มีคำกล่าวว่า เมืองหาดใหญ่ยังไงก็น้ำท่วมทุกปี คนที่นี่ชินกันหมดแล้ว
แต่มหาอุทกภัยปลายปีที่ผ่านมากลับเกินเลยความเคยชินของผู้คนไปมาก ความสูญเสียมหาศาลนำมาสู่การถอดบทเรียนและวิธีรับมือภัยพิบัติมากมาย ทั้งในเชิงโครงสร้างและการดูแลสภาพจิตใจของเมืองและผู้คน
The Active ชวนกลับมาทำความเข้าใจภัยพิบัติหาดใหญ่อีกครั้งผ่านเสียงของผู้ขับเคลื่อนทั้งด่านหน้าและทับหลังในเมืองหาดใหญ่ พร้อมข้อเสนอถึงการใช้ชุมชนช่วยเหลือกัน บนการใช้พื้นที่ที่สาธารณะด้วยฟังก์ชันที่หลากหลายและทำให้กลายเป็นพื้นที่รับภัยพิบัติ ทั้งหมดจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และต้องทำอย่างไรต่อจากนี้ ?
เมืองหาดใหญ่ หัวใจแห่งภาคใต้
“หากถามคนว่ามาหาดใหญ่ทำไม มักตอบว่ามาประชุม ไม่ก็มาซื้อของ”
คำตอบของ ซากีย์ พิทักษ์คุมพล นักวิชาการ ผู้นำชุมชนมัสยิดควนสันติ และผู้ประสบเหตุมหาอุทกภัยภาคใต้ครั้งล่าสุดกำลังสะท้อนถึงบุคคลิกภาพของเมืองหาดใหญ่ นั่นคือภาพจำของการเป็นศูนย์กลางภาคใต้และเมืองแห่งเศรษฐกิจ
“ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าหาดใหญ่กินบุญเก่าในอดีต”
ในฐานะคนในพื้นที่ ซากีย์ อธิบายย้อนกลับไปในยุคที่การรถไฟเริ่มขยายตัว หาดใหญ่ถูกดีไซน์ให้เติบโตขึ้นในฐานะ ‘ชุมทาง’ และศูนย์กลางทางการค้าที่รุ่งเรืองที่สุดในภาคใต้
การถูกออกแบบให้เป็นเมืองเศรษฐกิจฝังรากลึกในเมืองหาดใหญ่ยาวนานทำให้กายภาพของเมืองในปัจจุบันมีลักษณะที่ค่อนข้าง แข็งตัว และปรับเปลี่ยนได้ยาก
“เราเจอน้ำท่วมหลายครั้ง แต่ต้นทุนการย้ายเมืองสูงกว่า การปักหลักและเดินต่อไปข้างหน้า”

นักวิชาการ ผู้นำชุมชนมัสยิดควนสันติ
ซากีย์ เล่าว่า คนหาดใหญ่คุ้นเคยกับน้ำท่วม แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ต่างออกไป จากที่เคยคิดว่าโครงสร้างพื้นฐานจากรัฐที่มีอยู่เดิม เช่น คลองระบายน้ำที่ 1 (คลองร.1) หรือคลองอู่ตะเภา จะช่วยป้องกันได้เพียงพอเหมือนที่ผ่านมา แต่ในครั้งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น น้ำจากคลองร.1 ล้นทะลัก น้ำท่วมสูงถึงหลังคา และตามมาด้วยความสูญเสีย
วิกฤตครั้งนี้จึงทำให้ชาวเมืองกลับมาทบทวนเรื่องการจัดการเมืองใหม่
ผู้นำชุมชนมัสยิดควนสันติ มองว่า ปัญหาของหาดใหญ่คือการโครงสร้างทางกฎหมาย หากมอง หาดใหญ่ ในมิติของความเป็นเมือง อาจมองเป็นภาพรวมเดียวกัน แต่ในทางนิตินัยและโครงสร้างกฎหมาย หาดใหญ่ถูกแบ่งแยกการปกครองออกเป็น 4 เทศบาล ที่ต่างคนต่างรับผิดชอบ และทำงานแบบแยกส่วน
“ที่กทม. ผู้ว่าฯ จะดูแลจัดการได้หมดทุกเขตใช่ไหม แต่หาดใหญ่ไม่เป็นเช่นนั้น โครงสร้างทางกฎหมายไม่เอื้อให้ท้องถิ่นทำงานกันแบบ cluster ต่างฝ่ายต่างคิดแต่เฉพาะในพื้นที่ตัวเอง ทั้งที่ทุกเทศบาลควรไปด้วยกัน”
เขามองว่านี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่ทำให้ผู้คนต่างต้องลุกขึ้นมาช่วยเหลือตนเอง
