เพิ่ม “พื้นที่สีเขียว” กทม.เดินมาได้ไกล แต่จะไกลกว่าเดิมยังไง ? ให้ถูกทาง

“พื้นที่สีเขียว” อาจเป็นหนึ่งในนโยบายที่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และคือสิ่งที่คนกรุงได้ยินกันมาแทบทุกยุค เพราะสำหรับเมืองที่เต็มไปด้วยป่าคอนกรีต ถนน และอาคารหนาแน่น อย่างกรุงเทพฯ ต้นไม้ และ พื้นที่สาธารณะ ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พักผ่อน แต่อาจหมายถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตคนเมือง

ตลอดหลายปีมานี้ กรุงเทพฯ ค่อย ๆ เพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านนโยบาย และโครงการของ ผู้ว่าฯ ในแต่ละยุค

  • พิจิตต รัตตกุล ที่สร้างสวนสาธารณะใต้สะพานพระราม 9
  • สมัคร สุนทรเวช มีนโยบายเปลี่ยนที่รกร้างเป็นที่พักผ่อน

  • อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับโครงการ 10 สวนสวย 10 คลองใส 10 ถนนสะอาด

  • ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่มีนโยบายคืนพื้นที่สีเขียวท้องสนามหลวง

  • พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ที่ออกนโยบายเพิ่มสวนขนาดเล็กที่ใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงไล่รื้อถอนชุมชนย่านเมืองเก่าป้อมมหากาฬเพื่อทำสวนสาธารณะ 

  • ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กับนโยบาย สวน 15 นาที ปลูกต้นไม้ล้านต้น

จากนโยบายของอดีตพ่อเมืองทั้ง 6 คน มีส่วนทำให้พื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 9 เท่า ในรอบ 30 ปี จาก 4.8 ล้าน ตร.ม. เป็น 44.8 ล้าน ตร.ม. แต่ก็อาจยังไม่เพียงพอต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน และจำนวนผู้คนในเมืองที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

แม้วันนี้กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น แต่โจทย์ของเมืองคงไม่อยู่แค่การเพิ่มพื้นที่ในเชิงปริมาณเท่านั้น…

ในวันที่ กรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับ ภาวะ Urban Heat อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากความหนาแน่นของอาคาร และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ จะทำอย่างไร ? ให้พื้นที่เหล่านี้กระจายถึงคนเมืองได้อย่างทั่วถึง

เมื่อการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก.กำลังจะมาถึง นโยบายพื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ น่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ คนกรุงกว่า 4.5 ล้านคน ต้องนำไปใช้ตัดสินใจก่อนเข้าคูหา และคอยจับตากันต่อไปสำหรับ ว่าที่ ผู้ว่าฯ กทม. จะทำให้เมืองที่เดินมาไกลเรื่องพื้นที่สีเขียว เดินหน้าต่อไปในทิศทางใด ในอีก 4 ปี นับจากนี้

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1 ชูนโยบายภายใต้แนวคิด SAVE BKK – BKK SAFE โดยเน้นนโยบายพื้นที่สีเขียว และการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการสร้าง กรุงเทพฯ เมืองฟองน้ำ เพื่อเพิ่มพื้นที่ซึมซับน้ำ ลดปัญหาน้ำท่วม และเชื่อมโยงกับการใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม

อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 มาพร้อมนโยบายการเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยแนวคิด “สวนหย่อมมุมเมือง” หรือ จัตุรัสพักผ่อนขนาดเล็กตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้คนกรุงมีที่นั่งพักใกล้บ้าน ช่วยลดมลพิษโดยไม่ต้องเดินทางไกล พร้อมการปรับภูมิทัศน์เมืองให้มีชีวิตชีวาด้วยน้ำพุ และน้ำตกจําลอง ตามสี่แยกหรือวงเวียน เพื่อลดความแห้งแล้งของเมือง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 9 มีแนวทางพัฒนากรุงเทพฯ ที่อิงความเป็น Nature-based City มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดการออกแบบและบริหารจัดการเมือง ที่นำระบบนิเวศธรรมชาติมาเป็นหัวใจหลักในการแก้ปัญหา รับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในเมือง

ด้วยนโยบาย เพิ่มสวนป่าล้อมเมือง อย่างน้อย 10 ไร่ คำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพ และบริบทของพื้นที่เป็นหลัก สร้าง Park Connecter เชื่อมสวนเข้าถึงกันเพิ่มสวนหย่อมในเมือง และตัดแต่งตามหลักรุกขกรรม ฟื้นฟูระบบนิเวศ ที่คนและสัตว์ท้องถิ่นอยู่ร่วมกันได้ และสนับสนุนและปกป้องแมลงหรือสัตว์ที่ช่วยผสมเกสร และ ตั้งเป้าปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มอีก 1 ล้านต้น

