26 มี.ค. ที่ผ่านมา BBC เผยแพร่ข่าวการจากไปอย่างสงบของ โนเอเลีย กัสติโย (Noelia Castillo) หญิงชาวสเปนวัย 25 ปี ด้วยการตัดสินใจขอรับการการุณยฆาตได้สำเร็จ
หลังเธอตัดสินใจยื่นคำร้องขอจบชีวิตเพื่อยุติความทุกข์ทรมานสะสมจากบาดแผลทางใจที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศซ้ำซ้อน และภาวะอัมพาตจากการพยายามฆ่าตัวตายในอดีต
ความต้องการของเธอขัดแย้งกับเจตจำนงของผู้เป็นพ่อที่พยายามยื่นอุทธรณ์ยับยั้ง โดยอ้างว่าเธอป่วยจิตเวชและขาดความสามารถในการตัดสินใจ
ความต้องการที่ต่างกันของ 2 พ่อลูกนี้ นำไปสู่ปมความขัดแย้งทางกฎหมายนานกว่า 20 เดือน
ท้ายที่สุด ศาลสเปนวินิจฉัยชี้ขาด ยืนยัน สิทธิเหนือร่างกายและสติสัมปชัญญะที่ครบถ้วนของเธอ ตัดสินให้เด็กสาววัย 25 ปี สามารถรับการการุณยฆาตเพื่อยุติความเจ็บปวดได้สำเร็จตามเจตจำนงสุดท้ายของชีวิตโดยครอบครัวมิอาจทัดทานได้
เรื่องราวของ โนเอเลีย กัสติโย กลายเป็นหมุดหมายสำคัญและพัฒนาการทางด้านกฎหมายการุณยฆาตระดับโลกที่ศาลตัดสินให้สิทธิในร่างกายของผู้ร้องขอมีความสำคัญสุงสุดและอยู่เหนือความต้องการของครอบครัว
The Active ชวนทำความเข้าใจ การุณยฆาตให้แจ่มชัดอีกครั้ง ผ่านการสำรวจโศกนาฏกรรมในไต้หวัน จนถึงกระบวนการตายอย่างมีศักดิ์ศรีในแคนาดา กับ นพ.อดิศร โวหาร แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมทำความเข้าใจระบบการดูแลระบบสุขภาพของผู้ป่วยระยะท้ายที่ดีเยี่ยมใน รัฐมินิโซตา สหรัฐอเมริกา กับ พญ.อิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร โรงพยาบาลนครพิงค์ ภายในงาน Death Fest 2026

เพื่อมองย้อนกลับมาที่บ้านเรา เป็นไปได้แค่ไหนที่การุณยฆาตจะถูกกฎหมายในประเทศไทย ? หรือแท้จริงแล้ว หากเรามีระบบการดูแลระยะท้ายที่ดีเพียงพอและเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม การุณยฆาตอาจไม่จำเลยก็เป็นได้
เมื่อความสงสารกลายเป็นอาชญากรรม : เมื่อ Mercy Killing ไม่ใช่ Euthanasia ?
Euthanasia และ Mercy Killing เป็น 2 คำคุ้นหู และถูกใช้อธิบายถึงการจบชีวิตอย่างสงบมาอย่างยาวนาน บางครั้งถูกใช้แทนที่กัน บางครั้งใช้สลับกันจนความหมายอจคลาดเคลื่อนไป จึงขอชวนผู้อ่านทำความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อน
Euthanasia (ยูทานาเซีย) มาจากภาษากรีกโบราณ 2 คำ คือ Eu (ยู) แปลว่า ดี (Good) และ Thanatos (ธานาทอส) ที่แปลว่า ความตาย (Death) เมื่อคำนี้มารวมกันจึงแปลว่า ตายดี (Good Death) หรือ การตายอย่างสงบ ปราศจากความทุกข์ทรมาน
คำนี้มักใช้ในบริบททางการแพทย์และเชิงนโยบาย มีระเบียบแบบแผน มีการยินยอมชัดเจน และมีบุคลากรทางการแพทย์ในการควบคุม
ส่วนคำว่า Mercy Killing แปลเป็นไทยได้ว่า การฆ่าด้วยความเมตตาปรานีโดยเจตนา โดยพฤติกรรมที่จะถูกเรียกว่าเป็น Mercy Killing มักประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่
- มีแรงจูงใจ เช่น ทำด้วยความรัก ความสงสาร หรือความเมตตา