ที่นี่ยังคงมีผู้คนที่แอคทีฟ มีเจตจำนง และความฝันร่วมกัน สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นพลังสำคัญในการพลิกเมือง
หนึ่งในนั้นคือ สุทธหทัย นิยมวาส กลุ่ม HatYai Connext คนรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตในเมืองหาดใหญ่ เธอเสริมว่าเมืองหาดใหญ่ผูกพันกับการค้าขายมาหลายเจนเนอเรชัน จนกระทั่งน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ทำให้หลายธุรกิจปิดลงและอาจไม่กลับมาอีกเลย
เหตุการณ์นี้ทำให้ สุทธหทัย เริ่มตังคำถามถึงความเชื่อมั่นของชาวหาดใหญ่ที่อาจมีไม่มากพอให้กลับมาลงทุนและใช้ชีวิตอีกต่อไป เป็นที่แน่นอนว่าเหตุการณ์น้ำท่วมนี้จะเกิดอีกแน่ในอนาคต จะทำอย่างไรให้เมืองรับมือได้ดีขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น
“ในเชิงโครงสร้างเราทำอะไรไม่ได้มาก แต่เรามีเพจสำหรับสื่อสาร ให้ข้อมูลและภาพลักษณ์ของเมือง และการให้กำลังใจ และพบว่าเรื่องแรงใจสำคัญมาก”

HatYai Connext
ในช่วงมหาอุทกภัย HatYai Connext มีแคมเปญน่ารัก ๆ อย่าง “กอด” และการยิงไฟเป็นรูปหัวใจบนตึกของโรงแรมลีการ์เดน กิจกรรมเล็ก ๆ ที่ช่วยฮีลใจให้อาสาสมัครและผู้ประสบภัยทั่วเมือง
“หมอ-พยาบาลที่ทำงานต่อเนื่องในช่วงนั้นบอกว่าตอนเห็นรูปหัวใจบนตึกก็น้ำตาซึม ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้สู่อยู่คนเดียว แล้วมันทำให้เขาทำหน้าที่ตรงหน้าต่อไปได้”
มหาอุทกภัยครั้งนี้ทำให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาทางกายภาพของเมือง รวมปัญหาสุขภาพใจของผู้คนด้วยด้าน อ.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เสริมว่าการบริหารจัดการทรัพยากรยามภัยพิบัติ กระบวนทัศน์ของผู้บริหารสำคัญมาก โดยเฉพาะหลังเกิดภัยพิบัติที่ต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก หัวใจสำคัญของเมืองหาดใหญ่

ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
“กองขยะ กับสร้างปรักหักพังที่เหลือไว้มีแต่สร้างความหดหู่ เหล่านี้เป็นสิ่งแรก ๆ ที่ต้องรีบจัดการเพื่อฟื้นในใจคนในเมือง เรื่องต่อมาคือเศรษศฐกิจฐานราก ตลาดจึงต้องเป็นที่แรก ๆ ที่ต้องเร่งฟื้นฟู และทำไปพร้อมกันโดยไม่ต้องรอรัฐบาล”
จากภาพสะท้อนของชาวหาดใหญ่ข้างต้น ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้ง กลุ่ม we!park มองว่าถัดจากนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดและการจัดการเมืองเสียใหม่ และไม่เป็นเพียงโจทย์ของเมืองหาดใหญ่เท่านั้น แต่คือประเทศไทยทั้งประเทศ

ผู้ร่วมก่อตั้ง กลุ่ม we!park
“ผู้คนที่นี่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน หากยังจัดการแบบเดิม สื่อสารแบบเดิม การดูแลเมืองก็ล้มเหลวเหมือนเดิม จำเป็นต้องเขย่าวิธีคิดใหม่ เปลี่ยนการบริหาร จัดการทรัพยากร แม้ไม่ง่าย แต่ถึงเวลาแล้วที่ต้องทำ เพื่อให้หาดใหญ่เป็นเมืองที่ยืดหยุ่น แข็งแรง”
เมื่อภัยธรรมชาติโตเร็วกว่าเมือง และเมืองที่กฎหมายที่หมดอายุ
