

ทั้งหมดนี้เป็นแรงผลักดันให้ประชาชนพยายามที่จะทำให้ข้อมูลมันอยู่ในรูปที่เข้าใจง่าย เข้าใจได้ แล้วก็จะได้เปรียบเทียบได้ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้สามารถทำได้ถึง 100% ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ

สฤณี อาชวานันทกุล

Open Data
กกต. ทำได้ ทำมาแล้ว แต่ไม่ทำ

แต่มันน่าโกรธตรงที่ว่า ที่สิ่งที่ประชาชนได้รับ มันห่างไกลจากคำว่า Open Data ไปมาก

สฤณี อธิบายความหมาย Open Data ในยุคปัจจุบันว่า คือ การที่ข้อมูลทุกอย่างที่รัฐเปิดเผยเป็นข้อมูลที่เครื่องอ่านได้ (machine-readable) ไม่ใช่การปล่อยตัวเลขในรูปแบบไฟล์รูปภาพ ไฟล์ PDF หรือใช้เลขไทย การเปิดเผย Open Data ยังเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จะทำให้เห็นความโปร่งใสของการทำงาน และสามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบ

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ข้อมูลจาก กกต. มีทั้งหมด 2 ชุดใหญ่ ๆ นั่นคือ ผลการเลือกตั้งที่นับแล้ว 94% และนับแล้ว 100% ซึ่งทั้ง 2 ข้อมูลต่างก็มีปัญหาในตัวเอง ไม่มีข้อมูลไหนที่สมบูรณ์ดีพร้อม

อย่างข้อมูล 94% แม้จะอยู่ในรูปแบบเว็บไซต์ ECT Report เข้าใจง่าย และเปิดเป็น API ให้ทางสื่อมวลชนและภาคประชาชนดึงข้อมูลไปใช้งานต่อได้ง่าย และเครื่องสามารถอ่านได้ ซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า Open Data มากที่สุด ก็พบว่ามีจุดผิดสังเกตและพิรุธในหลายจุด ทั้งข้อมูลจำนวนบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูไม่เท่ากัน หรือจำนวนตัวเลข 94% สูงกว่า 100% ที่เปิดออกมาทีหลัง

อีกหนึ่งข้อสังเกตที่พบคือ ภายหลังจากประชาชนตั้งคำถามกับตัวเลขที่ค้างอยู่ที่ 94% กกต. ก็ไม่เคยมีการเผยแพร่ข้อมูลหรือตัวเลขใด ๆ ที่ใกล้เคียงกับคำว่า Open Data อีกเลย โดย กกต. เลือกใช้วิธีปิดระบบเว็บไซต์ ECT Report 69 และอ้างว่าจะมีการกลับมานำเสนอรายงานคะแนนทั้งหมดในรูปแบบ Dashboard ในภายหลัง (ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าหน้าตาอาจจะเหมือนเว็บ ECT Report) อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการประกาศ 3 สัปดาห์จนถึงวันนี้ Dashboard ดังกล่าวก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ข้อความระบุ “ขอยุติการเผยแพร่ข้อมูลการแสดงผลผ่าน ectreport69 ตั้งแต่บัดนี้และจะมีการรายงานผลแบบเป็นทางการในรูปแบบ Dashboard ในภายหลัง” ในเว็บไซต์ ectreport69.ect.go.th

ในขณะที่ข้อมูล 100% นั้น แม้จะดูเป็นข้อมูลสมบูรณ์ (ซึ่ง กกต. มีอยู่ในมือตั้งแต่คืนวันเลือกตั้ง) แต่ก็อยู่ในรูปแบบไฟล์ PDF ที่สแกนมาจากกระดาษ (ดูข้อมูลที่ กกต. เผยแพร่ได้ที่ ect.go.th/ect_th/th/election-2026/) ซึ่งไม่ใช่ในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ ความยากอีกประการคือข้อมูลเหล่านี้ถูกฝังอยู่ในโฟลเดอร์ย่อย ๆ ใน Google Drive ซึ่ง สฤณี มองว่าไฟล์แบบนี้ “ห่างไกลจากคำว่า Open Data มากที่สุด” และ “เผยแพร่ในรูปแบบที่ยากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

