คงจะดีถ้าในวาระสุดท้าย เราได้เป็นตัวเอง อยู่ในร่างที่เราเลือกว่านั่นคือตัวตนของเรา ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน ทุกคนอยาก “ตายดี” โดยไม่ต้องกังวลว่าร่างกายของเราจะถูกนำไปเปลี่ยนแปลง หรือทำให้ความตัวตนนั้นหายไป

ในงาน Death Fest 2026 ที่รวบรวมทุกแง่มุมของ การอยู่ดี ตายดี ไว้ในงานนี้ หนึ่งในนั้น คือการแลกเปลี่ยน “การอยู่ดี-ตายดี ในวิถี LGBTQIA+” แม้เวลานี้ประเทศไทยมี กฎหมายสมรสเท่าเทียม บังคับใช้แล้ว แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่ลึกกว่านั้น แถมยังส่งผลต่อคู่ชีวิตจนกว่าจะถึงวันที่ได้ตายดี
ทั้งปัญหาการถกเถียงกัน เรื่อง พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ มีสิทธิเลือกคำนำหน้าให้ตรงกับเพศสภาพได้หรือไม่ ? ความรู้สึกปลอดภัยในการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ฯลฯ
กลุ่ม LGBTQIA+ นั้นมีความหลากหลายทุกช่วงวัย และมีรูปแบบวิถีชีวิตที่ต่างกันไป สำหรับการแลกเปลี่ยนกันในครั้งนี้ หมายถึงการแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสู่ วาระสุดท้ายของชีวิต
“การตายดี สำหรับผู้ชายข้ามเพศ มันเกี่ยวข้องกับสิทธิพื้นฐานเรื่องการใช้ชื่อ สรรพนาม จริง ๆ แล้ว คนข้ามเพศก็เข้าโรงพยาบาลเพราะเจ็บป่วยเหมือนกับมนุษย์ทุกอัตลักษณ์ทางเพศ”
อาทิตยา อาษา ผู้จัดการองค์กรเครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี่ เพื่อความเท่าเทียม สะท้อนมุมมองเพื่อสื่อถึงความรู้สึกจากประสบการณ์จริง ว่าความรู้สึกปลอดภัยต่อการเข้าโรงพยาบาล สำหรับเขายังมีไม่มากพอ

“ผม” ในฐานะ “นางสาว” ที่ต้องเดินเข้าโรงพยาบาล แต่วอร์ดของโรงพยาบาลก็มีการจัดแยก ว่าจะต้องนอนในวอร์ดหญิง ซึ่งอาจจะได้รับการดูแลที่ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของเรา เรื่องนี้ค่อนข้างที่จะสำคัญ ไม่ว่าระบบการดูแลแบบประคับประคองเองที่บ้าน หรือการได้รับดูจากแพทย์ พยาบาล ก็จำเป็นที่ต้องดูแลให้สอดคล้องกับเรื่องระบบสุขภาพของคนไข้
อยากได้รับการดูแลที่เคารพศักดิ์ศรี เช่น การใช้สรรพนาม ที่สอดคล้องกับตัวเรา ถัดมาเมื่อเราอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต อาจไม่สามารถสื่อสารได้ว่าเป็น ผู้ชายข้ามเพศ ซึ่งแม้กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะผ่านแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีคู่ มีหลายคนที่เป็นโสด ดังนั้น คิดว่าเจตจำนงในการกำหนดเพศตัวเองก็สำคัญ ชุมชนเองก็จำเป็นต้องเข้าใจ
การเจ็บป่วย…ระยะหลังความตาย เมื่อร่างกายกับคำนำหน้าไม่สอดคล้องกัน หลังเสียชีวิตกฎหมายก็ยังเชื่อมโยงไปกับใบมรณะบัตร ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่าวาระสุดท้ายของชีวิตจะได้รับการดูแลอย่างไร
