ชุบชีวิตย่านเก่า เชื่อมคน เชื่อมเมือง ‘ขอนแก่น’

ท่ามกลางการจราจรที่คับคั่งและการเจริญเติบโตของเมืองอย่างก้าวกระโดดของจังหวัดขอนแก่น

วันนี้ขอนแก่นกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโครงการเมกะโปรเจกต์เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับเมือง ทั้งรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail) รถไฟทางคู่ (Double Track Rail) และรถไฟฟ้ารางเบา (LRT)

รวมไปถึงการการตั้งเป้าหมายเพื่อพาขอนแก่นให้กลายเป็น เมืองอัจฉริยะ (Smart City) และศูนย์บริการทางการแพทย์ชั้นเลิศ (Medical Hub) แห่งแรก ๆ ของไทยเพื่อรองรับผู้ใช้บริการแถบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ความก้าวหน้าของเมืองขอนแก่นกำลังพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว การผลักดันจากภาครัฐและเอกชนกำลังเติบโตกำลังคู่ขนานไปกับการทำงานของภาคประชาชน

The Active ชวนรู้จักกลุ่มคนธรรมดาแห่งเมืองขอนแก่น กับเรื่องราวแรงใจเปี่ยมพลัง และการกลับสู่การทำงานในบ้านเกิด จนปัจจุบันพวกเขาเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญของเมืองขอนแก่นที่กำลังขับเคลื่อนควบคู่กันไปอย่างไม่รู้จบ

รู้จักขอนแก่นผ่าน ‘ย่านเก่า’

วันนี้ ขอนแก่น กลายเป็นภาพแทนของเมืองทันสมัยที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทว่าท่ามกลางการทะยานไปข้างหน้าของเทคโนโลยี เรื่องราวและจิตวิญญาณของพื้นที่ดั้งเดิมกลับถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง

โดยเฉพาะ ถนนศรีจันทร์ ย่านเมืองเก่าที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ ซึ่งวันนี้ถูกพลิกโฉมสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ หรือที่ขนานนามว่า ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

แต่การจะรู้จักเมืองหนึ่งให้ดีที่สุด อาจไม่ใช่การมองบ้านเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่ต้องอ่านผ่านทั้ง พื้นที่ และ ผู้คน

รศ.นพดล ตั้งสกุล คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เล่าว่าการทำความรู้จักย่านเก่าแก่อย่างถนนศรีจันทร์ เป็นจุดเริ่มมต้นที่ดีในการเข้าใจเมืองขอนแก่น

“หากจะทำความเข้าใจพื้นที่สักแห่ง ต้องมองไปให้ไกลไปกว่าเรื่องตำแหน่งที่ตั้ง แต่คือการมองว่ามีกิจกรรมแบบไหน และมีใครอยู่ในนั้นบ้าง”

รศ.นพดล ตั้งสกุล
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

หลังจบประโยคนี้ แผนที่เมืองขอนแก่นก็ถูกคลี่ออก รศ.นพดล ชี้ชวนให้เราดูผังเมืองขอนแก่นที่ถูกตัดกันด้วยถนน 2 เส้นหลัก คือ ถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข 2) ในแกนเหนือ-ใต้ และถนนมะลิวัลย์ต่อเนื่องกับถนนศรีจันทร์ ในแกนตะวันออก-ตะวันตก

การตัดกันของสองเส้นนี้ทำให้เมืองถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักคล้ายเครื่องหมายบวกและทำให้เห็นการกระจายตัวของพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะ บึง

หากโฟกัสสายตาไปที่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมือง บริเวณนั้นคือ “บึงแก่นนคร” ชัยภูมิสำคัญในการตั้งรกรากตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1

เมื่อวันเวลาผ่านไป พื้นที่แห่งนี้ก็เริ่มมีทางรถไฟพาดผ่าน เมืองเกิดการขยายตัวพัฒนากลายเป็นย่านขนส่งและการค้า เมื่อความเจริญขยายตัวสู่ด้านนอก ผู้คนบางส่วนเริ่มย้ายถิ่นฐานออก ในขณะที่ยังมีชาวบ้านบางส่วนยังคงปักหลักอยู่ที่เดิม