หลายคนพยายามรวบรวมคะแนนรายหน่วยทั้งหมด ประมาณ 200-300 หน่วยในเขตตัวเอง เพื่อตรวจสอบว่าคะแนนรายหน่วยตรงกับคะแนนรายเขตหรือไม่ แต่ก็ยากลำบาก หลายคนก็พยายามใช้ AI แต่ก็เป็นไปอย่างยากลำบากเพราะมีการใช้เลขไทย กลายเป็นภาระของประชาชนที่ต้องมาเสียเวลาแปลงเป็นข้อมูลที่เครื่องอ่านได้ ทั้งที่จริง ๆ กกต. ทำได้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ไฟล์ดังกล่าวยังพบปัญหาการสแกนในบางหน่วย ตัวอย่างเช่นผู้ใช้งาน X ชื่อบัญชี @sosadsadsos เผยแพร่ภาพผลคะแนนนอกราชอาณาจักร ของจังหวัดนนทบุรี เขต 2 ที่สแกนไฟล์นับคะแนนแบบที่ไม่สามารถอ่านตัวเลขได้ (คาดว่าปัจจุบันมีการแก้ไขในเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากตรวจสอบใน Google Drive ไม่พบหน้าที่ผิดพลาด)

กับคำถามว่า “กกต. ไม่ทำอะไรเลยได้ไหม ไม่เปิดเผยข้อมูลเลยได้ไหม” สฤณี ตอบว่า “ก็คงไม่ได้” เพราะระเบียบของ กกต. ก็ระบุมาว่า ต้องรายงานคะแนนรายหน่วย แต่จะเปิดเผยหรือรายงานแบบไหน ก็ขึ้นกับ กกต.

เพียงแต่อันนี้เหมือนศรีธนญชัย กกต. ก็เหมือนไปตีความคำว่า เปิดผลคะแนน ก็คือเปิดแล้วไง แต่เปิดแบบมันไม่มีอะไรจะยากเท่านี้แล้วนะ คุณก็มานั่งงมเอาเองสิใน Google Drive ต่าง ๆ แล้วบางทีก็อัปโหลดชื่อโฟลเดอร์ผิด ๆ ถูก ๆ ก็ไปทำความเข้าใจเอาเอง

สฤณี อาชวานันทกุล

สฤณี ตั้งข้อสังเกตว่า กกต. มี Open Data ในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะ ไม่ได้เป็นข้อมูลที่เป็นความลับ แต่เลือกที่จะเผยแพร่ในรูปแบบ PDF หลังจากประชาชนตั้งข้อสังเกต ผิดวิสัยจากในอดีตซึ่ง กกต. ก็เคยเปิดเผยข้อมูลแบบ Open Data มาแล้ว

สิ่งเหล่านี้นำมาสู่ความโกรธของภาคประชาชน รวมถึงการตั้งคำถามว่า การเปิดเผยข้อมูลของ กกต. ปัจจุบัน ที่เป็นรูปแบบที่ยากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (ไฟล์ PDF) มีเจตนาปกปิดอะไรหรือไม่ หรือไม่ยินดีให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องใช่หรือไม่ เพราะแท้จริงแล้ว กกต. ทำได้ แต่ไม่ยอมทำ

ไม่ใช่ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จัดเลือกตั้ง (กกต.) ก็จัดมาแล้วตั้งหลายครั้ง เลือกตั้งครั้งที่แล้ว (ปี 2566) ข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบ Dashboard แบบที่มันหน้าตาคล้าย ECT Report ที่ 100% ยังเปิดได้เลย มันก็ต้องตั้งคำถามอยู่แล้วว่าทำไมรอบนี้เหมือนย้อนยุคไป 20 ปี เหมือนกลับเข้าสู่ยุค PDF ใหม่อีกรอบ

สฤณี ตั้งคำถาม

แม้จะมองว่า กกต. รู้อยู่แล้วว่าต้องเผยแพร่ข้อมูลอะไร รูปแบบไหน เพราะอดีต กกต. ก็เคยมีข้อมูลที่เผยแพร่ได้ครบถ้วน แต่ถ้าจะเสริมให้ละเอียดกว่านั้น สฤณี มองว่า กกต. ก็ควรที่จะเผยแพร่ข้อมูลรายหน่วยในรูปแบบเครื่องอ่านได้เพิ่มเติม เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยเห็น