เพราะหลายครั้งคนข้ามเพศไม่ได้มีโอกาสกลับไปหาครอบครัว เมื่อใดก็ตามที่เจตนารมณ์สุดท้ายไม่ได้อยู่กับเราแล้ว หลายครั้งร่างกาย เสื้อผ้าที่สวมใส่วันสุดท้ายในชีวิต อาจกลายกลับไปเป็นผู้หญิง หรือเป็นเพศที่เราไม่ได้ระบุเจตจำนงของตัวเองมาตลอดชีวิต สิ่งนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ว่า การอยู่ ตายดี ไม่ได้แค่สัมพันธ์กับเจตนารมณ์ของการที่เราต้องการจะได้รับการดูแลแบบไหน
เมื่อคำนำหน้าไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศ
อาทิตยา ยังอธิบายว่า คนข้ามเพศคนหนึ่งเวลาไปเข้ารับบริการทางการแพทย์ จะต้องถูกจัดห้องแอดมิด รวมถึงการใส่เสื้อผ้าขอโรงพยาบาล ก็จะถูกให้ในห้องตามเพศกำเนิด ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่หลายครั้งทำให้เกิดความไม่สบายใจ ทำให้รู้สึกว่าโรงพยาบาลอาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยที่เราจะไปเข้ารับบริการ
“หลายครั้งต้องเจอกับบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เข้าใจ ส่วนตัวเคยเป็นนิ่ว รู้สึกปวดหลังมากจนต้องไปที่โรงพยาบาล นอนรออยู่ที่ห้องฉุกเฉินต้องเอ็กซเรย์นิ่ว และเพราะคำนำหน้านามเป็นนางสาว เจ้าหน้าที่เลยให้ใส่เสื้อผู้หญิง ขอให้ไปเอ็กซเรย์ในห้องผู้หญิงได้ไหม เปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องผู้หญิงได้ไหม จึงรู้สึกว่าไม่ได้ เพราะตัวเองไม่ได้มีอัตลักษณ์เป็นผู้หญิงแล้ว อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจกับคนอื่น ๆ ด้วย”
อาทิตยา อาษา
นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ของเพื่อนหลายคน ที่เวลาไปพบแพทย์ด้วยโรคต่าง ๆ แต่มีหลายคนที่ต้องถูกนำตัวไปนอนในวอร์ดหญิง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยผู้หญิงรู้สึกไม่สบายใจ จนไปสอบถามว่า “ทำไมคนนี้เป็นผู้ชายถึงไปนอนในวอร์ดหญิง” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ของผู้รับบริการ รวมถึงคนที่อยู่ในวอร์ดร่วมกัน
จึงอยากจะย้ำในแง่ของเรื่องกฎหมาย ซึ่งบางครั้งไม่ได้เข้าไปที่สมรสเท่าเทียม และอยากให้ทุกคนสร้างความเข้าใจร่วมกันเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพื่อการดูแลซึ่งกันและกันอย่างเท่าเทียม
เมื่อได้เป็นตัวของตัวเอง ส่งผลต่อการอยู่ดี ตายดี
ย่าตุ๊ก – ปกชกร วงศ์สุภาร์ และ ปู่กัญจน์ – กัญจน์ เกิดมีมูล เป็นคู่รักสูงวัยที่มาร่วมแบ่งปันเรื่องราว ย้ำว่าทั้งคู่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องคำนำหน้า ก็ใช้ชีวิตด้วยกันมายาวนาน ในอดีตไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่มีสมรสเท่าเทียมเกิดขึ้นบนโลกใบนี้


“เราผ่านช่วงเวลายากลำบาก ช่วงที่ดีที่สุดในชีวิต จนถึงวัยนี้ที่เรียกได้ว่าเป็นวัยใกล้สุดท้ายของชีวิต ซึ่งมองว่าเป็นโชคดีมากที่คนรุ่นใหม่ยุคปัจจุบัน ได้มีโอกาสใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม”
ก่อนหน้านั้นเรามีปัญหาในการเข้าโรงพยาบาล การเซ็นเอกสารเมื่อคู่ของเราไม่สบาย จะมีคำถามที่ติดอยู่ในใจตลอดเวลาแล้วไม่สามารถตอบอะไรได้…ส่วนเรื่องของการอยู่ดี ตายดี มองย้อนไป ว่าเราใช้ชีวิตยากลำบากมากแล้ว คราวนี้ก็เหลืออยู่แค่ว่า เราจะตายดีอย่างไร ?