ผศ.พนิต ภู่จินดา ผู้อำนวยการศูนย์สร้างเสริมสุขภาวะเมือง (HSF) และนักวิชาการสาขาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าย้อนไปถึงต้นตอและสาเหตุของการเปลี่ยนผ่านจนทำให้เกิดภัยพิบัติ ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ เมืองโตเร็วธรรมชาติ
“แต่ก่อนเราจะได้ยินว่าถ้าปลูกบ้านไทยแล้วจะเย็น มีคนนิยมปลูกบ้านไทยกันมาก แต่จริง ๆ ตัวบ้านไม่ได้เย็น มันแค่ระบายความชื้นได้ดี เพราะความเย็นมาจากพื้นที่โดยรอบที่มีต้นไม้ มีน้ำ มีดิน ที่มีพื้นที่มากกว่า 2 ไร่ขึ้นไป แต่วันนี้หาไมได้อีกแล้ว”
ผศ.พนิต เล่าถึงเทรนด์ของการปลูกที่อยู่อาศัยที่ต้องเปลี่ยนไปตามบริบทพื้นที่ ที่แน่นอนว่ามีผลโดยตรงกับน้ำท่วม
หากย้อนถัดไปอีกสักหน่อย สังคมเรายังมีที่ทางพอจะปลูกบ้านเดี่ยว ทำให้มีพื้นที่น้ำซึมได้ แต่ตอนนี้รูปแบบเปลี่ยนไปแล้วเพราะเมืองพัฒนาไปเรื่อย ๆ หรือเมื่อก่อนคนที่บ้านอยู่ริมคลองจะรู้กันเลยว่าน้ำจะมาช่วงไหน เขาจะยกพื้นสูง ต่อให้น้ำท่วมก็ยังอยู่ได้ แต่วันนี้ไม่เป็นเช่นนั้น
“เมื่อก่อน เมืองโตเร็วกว่าภัยธรรมชาติ เราเลยเจอภัยพิบัติห่างกัน แต่ตอนนี้โลกกลับทิศ จึงทำให้บางเมืองเจอภัยพิบัติ 3 ปีติดกัน เช่น หาดใหญ่”

ผู้อำนวยการศูนย์สร้างเสริมสุขภาวะเมือง (HSF)
นักวิชาการสาขาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยทั่วไปน้ำท่วมแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ น้ำท่วมฉับพลันและน้ำท่วมตามฤดูกาล
น้ำท่วมฉับพลัน หรือที่เรียกว่าน้ำป่าไหลหลาก (Flash flood) น้ำลักษณะนี้จะมาจากภูเขา เก็บกักไม่ได้ต้องระบายทิ้งให้รวดเร็ว ในขณะที่ น้ำท่วมตามฤดูกาล (Seasonal flood) จะมาจากแหล่งน้ำหลักอย่าง ปิง วัง ยม น่าน เมื่อมาแล้วจะหาทางออกสู่อ่าวไทย น้ำลักษณะนี้ต้องเก็บไว้ใช้เติมแหล่งน้ำ
“หาดใหญ่มีภูเขารายล้อม จึงทำให้เกิด Flash flood รอบตัว ไม่มีพื้นที่ให้เกิด Seasonal flood จึงจำเป็นมากที่ต้องมีคลอง ร.1 ไว้รองรับน้ำ”
ผศ.พนิต อธิบายต่อไปว่า หากพูดเรื่องการจัดการน้ำระดับภูมิภาค ขอให้เข้าใจก่อนว่าหาดใหญ่เกี่ยวข้องกับน้ำมี 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. น้ำนอกพื้นที่ (เป็นน้ำที่เกิดขึ้นรอบเขา เช่น สันการาคิรี เทือกเขาบรรทัด) น้ำเหล่านี้จะไหลผ่านเมืองเท่านั้น 2. น้ำฝนที่ตกในเมือง และ 3. น้ำหนุน (จากทะเลสาบสงขลา)
การจัดการโดยพื้นฐานคือการแยกน้ำข้างนอกออกก่อน อย่าให้เข้ามาที่พื้นที่ที่เรากำหนดไว้ว่าไม่ให้น้ำท่วม จึงเป็นเหตุที่ทำให้ต้องมีคลอง ร.1
“เมื่อน้ำมีที่มา ก็ต้องมีที่ไป หมายความว่าน้ำที่เหลือจะหายไปเองไม่ได้ ต้องมีที่ให้มันไป และมีการกำหนดไว้แล้วว่าตรงไหนท่วมได้ และตรงไหนต้องไม่ท่วม”
ผู้อำนวยการศูนย์สร้างเสริมสุขภาวะเมือง ยกตัวอย่างไปถึงผังเมืองของอยุธยา ที่วางคลองล้อมรอบเพื่อไม่ให้เกาะในเมืองน้ำท่วมโดยทุ่งรอบเมืองจะทำหน้าที่รับน้ำแทน