“ชุมชนริมทางรถไฟตอนนี้กลายเป็นชุมชนแออัด พวกเขาพยายามพัฒนาที่อยู่อาศัยของตนเอง ในขณะเดียวกัน การพัฒนาเมืองก็ต้องไม่หลงลืมผู้คนด้วย” รศ.นพดล อธิบาย

หนึ่งในชุมชนริมทางรถไฟดังกล่าว คือ ชุมชนมิตรภาพ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอย่างหนักเสมอมา อย่างไรก็ตาม รศ.นพดล มองว่า แม้พื้นที่เหล่าต้องเผชิญกับปัญหาซ้ำซาก แต่ยังคงเป็น พื้นที่ศักยภาพ หากพัฒนาให้ถูกจุดจะมีศักยภาพเป็นพื้นที่รับน้ำของเมืองได้ สิ่งสำคัญคือ พื้นที่ควรได้รับการมองเห็นและพัฒนา ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือชุมชน ไม่ปล่อยให้พวกเขาต้องเผชิญหน้าเพียงลำพัง

“อีกที่หนึ่ง คือ ริมบึงแก่นนคร ตรงนั้นยังคงเป็นพื้นที่สีเขียวที่เราเห็นความเป็นชุมชนสูงมาก แต่ละบ้านไม่มีรั้วกัน แชร์พื้นที่กัน และมีบรรยากาศจากย่านเมืองเก่าอยู่ หากพัฒนาให้กลายเป็นเส้นทางสำรวจเมือง ก็สามารถสร้างโอกาสจากพื้นที่ได้เช่นกัน”

รศ.นพดล มองว่าด้วยชัยภูมิและต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เหมาะสม ทำให้วันนี้หลายพื้นที่ได้ถูกพัฒนาเป็นพื้นที่ศักยภาพได้แล้ว ดังเช่น ถนนศรีจันทร์ ที่ตอนนี้กลายเป็นพื้นทีกิจกรรมสร้างสรรค์และกระจายออกไปทั่วเมือง ในขณะที่อีกหลายพื้นที่มีศักยภาพ แต่กลับยังไม่ถูกพัฒนาหรือมองเห็นความเป็นไปได้

“ไม่ว่าการพัฒนาเมืองจะเติบโตอย่างรวดเร็วเพียงใด แต่ที่นั่นยังคงมีวิถีชีวิตของผู้คนซ่อนอยู่เสมอ การพัฒนาจึงต้องไม่ลืมที่จะเชื่อมโยง ชุมชน ย่าน เมือง และผู้คนเข้าด้วยกันเสมอ”

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการเริ่มต้นทำความเข้าใจบริบทเมืองขอนแก่นให้มากขึ้น ตลอดจนการมองเห็นต้นทุนและศักยภาพของพื้นที่ ที่หากพัฒนาให้ถูกจุด มหานครแห่งภาคอีสานแห่งนี้ก็จะเติบโตไปได้ไกลยิ่งขึ้น

UrbanKraft สตาร์ตอัปรุ่นใหม่ ที่เชื่อมเมือง-คน ผ่านเรื่องเล่า

“หากอยากรู้จักเมืองไหน ให้มองไปที่พื้นที่และผู้คน” คำกล่าวที่ รศ.นพดล ว่าไว้ในช่วงแรกเป็นจุดตั้งต้นที่ดีในการรู้จักขอนแก่น และ UrbanKraft กำลังพาเราไปมองทั้ง 2 สิ่งนั้น

UrbanKraft คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่บริษัทของนักออกแบบ แต่เป็นนักสร้างสรรค์ที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่การออกแบบในจังหวัดขอนแก่น

ปีที่ผ่านมา UrbanKraft มีบทบาทในการขับเคลื่อนแคมเปญอย่าง “Khon Kaen NEXT” และพัฒนาแพลตฟอร์ม “Khon Kaen Talk” เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนขอนแก่นได้ส่งเสียงเกี่ยวกับนโยบาย การพัฒนาเมือง และการส่วนร่วมของประชาชน

“เราเชื่อเสมอว่าเมืองไม่ใช่แค่เรื่องกายภาพ แต่เมืองคือเรื่องราว มีตัวตน และมีความสัมพันธ์ของผู้คน”

