เป็นไปได้ไหมที่กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองในป่าแบบสิงคโปร์? หรือจะเป็นอย่างไรถ้าตึกสูงในบ้านเรามี “Green Rooftop” แบบรอตเตอร์ดัม?
เพราะกรุงเทพฯ มาไกล และยังไปได้อีก ชวนมาละสายตาจากบ้านเรา ไปมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จากนักพัฒนาเมืองทั่วโลก ที่ก็อยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองในฝันและเมืองสำหรับทุกคน
ถอดบทเรียนจากวงเสวนา GLOBAL VISION: มองบทเรียนโลก เปิดจินตนาการใหม่ของกรุงเทพฯ หนึ่งในกิจกรรมภายในงาน Bangkok Active Election 2026 เทศกาลเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร 2569 เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2569 ณ สวนลุมพินี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ประสานความร่วมมือกันระหว่าง The Active, We!Park, และภาคีเครือข่าย

บทเรียนการจัดการน้ำจากรอตเตอร์ดัม
เมืองรอตเตอร์ดัม ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ถือเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ในขณะเดียวก็เผชิญความเสี่ยงจาก “น้ำ” ในหลายทาง
ลิเลียน เกียร์ริ่ง ผู้ประสานงานโครงการ Partners For Water หน่วยงานส่งเสริมวิสาหกิจแห่งเนเธอร์แลนด์ (RVO) เล่าว่า น้ำเป็นหนึ่งในความท้าทายที่รอตเตอร์ดัมเผชิญ ยิ่งในช่วงเวลาที่มีปริมาณน้ำฝนมาก ขณะเดียวกันรอตเตอร์ดัมก็เป็นที่ที่รองรับน้ำจากแม่น้ำสายใหญ่ในเยอรมนี ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ แถมยังมีปัญหาน้ำบาดาลที่สูงมากขึ้น ส่งผลให้บ้านเรือนเก่าแก่ในบริเวณนั้นต่างก็ได้รับผลกระทบ
ภาวะโลกร้อนกลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมควบคุมได้ยากกว่าเดิม
ลิเลียนเล่าว่า รอตเตอร์ดัมอาจจะเสี่ยง “จมน้ำ” ถ้าหากไม่มีมาตรการการจัดการน้ำที่ดีมากพอ ในมุมมองของเธอ การจัดการน้ำที่ดีไม่ใช่ทำให้น้ำหายไป แต่คือการใช้ชีวิตให้อยู่กับน้ำได้ต่างหาก เพราะในแง่หนึ่ง รอตเตอร์ดัมเองก็สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำได้อีกด้วย
“เราก็เริ่มใช้ชีวิตและคำนึงไปกับสายน้ำ เรามองว่าน้ำไม่ใช่ความท้าทาย แต่เป็นโอกาสที่จะทำให้เมืองของเราดีขึ้น”

ก่อนจะแก้ปัญหาได้ ลิเลียนมองว่าก็ควรเริ่มต้นจากการรู้จักเมืองของตัวเองให้ดีเสียก่อน องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเริ่มต้นโดยการสำรวจอาคารบ้านเรือน รวมไปถึงสถานที่ต่าง ๆ ในเมือง เพื่อให้ทราบว่าบริเวณไหนมีการทรุดตัวและเสี่ยงภัยบ้าง แม้กระทั่งพืชพรรณต่าง ๆ ก็ได้รับการสำรวจว่ามีความเปราะบางแค่ไหนกับพื้นที่
สำหรับลิเลียน ความท้าทายนี้เป็นโอกาสที่จะทำให้เมืองดูดีขึ้นได้ พื้นที่มีสีเขียวน้อยก็จะสามารถเพิ่มขึ้นได้จากการพัฒนาเมืองเช่นกัน
ที่รอตเตอร์ดัมคลองโบราณที่ขุดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1870 ที่ผ่านมามีการขยายคลองให้กว้างขึ้น และปรับปรุงให้ดูดีขึ้นผ่านการเอางานศิลปะ รูปปั้น ไปจัดวางเพื่อให้เป็นพื้นที่ชมผลงานศิลปะสาธารณะ ขณะเดียวก็ออกแบบมารองรับในวันที่ฝนตกหนัก เมื่อปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นผลงานเหล่านั้นจะยังสามารถมองเห็นได้อยู่ ที่สำคัญงานศิลปะเหล่านี้สามารถกักเก็บน้ำและป้องกันน้ำเสียล้นลงสู่แหล่งน้ำผิวดินได้