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน หมายเลข 10 มีนโยบาย สำรวจและซื้อพื้นที่รกร้างทำเป็นพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว เพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยต้นไม้ใหญ่ริมทาง ต้นไม้เลื้อยบนเสารถไฟฟ้า ตอม่อทางด่วน เพิ่มบุคลากรดูแลต้นไม้และพื้นที่สีเขียว

กำหนดกฎหมายผังเมืองเพื่อให้มีพื้นที่สีเขียว และเจรจากับที่ดินเอกชนเพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นสาธารณะ เช่น ทำ Food Court ราคาย่อม แลกการเว้นภาษีที่ดิน และกำหนดมาตรการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้พื้นที่ที่เปิดบ้านเป็นทางเชื่อมเดินหรือเป็นทางเข้าออกสาธารณะ

พล.ต.ท. ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 12 มุ่งเน้นการปฏิรูปพื้นที่สาธารณะที่มีอยู่ ให้ประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น นโยบายปรับปรุงเวลาเปิด-ปิด สวนสาธารณะ ยกระดับความปลอดภัย และทลายรั้วกั้น เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากพื้นที่สวนได้อย่างเต็มที่ พร้อมมีนโยบาย จัดตั้งจุดบริการน้ำดื่มสะอาด ไว้รองรับประชาชน เพื่อให้การมาพักผ่อนและออกกำลังกายในสวนสาธารณะเป็นไปอย่างสะดวกสบาย

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 14 ระบุถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวไว้เป็น 1 ใน 12 ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น การสร้างปอดเมืองระยะยาว โดยมุ่งเน้นการขยายพื้นที่สีเขียว และพัฒนาสวนสาธารณะเดิมให้มีคุณภาพ เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกรองฝุ่น และฟอกอากาศตามธรรมชาติ พร้อมด้วยการเชื่อมโยงนโยบายสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ โดยบูรณาการการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เข้ากับการแก้ปัญหาการจราจร ชูนโยบายเพิ่มรถเมล์และรถไฟฟ้าใหม่ 4 สาย เพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของมลพิษ

‘พื้นที่สีเขียว’ ไม่ใช่แค่เรื่องปลูกต้นไม้

แน่นอนว่าในมุมมองของภาคประชาชน การสร้างพื้นที่สีเขียว ไม่ใช่แค่การมีสวนไว้ปลูกต้นไม้ แต่ต้องเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนในพื้นที่เข้าถึง ใช้ประโยชน์ได้จริง และเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเมืองได้ด้วย เช่น เป็นพื้นที่รับน้ำ กักเก็บน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ต้องมองให้ครบทุกมิติ ทั้งชุมชน และระบบนิเวศ

ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม we!park ตั้งข้อสังเกตว่า หลาย ๆ ครั้งเมื่อพูดถึงพื้นที่สีเขียว มักจะพูดในเชิงเป็นสถานที่ เป็นที่ปลูกต้นไม้ แต่จริง ๆ แล้วพื้นที่สีเขียวไม่ใช่แค่สวน แต่เป็นระบบนิเวศ และพื้นที่สาธารณะที่ต้องออกแบบและสร้างเพื่อกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อไลฟ์สไตล์คนเมืองที่แตกต่างกัน

ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม we!park

สวนสาธารณะหลายแห่ง มีการกำหนดระยะเวลาในการเปิดปิด หรือการทำรั้วล้อมรอบเป็นพื้นที่ปิด ซึ่งก็จะไม่ได้เอื้อต่อกิจกรรมที่หลากหลาย และก็กันกลุ่มคนออกไป พื้นที่สีเขียวของภาครัฐ อย่างสวนสาธารณะ ควรต้องมีระบบกลไกบางอย่างที่ทำให้เป็นพื้นที่สาธารณะคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน เช่น บางแห่งอาจเปิดตลอด 24 ชั่วโมงเลยก็ได้ ซึ่งก็จะต้องมีกลไกรักษาความปลอดภัยตามมาด้วย

ยศพล ยังชวนตั้งข้อสังเกตถึงตัวเลขพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้น ว่า

“เราไม่สามารถมองเฉพาะตัวเลขหรือเชิงปริมาณได้อย่างเดียว เพราะพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้นที่ผ่านมาเป็นของเอกชนบ้าง เป็นเกาะกลางถนนบ้าง ซึ่งพื้นที่สีเขียวแบบนี้ มันไม่สามารถใช้งานได้จริง แต่ก็ถูก กทม. โปรโมทว่าเป็นการขยายพื้นที่สีเขียวแล้ว ดังนั้นโจทย์สำคัญคือ จะทำนโยบายอย่างไรดีให้พื้นที่สีเขียวที่กระจัดกระจายได้นำมาใช้ได้

