ในยามเจ็บป่วย การเข้าถึงการรักษาพยาบาลอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายแล้ว บางคนยังติดอยู่กับข้อจำกัดของ สิทธิการรักษา เพียงเพราะไม่มีเอกสารยืนยันตัวตน นี่คืออุปสรรคที่ คนไร้บ้าน เผชิญอยู่
เมื่อการรักษาที่แท้จริงไม่ได้จบลงเมื่อออกจากโรงพยาบาล หากยังต้องอาศัยการดูแลต่อเนื่อง การพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และตรงเวลา รวมถึงการกินยาตามที่แพทย์สั่ง แล้วสำหรับคนไร้บ้านที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง การดูแลเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
คำถามนี้ได้ชวนให้ใครหลายคนมาร่วมหาคำตอบผ่านวงสนทนา “Care Journey Forum เรื่องราวของพี่ปอ หนึ่งชีวิตในรอยต่อของการดูแล” จัดโดย สุขภาวะข้างถนน ร่วมกับ Happy Endings เตรียมเพื่อวันสุดท้ายที่เป็นสุข สะท้อนเรื่องราวของ พี่ปอ คนไร้บ้านที่ได้รับการดูแลในช่วงท้ายของชีวิต ถ่ายทอดผ่านมุมมองของคนใกล้ชิด ทั้งแพทย์ นักจัดการรายกรณี (Case Manager) และผู้ร่วมกระบวนการ Care Reflection
เพราะการดูแลหนึ่งชีวิต อาจไม่ได้มีเพียงคำถามว่า รักษาอย่างไร ? แต่ยังรวมถึง จะอยู่ต่ออย่างไร ? และ จากไปอย่างไร ? ท่ามกลางข้อจำกัดที่ชีวิตแต่ละคนต้องเผชิญ

เปราะบางกว่าเดิม เมื่อมีความเจ็บป่วย
ธีรภัทร เผ่ากันหา นักจัดการรายกรณี (Case Manager) จากสุขภาวะข้างถนน ซึ่งเป็นผู้ดูแล พี่ปอ (นามสมมติ) ชายวัย 48 ปี โดยเล่าว่า พื้นเพเดิมของพี่ปอ เป็นคนมุกดาหาร ที่อยู่ล่าสุดของเขาคือ ตรอกสาเก กรุงเทพฯ อาชีพเดิมคือรับจ้างรายวัน เขามีสถานะที่ค่อนข้างห่างเหินกับครอบครัว ตัวพี่ปอเองไม่มีชื่ออยู่ที่ทะเบียนบ้านที่ไหนเลย ปัญหาต่อมากก็คือพี่ปอไม่มีบัตรประชาชน สาเหตุจากการที่ชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลางเกิน 10 จึงถูกจำหน่ายรายการออกจากทะเบียนบ้านกลาง ซึ่งพี่ปอก็ไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลนี้มาก่อน
ย้อนกลับไปวันแรก ธีรภัทร ได้พบกับพี่ปอจากการลงพื้นที่เปิดหน่วยให้คำปรึกษาด้านสุขภาพเคลื่อนที่ ที่ตรอกสาเก
“พี่ปอเดินมาหาบริเวณที่ตรอกสาเกพื้นที่ปฏิบัติหน้าขณะนั้น ลักษณะทางกายที่เราพบเห็นเลยก็คือมีการเจาะช่องคอเพื่อช่วยหายใจ มีการเจาะช่องท้องที่กระเพาะอาหาร สาเหตุหลักที่เจาะช่องคอมาจากการเป็นมะเร็งที่โคนลิ้น เจาะช่องคอเนื่องจากก้อนเนื้อขยายอุดตันทางเดินหายใจ”
ธีรภัทร เผ่ากันหา
ขั้นตอนต่อไปคือการพาพี่ปอเข้าถึงกระบวนการรักษาที่ถูกต้อง แต่อุปสรรคสำคัญคือการที่พี่ปอไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนใดเลย ธีรภัทร ที่เป็นผู้ดูแล จึงต้องเดินหน้าติดตามเอกสารทางทะเบียน ทร.14/1 เพื่อยืนยันตัวตนและเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาล พี่ปอจึงจะสามารถเข้าใช้สิทธิ์บัตรทองใน โครงการโรคมะเร็งรักษาทุกที่ (Cancer Anywhere)