- สถานะของผู้ถูกกระทำ มักเป็นผู้ป่วยระยะท้ายหรือเจ็บปวดสาหัส
- ผู้กระทำมักเป็นบุคคลใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ ลูก หรือคนรักที่ทนเห็นความทุกข์ทรมานของอีกฝ่ายไม่ได้จึงตัดสินใจลงมือจบชีวิตให้
แม้จะฟังดูแล้วเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้และน่าเห็นใจ แต่ในทางกฎหมายแล้ว Mercy Killing มักถูกมองว่าเป็น การฆาตกรรม (Homicide) รูปแบบหนึ่ง เพราะเป็นการพรากชีวิตผู้อื่นโดยเจตนา แม้จะมีเหตุบรรเทาโทษเรื่องแรงจูงใจก็ตาม
ยกตัวอย่างเคสล่าสุดในไต้หวัน
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สำนักข่าว Focus Taiwan เปิดเผยถึงเรื่องราวของ หลิน หลิว หลงจื่อ (Lin Liu Lung-tzu) วัย 80 ปี
คุณยายหลินดูแลลูกชายอัมพาตเพียงลำพังมานานกว่า 50 ปี จนเกิดภาวะเหนื่อยล้าสะสม เธอเริ่มกังวลใจว่าหากเธอตายไปจะไม่มีใครดูแลลูกชายต่อ จึงตัดสินใจจบชีวิตลูกด้วยความเมตตา หรือ Mercy Killing
ต้นปี 2026 นี้ ศาลไต้หวันตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน ท่ามกลางกระแสเรียกร้องความเห็นใจจากสังคมที่มองว่านี่คือ โศกนาฏกรรมจากการขาดระบบสวัสดิการรองรับผู้ดูแล
แม้ท้ายที่สุด คุณยายหลิวได้รับการอภัยโทษพิเศษ โดยให้เหตุผลว่า เธอได้รับโทษทางใจมาตลอดชีวิตแล้ว และไม่ควรต้องเข้าเรือนจำในวัยชรา แต่เรื่องราวของคุณยาหลิวก็ได้สร้างบาดแผลทางใจให้กับผู้คนในสังคม และนำมาสู่การตั้งคำถามต่อการมีการการุณยฆาตอย่างถูกกฎหมาย
นิยามของ Mercy Killing จึงแตกต่างจาก Euthanasia อย่างชัดเจนตรงที่เกิดขึ้น นอกระบบ มักเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในบ้านหรือครอบครัวอันเกิดจากการตัดสินในของคนในครอบครัวงเอง ในขณะที่บางกรณี ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้มีสติสัมปชัญญะพอที่จะให้ความยินยอมในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคำว่า Eutanasia หรือ Mercy Killing ก็ตาม ที่ดูเหมือนจะมีความหมายโดยรวมคล้ายคลึงกันมาก คือการทำให้เสียชีวิตโดยเจตนาเมื่อผู้ป่วยอยู่ในกรณีที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้แล้ว แต่ในทางกฎหมายและจริยธรรมทางการแพทย์แล้ว สองคำนี้มี น้ำหนัก และ ความรู้สึก ที่ต่างกันพอสมควร

การุณยฆาต : คำคุ้นเคยแบบไทย ที่ความหมายอาจผิดเพี้ยน
กลับมาที่ประเทศไทยบ้าง
การุณยฆาต เป็นคำที่บ้านเราคุ้นเคย ติดปากมาโดยตลอด ทั้งที่เมื่อดูความหมายโดยรวม แปลความได้ว่า การทำให้เสียชีวิตด้วยความเมตตากรุณา ที่อาจไม่ตรงกับนิยามของ การตายดี เท่าใดนัก
เวลานี้จึงอาจยังอยู่บนข้อถกเถียง ว่าการเลือกใช้คำว่า การุณยฆาต เหมาะสมเพียงพอหรือไม่กับสังคมบ้านเรา
หากถามว่า ในเมื่อเป้าหมายและความรับรู้ต่อคำนี้ของสังคมไม่ได้ต่างกันนัก
แล้วการตีความ ตามหานิยาม และชื่อเรียกที่เหมาะสม มีความสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ ?