“เรา 2 คนก็วางแผนค่อนข้างดีมาตลอด เมื่อก่อนไม่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ไม่ว่าจะทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย เงินในบัญชีของแต่ละคนจะชัดเจน แต่วันนี้ต้องมาวางแผนกันว่าก่อนเราจะตายว่าเมื่ออีกคนหนึ่งตาย อีกคนต้องทำอะไรบ้าง โดยที่ไม่ต้องเสียใจ ในการที่จะส่งคนรักลงไปนอนอยู่ในโรง นั่นคือการตายดี ที่เราเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้”
ย่าตุ๊ก – ปกชกร วงศ์สุภาร์
ส่วนในแง่ของกฎหมาย บางคนโสด บางคนมีคู่ แต่ไม่ได้จดทะเบียน ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังมีสมรสเท่าเทียมแล้ว คือ ชีวิตหลังความตาย อีกคนหนึ่งไม่สามารถพูดได้เลย แต่แสดงเจตจำนงไว้ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ ต้องมาหาทางออกว่าประเด็นนี้ ว่าเจตจำนงหลังที่เราตายไปแล้ว จะเป็นจริงตามที่เราได้ทำไว้บ้างไหม ?
‘เพศกำเนิด’ ไม่เท่ากับ ‘เพศสภาพ’ มีอีกหลายเรื่องที่ต้องเข้าใจร่วมกัน
ขณะที่มุมมองของ ผศ.อัครา เมธาสุข คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังพูดถึง การรับรองสถานะบุคคล ประเด็นเรื่องคำนำหน้านามเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ พ.ร.บ.คำนำหน้านาม เป็นส่วนหนึ่งของ พ.ร.บ.รับรองเพศสภาพ ซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจให้คนสังคม กฎหมายนี้หลายคนเข้าใจว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนคำนำหน้านาม ข้อถกเถียงหลายข้อมองว่าสามารถปรับเปลี่ยนด้วยวิธีการที่หลากหลายได้ ไม่ใช่แค่การปัดตกไป

มักมีการตั้งคำถามว่า พ.ร.บ.นี้กำลังบ่งบอกอะไร ? จริง ๆ แล้วคำนำหน้านามที่เสนอไปใน พ.ร.บ.นี้คือ การบ่งบอกเพศสภาพ เวลาเราดูเรื่องเพศกำเนิด เข้าใจว่าตอนนี้บางส่วนอาจมองว่าคำนำหน้านามควรจะบ่งบอก เพศกำเนิด จึงอยากชวนลองมาดูความหมายของเพศกำเนิด ซึ่งมักจะถูกใช้สลับไปมา ระหว่างคำว่า เพศกำเนิด กับ เพศทางชีววิทยา ทั้งสองมีความหมายคล้ายกัน และมีความเบลออยู่ในตัวเอง
แต่ เพศกำเนิด ไม่ใช่เรื่องเดียวกับ เพศสภาพ เวลาอยู่ในห้องคลอดคนที่บอกเพศกำเนิดเรา เขาไม่มองที่เรื่องโครโมโซม ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันกับอวัยวะที่เห็นได้จากภายนอก อีกอย่างคือเรื่องของ ฮอร์โมน ดังนั้น หลายคนที่มีคำนำหน้านามที่เป็นเพศกำเนิด นาย หรือ นางสาว อาจจะไม่ได้มีเพศที่ตรงกับโครโมโซมก็ได้ XY หรือ XX
อีกหนึ่งคำถามที่ถกเถียงกันเยอะคือ เมื่อได้เปลี่ยนคำนำหน้าแล้วจะเกิดการหลอกลวงหรือไม่ ? หลายคนได้สื่อสารกันไปในสื่อค่อนข้างเยอะแล้ว การหลอกลวงนั้นมีกฎหมายคุ้มครอง แต่ต้องมองว่าเราจะใช้ชีวิตกันอย่างไรภายใต้ที่มีการหลอกลวงเพิ่มขึ้น ซึ่งคนจำนวนหนึ่งหวาดกลัวกับการที่จะถูกหลอกลวง