Open Data อาจช่วยแก้ปัญหาได้
แต่ไม่ทั้งหมด

แม้การมี Open Data จะดี แต่ก็ไม่ใช้เครื่องมือครอบจักรวาลที่แก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ สฤณี มองว่า Open Data อาจช่วยแก้ได้บางปัญหา เช่น ช่วยให้ประชาชนมีข้อมูลในรูปแบบที่ตรวจสอบความถูกต้องได้ง่าย และอาจทำให้มองเห็นความผิดปกติเหล่านี้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลก็อาจช่วยให้ประชาชนรู้สึกดีกับ กกต. มากกว่านี้ เนื่องจากความโปร่งใสเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในปัจจุบัน

แต่หากเป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นไปแล้วในคืนเลือกตั้ง เช่น การซื้อเสียง การทุจริต การจงใจนับคะแนนผิดคน การจงใจขานบัตรดีเป็นบัตรเสีย การทำบัตรเขย่งทั้งแบบบัตรกายภาพ และแบบใส่ตัวเลขเองในระบบ (ซึ่ง ระบบ กกต. ออกแบบให้ใส่ตัวเลขเอง เปลี่ยนตัวเลขได้) ปัญหาเหล่านี้ก็อาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย Open Data

ร้องเรียนความผิดปกติได้แค่ระดับหน่วย – ข้อมูลจากภาพรวมยังเอามาเป็นหลักฐานไม่ได้

สฤณี ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า หลายครั้ง กกต. เองพยายามอธิบายว่า หากเกิดพบเห็นความผิดปกติ หรืออะไรที่ไม่ถูกต้อง ก็ให้รีบร้องเรียน พร้อมกับที่ กกต. ยกตัวอย่างบางเขตที่มีคนร้องเรียนเข้ามา ก็มีการสั่งให้นับใหม่ หรือให้เลือกตั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม กระบวนการร้องเรียนเหล่านี้มีข้อจำกัด นั่นคือ ประชาชนต้องมีข้อมูลหลักฐาน หรือหมายความว่า ต้องมีประชาชนไปช่วยกันจับตามากกว่านี้ กระจายในหลายหน่วยให้ครอบคลุม และต้องมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอ แต่ถ้าประชาชนถูกเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยสั่งห้ามถ่าย ห้ามบันทึกวิดีโอ ก็ยากที่จะให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบ และการสั่งให้นับใหม่ เลือกตั้งใหม่ ก็ขึ้นกับหลักฐานรายหน่วยเหล่านี้

ประชาชน 1 คนไม่อาจเข้าไปดูหน่วยเลือกตั้งได้ทุกหน่วย อีกหนึ่งทางเลือกคือ การดูภาพรวมจากข้อมูลที่ กกต. เผยแพร่ ทั้งผลการนับคะแนน 94% และ 100% อาจทำให้เห็นความผิดปกติเชิงระบบที่เกิดขึ้นในหลายเขต เช่น ตัวเลขของ 94% บางตัวสูงกว่า 100% ซึ่งก็อาจมีพิรุธมากพอที่จะบอกได้ว่า การเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม แต่การรับเรื่องร้องเรียนของ กกต. ไม่ได้เปิดช่องให้การวิเคราะห์ภาพรวมแบบนี้มาใช้ ต้องร้องเรียนรายหน่วยทีละหน่วย หรือจากฐานรากขึ้นไปเท่านั้น

นักวิชาการอิสระรายนี้มองว่า ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มีการกำหนดเกณฑ์หลักฐานชี้แจงความผิดปกติที่ชัดเจนมากขึ้น นอกเหนือจากแค่หลักฐานรายหน่วย รวมถึงกลไกการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนสามารถลงชื่อถอดถอนองค์กรอิสระออกจากตำแหน่ง

คิดว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเห็น ไม่รู้ถ้าเมื่อไหร่ได้แก้รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายเลือกตั้ง ก็อยากจะเห็นตรงนี้ชัดเจนมากขึ้น บาร์หรือหลักฐานขั้นต่ำที่จะประชาชนจะใช้ได้ในการไปนำเสนอว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ควรจะชัดเจน แล้วก็มันก็ควรจะใช้หลักฐานแบบนี้ได้

สฤณี สะท้อน

คาดหวังศาลตัดสินตามหลักฐาน – กกต. ต้องรับผิดชอบความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