ปัจจุบันโครงการมะเร็งรักษาได้ทุกที่ เป็นสิทธิสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เรียกว่าสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมกระบวนการรักษาทั้งหมด 7 รายการ ได้แก่ ค่ายาเคมีบำบัด/ฮอร์โมน ค่ารังสีรักษา ค่าตรวจห้องปฏิบัติการ ค่าการรักษาโรคแทรกซ้อนจากการรักษามะเร็ง ค่าการตรวจยืนยันการวินิจฉัย/การประเมินโรค/การประเมินการรักษา ค่ารักษาโรคร่วมอื่น ๆ ในช่วงรักษามะเร็ง และค่าการติดตามหลังการรักษามะเร็ง
ภายหลังจากการได้ขอคำปรึกษาไปยัง มูลนิธิกระจกเงา เรื่องแก้ไขปัญหาสิทธิสถานะทางทะเบียน ธีรภัทร เล่าว่า ถึงแม้พี่ปอจะไม่มีบัตรประชาชน แต่การเข้าถึงสิทธิสวัสดิการยังพอเป็นไปได้อยู่ ตามหลักของสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ กรณีที่ป่วยจำเป็นต้องรับบริการทางการแพทย์ แต่ไม่มีบัตรประชาชน ทางสถานพยาบาลสามารถจัดบริการทางแพทย์ด้วยหมายเลข 13 หลักที่ผู้ป่วยจำได้ แต่ต้องมาพร้อมกับบัตรประชาชนของพยานบุคคลที่เชื่อถือได้
Care Plan แผนการรักษา คือสิ่งที่จำเป็นในการรักษาผู้ป่วย เพื่อทำให้รู้ว่าในอนาคตพี่ปอจะต้องได้รับการดูแลอย่างไร และต้องมาโรงพยาบาลกี่ครั้งบ้าง ซึ่งธีรภัทรเล่าว่าแผนการรักษาของพี่ปอถูกแบ่งเป็น 3 ช่วง ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ระยะสั้นจะเป็นการประสานนักสังคมสงเคราะห์ของทางโรงพยาบาลเพื่อดำเนินการออกใบแสดงตัวตนได้ รวมถึงการติดตามแผนการรักษาจากแพทย์เพื่อประเมินอาการทั้งด้านกาย จิต สังคม ส่วนระยะกลางเป็นการดำเนินเรื่องสิทธิสถานะบุคคลต่อ และระยะยาวเป็นเรื่องของการประสานการรักษาและส่งต่อเพื่อให้มีการดูแลแบบประคับประคอง รวมถึงหาที่พักอาศัยที่เหมาะสมกับอาการของโรคในเวลานั้น
เมื่อพี่ปอเริ่มทำคีโมไปได้สักพักโดยที่พักพิงอยู่ที่ บ้านอิ่มใจ เป็นหลัก สิ่งที่ตามมาคือความเครียด เนื่องจากพี่ปอมองว่ารักษาไปแล้วทำไมไม่ดีขึ้นสักที ตัวเองมีความคาดหวังให้ก้อนเนื้อตรงบริเวณคอยุบลงไป แต่ในการรักษาของแพทย์สามารถทำได้แค่ให้ก้อนเนื้อไม่โตไปกว่าเดิมเท่านั้น ความทุกข์จากโรคบวกกับความเครียดสะสมส่งผลให้พี่ปอเริ่มถอดใจกับการรักษา รวมไปถึงปฏิเสธการติดต่อญาติ
“เราประเมินสภาพจิตใจแล้วก็คือดูยังไม่พร้อมที่จะคุย มีความกังวล หงุดหงิดที่หมอไม่เอาก้อนออกไปสักทีแล้วก็มีภาวะเปราะบางอย่างมาก แยกตัวออกจากคนอื่นในบ้านอิ่มใจ แล้วก็มีโอกาสสูงมากมากที่จะไม่เชื่อใจบุคลากรทางการแพทย์”
ธีรภัทร เผ่ากันหา
พญ.บุญจิรา เขียวขำ หรือ หมอปาย แพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์ครอบครัว เล่าถึงช่วงที่แพทย์แจ้งว่าพี่ปอเข้าสู่มะเร็งในระยะที่ 4 ทีมงานจึงต้องเปลี่ยนแผนการรักษาใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับสุขภาพในเวลานั้นมากยิ่งขึ้น ธีรภัทร เล่าว่า นักจัดการรายกรณีได้พยายามสื่อสารกับโรงพยาบาลเพื่อขอ การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ซึ่งเป็นการดูแลที่มุ่งเพิ่มคุณภาพชีวิต ลดความเจ็บปวดทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ แต่ก็ได้การตอบรับจากโรงพยาบาลว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น
หมอปายทำการประเมินความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองของผู้ป่วยและพบว่าพี่ปอมีค่า PPS (Palliative Performance Scale) อยู่ที่ระดับ 40 ซึ่งเห็นได้จากพฤติกรรมที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นส่วนใหญ่ มักจะนอนอยู่บนเตียง และทำกิจกรรมได้น้อยมาก
ทั้งหมอและทีมงาน Happy Endings จึงสอบถามพี่ปอโดยตรงว่าต้องการไปพักที่โรงพยาบาลเพื่อจะจัดการกับอาการเหล่านี้ไหม ซึ่งพี่ปอ ก็รีบตอบทันทีว่า “อยากไป”
พอมาถึงโรงพยาบาลที่ 2 พี่ปอก็เริ่มเข้าสู่ช่วงการดูแลในระยะท้าย หน้าที่ของทีมงานในช่วงเวลานั้นคือการประสานงานกับนักสังคมสงเคราะห์ของโรงพยาบาลเพื่อทำให้เห็นถึงแผนการรักษาที่ผ่านมาและข้อจำกัดของชีวิตพี่ปอเพื่อความเข้าใจร่วมกัน
และอีกความต้องการสุดท้ายของพี่ปอคือ การติดต่อญาติ
“พี่ปอต้องการพบญาติ นอกเหนือจากข้อมูลที่ทางนักจัดการรายกรณีกับทางโรงพยาบาลมี เราก็จะทำงานประสานงานร่วมกับบ้านรักแท้ ในการที่จะดำเนินการติดตามญาติให้กับผู้ป่วย โชคดีที่ได้พูดคุยกับญาติบ้างแล้ว มีการนัดแนะกับญาติว่าจะมาวิดีโอคอลเยี่ยมกับผู้ป่วยในอาทิตย์ถัดไป แต่สุดท้ายผู้ป่วยก็จากไปอย่างสงบในวันรุ่งขึ้น”
พญ.บุญจิรา เขียวขำ

อยู่และจากไปอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
“การวางแผนสุขภาพล่วงหน้าคือกระบวนการพูดคุย ดูแลคุณภาพชีวิต ดูแลอาการเจ็บป่วยให้เป็นไปตามความต้องการของคนนั้นๆ การทำ ACP เป็นการทำนอกโรงพยาบาลผ่านการพบเจอพูดคุยหรือปฏิสัมพันธ์ตั้งแต่วันที่เจอจนกระทั่งวันที่สุดท้ายของชีวิต”
ชุติมา เรืองแก้วมณี จาก Happy Endings ระบุว่าคนไร้บ้านหลายคนผ่านการมีครอบครัว มีคนรู้จัก ได้เป็นทั้งคนที่ให้คนอื่นพึ่งพิงและเป็นผู้พึ่งพิงคนอื่น แต่เมื่อเจอกับจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ทำให้เขากลายมาเป็นคนไร้บ้าน คนรอบตัวที่เคยมีก็ค่อยๆ หายไปจนเหลือตัวคนเดียว และหลายคนก็จำเป็นต้องจากไปอย่างลำพัง
แต่การทำ ACP รวมถึงการมีบ้านพักพิงเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านอิ่มใจ หรือศูนย์พักฟื้นจากสุขภาวะข้างถนน สิ่งเหล่านี้ช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจของพวกเขา เพราะมันทำให้พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียวเสมอไป แม้จะเป็นระยะสุดท้ายของชีวิตก็ตาม
ชุติมา เล่าย้อนไปถึงช่วงเวลาที่พี่ปอยังพอมีเรี่ยวแรง ทางทีมงานก็พยายามที่จะจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกและความต้องการให้กับพี่ปอให้ได้มากที่สุด เช่น ยามอร์ฟีนเพื่อบรรเทาอาการปวด รวมถึงไปในบางช่วงเวลาที่พี่ปอยังอยากทานของหวาน ของทีมงานก็หามาให้ ดูแลไปจนถึงเรื่องเครื่องนุ่งห่ม เนื่องจากผู้ป่วยมีแผลบริเวณคอ ทำให้ถ้าหากไม่มีผ้าปิดหรือใช้ผ้าเดิมซ้ำ ๆ ก็จะเกิดความสกปรกและส่งกลิ่นต่อคนรอบข้างได้ พอได้รับการเปลี่ยนใหม่ พี่ปอก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้