แต่วันนี้ อยุธยาน้ำท่วมเกาะในเมืองทุกปี เนื่องจากที่ที่เคยวางไว้ให้เป็นที่น้ำไปกลายเป็นนิคมอุตสาหกรรม บ้านจัดสรร ฯลฯ เมื่อน้ำไม่มี่ที่ไปก็เข้าท่วมเมือง และวันนี้ อยุธยาน้ำท่วมจึงกลายเป็นเรื่องปกติ
“มีการคาดการณ์ว่าอีกสิบปีข้างหน้าจะเกิดผู้อพยพจากภัยธรรมชาติ (Climate migrant) กว่า 13 ล้านคน”

ปัญหาภัยธรรมชาติไม่ได้เกิดขึ้นแค่บ้านเรา แต่เป็นปัญหาระดับโลกที่คาดว่าจะมีผู้คนอพยพย้ายบ้านหนีตายจากพื้นที่ความเสี่ยงสูง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างพื้นที่ให้เมืองมีความยืดหยุ่นรับภัยพิบัติสำหรับคนที่ยังต้องมีชีวิตอยู่
ผศ.พนิต ยกตัวอย่างถึงการสร้างพื้นที่รับภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่นที่ทำอย่างเป็นระบบ และใช้พื้นที่อย่างสมมูลค่าเกิดประโยชน์
“จะสร้างพื้นที่มูลค่าสูงให้เป็นพื้นที่รับภัยพิบัติอย่างเดียวไม่ได้ ต้องจัดสรรให้สมกับคุณค่าทางเศรษฐกิจของมัน แต่เมื่อภัยพิบัติมาก็ต้องพร้อมปรับตัว ยืดหยุ่น”
หากถามว่าแล้วพื้นที่นั้นจะยืดหยุ่นได้อย่างไร เขาระบุชัดว่าต้องมาจากกฎหมายและแรงจูงใจ เช่น พื้นที่ต่ำสุดของเมืองต้องเจอน้ำท่วมแน่นอนจึงควรทำให้เป็นพื้นที่รับน้ำ แต่สำหรับเจ้าของพื้นที่อาจไม่ดี หากมีกฎหมายที่สามารถสร้างแรงจูงใจหรือผลตอบแทนได้จึงอาจเป็นเรื่องที่ควรพิจารณา
อย่างไรก็ตาม หากพูดเรื่องทางกฎหมาย เมืองหาดใหญ่มีช่องโหว่ขนาดใหญ่อีกประการ คือ ผังเมืองที่หมดอายุ
“ผังเมืองหาดใหญ่หมดอายุตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ทำให้ไม่มีการควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือพื้ันที่โล่งว่าง สุดท้ายจึงเกิดเป็นสิ่งปลูกสร้างหรืออาคารในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมบนพื้นที่ที่ควรเป็นพื้ันที่ทางผ่านของน้ำ”
ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา หาดใหญ่ไม่มีกฎหมายเฉพาะที่คอยควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือพื้นที่โล่งว่างเลย สิ่งที่มีอยู่มีเพียง “กฎหมายควบคุมอาคาร” ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางขั้นต่ำที่ใช้เหมือนกันทั้งประเทศ ในขณะที่หาดใหญ่เป็นเมืองเสี่ยงภัยพิบัติสูง การใช้มาตรฐานกลางจึงอาจไม่เหมาะสม
“การที่ต้องป้องกันไม่ให้เมืองรับผลกระทบจากภัยพิบัติ ไม่ใช่เพราะมีสิทธิมากกว่าบริเวณอื่น แต่เพราะเมืองยังต้องทำหน้าที่ให้บริการพื้นที่โดยรอบ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมืองจึงต้องมีฟังก์ชันครบตลอดปี ทั้งรพ. ธนาคาร หรือตลาด”
อาคารอพยพแนวตั้ง (Verticle shelter) ข้อเสนอที่เข้าใจคน เข้าใจพื้นที่
“เมื่อไหร่ที่พูดว่าภัยพิบัติ แปลว่าขีดความสามารถเดิมไม่สามารถรับมือไหว หากในเวลาปกติระบบพื้นฐานด้นไหนไม่ดี เมื่อภัยพิบัติมาตีพื้นที่ มันจะเปิดพรมว่าคุณอ่อนแอเรื่องอะไร แล้วอะไรที่ที่อ่อนแอที่สุดจะพังลงมาก่อน”