คำตอบคือ สำคัญมาก เพราะการเลือกใช้คำที่เหมาะสม มีส่วนในการกำหนดความรับรู้ ความเข้าใจ และเคารพต่อความสบายใจของผู้คนในสังคมในระยะยาว
พญ.อิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร นายแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลนครพิงค์ อธิบายว่า Eutanasia แปลว่า ตายดี แม้การตายดีจะมีได้หลายนิยาม แต่อย่างไรเสีย การใช้คำว่า การุณยฆาต ในแบบบ้านเรา กลับมีความหมายตรงกับคำว่า Mercy killing มากกว่า จึงอาจไม่ตรงกับนิยามของคำว่า ตายดีเสียทีเดียว
และไม่ว่าจะใช้คำไหน หัวใจสำคัญที่สุด คือ การหาคำที่เป็นกลาง เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับได้ในสังคมบ้านเรามากกว่า
อย่างไรก็ตาม เรื่องความละเอียดอ่อนและต้องระมัดระวังในการเลือกใช้คำไม่ได้เกิดเฉพาะในสังคมเอเชียบ้านเรา แต่เป็นสิ่งที่ประเทศทั่วโลกต่างเผชิญมาโดยตลอด
ขณะที่ นพ.อดิศร โวหาร แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ อธิบายว่า หลายประเทศทั่วโลกมีการขบคิด หารือ และเลือกใช้คำเรียกต่อการจบชีวิตลักษณะนี้ในหลายรูปแบบ เพื่อให้สามารถให้เกิดความหมายที่ครอบคลุม และหลีกเลี่ยงความไม่สบายใจของทั้งผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ ญาติพี่น้อง และสังคมโดยรวมแตกต่างกันไป
บางรัฐของสหรัฐอเมริกา เช่น ออริกอน วอชิงตัน และเวอร์มอนต์ใช้คำว่า Dying with Dignity (การตายอย่างมีศักดิ์ศรี) ในออสเตรเลีย ใช้คำว่า Voluntary Assisted Dying, VAD (การช่วยให้จบชีวิตโดยสมัครใจ) ในขณะที่ แคนนาดา ใช้คำว่า Medical Assistance in Dying, MAID (การยุติชีวิตโดยความช่วยเหลือทางการแพทย์)
“มนุษย์ไม่ชอบคำว่าฆ่า แต่ละประเทศเลยพยายามหาทางหลีกเลี่ยง และหาคำที่ทำให้เกิดความสบายใจทุกฝ่าย แต่ไม่ว่าจะใช้คำว่าอะไร เป้าหมายคือการช่วยให้คนไข้ยุติความทุกข์ทรมาน และได้จากไปอย่างสงบสมปรารถนาเช่นกัน สำหรับประเทศไทยเราแล้ว วันนี้อาจยังไม่มีคำตอบว่าควรใช้คำว่าอะไร แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาฉันทามติร่วมกันเพื่อให้เกิดความสบายใจที่สุด”
นพ.อดิศร อธิบาย
รู้จัก กฎหมาย MAID ในแคนนาดา เพื่อการจบชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
ปัจจุบัน องค์ความรู้เรื่องนี้ ถูกขยายขอบเขตออกไปให้รอบคอบรัดกุมมากขึ้น หมุดหมายสำคัญหนึ่ง คือ เกิดการบัญญัติศัพท์ Medical Assistance in Dying หรือ MAID ในฐานะคำศัพท์ทางกฎหมายและจริยธรรม

นิยามของ MAID เป็นการเปลี่ยนจากการ ฆ่า ให้กลายเป็นการ ดูแลสุขภาพ หรือ บริการทางการแพทย์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยร้ายแรงและไม่สามารถรักษาได้ สามารถจบชีวิตตัวเองได้อย่างสงบและสมศักดิ์ศรี โดยมีกระบวนการทางกฎหมายรองรับอย่างเคร่งครัด
คำนี้เริ่มปรากฏชัดเจนและกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจาก ประเทศแคนาดา ในปี 2016 หลังเกิดคดีประวัติศาสตร์ ชื่อว่า Carter v. Canada ในปี 2015 ซึ่งศาลฎีกาของแคนาดาตัดสินว่า การสั่งห้ามไม่ให้แพทย์ช่วยผู้ป่วยจบชีวิตนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ
รัฐบาลกลางของแคนาดาภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด (Justin Trudeau) เป็นผู้ผลักดันกฎหมายที่ชื่อว่า Bill C-14 ซึ่งประกาศใช้ในเดือนมิถุนายน 2016 และในตัวบทกฎหมายนี้เองที่เลือกใช้คำว่า “Medical Assistance in Dying” (MAID) แทนคำว่า Euthanasia หรือ Assisted Suicide
หากถามว่า MAID แตกต่างจาก Eutanasia อย่างไร แลเะเหตุใดจำเป็นต้องเปลี่ยมาใช้คำนี้ ?
แท้จริงแล้ว MAID เปรียบเสมือนร่มใหญ่ที่มีความหมายครอบคุลม โดยรวมเอา Eutanasia (ที่มักหมายถึงแพทย์ฉีดยาให้) เข้ากับ Assisted Suicide (ผู้ป่วยกินยาเอง) เข้าไว้ด้วยกัน คำว่า MAID จึงช่วยทำให้กระบวนทางการแพทย์เป็นหนึ่งเดียว
โดยย้ำเตือนว่า กระบวนการนี้ ต้องทำโดยแพทย์หรือพยาบาลวิชาชีพเท่านั้น ภายใต้การมีกฎเกณฑ์ การประเมิน และมาตรฐานทางการแพทย์รองรับ (ไม่ใช่การตัดสินใจที่อยู่นอกระบบแบบการแบบ Mercy Killing)
และอีกเหตุที่คำว่า MAID ดูเหมาะสมกว่า เพราะเป็นคำที่มีความชัดเจนทางกฎหมาย และช่วยลดตราบาปให้แก่ผู้คนที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากคำว่า suicide (ฆ่าตัวตาย) มีนัยเชิงลบทางสังคมและศาสนาสูงมาก และคำว่า Euthanasia ก็มักถูกนำไปโยงกับประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ในขณะที่การใช้คำว่า Medical Assistance (ความช่วยเหลือทางการแพทย์) จะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวรู้สึกว่าสิ่งนี้ส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุข มีเงื่อนไขชัดเจน และสำหรับผู้ป่วย นี่เป็น การรักษาพยาบาลขั้นสุดท้าย ไม่ใช่อาชญากรรม
MAID : การุณยฆาตในแคนาดา ทำอย่างไร ?
นพ.อดิศร ผู้มีประสบการณ์ในการสังเกตการณ์กระบวนการ MAID ในแคนาดามาแล้ว แชร์ประสบการณ์ให้ฟังอย่างละเอียดว่าการขอเข้ารับบริการมีเงื่อนไขและขั้นตอนประเมินอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยเบื้องต้น ต้องมีเงื่อนไขตามเกณฑ์ ดังนี้
- อายุ 18 ปีบริบูรณ์
- เป็นผู้มีสิทธิในการรักษาพยาบาลที่แคนาดาเท่านั้น
- มีสิติสัมปชัญญะครบถ้วน สามารถแสดงความต้องการได้อย่างชัดเจนในเวลานั้น (หากอยู่ในภาวะสับสน เขียนไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง สื่อสารไม่ได้ หรือไร้สติสัมปชัญญะ จะไม่มีสิทธิ)
หากตรงตามเกณฑ์ข้างต้นแล้ว ขั้นตอนต่อมา คือการพิจารณาถึงโรคและความเจ็บป่วยที่กำลังเผชิญ (แน่นอนว่า คนที่มีสุขภาพดีไม่สามารถรับสิทธินี้ได้อย่างแน่นอน) โดยโรคที่เข้าเกณฑ์ มี 2 กลุ่ม ได้แก่
- โรคร้ายแรงระยะท้าย – ทีมประเมินแล้วว่าไม่สามารถรักษาได้อีกแล้ว ไม่ว่าอย่างไรความตายต้องมาเยือนตรงหน้าในเวลาอีกไม่นาน เช่น มะเร็งระยะท้าย
- โรคร้ายแรง และทำลายคุณภาพชีวิต – แม้โรคของผู้ป่วยจะไม่ได้ทำให้เกิดความตายในเวลาอันสั้น แต่หากไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ดี มีคุณภาพ และมีความหมายได้อีกต่อไปก็นับว่าเข้าเกณฑ์
“คนไข้บางคนถูกรถชน ไขสันหลังต้นคอขาด แขนขาขยับไม่ได้ กระจกกระเด็นเข้าตาจนบอดมองไม่เห็น ต่อให้ไม่ตาย ก็ต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงตลอดชีวิต คนไข้ลักษณะนี้ หากดูแลเป็นอย่างดี ให้อาหารทางสายยางไปเรื่อย ๆ ก็อาจมีอายุยืนยาวถึง 60 ปี แต่เขาไม่ได้มีชีวิตที่ดี หรือสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและความหมายอีกต่อไปแล้ว เคสแบบนี้ เป็นตัวอย่างที่สามารถเรียกร้อง MAID ในแคนนาดาได้”
นพ.อดิศร ขยายความ
เมื่อผู้แจ้งความประสงค์ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติข้างต้นแล้ว ใช่ว่าจะได้รับบริการทันที ยังต้องเข้าสู่การประเมินอีกขั้นก่อน
ด่านแรก ผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ 2 คน คือ แพทย์และพยาบาล ที่ได้รับการอบรมและรับรองเฉพาะด้านมาแล้ว
หัวใจสำคัญในการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วย 2 เงื่อนไขหลัก คือ