นอกจากนี้ยังมี “โครงการหลังคาสีเขียว (Green Roofs)” อีกหนึ่งในโครงการที่มีส่วนเข้ามาเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน พื้นที่บนดาดฟ้าของอาคารถูกนำมาปรับปรุงให้กลายเป็นสวน เพื่อสนับสนุนให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการปลูกพืชนานาชนิด ที่สำคัญยังชวนลดความร้อนได้อีกด้วย
เนื่องจากรอตเตอร์ดัมเคยถูกยิงระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้อาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ การปรับเปลี่ยนชั้นดาดฟ้าให้พื้นที่สีเขียวจึงทำได้ไม่ยาก ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ให้งบประมาณสนับสนุนอาคารที่ปรับดาดฟ้าเป็นพื้นที่สีเขียว ตารางเมตรละ 25 ยูโร เป็นเหตุให้สถานที่หลายแห่งในรอตเตอร์ดัมหันมาปรับเปลี่ยนพื้นที่ดาดฟ้าของตัวเอง
อีกหนึ่งการพัฒนาเมืองที่น่าสนใจจากรอตเตอร์ดัม คือ “Room Along the River” โครงการขยายแม่น้ำเพื่อนำมาใช้เป็นพื้นที่ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีทั้งที่พักอาศัยและโรงแรม นำมาใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
“เราต้องปรับตัว เราต้องอยู่กับน้ำ และไม่พยายามออกแบบให้น้ำหายไป เพราะไม่ว่าอย่างไรน้ำจะชนะเสมอ นี่จึงเป็นที่มาของโปรเจ็กต์ที่มีชื่อเสียงที่เรียกว่า ‘Room along the River’ แทนที่จะทำให้แม่น้ำแคบลงไปอีก เราอาศัยประโยชน์จากพื้นที่ข้างแม่น้ำ เปิดรับการแลกเปลี่ยนกับสาธารณะ ทั้งกับเกษตรกร กับอุตสาหกรรมที่ทุกคนเกี่ยวข้อง”
รถติดในกรุงเทพ (ไม่ใช่) เรื่องปกติ
เราเผื่อเวลาการเดินทางในกรุงเทพฯ กันเท่าไหร่? บางคนอาจจะใช้เพียงแต่ 15 นาทีในตัวเมืองรอบนอก แต่เชื่อว่ามีหลายคนที่ต้องเผื่อไว้อย่างต่ำ 1 ชั่วโมง เนื่องจากเอาแน่เอานอนกับการจราจรในเมืองนี้ไม่ได้
หรือโจทย์นี้จะสามารถแก้ได้ด้วย “ขนส่งสาธารณะ”
อิสรีย์ จิตรปฏิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านการคมนาคมในเมือง ประจำโครงการการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) ชี้ว่า แม้แต่ขนส่งสาธารณะเองก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่ เพราะเส้นทางที่ไม่ได้เชื่อมคนกับเมืองเข้าด้วยกันอย่างลื่นไหล

“สิ่งที่จะพูดถึงในวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการสัญจรเท่านั้น แต่รวมถึงวิธีการออกแบบเมืองให้เน้นคนเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมให้คนเปลี่ยนจากการใช้รถส่วนตัวมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้นด้วย”
“Transit oriented development (TOD)” แผนพัฒนาขนส่งสาธารณะให้เชื่อมโยงถึงกันและเข้าถึงได้โดยทุกคน นอกจากนี้ยังพยายามส่งเสริมพื้นที่รอบข้างขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้า ให้ถูกใช้สอยอย่างมีประโยชน์ ลดความแออัดใจกลางเมือง และทำให้เมืองยั่งยืนได้อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อสนับสนุนให้คนออกมาใช้ชีวิตในเมืองผ่านขนส่งสาธารณะมากขึ้น