นั่นหมายความว่าเราจะต้องตั้งคำถามต่อไปว่า สังคมตอนนี้ทำไม ? ถึงทำให้รู้สึกหวาดกลัว รวมไปถึงกฎหมายที่มีอยู่นั้น มีประสิทธิภาพหรือไม่ ? เราจะเห็นความอยุติธรรมในสังคมมากมายที่เสียงของเราเปล่งออกมาแล้วไม่ถูกจัดการ จึงทำให้สังคมไทยอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว
‘ความโดดเดี่ยว’ ของผู้สูงวัยที่มีความหลากหลายทางเพศ
ส่วนประเด็นสำคัญของคนหลากหลายทางเพศ เมื่อเข้าก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยจะมีความต่างกับเพศชายหญิงทั่วไป คือ ชายหญิงเมื่อเข้าสู่ภาวะการตายดีจะพบ ภาวะกตัญญูเฉียบพลัน ลูกหลานอยู่ก็อยากจะดูแลเราขึ้นมา อยากจะเอาสายหรือท่อมาสอดให้เรา เพราะลูกหลานคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เนื่องจากครอบครัวอาจจะไม่มีความเข้าใจเรื่อง Palliative Care (การดูแลแบบประคับประคอง)
ส่วนผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางเพศ ก็พบกับประเด็นนี้เช่นกัน แต่ที่ต่างออกไปและอาจน่าเป็นห่วงมากกว่า คือ ไม่มีแม้แต่คนที่คนที่จะกตัญญู เพราะไม่มีใครที่อยู่รอบข้างเขาเลย
ผศ.อัครา ย้ำถึงสถานการณ์ผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางเพศที่เคยเจอจากงานวิจัยเมื่อ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า เจอความเหงา ความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุหลากหลายทางเพศ ในช่วงชีวิตสุดท้าย เพื่อนที่เคยอยู่ด้วยกันก็ล้มหายตายจาก ทำให้ชีวิตหดหู่มาก จากการที่ชีวิตของเขาไม่ได้รับการยอมรับ บางคนอาจเจอความกดดันจากครอบครัว บางคนไม่สามารถอยู่ที่บ้านของตัวเองได้ ต้องออกมาอยู่คนเดียว ซึ่งต่างจากวิถีชีวิตของชายหญิงที่มีโลกอยู่ในขนบปกติทั่วไป
การอยู่อย่างโดดเดี่ยว เป็นอีกประเด็นที่สำคัญมาก ยิ่งเมื่อประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่ การตายอย่างโดดเดี่ยว อย่างในประเทศญี่ปุ่นก็เจอสถานการณ์นี้ที่ 1 ปี จะเจอกรณีแบบนี้ 30,000 – 60,000 คน ที่อยู่ภายใต้การสำรวจ พบว่าหลายเดือนที่ผ่านมามีเคสที่ตายอยู่ในบ้านคนเดียวแล้วไม่มีใครเข้าไปเจอเป็นปี
แล้วประเทศไทยก็กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยในรูปแบบขั้นสุด แบบที่ไม่ควรเป็นเช่นกัน ซึ่งมองว่า ต้องอาศัยการดูแลในระบบของชุมชนด้วย จะทำอย่างไรในชุมชน คนรอบข้างมีการพูดคุยกันมากขึ้น เนื่องจากตอนนี้สภาวะสังคมเปลี่ยนไปเยอะ เราไม่ได้รู้จักคนในชุมชนหรือคนข้างห้องเหมือนเมื่อก่อน
“หลังจากอีก 30 ปี เมื่อหนุ่มสาวตอนนี้เติบโตขึ้นมา เราอาจจะตายอย่างโดดเดี่ยวก็ได้ อาจจะต้องมีระบบในการดูแลความสัมพันธ์ หรือวิธีการเกื้อกูลกันในชุมชน”
ผศ.อัครา เมธาสุข
ไม่เพียงแค่กฎหมาย ที่จะทำให้เข้าถึงการ ‘ตายดี’
ย่าตุ๊ก ยังชวนมองภาพความเป็นจริงเมื่อพบว่า มีหลายคู่ที่ยังอยู่ด้วยกัน แต่เมื่ออีกคนหนึ่งจากไป อีกคนก็จะอยู่ในสภาวะโดดเดี่ยว ไม่มีพื้นที่รองรับ บางครั้งก็ห่างจากครอบครัว แต่ในวันหนึ่งอะไรก็ไม่แน่นอน ถึงแม้เราจะยังดูแข็งแรงอยู่ แต่ถ้าตัวเองไม่อยู่แล้ว ก็จะเป็นปัญหาของคนสูงวัยที่อยู่คนเดียวอย่างปู่กัจญ์ จะมีพื้นที่ปลอดภัยไหม ? ที่จะให้คู่ของเราได้อยู่อย่างสบาย ก่อนจากไปก็ได้อยู่ในสังคมที่แวดล้อมไปด้วยความหลากหลาย ความอบอุ่นที่ยอมรับในความเป็นเขา