- ต้องยืนยันได้ว่า ผู้ป่วยมีต้องการจากไปอย่างสงบด้วยเจตจำนงของตนเอง ไม่มีผู้ใดมีอิทธิพลเหนือความต้องการนี้
- ต้องผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเคยได้รับการรักษามาแล้วอย่างเหมาะสม และสุดความสามารถ
“ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่า การร้องขอจบชีวิตของคนไข้ในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความต้องการที่แท้จริงของเขาเอง ไม่ได้เกิดจากความกดดันของคนรอบข้าง เช่น ครอบครัว ผู้ร่วมงาน หรือคนอื่น ๆ ในสังคม ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อความคิด”
นพ.อดิศร เน้นย้ำ
ในขณะที่คนไข้บางราย เรียกร้องขอจบชีวิตเนื่องจากทนกับความทุกข์ทรมานไม่ไหว ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทางผู้เชี่ยชาญจำเป็นต้องประเมินถึงประวัติการรับการดูแลรักษาอย่างรัดกุม
“คนไข้หลายราย ทนความเจ็บปวดทางกายไม่ไหว บางรายรู้สึกโดดเดี่ยวทางใจอันมีผลมาจากความเจ็บป่วย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยทำให้คนไข้ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ”
นพ.อดิศร เล่า
ผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องประเมินว่าที่ผ่านมา พวกเขาได้รับการดูแลทั้งทางกายและจิตใจอย่างดีเพียงพอหรือยัง หรือยังมีทางเลือกอื่น ๆ ให้พวกเขาลดความเจ็บปวดทางกายหรือทางใจหรือไม่ เข้าถึงทรัพยากรอย่างเหมาะสมหรือยัง
หากพบว่ายังไม่เพียงพอ หรือมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ผู้เชี่ยวชาญจะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้พวกเขากลับไปรับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมเสียก่อน
เมื่อผ่านกระบวนการประเมินอย่างรัดกุมแล้ว ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 คนข้างต้น ต้องให้ความเห็นชอบสอดคล้องกันทั้งคู่ ว่าผู้ป่วยรายนี้สมควรแก่การอนุมัติ จึงจะนำไปสู่กระบวนการ
“ผู้ร้องขอสามารถกำหนดวันได้เองล่วงหน้า 2-3 วัน เลือกสถานที่ต้องการในวาระสุดท้ายได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น บ้าน รพ. ฯลฯ และยังออกแบบบรรยากาศในห้วงเวลานั้นได้เอง ทั้งผู้คนที่อยู่รายล้อม กลิ่นหอม หรือแม้แต่เสียงเพลงที่ชอบ หรือบทสวดทางศาสนา”
นพ.อดิศร อธิบาย
ความต้องการสุดท้ายของผู้ป่วยทั้งหมดสามารถแจ้งความจำนงไว้ได้ล่วงหน้า จนกระทั่งถึงวัน เวลาจริง ทีมผู้เชี่ยวชาญก็จะดูแลให้ตามที่ร้องขอ และเริ่มฉีดยานอนหลับก่อน จากนั้นจึงฉีดยาเพื่อให้หัวใจหยุดเต้น ทั้งหมดดำเนินการโดยแพทย์และพยาบาล

“วิธีสุดท้ายจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น บางรัฐในอเมริกา แพทย์จะใช้ยาเม็ดแล้วให้คนไข้เป็นผู้หยิบกินเอง เพื่อดูแลความรู้สึกของแพทย์ด้วย แต่ที่แคนนาดา หมอ-พยาบาลจะเป็นผู้ฉีดยาให้ ซึ่งมีข้อดีเพราะทำให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างถ้วนหน้า เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจมีข้อจำกัด เช่นเป็นโรคที่หลอดอาหารตีบตัน มีสายยางตรงหน้าท้อง หรือแม้กระท่ังไม่มีมือ”
นพ.อดิศร ขยายความ
MAID ในแคนนาดา : เมื่อครอบครัวไม่อยู่ในสมการของการเลือกตาย
ทั้งหมดคือกระบวนการ MAID ในแคนนาดา ที่มีจุดน่าสนใจคือ กระบวนการตัดสินใจทั้งหมดจะยึดถือความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก โดยไม่ยอมให้ความเห็นของครอบครัวเข้ามามีมีส่วนในการตัดสินใจ
“สิทธิในการทำการุณยฆาตในแคนนาดาไม่เคยมีครอบครัวในสมการ”