“มีการวางแผนทำให้พื้นที่กระชับและบูรณาการเข้ากับระบบการวางผังเมือง เราส่งเสริมการใช้ประโยชน์แบบผสมผสานรอบ ๆ พื้นที่ปัจจุบัน และในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการใช้ขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น เน้นให้มีความยั่งยืนและเป็นมิตร ไม่เพียงแต่กับคนเดินเท้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนที่ปั่นจักรยานด้วย ในขณะเดียวกันก็ลดความแออัดในใจกลางเมือง”
สิ่งที่ TOD ทำคือการพยายามเชื่อมโยงทุกเส้นทางในเมืองเข้าด้วยกัน อย่างจุดตัดรถไฟฟ้า MRT และ BTS ที่มีการพยายามทำให้เดินสะดวกมากขึ้น ขณะเดียวกัน อิสรีย์ ก็มองว่า การเชื่อมเส้นทางที่สะดวก จะช่วยเปิดโอกาสให้คนได้สำรวจย่านเล็ก ๆ ในเมืองมากขึ้น ถือเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวได้อีก
มีการวางโครงแผนงานนำร่องในคร่าว ๆ ตามเส้นทางดังนี้
- พระราม 9-ศูนย์วัฒนธรรม
- แยกลำสาลี-หัวหมาก-บางกะปิ
- หลักสี่-วัดพระศรีมหาธาตุ
“ทุกวันนี้เราติดอยู่ในการจราจรจนเป็นเรื่องปกติ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ควรเป็นอย่างนั้น ดังนั้นเราจึงพยายามที่ปรับเปลี่ยนให้คนขยับจากการใช้รถไปสู่ขนส่งสาธารณะมากขึ้น และในขณะเดียวกันเราก็ออกแบบพื้นที่ขนส่งสาธารณะให้น่าอยู่มากขึ้น ผู้คนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่รอบ ๆ ได้ ท้ายที่สุดมันจะทำให้ชีวิตคนดีขึ้น”
สิงคโปร์ เมืองที่ธรรมชาติถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์
ไม่น่าเชื่อว่าประเทศขนาดเล็กอย่างสิงคโปร์ สามารถสร้างพื้นที่สีเขียวได้มากถึง 40% ของพื้นที่ทั้งหมด ปัจจุบันสิงคโปร์สร้างพื้นที่สีเขียวไปแล้วมากกว่า 48,750 ไร่ ผ่านการสวนสาธารณะ สวนย่อม และพยายามผสมผสานธรรมชาติเข้ากับความเป็นเมืองไปในทุกมิติ จนที่นี่ได้รับขนานนามว่าเป็น “เมืองท่ามกลางธรรมชาติ (City in Nature)” และเป็นหนึ่งในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลก
เจีย ซิน ชุม ผู้อำนวยการด้านภูมิทัศน์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำเฮนนิง ลาร์เซน (Henning Larsen) เล่าว่า ที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงเรื่องเมือง เรามักจะถกเถียงว่าจะทำอย่างไรให้เมืองถูกใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แต่เราไม่เคยมองว่าเราจะทำอย่างไรให้เมืองเป็นเมืองที่ “น่าหลงรัก”
เมืองที่มีชีวิตชีวาจะพาให้คนออกมาใช้ชีวิตกันข้างนอก ทำให้คนรู้สึกสบายกายและสบายใจไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ตาม ที่สำคัญเมืองที่ออกแบบมาเพื่อผู้อยู่อาศัย จะทำให้คนที่อยู่รู้สึกมีสุขภาวะที่ดีขึ้นอีกด้วย

“ในปี 2025 องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ภาวะการขาดการเชื่อมต่อกับสังคม กำลังเป็นปัญหาสุขภาวะที่เกิดขึ้นทั่วโลก ถ้าคุณคิดว่าวัคซีนที่แก้ปัญหานี้ได้คือการมีสวนสาธารณะ ขอบอกว่าคุณเดาถูก”