“อีกส่วนที่ทางทีม Happy Endings หรือว่านักจัดการรายกรณีเข้าไปก็คือช่วยในเรื่องของความสะดวกสบายทางกาย หรือการสนับสนุนสิ่งของที่จะช่วยดูแลร่างกายได้ เช่น แพมเพิส ยาดม จัดหาที่วางของใช้ส่วนตัวของพี่ปอเองที่ติดตัวมาด้วย เพื่อให้เขารู้สึกพึงพอใจแล้วก็ยังรู้สึกได้ถึงความเป็นเจ้าของสิ่งนั้นอยู่”
ชุติมา เรืองแก้วมณี
นึกถึงเวลาที่เราเห็นคนไร้บ้าน พวกเขามักจะแบกกระเป๋าเป้ใบใหญ่ หรือไม่ก็ไปไหนมาไหนกับรถเข็นหนึ่งคัน สิ่งของในนั้นก็อาจจะมีคุณค่าทางใจกับพวกเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
สำหรับคนทั่วไปการมีที่วางของเป็นของตัวเองมันคือเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตที่เรามองข้าม แต่สำหรับคนไร้บ้าน นี่อาจจะเป็นความสำคัญทางใจที่ทำให้พวกเขารู้สึกได้ว่าตัวเองยังได้เป็นเจ้าของอะไรบางอย่าง และของเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นยังติดตัวเขามาได้ ก็ทำให้รู้สึกถึงบ้าน
อีกหนึ่งกิจกรรมที่ Happy Endings สร้างไว้ให้พี่ปอและพี่น้องคนไร้บ้านคนอื่น ๆ คือการจัดปาร์ตี้คำขอบคุณให้กับบ้านอิ่มใจ เป็นคำขอบคุณไปยังเพื่อน ๆ คนไร้บ้าน และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลมาโดยตลอด
“พวกเราก็เลี้ยงไอติมแบบง่าย ๆ มีพี่เขายกมือถามว่า ตอนนี้พี่ปอเป็นยังไง เขาอยู่แบบไหน พวกเราก็บอกว่า พี่ปอยังมีชีวิตอยู่นะ ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งก็เป็นการที่เรายืนยันกลับไปที่กลุ่มคนที่อยู่ในแวดล้อมพี่ปอว่า มันมีความเป็นไปได้ในการดูแลแบบนี้อยู่นะ มันมีความเป็นไปได้ที่เขาที่จะเลือกการรักษาของตัวเอง”
ชุติมา เรืองแก้วมณี
การจัดงานเลี้ยงในนามพี่ปอ เป็นเหมือนการยืนยันว่าพี่ปอมีตัวตนอยู่ที่บ้านอิ่มใจจริง ๆ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในบ้าน เขายังถูกจดจำได้ในฐานะเพื่อนหรือพี่ของใครสักในบ้านอิ่มใจ รวมไปถึงกิจกรรมแบบนี้ยังช่วยทำให้คนไร้บ้านคนอื่น ๆ ได้เห็นว่าเขายังสามารถเข้าสิทธิในการรักษาพยาบาลได้ในยามเจ็บป่วย
จนถึงวันสุดท้ายที่พี่ปอจากไป ทีม Happy Endings ก็จัดการทุกอย่างให้เสมือนพี่ปอเป็นญาติคนหนึ่ง ซึ่งพี่ปอก็ได้รับการประกอบพิธีกรรมอย่างเหมาะสม
การตายดีควรเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ทุกคน
หลายครั้งที่พูดถึงการตายดี สิ่งแรกที่นึกถึงคือการใช้เงินและเวลาจำนวนมากในการทำให้การตายดีเกิดขึ้นจริงได้ เช่น ถ้าคนที่อยากได้การดูแลแบบประคับประคองที่บ้าน ก็ต้องเป็นคนที่มีพื้นที่ในบ้านที่เหมาะสม มีเงินจำนวนหนึ่งในการจ้างหมอหรือพยาบาลที่บ้าน
ที่ผ่านมามี โครงการเยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ขับเคลื่อนให้การตายดีเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ สำหรับผู้ป่วยที่อยากได้การดูแลที่บ้าน ซึ่ง ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ผู้ก่อตั้งเยือนเย็น พบว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่บ้านจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 หมื่นบาท ซึ่งก็ยังน้อยกว่าในโรงพยาบาลหลายเท่า