เจ – ณัฐกร สมบัติธรรม สถาปนิกและนักพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ชาวขอนแก่น ผู้ก่อตั้งเพจ Khon Kaen Talk และหนึ่งในทีม UrbanKraft เล่าว่า การรู้จักเมือง ไม่ใช่แค่การมองเห็นว่าผังเมืองวางมาอย่างไร หรือมีสถาปัตยกรรมแบบไหน แต่เมืองขอนแก่นมีความทรงจำ มีเรื่องเล่า และมีผู้คนที่ผูกพันธ์อยู่ในย่านนั้น ทำให้ UrbanKraft ทำงาน 2 ส่วนเพื่อตอบโจทย์เรื่องเมือง คือ การสื่อสาร และอิเวนต์

“ขอนแก่นยังคงมีทั้งย่าน และ คน ที่เก่าแก่และทรงคุณค่า ต้นทุนนี้ทำให้เราเห็นโอกาส เราอยากส่งต่อเรื่องราวนี้ไปสู่ผู้คนในขอนแก่นด้วยกัน และส่งไปถึงคนขอนแก่นที่อาจย้ายออกไปแล้ว แต่ยังมีรากและผูกพันธ์กับเมืองนี้อยู่”

ณัฐกร สมบัติธรรม
UrbanKraft

เรื่องเล่าของร้านค้าและผู้คนเก่าแก่บนถนนสายนี้ถูกถ่ายทอดผ่านเพจ Khon Kaen Talk (ขอนแก่นทอล์ก) ไม่เพียงเป็นการถ่ายทอดไลฟ์สไตล์เมืองขอนแก่น แต่กลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้เพื่อนฝูงพี่น้องได้กลับมาพบกเจอกันอีกครั้ง

“มีคุณลุงช่างตัดผมคนหนึ่งที่สื่อไปถ่ายแกบ่อยมาก พอเราเดินไปเจอแกก็ได้แต่ถามว่ามาอีกแล้วหรอ แต่พอคลิปของแกถูกโพสต์ออกไป มีเพื่อนเก่าที่ไม่ได้คุยกันมา 30 ปี ติดต่อกลับมา”

Khon Kaen Talk จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นเพจแจ้งข่าวสาร ไลฟ์สไตล์เท่านั้น แต่ยังช่วยเติมเต็มมิติของผู้คนขอนแก่นและเมืองให้เติบโตไปพร้อมกันอีกด้วย

นอกจากบนโลกออนไลน์แล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังพาคนมาเจอกันผ่านกิจกรรมเดินเมืองอย่าง urban walk ที่พาผู้คนลงถนน เดินผ่านร้านรวงและรับฟังเรื่องราวของเมืองผ่านคนเก่าแก่ ที่ไม่เพียงเป็นการเชื่อมย่าน แต่เป็นการเชื่อมใจให้ผู้คนที่ไม่รู้จักกันได้มาเจอกันด้วย

รุ่นใหม่สายเทคฯ ชุบชีวิตใหม่ให้ขนส่งสาธารณะ

ในอดีต เมืองขอนแก่นเคยมีระบบรถโดยสารประจำทางท้องถิ่น (รถสองแถว) ถึง 24 สาย  วิ่งครอบคลุมตั้งแต่เขตเมืองเก่า ศูนย์ราชการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงชุมชนรอบนอก

ในช่วงเวลานั้นเอง ขอนแก่นจึงถือเป็นโมเดลการจัดโครงข่ายขนส่งมวลชนในต่างจังหวัดที่ครอบคลุมและหนาแน่นมากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ

กระทั่งช่วงปี พ.ศ. 2558 – 2560 เกิดข้อพิพาทครั้งใหญ่ในเมืองขอนแก่น มีการสั่งย้ายการเดินรถทั้งหมดจาก บขส. 1 (บขส. เก่าใจกลางเมือง) และ บขส. 2 (สถานีปรับอากาศ) ให้ไปรวมกันที่ บขส. 3 (เลี่ยงเมือง) ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 7-10 กิโลเมตร การย้ายครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบขนส่งสาธารณะเดิมอย่างมาก 