นพ.อดิศร เล่าว่า สำหรับแคนาดาแล้ว เจตจำนงในการเลือกจบชีวิตของผู้ป่วยนั้นจะยึดถือความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก หากสุดท้ายแล้ว คนไข้ตัดสินใจทำการุณยฆาต แต่ญาติไม่ยินยอมจริง ๆ ก็สามารถฟ้องร้องได้ แต่ก็ไม่สามารถชนะคดีได้อยู่ดี
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ระหว่างทางของการดูแลและให้คำปรึกษา ทีมแพทย์จะมีกระบวนการแนะนำพูดคุยกับญาติพี่น้องให้เข้าใจและยอมรับเสียก่อน เพื่อลดความตึงเครียดที่จะเกิดขึ้นภายหลังด้วย
“เคสที่ผมเจอในครั้งนั้น เขาอยู่ในหอผู้ป่วยพาลิฯ ได้รับการดูแลอย่างดีจาก รพ.ระดับต้น ๆ ของประเทศแล้ว แต่มันยังไม่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตที่ดีตามนิยามที่เขาต้องการ ผู้ป่วยรายนั้นบอกว่า คุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับเขาคือการได้มีชีวิตที่มีความหมาย ออกไปทำงาน ซื้อหาอาหารได้ด้วยตัวเอง และเอนจอยกับการอยู่กับเพื่อนฝูง แต่สำหรับเขาในตอนนี้ ไม่ว่าจะได้รับการดูแลระยะท้ายที่ดีแค่ไหน แต่ความต้องการทั้งหมดนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”
นพ.อดิศร เล่าย้อน
ประสบการณ์ที่แคนาดาในครั้งนั้นถือเป็นการทำการุณยฆาตที่ยึดถือความต้องการของผู้ป่วยและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างสูงสุด
“วันนั้น ผมเห็นผู้ป่วยรายนั้นตื่นเต้นมาก เขากำลังมีค่ำคืนสุดท้ายของชีวิตที่ประกอบไปด้วยความรู้สึกหลายอย่าง ทั้งดีใจ หวาดกลัว และตื่นเต้นผสมปนเปกันไปหมดแต่สิ่งที่ผมชื่นชมมากไม่แพ้กันคือครอบครัว”
นพ.อดิศร ย้อนความรู้สึก
แน่นอนว่าแม้จะเตรียมตัว เตรียมใจ หรือวางแผนมาดีแค่ไหน แต่เมื่อวันสุดท้ายมาถึงก็ไม่เคยง่ายสำหรับใคร โดยเฉพาะคนข้างหลัง
นพ.อดิศร เล่าต่อไปว่า กระบวนการในวันท้าย ๆ ของแต่ละรายพิเศษมาก บางครอบครัวจัดปาร์ตี้เล็ก ๆ ให้ผู้ป่วยในค่ำคืนสุดท้าย เชิญคนที่สำคัญและมีความหมายต่อผู้ป่วยมาร่วม มีการขอบคุณ ขอโทษ บอกรัก และบอกลา เพื่อให้ความทรงจำสุดท้ายของคนไข้ก่อนจากไปสวยงามที่สุด
“ความตายของคนที่เรารักยากสำหรับคนในครอบครัวเสมอ การเห็นคนที่ตัวเองรักตายย่อมเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่หลายครอบครัวยินยอมและเคารพการตัดสินใจ เพราะให้ความสำคัญกับความสุขของผู้ป่วยมากที่สุด”
นพ.อดิศร เน้นย้ำ
และท้ายที่สุดแล้ว หลังความสูญเสียผ่านพ้นไป ญาติที่ได้ยินยอมต่อการจากลาของผู้ป่วยมักผ่านพ้นช่วงเวลาอันเจ็บปวดนี้ไปได้อย่างดี ต่างจากกลุ่มที่ยังไม่สามารถยอมรับได้ที่อาจต้องใช้เวลาปรับตัวหลังความโศกเศร้านานกว่า
“ผมรู้สึกยินดีไปกับผู้ป่วย ที่เขาได้ปลดเปลื้องความทุกข์และได้จากไปในแบบที่เขาต้องการอย่างแท้จริง และสำหรับครอบครัวของพวกเขา ผมคิดว่าการเอาความทุกข์ของคนรัก มาเป็นความทุกข์ของตนเอง นี่อาจเป็นนิยามหนึ่งของคำว่ารักก็เป็นได้”
นพ.อดิศร อธิบาย
การุณยฆาตเมืองไทย เหตุใดยังไปไม่ถึง ?
“ถ้าฉันเข้าสู่ระยะท้าย ฉันขอไม่สอดท่อ ปั๊มหัวใจ และถ้าการุณยฆาตถูกกฎหมาย ฉันขอเลือกทำ”
นี่คือข้อความสั้น ๆ ที่ถูกเขียนใส่เศษกระดาษยับยู่ยี่จากมือคนไข้ที่ระบุเจตจำนงระยะท้ายที่ พญ.อิสรีย์ พบเจอด้วยตัวเองในช่วงที่ยังเป็นแพทย์ประจำบ้านด้านเวชศาสตร์ครอบครัว
คำขอร้องนี้ทำให้เธอตั้งคำถามต่อระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของไทย เพราะคำขอไม่ยื้อชีวิตที่เธอต้องการ แพทย์ทำให้ได้ เหลือเพียงบรรทัดสุดท้าย ที่เหตุใดยังไม่สามารถเกิดได้จริง ?