“เมื่อเราสูงวัยขึ้นมา ยิ่งเราใช้ชีวิตแบบคู่หญิงกับหญิง ถ้ามองในแง่ของครอบครัว ลูกหลานจริง ๆ เราไม่มี… แล้วถ้าวันหนึ่งจะต้องเกิดขึ้น ความเหงาของคนสูงวัยไม่ยอมรับว่าตัวเองเหงา บอกว่าตัวเองอยู่ได้ แต่วันหนึ่งอาจจะลื่นล้มในห้องน้ำ แล้วใครจะช่วยไว้มัน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล”
ย่าตุ๊ก – ปกชกร วงศ์สุภาร์
ควรจะมีพื้นที่ที่เป็นสังคมคนสูงวัยหลากหลายทางเพศ… แต่คำถามคือถ้าต้องไปอยู่บ้านพักคนชราบางแค ถ้าไม่ใช่เพศสภาพที่ตรงกับเพศกำเนิด จะถูกจัดไปอยู่โซนไหน และถึงแม้จะมีบ้านก็มีโอกาสเหงา เนื่องจากชุมชนทุกวันนี้ต่างคนต่างอยู่ ดังนั้น จะมีวิธีไหนบ้างที่จะมีหน่วยงานเข้ามาดูแลในอนาคต เพื่อที่จะได้อยู่อย่างสบาย และตายอย่างเป็นสุข
สอดคล้องกับ ผศ.อัครา ที่เสนอเรื่องการสร้างความเข้าใจกับคนรอบข้างเกี่ยวกับวาระสุดท้าย อาจจะต้องอาศัยการจัดการในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งมองว่าในปัจจุบันเมื่อเราเจ็บป่วยทางกายก็สามารถไปหาหมอได้ หรือป่วยทางใจก็ไปพบจิตแพทย์ได้ แต่ก็ต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูง หรือบางคนเลือกไปหาหมอดูแทน แต่จริง ๆ แล้วเราควรมีความสามารถที่คนทั่วไปสามารถดูแลกันเองกันได้ โดยไม่ถึงขั้นต้องรอไปพบจิตแพทย์ หลายคนก็ยังหวาดกลัวที่ต้องเข้าโรงพยาบาล ติดขัดเรื่องค่าใช้จ่าย ก็เป็นแนวทางที่ทางคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์พยายามขับเคลื่อนด้วยเหมือนกัน
ส่วนในระยะยาว ทั้งโรงเรียนแพทย์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขก็พยายามจะปรับวิธีคิดเรื่องการตายดีให้มากขึ้น และมองเห็นว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตคน ในระบบการศึกษาเองก็ต้องสร้างความเข้าอกเข้าใจเรื่องนี้ด้วย อย่างเรื่องการถูกเรื่องปฏิบัติในโรงพยาบาล หรือการที่คนในบ้านไม่เข้าใจ ก็เริ่มจากการที่ไม่ได้มองความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน
ทั้งนี้จากศึกษาที่เรียกว่า การศึกษาเชิงวิพากษ์ (Critical Education) ซึ่งในไทยยังไม่ค่อยได้นำมาใช้มากนัก แต่ในต่างประเทศมีการนำมาใช้แล้วพบว่าผู้เรียน เมื่อได้อยู่ภายใต้การศึกษาเชิงวิพากษ์ หรือการชวนให้ตั้งคำถาม ซึ่งจะทำให้นำไปสู่คำตอบได้ อย่างเช่น ทำไม ? ถึงรู้สึกไม่สบายใจเมื่อมีผู้ชายข้ามเพศมาใช้ห้องน้ำเดียวกันกับเรา ทั้งที่มีเพศกำเนิดเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ซึ่งอาจจะเจอคำตอบเป็นเรื่องของกฎหมาย หรือเรื่องของความปลอดภัยในการใช้ห้องน้ำ