เพราะเป็นการตัดขาดเส้นทางทำกินเดิมของรถสองแถว เมื่อผู้โดยสารลดลงก็ไม่คุ้มทุน รถสองแถวเริ่มลดจำนวนเที่ยวลง วิ่งห่างขึ้น บางสายแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว และยุบสายไปโดยปริยาย นำมาสู่ภาระของประชาชนที่ต้องต่อรถหลายทอด เสียค่าใช้จ่ายแพงขึ้น และนำไปสู่การพึ่งพารถส่วนตัว และแอปพลิเคชันซึ่งมีราคาแพง

หลังจากนั้นมีการร่วมทุนของเอกชน เกิดเป็น “ขอนแก่นซิตี้บัส” ทว่าประกาศหยุดให้บริการลงไปเมื่อ 3 ปีก่อน จึงเป็นที่มาของการรวมตัวของคนสายเทคฯ ที่อยากต่อลมหายใจของขนส่งสาธารณะในบ้านเกิด เกิดเป็น บัสซิง ทรานสิท ที่เข้ามาบริหารจัดการต่อโดยที่ใช้เทคโนโลยีในการจัดการระบบขนส่งสาธารณะให้ดีขึ้นกว่าที่เคย

ศุภกร ศิริสุนทร ผู้ร่วมก่อตั้ง บัสซิง ทรานสิท อธิบายว่า painpoint สำคัญของเมือง คือ คนไทยนิยมใช้รถส่วนตัว นอกจากต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงแล้ว ยังทำให้เศรษฐกิจชุมชนถดถอยลงไปทุกที

“เมื่อคนใช้รถส่วนตัว จะออกไปกินข้าวสักมื้อก็ต้องหาร้านที่มีที่จอดรถ คนจึงเลือกเข้าห้างสรรพสินค้า หรือสั่งออนไลน์แทนการไปร้านอาหารในชุมชน เมื่อคนไลฟ์สไตล์เปลี่ยน ร้านเล็ก ๆ ก็เริ่มล้มหายตายจาก นำไปสู่การกระทบเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย”

ศุภกร อธิบายว่า นอกจากเรื่องเเศรษฐกิจชุมชนแล้ว การที่คนไม่ได้เดินลัดเลาะในเมือง ทำให้ไม่เห็นบริบท เรื่องราว ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองและคนห่างออกจากกันทุกที

ศุภกร ศิริสุนทร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บัสซิง ทรานสิท

อย่างไรก็ตาม แม้ทุกวันนี้ บัสซิง ทรานสิท จะเข้ามาบริหารจัดการเรื่องขนส่งสาธารณะให้คนเข้าถึงได้แล้ว แต่ยังต้องการการส่งเสริมอีก 2 ขา คือ การกระจายอำนาจจากส่วนกลาง และการสนับสนุนเงินทุนพัฒนาขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดเสียที

ก่อการครู : เชื่อมเด็กสู่ชุมชน

ด้านการศึกษา ภาคอีสานก็มีกลุ่ม “ก่อการครูกาฬสินธุ์” กลุ่มครูที่เชื่อมั่นว่าการออกแบบการเรียนรู้ต้องมีเด็กเป็นศูนย์กลาง

ครูตู้ – สราวุฒิ พลตื้อ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มก่อการครูกาฬสินธุ์ อธิบายว่า ระบบการศึกษาตอนนี้กำลังทำให้เด็กตัดขาดจากรากเดิมของตนเอง การออกแบบการเรียนรู้ที่ดี จึงควรทำให้เด็กสนุกกับการเรียนรู้โดยไม่หลงลืมจะเชื่อมโยงกับรากเหง้าของตัวเองด้วย

ครูตู้ยกตัวอย่างการทำงานตลอดหลายปีที่พยายามพาเด็ก ๆ ทะลายกำแพงรั้วโรงเรียน เข้าสู่ประตูของชุมชนผ่านการสร้างระบบนักเรียนแลกเปลี่ยนข้ามชุมชน

“ที่ชุมชนหนองโนมีวิถีประมงพื้นบ้าน เด็กในชุมชนจะมีรู้สึกมีความเป็นเจ้าของ ยิ่งพอมีนักเรียนแลกเปลี่ยนเข้ามาพวกเขาก็ยิ่งภูมิใจในบ้านตัวเอง