ยศพล บุญสม

จึงเสนอว่า กทม. อาจจะมีนโยบายที่เป็นกลไกสนับสนุนภาคเอกชน เปิดให้พื้นที่สีเขียวของเอกชน เป็นพื้นที่สาธารณะด้วย พร้อมการสร้างแรงจูงใจให้เอกชน หรือเจ้าของที่ดินที่ปล่อยให้เป็นพื้นที่รกร้างรู้สึกคุ้มค่าต่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่ ไปจนถึงมาตรการช่วยในเรื่องของการดูแลความปลอดภัย และการดูแลรักษาพื้นที่ ซึ่งจะถือว่าเป็น Win-win solution จากการเปิดให้ให้ทุกคนได้เข้ามาใช้ประโยชน์

ในแง่ของการบริหารจัดการ ทาง กทม. เองก็สามารถให้ชุมชนและเอกชนบริหารจัดการพื้นที่สวนสาธารณะร่วมกัน มีคณะกรรมการและงบประมาณที่สัดส่วนเหมาะสม ให้เกิดการดูแลรักษา และการจัดตารางกิจกรรมทั้งปีหากเป็นไปได้ เช่น เรื่องการส่งเสริมเยาวชน เรื่องของสิ่งแวดล้อม

“ปัจจุบันอุณหภูมิก็สูงมากขึ้น สภาพอากาศแปรปรวน ที่ผ่านมาเราเห็น กทม. พยายามแก้ปัญหาหลายอย่าง ทั้งพัฒนาเมือง เพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความท้าทายที่มันมากเกินไป เพราะความเสี่ยงภัยของโลกมันก้าวกระโดดไปแล้ว แสดงว่าตอนนี้เราก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ อาจจะต้องมองเรื่องการรวมทรัพยากรของรัฐ เอกชน ชาวบ้าน แม้กระทั่งรัฐในหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะเอาที่ดินเหล่านี้มาทำให้เกิดประโยชน์สาธารณะอื่น ๆ เช่น บางครอบครัวอาจจะอยากทำพื้นที่ซับน้ำให้กรุงเทพฯ ป้องกันน้ำท่วม และในการรวมทัพยากรนี้ รัฐต้องมีมาตรการทางภาษี มาตรการทางอื่น ๆ บ้าง เพื่อทำให้ทุกทรัพยากรในกรุงเทพฯ มีเป้าหมายร่วมกัน ทำให้มันเกิดระบบนิเวศ ในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน แล้วได้ประโยชน์กลับไปทุกฝ่าย

ยศพล สะท้อนข้อเสนอ

‘แอโรบิกสวนลุมพินี’ รูปธรรมกิจกรรมพื้นที่สีเขียว

กระแสแอโรบิกที่สวนลุมพินี ยังเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้สวนสาธารณะให้เกิดประโยชน์ที่หลากหลาย ซึ่ง อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) มองว่า ความจริงสวนลุมฯ ไม่ใช่เป็นพื้นที่ใหม่ แต่จริง ๆ เป็น third place มานานแล้ว เพียงแต่คนรุ่นใหม่ไปใช้พื้นที่ในสวนลุมฯ มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแต่ก่อนพวกเขาจะไปห้างสรรพสินค้ามากกว่า

“กระแสทั้งจากอินฟลูเอนเซอร์ที่มาใช้พื้นที่สวนลุมฯ และกระแสการรักสุขภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์ระดับโลก กรุงเทพฯ เองก็ได้รับเทรนด์นี้เข้ามา ทำให้กิจกรรมที่มีอยู่ในสวนลุมฯ อย่าง ออกกำลังหาย แอโรบิก เป็นที่สนใจขึ้นมา”

อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้

อดิศักดิ์ จึงเสนอว่า หากพื้นที่สีเขียวมีกิจกรรมที่หลากหลายและเปิดกว้างและยืดหยุ่นในการใช้งาน ก็จะทำให้คนเข้ามาใช้มากขึ้น เช่น ให้เป็นพื้นที่ปิคนิก หรือมีพื้นที่รองรับพ่อแม่ที่พาน้องหมา น้องแมวเข้าไปได้ หรือแก้ไขเวลาเปิด-ปิดสวน ก็จะตอบโจทย์ความต้องการการใช้งานของมนุษย์เมือง ที่มีความหลากหลายมากขึ้น แล้วก็เปลี่ยนไปเร็วมากขึ้น ซึ่งจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะ เป็นพื้นที่สถานะที่ตอบโจทย์การใช้งานของทุกคน