อรุณสวัสดิ์ ภูริทัตพงศ์ นักจัดการภัยพิบัติ และสมาชิก war room ภาคประชาชน มองว่าภัยพิบัติคือสิ่งที่ทำให้เผยจุดเปราะบางที่สุดของเมืองออกมา นอกจากเรื่องการอพยพและขยะมหาศาล สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็ความแข็งตัวของส่วนราชการที่ยืดหยุ่นยาก จนนำมาซึ่งการเคลื่อนไหวของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะจาก war room ภาคประชาชน
“หลังสีนามิ ทั่วโลกตื่นตัว แทบทุกประเทศทุ่มงบฯ กับโครงสร้างแบบ Hard structure เช่น กำแพงกันคลื่น สะพาน เขื่อน เพราะเราคิดว่าโครงสร้างที่แข็งแกร่งเท่านั้นจะช่วยกันภัยได้”

นักจัดการภัยพิบัติ และสมาชิก war room ภาคประชาชน
“แต่หลังจากนั้นเกิดบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งในปี 2011 สึนามิแล้วนำไปสู่โรงไฟฟ้าระเบิด สารกัมมันตรังสีแผ่ไปทั่วภูมิภาค และกำแพงก็กันคลื่นไม่ได้ทั้งที่ผ่านการคำนวนมาอย่างดีแล้ว”
นักจัดการภัยพิบัติ อธิบายว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เห็นว่าภัยพิบัติหนึ่งนำไปสู่อีกภัยพิบัติหนึ่งได้ โครงสร้างหลักจึงอาจไม่ใช่คำตอบเดียวในการช่วยชีวิตคน จึงเกิดเป็นข้อเสนอที่สร้างสรรค์และเห็นอกเห็นใจคนเมือง
“น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาทำให้เราเห็นว่าคนไม่อยากอพยพออกจากบ้าน การมาศูนย์อพยพใกล้บ้านอาจทำให้คนยอมออกจากบ้านมากขึ้น เราจึงเสนอให้เมืองหาดใหญ่ทุกเขตต้องมีอาคารสำหรับอพยพแนวตั้ง”
Verticle Shelter หรือ อาคารอพยพแนวตั้ง คือการใช้อาการหรือพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว เช่น โรงเรียน โรงแรม หรือจุดไหนก็ตามที่เป็นอาคารสูงและสามารถรองรับคนได้ โดยให้ทางเทศบาลคุยกับเอกชนหรือโรงเรียนเหล่านั้น มีแผนส่งตัวแทนสาธารณสุขสแตนบาย ทำข้อตกลง (MOU) กันไว้ล่วงหน้าหากเกิดภัยพิบัติและต้องอพยพ ผ่านการอุดหนุนเงินจากเทศบาล
อย่างไรก็ตาม การทำ Verticle shelter ต้องควบคู่กับความรู้และประสบการณ์ด้านภัยพิบัติ อรุณสวัสดิ์ ยกตัวอย่างถึง สึนามิ ที่มีผู้เสียชีวิตมากเนื่องจากคนไทยยังไม่รู้จักมันดีพอ สำหรับประเทศไทยเอง เธอมองว่าไม่เพียงต้องการนักจัดการภัยพิบัติหริือผู้มีประสบการณ์ในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังต้องการนักรัฐศาตร์ หรือนักจัดการวางแผนที่เข้าใจหลักการและกลไกของภัยพิบัติด้วยในขณะที่ภาครัฐอาจไม่มีบุคคลากรลักษณะนี้มากนัก

ด้าน ซากีย์ เสนอว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะจัดสรรให้ชุมชนช่วยเหลือกันเองด้วย เช่น Verticle Shelter อาจเป็นบ้านเรือนผู้คนที่มีความสูงมากกว่าสองชั้น มีการจัดการลงทะเบียนไว้ล่วงหน้าว่าสามารถรับคนได้เท่าไหร่ผ่านการดูแลของเทศบาล โดยจูงใจผ่าน Incentive บางอย่าง เช่น การลดหย่อนภาษี
สอดคล้องกับ ยศพล ที่มองว่าข้อเสนอนี้เป็นการสร้าง Ecosystem ที่ดีมาก เพราะที่ผ่านมาความช่วยเหลือของชุมชนมักเกิดจากความสัมพันธ์ส่วนตัว หากมีระบบที่ดูแลโดยรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ทุกคนจะเข้าถึงการดูแลและได้ประโยชน์ร่วมกัน