“วิธีการแบบนี้ เด็ก ๆ จะรู้สึกว่า นี่บ้านของฉัน นี่บ้านของเธอ และนี่บ้านของเรา พวกเขาจะได้เรียนรู้วิถีชีวิต ชุมชน ทั้งของตัวเองและเพื่อนคนอื่นควบคู่ไปกับการเรียนหนังสือ”

ครูตู้ – สราวุฒิ พลตื้อ
ก่อการครูกาฬสินธุ์

ครูตู้ เล่าว่า ความท้าทายของการพานักเรียนลงพื้นที่ คือ การที่ครูต้องออกแบบการเรียนรู้ให้เด็กเชื่อมโยงกับชุมชน ทั้งการใช้สิ่งรอบตัวอย่างวัสดุธรรมชาตเชื่อมโยงและสอดคล้องกับบทเรียน 

“เราต้องคอยสังเกตว่าเด็กลงพื้นที่แล้วเขาอินกับเรื่องอะไร ตื่นเต้นกับเรื่องไหน แล้วค่อย ๆ ออกแบบการสอน เชื่อมเรื่องนั้นเข้ากับการเรียนรู้แบบ learning curve”

ครูตู้มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำงานกับเด็ก ๆ คือ ต้องทำให้กระบวนการพัฒนาเยาวชนยังมีอยู่ควบคู่ไปกับหลักสูตรการศึกษาเสมอ และผู้ที่เป็นครูจำเป็นต้องเปลี่ยนสายตาที่มองตัวชี้วัดแบบเดิม ๆ

“ตอนนี้ เราเห็นเด็ก ๆ โตขึ้นโดยมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป มีทักษะการใช้ชีวิต และมีความเข้าใจในตัวเอง ทำให้เขาเห็นความเป็นไปได้ว่าตัวเองทำอะไรเพื่อบ้านเมืองได้บ้าง”

การขับเคลื่อนของกลุ่มครูที่เห็นนี้ จึงเป็นเหมือนการบ่มเพาะต้นทุนมนุษย์ ทำให้เด็ก ๆ เติบโตมาโดยยังสามารถยึดโยงกับบ้านเกิดได้ และยังรู้จักการใช้พื้นที่ในท้องถิ่นให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ไม่จบสิ้นด้วย

ตลาดเขียว: เมื่อความเป็นธรรมทางอาหาร เชื่อมคน-ชุมชน

อีกจุดหนึ่งของเมืองที่ทำหน้าที่เชื่อมคนกับเมืองเข้าด้วยกัน คือ ตลาด ทุกบ่ายวันศุกร์ บริเวณริมบึงแก่นนครจะกลายร่างเป็น ตลาดสีเขียวขอนแก่น (Khon Kaen Green Marke) แหล่งรวมวัตถุดิบอาหารปลอดภัยและอาหารท้องถิ่นให้คนเมืองมาเลือกซื้อหากัน

จงกล พารา ผู้จัดการตลาดเขียวขอนแก่น เล่าว่าที่นี่เป็นตลาดทางเลือก มีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ภาคอีสานจากหลายจังหวัด ตลาดแห่งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการค้าขายทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่แห่งความสัมพันธ์ให้เกิดการเรียนรู้กันระหว่างผู้คน

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการเชื่อมผู้ผลิต-ผู้บริโภค เข้าด้วยกัน เปลี่ยนจากการค้าขาย ไม่ให้กลายเป็นเพียงคนแปลกหน้า

“ในตลาดทั่วไป ผู้บริโภคแทบไม่มีทางรู้ว่าอาหารมาจากไหน ความสัมพันธ์ถูกแทนที่ด้วยราคาสินค้า แต่สำหรับที่นี่ เราพยายามทำให้เป็นแหล่งเชื่อมผู้คนให้เข้ามาสัมพันธ์กัน”

จงกล พารา
ผู้จัดการตลาดเขียวขอนแก่น

จงกล เล่าว่า ปีแรก ๆ เคยจัดกิจกรรมพาผู้บริโภคไปกินข้าวในป่า ทำให้เขาเห็นว่าอาหารมีที่มาอย่างไรและสำคัญอย่างไรผ่าน เมื่อพวกเขาได้มองเห็น และเข้าใจจากประสบการณ์ ก็จะกลายเป็นกระบอกเสียงโดยธรรมชาติ