“ที่ผ่านมามันมีหลายคนหลายกลุ่มในเมืองที่ไม่มีโอกาสได้ใช้สวนสาธารณะ เพราะในช่วงเวลาหลังเลิกงาน เวลาที่เหมาะสมสวนสาธารณะบางแห่งก็อาจจะปิดไปแล้ว และถ้าเราคิดย้อนกลับมาสำหรับคนที่ทำงานที่ต้องใช้แรงงาน จริง ๆ แล้วทุก ๆ กิจกรรมที่เขาทำงานมันคือการออกกำลังกายของเขาอยู่แล้ว ดังนั้นการมาสวนสาธารณะ อาจจะไม่ได้เพื่ออกกำลังกายเหมือนคนที่งานออฟฟิศ แต่การมาสวนสาธารณะ กลายเป็นเรื่องของการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นโอกาสสำคัญที่จะพาเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ หรือคนรักมาสังสรรค์กัน”

อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้

ดังนั้นโจทย์สำคัญของสวนสาธารณะ ต้องบริการได้กับทุกคนทุกกลุ่ม เป็น “การเข้าถึงสาธารณะ” (Public access) หมายถึง สิทธิหรือช่องทางที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์จากสถานที่ ทรัพยากร หรือบริการต่าง ๆ โดยไม่มีข้อจำกัด หรือถ้ามีข้อจำกัดก็ต้องน้อยที่สุด ซึ่งจะสะท้อนกลับมาที่เรื่องของคุณภาพชีวิตคนในเมือง แต่เมื่อสำรวจจริง ๆ ก็พบว่าสวนสาธารณะที่เปิด 3 ทุ่ม 4 ทุ่ม มีไม่กี่ส่วนเท่านั้น

อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC)

สำหรับความยืดหยุ่นของสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวนั้น อดิศักดิ์ ชวนพิจารณา ว่าอาจจะต้องพิจารณากับพื้นที่ตั้ง

“ถ้ามันเป็นสวนระดับละแวกบ้าน สวนระดับชุมชน มันก็ควรต้องตอบโจทย์คนที่อยู่ในละแวกนั้นด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าเขาไม่อยากได้พื้นที่ที่เป็นพื้นที่สวนเฉย ๆ เขาอยากจะได้เป็นพื้นที่ลานมานั่งกินกาแฟ หรือพื้นที่พบปะของผู้สูงอายุ หรือคนในชุมชนแสดงว่า การออกแบบพื้นที่ใช้งานของสวนก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการในการใช้งานของคนแต่ละพื้นที่ เราไม่สามารถเอารูปแบบสวนลุมฯ ไปไว้ในพื้นที่อีกสวนนึงได้”

“อย่างสวนลุมฯ เป็นสวนขนาดใหญ่ เราจึงสามารถเติมกิจกรรมที่หลากหลายเข้าไปได้ แต่ในบางพื้นที่ที่ขนาดพื้นที่มันจำกัด จึงอาจจะต้องดูว่ากิจกรรมอะไรบ้าง ที่เหมาะกับขนาดสวน เพราะพื้นที่สาธารณะถ้าไม่ตอบโจทย์การใช้งานของคนที่อยู่โดยรอบ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องมีพื้นที่แบบนั้น”

อดิศักดิ์ ทิ้งท้าย

ถึงตรงนี้จะเห็นว่าทุกยุคสมัยของ ผู้ว่าฯ กทม. ต่างมีแนวทางสร้างพื้นที่สีเขียวในแบบของตัวเอง แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ ความพยายามทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้น

ในวันที่พื้นที่ว่างของเมืองเหลือน้อยลงทุกที การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะ จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากเอกชน ที่นโยบายรัฐเองอาจต้องมีแนวทาง มาตรการเพื่อสร้างแรงจูงใจสำหรับการปรับเปลี่ยนพื้นที่แม้เพียงน้อยนิด ให้กลายเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของผู้คน ที่สำคัญคือการมองไปให้ถึงสิทธิของคนเมือง เพื่อทำให้ทุกคนได้มีพื้นที่พักผ่อน ออกกำลังกาย และใช้ชีวิตร่วมกันได้ใกล้บ้านให้มากที่สุด

และนี่อาจเป็นอีกหนึ่งคำถามสำคัญที่คนกรุงเทพฯ ควรเก็บไว้พิจารณานโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.แต่ละคน ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง 28 มิถุนายน นี้