แต่ถึงอย่างไร สำหรับคนไร้บ้านที่ไม่มีที่อยู่อาศัยที่เป็นหลักแหล่งและถูกสุขลักษณะ ไม่มีงบประมาณที่มากพอ คำว่าตายดียังเป็นอะไรที่ดูไกลตัวไปมาก
“เมื่อพูดถึงการดูแลแบบประคับประคองเชิงสาธารณสุข การเสียชีวิตหรือการที่คนไข้มีภาวะเรื้อรังที่รักษาไม่หาย บางอย่างมันอาศัยการร่วมมือของคนในชุมชนด้วย ไม่ใช่แค่ทีมแพทย์พยาบาลอย่างเดียว ถ้าใครเคยเห็นชุมชนกรุณาก็จะเห็นภาพ Circle of Care วงล้อการดูแล ผู้ป่วยหนึ่งคน มีใครเกี่ยวข้องบ้าง ไล่ไปยาวจนถึงนโยบาย”
ชุติมา เรืองแก้วมณี

หมอปาย ชี้ว่าลำดับขั้นที่สำคัญคือ Inner network (เครือข่ายวงใน) ซึ่งในกรณีนี้ก็คือสุขภาวะข้างถนนที่มีนักจัดการรายกรณีมาช่วยประกบพี่ปอตลอดเส้นทางการรักษา ขยับวงออกมาไกลขึ้นอีกก็คือ Outer Network (เครือข่ายวงนอก) ที่หมายถึงกลุ่ม Happy Endings ที่ทำหน้าสร้างความไว้ใจให้กับพี่ปอ แล้วพยายามทำให้เขาเข้าใจกระบวนการรักษา เตรียมตัวเกี่ยวกับการจากไป
เพราะมิติความเจ็บปวดทั้งหมด (Total Pain) ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น หมอปาย เล่าว่าในกรณีของพี่ปอ นอกจากความเจ็บปวดทางร่างกายที่คนนอกเห็นตรงหน้าแล้ว คนไข้ยังเผชิญกับความเจ็บปวดทางจิตวิญญาณ (Spiritual Pain) อันได้แก่ ความเจ็บปวดจากการต้องพึ่งพิงผู้อื่น สูญเสียเรี่ยวแรงในการทำกิจวัตรประจำวัน สูญเสียความหวังและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง นอกจากนี้ยังมีความเจ็บปวดจากสังคม (Social Pain) มาจากเดิมทีที่เป็นคนไร้บ้านก็ถูกดูถูก และมีความรู้สึกไม่เชื่อใจในระบบสุขภาพ
ถึงแม้จะมีกลุ่มคนที่คอยเชื่อมโยงการดูแลให้เกิดขึ้นได้กับคนไร้บ้าน หมอปาย ก็ย้ำว่าก็ต้องมีการขยับไปให้ถึงขั้นนโยบายอย่างแท้จริง ซึ่งอาจเริ่มต้นจากการมีศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับคนไร้บ้านที่อยู่ในขั้นวาระสุดท้ายของชีวิต
“มันค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก เพราะว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของทรัพยากรทางการแพทย์ ไม่ใช่แค่อุปกรณ์ แต่เป็นทีมที่เข้าใจแล้วก็ดูแลคนไข้ในวาระนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
พญ.บุญจิรา เขียวขำ
หากถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาของพี่ปอ หมอปาย มองว่า เราและสังคมจะทำอย่างไรได้บ้าง ? ที่จะพาคนไข้ที่เป็นคนไร้บ้านได้รับการตรวจสุขภาพ หรือรู้ถึงโรคที่มีก่อนจะถึงจุดใกล้วิกฤต เป็นไปได้หรือไม่ ? ที่จะทำแผนการรักษาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของโรค ในวันที่ยังไม่ป่วยหนัก
เพราะสำหรับ คนไร้บ้าน การเข้าถึงการรักษาอาจไม่ได้ติดอยู่แค่ที่ประตูโรงพยาบาล แต่อาจเริ่มตั้งแต่การมีใครสักคนพาไปตรวจ ได้รู้ว่ากำลังป่วย และมีระบบที่ช่วยให้การรักษาเดินหน้าต่อเนื่อง ไปจนถึงการหาแนวทางที่สร้างโอกาสแม้อยู่ในช่วงวาระท้ายของชีวิต เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึง สิทธิตายดี และจากไปอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้มากที่สุด