“ที่เมืองนอกทำการุณยฆาตได้แล้ว แต่เหตุใดในบ้านเราอาจยังเป็นเส้นทางอีกยาวไกล”
ไม่ต่างจาก นพ.อดิสร ที่แชร์ประสบการณ์ว่าจากประสบการณ์การทำงานว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ร้องขอการการุณยฆาต เพราะไม่เพียงเผชิญกับความทุกข์ทรมานทางกายเท่านั้น แต่ยังมีภาระทางการเงินที่ต้องแบกรับ และยังเป็นความเจ็บปวดทางใจที่ตนเองรู้สึกว่ากำลังเป็นภาระให้ครอบครัว
แม้จะเห็นความต้องการไม่น้อยในประเทศไทย แต่คำถามสำคัญ คือ ตอนนี้เรารู้จักการุณยฆาต มากแค่ไหน ?

พญ.อิสรีย์ อธิบายต่อไปว่า หากมองสถานการณ์วันนี้ ประเทศไทยอาจยังไม่สามารถไปถึงการมีการุณยฆาตได้ในเร็ววัน อาจมาจาก 3 ปัจจัย คือ
- ความเข้าใจของสังคมยังไม่มากพอ – ตอนนี้ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าคนไทยมีความรู้ ความเข้าใจต่อเรื่องการุณยฆาตมากแค่ไหน หากประชาชนไม่เข้าใจ การขับเคลื่อนนโยบายก็เป็นเรื่องยาก
- ความเชื่อทางศาสนา – สำหรับศาสนาพุทธ มุมมองต่อเรื่องการตัดสินใจจบชีวิตตนเองนี้อาจเป็นเรื่องอ่อนไหว ในขณะที่ฝั่งศาสนาคริสต์อาจนำมาสู่การตั้งคำถามว่าชีวิตนี้เป็นของใคร ของเราหรือพระเจ้ากำหนด
- การดูแลระยะท้ายที่ยังไม่ดีพอ – ผู้ป่วยจำนวนมากร้องขอการุณยฆาต เพราะไม่มีเงิน หรือไม่มีทรัพยากรในการดูแลเขาเพียงพอ หากปัญหาเหล่านี้ถูกแก้ไข อาจทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องตัดสินใจเช่นนี้
“เหตุผลในการต้องการจบชีวิตของคนไข้ ไม่ควรมาจากการขาดการเข้าถึงทรัพยากรหรือเข้าไม่ถึงระบบการดูแลที่ดีพอ แต่ควรเกิดจากการได้อยู่ในระบบดูแลอย่างดีเพียงพอแล้ว แต่ยังทุกข์ทรมานหรือไม่ตอบโจทย์ชีวิต จึงค่อยตัดสินใจการุณยฆาตต่างหาก”
พญ.อิสรีย์ อธิบาย
ส่วน นพ.อดิสร ยังชวนตั้งคำถามถึง ความต้องการของผู้ป่วย เทียบกับทรัพยากร เพื่อมองให้เห็นภาพรวมของ Demand และ Supply ที่แม้วันนี้จะดูเหมือนกำลังมีความต้องการการุณยฆาตมากจากผู้ป่วย แต่การตอบสนองความต้องการในทางการแพทย์ในบ้านเรานั้นพร้อมเพียงใด
“แม้เรารู้สึกว่าผู้ป่วยจำนวนมากต้องการการการุณยฆาตก็จริง แต่จะมีหมอสักกี่คนที่จะกล้าถามผู้ป่วยระยะท้ายว่าต้องการการุณยฆาตไหม หรือหากต้องทำการุณยฆาตจริง ๆ บุคคลากรทาการแพทย์สบายใจที่จะทำในรูปแบบไหน”
นพ.อดิศร ชวนตั้งคำถาม
ยังไม่นับรวมถึงบริบทครอบครัวแบบไทย ที่บรรดาญาติพี่น้องมีส่วนในการตัดสินใจและชี้ชะตาให้กับผู้ป่วยในการรับบริการทางการแพทย์อย่างสูงซึ่งแตกต่างจากในต่างประเทศ
“ในแคนาดา ไม่ว่าญาติจะว่าอย่างไร แต่การตัดสินใจสุดท้ายจะเป็นของคนไข้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่างจากบ้านเราที่ครอบครัวมีส่วนอย่างมากต่อการตัดสินใจในวาระท้ายของชีวิต”
นพ.อดิศร ชวนให้คิด
ถ้าระบบการดูแลดี การุณยฆาตอาจไม่จำเป็น ?