หลักการนี้คือการตั้งคำถามต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อเราพบคำตอบแล้ว ก็จะมีการตั้งคำถามต่อไปให้ลึกลงไปเรื่อย ๆ ส่วนอีกหลักการ Social and emotional learning คือ การศึกษาเพื่อเข้าใจเพื่อนมนุษย์อย่ารอบด้าน อาศัยการสนับสนุนให้คน อาจจะต้องอาศัยการสนับสนุนให้คนในสังคมมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพทุกคนในฐานะที่เป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน
ประเด็นนี้ อาทิตยา ก็มองว่า “ในช่วงเวลาที่เรายังมีคนเข้าไม่ถึงระบบทางกฎหมาย การสร้างการดูแลแบบชุมชนค่อนข้างสำคัญ”
โดยเฉพาะชุมชนที่เป็นเจ้าของอัตลักษณ์เอง ไม่ว่าจะเป็นคนที่เรียกตัวเองว่า LGBTQ คิดว่าแต่ละคนก็มีประสบการณ์ที่สอดคล้องและเข้าใจกัน
ส่วนตัวได้รวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ตั้งกลุ่มที่ชื่อ Feminist healing justice ตอนนี้ยังมีคนจำนวนไม่มาก แต่ใช้ฟังก์ชั่นหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากเวลาเราคุยกับเพื่อน ก็อาจจะกังวลใจที่จะขอความช่วยเหลือ โดยเฉพาะคนที่อยู่คนเดียว และยิ่งเราอยู่ในสภาวะที่ต้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่กล้าขอ ก็อาจทำให้การตายดีนั้นไม่ดีอย่างที่ควร
ชุมชนนี้จึงทำหน้าที่ช่วยสนับสนุนดูแลและประคับประคองกายใจซึ่งกันและกัน อย่างเช่น มีเยาวชนอาสาช่วยดูแลผู้สุงอายุไปโรงพยาบาล การดูแลติดต่อเรื่องสิทธิ์ การเฝ้าไข้ คิดว่าเรื่องนี้เป็นการรวมความหลากหลายทั้งเรื่องอัตลักษณ์ และเรื่องช่วงวัย ซึ่งเป็นมิติที่ดีมากในการเรียนรู้ การสร้างระบบนิเวศการดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การร้องขอ และอาจนำไปสู่ชุมชนที่ใหญ่ขึ้น
ส่วนเรื่อง Living Will การมี สมุดเบาใจ หรือ พินัยกรรม ของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ?… เมื่อการได้รับการยอมรับอัตลักษณ์ตัวตนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ อย่างเช่นอาจจะต้องระบุตัวตนมีความเป็นตัวเอง ใช้สรรพนามที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศ นั่นอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยแสดงเจตนารมณ์ได้ชัด

การแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้ ยิ่งตอกย้ำชัดเจนว่ายังคงมีช่องว่างเล็ก ๆ เรื่องของความเทียมทางเพศ ที่หากมองข้ามอาจนำไปสู่ปัญหาทางจิตใจของใครหลายคน
การอยู่ดี-ตายดี ในสังคมที่มีความหลากหลายอย่างในปัจจุบัน คงจะต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจมุมมองเหล่านี้ว่าเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศนั้นมีความสำคัญมากจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต…
เพราะถ้าในวันสุดท้ายของชีวิตเจตนารมณ์ของเราถูกมองข้าม เราอาจจะไม่สามารถมีแรงสู้เพื่อสิ่งนี้ได้อีก แต่คงจะดีกว่าถ้าเราเริ่มสร้างความตระหนักให้กับคนรอบข้างตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อการอยู่ดี ตายดี ของทุกเพศในทุกช่วงวัย