ก้าวต่อไปของหาดใหญ่ เพื่อยืดหยุ่นรับภัยพิบัติ
ความสูญเสียมากมายที่หาดใหญ่เกิดเป็นบทเรียนและความร่วมมือสำคัญที่เมืองหาดใหญ่ได้เรียนรู้ เพื่อทำให้เมืองก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงและดีกว่าที่เคย
ผศ.พนิต มองว่า เรื่อง การจัดการพื้นที่สุขภาวะ เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขความเข้าใจอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ 1. พื้นที่รับภัยพิบัติไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่รัฐ แต่เป็นของใครก็ได้ 2. ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่สีเขียว และ 3.ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่ใช้งานด้านภัยพิบัติตลอดเวลา (ในช่วงเวลาปกติสามารถมีฟังก์ชันของพื้นที่นั้นได้อย่างเต็มที่ และหากเกิดเหตุต้องปรับพื้นที่ให้รองรับภัยพิบัติได้ด้วย)
“พื้นที่สุขภาวะไม่ใช่การหาพื้นที่ใหม่ แต่เป็นการหาพื้นที่ที่มี เราคิดว่าต้องเป็นพื้นที่ของรัฐเท่านั้นใช่ไหม แต่จริง ๆ แล้วเป็นพื้นที่ใครก็ได้ แต่ต้องสร้างแรงจูงใจผ่านกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง”
เราทราบดีว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติ โครงสร้างหลักพื้นฐาน (น้ำ ไฟ) ต้องกลับมาให้เร็วที่สุด แต่เราหลงลืมไปว่าพื้นที่สาธารณะก็เป็นโครงสร้างหลักด้วย
“พื้นที่สาธารณะต้องเป็นโครงสร้างหลักพื้นฐานทั้งในยามปกติและภัยพิบัติ แต่ปัญหาคือเรามองข้ามมันไป เช่นเหตุแผ่นดินไหว นอกจากน้ำ-ไฟ สิ่งที่ต้องเร่งกลับมาให้เร็วที่สุด อีกพื้นที่หนึ่งคือสถานีรถไฟฟ้า เพราะต้องทำให้คนกลับบ้านให้เร็วที่สุด และเป็น Shelter ที่มีห้องน้ำและดูแลผู้คนยามมีภัยพิบัติ”

มหาอุทกภัยหาดใหญ่ได้เปิดแผลให้เห็นความเปราะบางเชิงโครงสร้างจากการขาดกฎหมายผังเมืองเฉพาะมานานกว่า 14 ปี สิ่งปลูกสร้างเติบโตบดบังทางน้ำหลากจนขีดความสามารถเดิมเกินจะรับมือไหว
ถัดจากนี้ การทำให้เมืองยืดหยุ่น ปรับตัวได้ จึงอาจเป็นทางออกที่ทำให้หาดใหญ่ยังคงดูแลชาวเมืองและรักษาเศรษฐกิจฐานรากให้ดำเนินต่อไปได้
ข้อเสนอเชิงรุกจากภาคประชาชนและนักวิชาการอย่างการสร้างระบบนิเวศรับมือภัยพิบัติผ่านโมเดลอาคารอพยพแนวตั้ง (Vertical Shelter) หรือการเปลี่ยนมุมมองต่อการใช้พื้นที่สาธารณะของเมืองให้ถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและมีฟังก์ชันที่พร้อมรับเมื่อภัยพิบัติมาถึงจึงเป็นเหมือนการเขย่าวิธีคิดใหม่ เพื่อให้หาดใหญ่พร้อมรับมือกับวิกฤตที่อาจกำลังมาถึงในอีกไม่ช้า
*เนื้อหาทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่งจากวงเสวนาเชิงสร้างแรงบรรดาลใจ Inspirational Talk “เมืองยืดหยุ่นกับภัยพิบัติ” เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ณ โรงแรม ลีการ์เดนส์พลาซ่า หาดใหญ่ จ.สงขลา