ปัจจุบันมีคดีความที่ฟ้อง กกต. อยู่ไม่ต่ำกว่า 10 คดี ในบางคดีเป็นเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม หรือกล่าวได้ว่า กกต. บกพร่องในหน้าที่ตัวเอง

สฤณี ระบุว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อหาเหล่านี้ เพราะคิดว่าความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คงบอกไม่ได้ว่าการเลือกตั้งไม่มีปัญหา หรือบอกได้ว่า กกต. จัดการเลือกตั้งได้ดี และคงต้องติดตามผลทางคดีต่อ ด้วยความหวังว่าศาลจะเห็นว่าหลักฐานเหล่านี้มีน้ำหนัก และถ้าเกิดผลการตัดสินออกมาว่ามีคนต้องรับผิดชอบตามกฏหมาย การเลือกตั้งครั้งถัดไปก็จะทำให้ระวังมากขึ้น จัดให้ดีมากขึ้น

ดังนั้น ก็คาดหวังได้อย่างเดียวก็คือคดีความต่าง ๆ ที่ขึ้นสู่ศาล อย่างน้อยจะมีบทลงโทษ อย่างน้อยจะนำไปสู่การที่ให้เราเห็นว่า มันต้องมีคนรับผิดชอบกับการเลือกตั้งแย่ ๆ ที่เกิดขึ้น

สฤณี อาชวานันทกุล

ไม่ใช่แค่ กกต. แต่ควรตั้งคำถามถึง ‘กระบวนการยุติธรรม’ ด้วย

กระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องของการให้คุณให้โทษหรือว่าตัดสินว่าใครผิดอย่างเดียว แต่ว่ากลไกอย่างศาลปกครองมีบทบาทในการตรวจสอบ รวมถึงในการระงับยับยั้งบางเรื่องได้เช่นกัน

หลายคดีก่อนหน้านี้ได้มีการร้องศาลปกครองให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว หรือคุ้มครองฉุกเฉินระงับ กกต. รับรองผลการเลือกตั้ง จากกรณีบาร์โคดเลือกตั้งที่สืบย้อนถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ อย่างไรก็ตามศาลปกครองกลับดำเนินการล่าช้า และคำสั่งคุ้มครองก็มาไม่ทันการเนื่องด้วย กกต. รับรองผลไปแล้ว

สฤณี หวังอยากเห็นการบวนการยุติธรรมที่ Alert (ว่องไว) กว่านี้ โดยคาดหวังให้มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ ศาลปกครองก็ควรจะต้องรีบทำงาน รีบสั่งว่าจะคุ้มครองหรือไม่ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวมีแค่ไม่กี่วัน หากเลยช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้วก็กลายเป็นว่าโอกาสที่จะได้ตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรมไม่เกิดขึ้นจริง และกลายเป็นข้อกังขาของประชาชนจำนวนมากถึงผลการเลือกตั้งที่ไม่น่าเชื่อถือ

บทส่งท้าย : ทางไปต่อของภาคประชาชน

นอกเหนือจากการฟ้องร้องช่องทางต่าง ๆ ที่มีตามกฎหมาย อีกสิ่งที่ประชาชนอาจทำได้คือ เก็บหรือบันทึกข้อมูลเหล่านี้ไว้ ซึ่งหากจะเก็บให้เป็นระบบ เป็นที่เป็นทาง อาจส่งข้อมูลให้ iLaw หรือ Vote62 ซึ่งต่อให้เราทำอะไรกับข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ ไม่แน่ว่าในอนาคตข้อมูลเหล่านี้อาจจะถูกใช้เป็นหลักฐานในการตัดสินคดี หรืออาจจะเอาไปใช้ในการจับตากันเลือกตั้งครั้งต่อไปได้ 

ประชาชนก็ทำได้แค่นี้แหละ ในความสามารถและเวลาที่เราแต่ละคนมี

สฤณี กล่าวทิ้งท้าย

Author

Alternative Text
AUTHOR

ธนธร จิรรุจิเรข

สงสัยว่าตัวเองอยากเป็นนักวิเคราะห์ data ที่เขียนได้นิดหน่อย หรือนักเขียนที่วิเคราะห์ data ได้นิดหน่อยกันแน่