ถึงแม้จะบอกว่าเมืองที่ดีจะช่วยฟื้นพลังให้ผู้อยู่อาศัยได้ แต่สิ่งที่ทั้งสิงคโปร์และไทยเจอเหมือนกัน คือการที่สวนมักจะถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับท้าย ๆ ในการสร้างเมือง แตกต่างกับตึกสูง ห้างใหญ่ หรือถนน (เจียซินชุมเรียกรวม ๆ ทุกอย่างนี้ว่า “Grey Area”) ที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วภายในพริบตา
“ฉันคิดว่าสิ่งที่เปราะบางที่สุดในเมืองก็คือมนุษย์ นี่คือเหตุผลที่เราต้องทำให้เมืองใช้งานได้จริงและน่าอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องหันมามองเมืองเพื่อให้เห็นคุณค่าของมันด้วย ซึ่งมันมากกว่าการมองแค่ถนน รางรถไฟ หรือระบบจัดการน้ำเพียงอย่างเดียว”
เพราะเมืองต้องมีไว้ให้มนุษย์ทุกคนอยู่ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม เจียซินชุมเล่าว่าเธอและทีมวิจัยเคยทำการสำรวจความเป็นอยู่ของเด็กสาวโดยเฉพาะ เนื่องจากกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในบรรดาทั้งหมด กลุ่มเด็กสาวเลี่ยงที่จะออกมาใช้ชีวิตในเมืองหรือออกมาเดินเล่นในพื้นที่สาธารณะ เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยมากที่สุด
เจียซินชุมชี้ว่า ถ้าเราออกแบบเมืองที่คนเปราะบางที่สุดสามารถอยู่ได้ แสดงว่าเมืองที่ครอบคลุมประชากรทุกคนแล้ว
“Kampung Admiralty” ถูกหยิบยกมาเป็นตัวอย่างให้เราเห็นภาพกันมากขึ้น ที่นี่คือบ้านพักคนชราแนวตั้งที่มีโครงการพัฒนาอาคารแบบบูรณาการ (Mixed Used) เป็นที่อยู่อาศัยที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ และถูกออกแบบมาให้ผู้สูงวัยใช้งานได้ตามหลักการออกแบบเพื่อทุกคน
การสร้างพื้นที่แบบนี้กระตุ้นให้ผู้สูงอายุที่อยู่บ้านออกมาใช้ชีวิตข้างนอกมากขึ้น เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ดาดฟ้าด้านบนยังมีสวนย่อมขนาดไม่ใหญ่มากให้ได้เดินเล่น เดินสูดอากาศ หรือจะนัดเพื่อนๆ มาสังสรรค์กันข้างบนนี้ก็ได้
อาคารแห่งนี้ยังถูกออกแบบระบบจัดการน้ำที่ทำให้น้ำฝนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ โดยได้ WOHA องค์สถาปนิกชื่อดังที่เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างพื้นที่สีเขียว ผสมผสานกับความเป็นอยู่ของมนุษย์อย่างลงตัว
อีกสถานที่ที่น่าสนใจคือ “สวนบิดาดาริ” สวนสาธารณะในเมืองที่มีพื้นที่ 81.25 ไร่ ในสวนมีทั้งทะเลสาบ ถนนสำหรับออกกำลังกาย ด้วยความที่มีต้นไม้ใหญ่มากเลยเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิดรวมไปถึงนก ภายในสวนแห่งนี้จึงออกแบบมาให้คนสามารถส่องนกได้อีกด้วย
เจียซินชุมเพิ่มเติมว่า สวนแห่งนี้เป็นที่แรกในสิงคโปร์ที่มีระบบระบายน้ำอเนกประสงค์ ที่สามารถกักเก็บน้ำฝนได้มากถึง 90% เดิมทีที่นี่เคยเป็นสุสานเก่า มีบางส่วนถูกดันแปลงเป็นที่อยู่อาศัย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเก็บต้นไม้เดิมไว้ได้มากถึง 84% จนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ในสิงคโปร์ที่มีต้นไม้มากที่สุด
“การสัมผัสและดื่มด่ำกับธรรมชาติเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากในการสร้างเมืองสีเขียว เพราะเมื่อคุณรู้สึกอยากอยู่ใกล้ชิดกับอะไรบางอย่าง คุณจะมีความรู้สึกห่วงใยและรู้สึกเป็นเจ้าของสิ่งนั้น” เจียซินชุมสรุป