นอกเหนือจากประสบการณ์ MAID ในแคนาดาแล้ว ชวนมาดูการจัดการด้านการดูแลระยะท้ายที่ รัฐมินิโซตา สหรัฐอเมริกาบ้าง
พญ.อิสรีย์ เล่าว่า แม้ที่นั่นยังไม่มีการการุณยฆาตอย่างถูกกฎหมาย แต่มีระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย (palliative care) ที่ดีเพียงพอ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการจัดการอาการเจ็บป่วยอย่างเหมาะสม และได้จากไปด้วยวิธีตามธรรมชาติ
“ที่รัฐมินิโซตา เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะท้ายจะมีทีมพาลิฯ เข้าไปดูแล มีตัวยาที่ใช้จัดการอาการเจ็บป่วยแทบทุกประเภทตามหลักการในตำราที่เราเคยเรียนมา”
พญ.อิสรีย์ อธิบาย
นอกจากนี้ รัฐมินิโซตา ยังมีศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย (hospice) ให้เข้าใช้บริการอย่างทั่วถึง ทำให้ผู้ป่วยลดความกังวลใจว่าตัวเองจะกลายเป็นภาระของคนในครอบครัว หรือหากเลือกตายที่บ้านก็จะมีเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมเพื่อติดตามอาการทุกวัน
“แม้การดูแลประคับประคองจะไม่ได้ช่วยให้ผู้ป่วยจากไปเร็วขึ้นอย่างการุณยฆาต แต่การได้รับการดูแลที่ดีพอจะช่วยให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่เหลืออยู่ได้อย่างดี และจากไปตามธูรรมชาติของโรคได้อย่างสงบเช่นกัน”
พญ.อิสรีย์ เชื่อเช่นนั้น
พร้อมทั้งสะท้อนว่า รัฐมินิโซตา เป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่ไม่ได้มีกฎหมายรับรองการการุณยฆาต แต่การมีระบบการดูแลระยะท้ายที่ดี มีงบประมาน มีทรัพยากร บุคลากร และทำให้ผู้ป่วยระยะท้ายเข้าถึงการดูแลอย่างเพียงพอ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ทุกคนได้จากไปอย่างสงบตามธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวิธีการุณยฆาตเลย
สวนทางกับบ้านเรา ทั้งที่เธอยืนยันว่าระบบพาลิทีฟแคร์บ้านเราสมีพื้นฐานที่ดีมาก มีระบบครอบครัว ชุมชนที่คอยเกื้อหนุน แต่กลับมีข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์และทรัพยากร ทำให้ผู้ป่วยยังเข้าถึงพาลิทีฟแคร์ไม่มากพอ เมื่อช่องว่างเหล่านี้ไม่ถูกเติมเต็ม จึงทำให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเรียกร้องการการุณยฆาตในที่สุด
บทส่งท้าย
เราอาจรู้สึกว่าในบ้านเราวันนี้ ใคร ๆ ก็พูดถึงและเรียกต้องอยากให้มีการการุณยฆาตอย่างถูกกฎหมายเหมือนในเมืองนอกเสียที แต่เแท้จริงแล้ว เราไม่อาจสรุปเช่นนั้นได้ เพราะไทยเรายังไม่เคยมีการสำรวจ หรือพูดคุยเรื่องนี้อย่างจริงจัง
“เราอาจคิดว่าในสังคมไทย ใคร ๆ ก็อยากให้มีการุณยฆาตใช่ไหม แต่แท้จริงแล้วอาจเป็น echo chamber ในสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่เท่านั้นก็เป็นได้”
นพ.อดิสร ชวนมองไปให้ไกลกว่าที่เราเคยมอง
เช่นเดียวกับ พญ.อิสรีย์ ที่เสริมว่า สังคมไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปิดกว้างให้เกิดการแลกเปลี่ยน ถกเถียง ทั้งนิยาม ความหมาย ความเข้าใจ และมุมมองทางศาสนาให้ครบทุกมิติ เพื่อให้มองเห็นว่าความต้องการของเราอยู่ในจุดไหน และร่วมกันออกแบบสังคมว่าเดินหน้าต่อกันอย่างไร ?
ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นความท้าทายของประเทศไทย และจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยเรื่องนี้กันให้มากพอ ว่าเราจะเดินหน้าต่อกันแบบใดในเส้นทางที่แสนยาวไกลนี้