“กิจกรรมแบบนี้มันสร้างความสัมพันธ์ บางคนกลายเป็นแฟนคลับมาซื้อทุกสัปดาห์ บางทีพอเข้าหน้าหนาวก็เอาเสื้อกันหนาวมาให้แม่ค้า แม่ค้าก็แถมผักไปให้ด้วย เราคุยกันเรื่องชีวิตความเป็นอยู่มากขึ้น ไม่ได้คุยแค่เรื่องราคา”

นอกจากตลาดเขียวจะช่วยเชื่อมคนเมืองเข้ากับพ่อค้าแม่ขายจากชนบทห่างไกลแล้ว ยังเชื่อมคนในเมืองเข้าหากันผ่าน Community of Practice 

“เราเห็นคนเจ็บป่วยเริ่มมาที่นี่เพื่อมองหาอาหารสุขภาพ ตลาดเราจึงมีเวทีให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เกิดเป็น learning space ให้คนมาแลกเปลี่ยนกัน”

จงกล ยังเปิดภาพให้เราดูถึงกลยุทธ์การตลาดง่าย ๆ แต่ว่าได้ผลเหลือเชื่อ อย่างการจัดชุดอาหารตามฤดูกาล เช่น แกงเลียง โดยใช้ผักจากพ่อค้า แม่ค้าในตลาด ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ผู้บริโภค

ท้ายที่สุด ตลาดเขียวยังทำหน้าที่เชื่อมเมืองเข้ากับการดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นการรับผิดชอบต่อระบบนิเวศผ่านการสื่อสารและบทสนทนาของผู้คนและพืชผลทางการเกษตรที่ปลอดภัยที่ในวันนี้อยู่ในมือผู้บริโภค

“ผลกระทบของ climate change ทำให้ ผลไม้บางชนิดรูปทรงเปลี่ยนไป ผักใบไหม้ เรื่องเหล่านี้เราต้องสื่อสารกับผู้บริโภคให้เข้าใจว่าเขาเองก็มีส่วนรับผิดชอบต่อระบบโดยลดการเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัย รู้ที่มา ในขณะเดียวกัน เกษตรกรเองก็ต้องเลือกการเพาะปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีและมีความหลากหลายด้วย”

เห็นได้ชัดว่า ตลาด เป็นสถานที่ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงชุมชนมาโดยตลอด และอาหารก็เป็นทั้งเรื่องราวและบทสนทนาให้กับผู้คนทุกยุคสมัย แต่ในวันที่บริบทเมืองเปลี่ยนไป ยังคงเป็นคำถามสำคัญว่าจะออกแบบนโยบายอย่างไร เพื่อให้สร้างเมืองที่มีพื้นที่อาหารปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน

ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของคนกลุ่มคนขอนแก่นที่ต่างทำงานผลักดันเมืองและชุมชนในขอนแก่นในแนวทางที่ตนเองถนัด

จากสถาปนิกที่ใช้เทคโนโลยีชุบชีวิตย่านเก่า กลุ่มคนสายเทคฯ ที่เข้ามาต่อลมหายใจให้ระบบขนส่งสาธารณะ กลุ่มครูที่พยายามทลายกำแพงห้องเรียนเพื่อเชื่อมเด็กเข้ากับรากเหง้า ไปจนถึงกลุ่มคนที่ใช้พื้นที่ตลาดเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร

พวกเขาเปรียบเสมือน “ฟันเฟือง” คนละชิ้น ที่กำลับขับเคลื่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ คอยเชื่อมเมืองและผู้คนเข้าหากัน หากได้รับการสนับสนุนอย่างถูกจุดและหมุนไปพร้อมกัน ไม่เพียงจะช่วยอุดรอยรั่วของการพัฒนาที่เร่งรีบ แต่จะช่วยสร้างเมืองขอนแก่นที่เติบโตไปข้างหน้าอย่างแข็งแรง โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง

*เนื้อหาจากงานเสวนา เชื่อมคน เชื่อมเมือง ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ขอนแก่น (TCDC ขอนแก่น) จ.ขอนแก่น

Author

Alternative Text
AUTHOR

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย