Human Resource พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) รักษาความเป็น “คน” บนโลกที่เราเป็นเพียง “ทรัพยากร”

[บทความเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์]

Human Resource พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) ภาพยนตร์ลำดับที่ 9 ของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เรื่องราวของ เฟรน พนักงาน HR สาวที่ท้อง 2 เดือน กับสิ่งที่ต้องพบเจอในชีวิตประจำวันในสังคมไทยที่แสนบิดเบี้ยว ทั้งความเหนื่อยล้า หัวหน้าที่ใช้ความรุนแรง ความตายของเพื่อนร่วมงาน บนสังคมที่ไม่ปลอดภัย ที่อาจจำเป็นต้องพึ่งพาระบบอุปถัมภ์

ไวยากรณ์ของหนังคือการบอกเล่าความจริงด้วยท่าทีอันเฉยชาและเลือดเย็น ไม่ต่างจากการเห็นชีวิตของตัวเราเองที่กำลังเผชิญกับทุกข์สุข จนนำมาสู่การตัดสินใจทำบางอย่างเพื่อความอยู่รอดไม่ต่างจากตัวละครในเรื่อง 

The Active ชวนสนทนากับ อ.เอ๋ – กุลวดี ทองไพบูลย์ นายกสมาคมนักจิตวิทยาคลินิก ถึงความผิดปกติแต่ธรรมดาในโลกการทำงาน ที่กำลังสะท้อนตั้งแต่ปัญหาระดับสุขภาพจิตของผู้คน จนไปถึงโครงสร้างระดับใหญ่ของประเทศ

กับคำถามสำคัญว่า ในช่วงเวลาแห่งความเหนื่อยหนักบนโลกใบนี้ เราจะรักษาความเป็น ‘มนุษย์’ ไว้ได้อย่างไร ในโลกที่เราอาจเกิดมาเป็นเพียงแค่ ‘ทรัพยากร’

โลกแห่งการทำงาน – พื้นที่ที่เย็นชาที่สุดในโลก

พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) ของ เต๋อ – นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ คือ เรื่องราวของ ‘เฟรน’ (รับบทโดย เอิงเอย – ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์) พนักงานสาวท้อง 2 เดือนแผนกทรัพยากรบุคคล (HR) ในองค์กรที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความโหดหิน

เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของเฟรนถูกถ่ายทอดอย่างราบเรียบ เสมือนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความปกติของชีวิต ทั้งที่แฝงไปด้วยความผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดเวลา นำมาสู่ความลังเลใจ และได้แต่ตั้งคำถามกับสิ่งตรงหน้าอยู่เพียงลำพัง

หนังเปิดด้วยการที่เธอฟังข่าวสารบ้านเมือง ตั้งแต่คดีอาชญากรรมไปจนถึงฝุ่นพิษ พร้อมกับการร่วมชีวิตกับแฟนหนุ่มหัวร้อนจอมบงการ ที่ดูเหมือนจะคอยพึ่งพาเธอเสียทุกอย่าง 

ในขณะที่ที่ทำงานก็เต็มไปบรรยากาศแห่งความเย็นชา และกลายเป็นสถานที่แห่งความรุนแรงที่เงียบที่สุด พนักงานคนหนึ่งหายไปติดต่อไม่ได้ กระทั่งพบว่าเธอหล่นหายไปจากระบบโดยสมบูรณ์ (เสียชีวิต)

หน้าที่ของเฟรนในแต่ละวันคือการสรรหา ‘พนักงานใหม่’ เข้ามาทำงานในบริษัท ที่คอยแบกรับความคาดหวังจากหัวหน้าด้านบน และความเจ็บปวดของน้อง ๆ พนักงานด้านล่าง 

หนังไม่ได้เล่าว่าเฟรนใช้ชีวิตแบบนี้มานานแค่ไหน แต่ภาพที่เห็น คือ ความเหนื่อยล้า เฉยชา ไร้อารมณ์ ไม่ยินดี ยินร้ายใด ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว และดูเหมือนเธอกำลังตั้งคำถามกับตัวเองตลอดเวลาว่า ในโลกอันบูดเบี้ยวนี้ เธอจะยอมให้ลูกของเธอ เข้ามาเป็นพนักงานใหม่ในโลกใบนี้จริง ๆ หรือ

อ.เอ๋ – กุลวดี ทองไพบูลย์ นายกสมาคมนักจิตวิทยาคลินิกและผู้กำกับภาพยนตร์ อธิบายว่า ‘เฟรน’ มีองค์ประกอบที่น่าสนใจหลายอย่าง ทั้งเป็นตัวแทนของพนักงานออฟฟิศกลุ่มใหญ่ในประเทศนี้ และเป็นคนธรรมดาที่ต้องรับผลกระทบจากความบิดเบี้ยวในสังคม

โดยเฉพาะหน้าที่ของ HR ที่เป็นเหมือน ‘คนตรงกลาง’ ระหว่างหัวหน้าและพนักงาน แบกรับทั้งปัญหาส่วนตัวและเรื่องงานของทุกคน จนนำมาสู่ความเหนื่อยล้าทางใจ

“เฟรน มีลักษณะของ ภาวะล้าจากความเห็นใจ (Compassion Fatigue) จากการแบกรับความเจ็บปวด ความขัดแย้ง ความทุกข์ และอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นสะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้เหนื่อยล้า ด้านชา”

เราจะเห็นว่าสิ่งที่เฟรนทำ ไม่ใช่การกรีดร้อง ตีอกชกลม แต่กลับกลายเป็นความเฉยชา ไร้อารมณ์และไร้คำพูดใด ๆ ไม่ต่างกับคนที่ตายทั้งเป็น

อ.เอ๋ – กุลวดี ทองไพบูลย์
นายกสมาคมนักจิตวิทยาคลินิก

“การพยายามตัดอารมณ์ความรู้สึกตัวเองออกเป็นกลไกการปกป้องตัวเองที่ทำให้เดินหน้าต่อไปได้ เพราะเมื่อไหร่ที่ยอมให้ตัวเองรู้สึกแล้ว เราจะยิ่งดิ่งลง”

ดูเหมือนการใช้วิธีนี้อาจจะเป็นเรื่องดีที่ทำให้เราอยู่รอดในออฟฟิศได้ โดยการชัตดาวน์ไปเลย ไม่ต้องรู้สึกรู้สาอะไร แต่แท้ที่จริงแล้ว การกลายเป็นคนเฉยชา (Emotional Numbness) ไร้ความรู้สึก หลังจากผ่านความเครียดอย่างหนัก (แบบเฟรนในเรื่อง) ส่งผลเสียต่อเนื่องมากกว่าที่คิด

การศึกษาจาก Psychological Science ชี้ว่าเมื่อเราพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ (Emotional Suppression) ไว้ สมองส่วน Amygdala (ศูนย์ควบคุมอารมณ์) จะทำงานลดลงเพื่อป้องกันตัวเอง แต่ส่งผลกระทบต่อ สมองส่วนหน้า ที่ใช้ในการตัดสินใจและความจำ

ผลที่เกิดขึ้นจะยิ่งทำให้ลืมง่าย สมาธิสั้น และไม่สามารถจัดการกับสิ่งซับซ้อนได้ เพราะพลังงานสมองถูกใช้ไปกับการ ‘กดข่ม’ อารมณ์เอาไว้ และสิ่งที่ตามมา คือ การเหนื่อยล้าสะสม (Physical Exhaustion) ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศก็เหนื่อยแล้ว

อีกสิ่งที่น่ากังวลใจไม่น้อยไปกว่ากัน คือ การกระทบความสัมพันธ์ 

ผู้ตกอยู่ในสถานะนี้มีแนวโน้มที่จะเกิด ภาวะ “ความเห็นใจบกพร่อง” (Empathy Gap) สูญเสียความสามารถในการอ่านสัญญาณทางอารมณ์ (Social Cues) จากผู้อื่น ทำให้อาจเผลอพูดจาทำร้ายจิตใจคนรอบตัวโดยไม่ตั้งใจ และนำมาซึ่งความร้าวฉานทางความสัมพันธ์ได้

“ความเครียดในที่ทำงานอย่างหนักทำให้เฟรนเลือกใช้ ‘การเฉยชา’ ที่เป็นเหมือน survival mode ช่วยให้เราเอาตัวรอดไปได้ในแต่ละวัน แต่ในระยะยาวจะทำให้เรา ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy) และนำมาซึ่งความโดดเดี่ยวในที่สุด”

คำอธิบายนี้ ทำให้เรานึกย้อนไปถึงท่าทีของเฟรน เมื่อรู้ข่าวว่ารุ่นน้องในที่ทำงานตาย เธอกลับไม่มีท่าทีเสียใจหรือโศกเศร้าใด ๆ ราวกับมันคือเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ (ทั้ง ๆ ที่มันไม่ปกติ)

หรือแม้แต่การตรวจพบว่าท้อง ก็กลับไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายใด ๆ ทั้งที่ดูเหมือนเป็นสิ่งที่เธอและสามีรอคอย

อ.เอ๋ อธิบายว่า นี่กำลังเป็นสัญญาณอันตรายในระยะยาว มีคนจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในสภาวะเช่นเดียวกับเฟรนและยังไร้ทางออก

สิ่งที่ง่ายที่สุด คือ การพยายามหา ‘พื้นที่ของตัวเอง’ หรือ ‘เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม’

“หลังจากยุคโควิด หรือการเข้ามาของสมาร์ตโฟน ทำให้เราเข้าสู่ยุคที่เส้นแบ่งการทำงานและชีวิตพร่าเลือน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่โหยหาสิ่งนี้เหล่านี้มาก แม้จะทำได้ยาก แต่เราก็อยากให้ทุกคนหาพื้นที่ของตัวเองให้เจอให้ได้”

อ.เอ๋ แนะนำว่า หากยังไม่รู้จะทำอย่างไร ให้เริ่มจากการสร้าง boundary ของตนเอง เช่น แยกเวลางาน-เวลาส่วนตัวออกเป็นสัดส่วน มีเพื่อนนอกที่ทำงาน และมีงานอดิเรก

“วิธีทั้งหมดนี้ช่วยได้แค่พยุงเราไว้ไม่ให้ล้มเจ็บหนัก แต่การเปลี่ยนที่ตัวเราคนเดียวแทบไม่มีความหมาย หากระบบของโลกการทำงานยังไม่เคยเปลี่ยน การจะแก้วงจรนี้ในระยะยาวได้จึงต้องปรับเปลี่ยนไปพร้อมกัน”

ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเป็นคำแนะนำที่เราได้ยินกันอยู่เสมอ แต่เป็นพื้นฐานสำคัญการจัดการชีวิตที่จะช่วยประคองเราบนโลกการทำงาน

ส่งต่อบาดแผล แต่ไม่ส่งต่อบทเรียน: เด็กยุคต้มยำกุ้งกับบาดแผลที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ในหนังมีฉากที่พาเราไปพบกับ ‘แม่’ ของเฟรนที่บ้านหลังเก่าที่เธอเติบโตมา หนังเล่าผ่านบทสนทนาของแม่ ว่าเธอเป็นเด็กที่เติบโตมาในยุค ‘ต้มยำกุ้ง’ หลังฟองสบู่แตก ดูเหมือนครอบครัวของเธอจะล้มละลาย และไม่สมบูรณ์อีกต่อไป

เสียงบทสนทนาของแม่ในบ้านเก่าของเธอหลังนี้ ดูเหมือนจะย้ำว่าช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนั้น เธอต้องอดทนเลี้ยงลูกเพียงลำพัง ใช้ชีวิตอันหนักหน่วงและเคี่ยวเข็นกันเป็นอย่างหนัก กว่าเฟรนจะโตมาเป็น ‘คนที่ได้เรื่อง’ อย่างทุกวันนี้

แน่นอนว่าแม่ได้เรียนรู้ว่าในช่วงเวลาของเธอ การอดทนต่อสู้ คือหนทางแห่งความสำเร็จ แต่ในยุคสมัยของเฟรน (ในช่วงเวลานี้) การอดทน อดกลั้นในโลกแห่งการทำงานที่เป็นสังคมที่แทบจะหาความสุขไม่ได้เลยนั้น ยังเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความหอมหวานอยู่จริงหรือไม่ ?

“คนเราจะเติบโตได้ มันก็ต้องอดทน แล้วความอดทนก็มักนำมาซึ่งความเจ็บปวดบ้าง”

อ.เอ๋ ย้ำถึงคำตอบในคำถามสำคัญข้างต้น ว่าการเลี้ยงดูของแม่ไม่ได้มีอะไรผิดเสียทีเดียว แต่กำลังหลงลืมอะไรไปบางอย่าง

“เราส่งต่อบาดแผล แต่ไม่เคยส่งต่อบทเรียน”

คนรุ่นพ่อแม่ที่เติบโตมากับการถูกเฆี่ยนตี ด่าทอ บังคับเคี่ยวเข็น บาดแผลทางใจที่ไม่เคยถูกแก้ไขนี้จึงถูกส่งต่อให้ลูกหลานไปเรื่อย ๆ จากรุ่นสู่รุ่น หรือ Intergenerational trauma 

“ทุกการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นไปแล้ว เราจำเป็นต้องกลับมาทำความเข้าใจ และนำบทเรียนที่ได้ส่งต่อให้ลูกหลาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับคือการส่งต่อบาดแผลไปสู่พวกเขาไปเรื่อย ๆ แล้วทำให้เขากลายเป็นคนเจ็บป่วยทางใจ”

อย่างไรก็ตาม เมื่อบาดแผลถูกส่งต่อมาถึงเราแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “หยุดส่งต่อความเจ็บปวด” แต่ควรส่งต่อประสบการณ์และการเรียนรู้จากบาดแผลนั้น เปลี่ยนมรดกแห่งความทุกข์ให้กลายเป็นการเริ่มต้นใหม่ของคนรุ่นถัดไปให้ดีกว่าเดิม

“พี่จักรปากระดาษใส่หน้าหนู”
เมื่อพนักงานโหยหาพื้นที่ปลอดภัย กับระบบที่ล้มเหลวในองค์กร

ย้อนกลับมาที่ออฟฟิศ…

มีตัวละครหนึ่ง ที่ถูกพูดถึงตลอดเวลา แต่เรากลับไม่เคยเห็นหน้าเลย คือ ‘จูน’

จูน เป็น รุ่นน้องพนักงานคนหนึ่งที่หายไปจากออฟฟิศ ตามตัวไม่ได้ แม้กระทั่งที่บ้านก็ไม่รู้ สุดท้าย เธอเสียชีวิต

ไม่ว่าการตายของจูนจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในที่ทำงานหรือไม่

แต่ หนังเปิดเมสเสจสำคัญ คือ “พี่จักรปากระดาษใส่หน้าหนู” ข้อความสุดท้ายที่เธอส่งหาตัวเอกของเรื่อง ในฐานะ HR และรุ่นพี่ที่ทำงาน

สำหรับคนรุ่นก่อน พฤติกรรมนี้อาจเป็นเรื่องปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ ‘พอจะอดทนได้’ แต่แท้จริงแล้ว ความเล็กน้อยนี้อาจทำร้ายมากกว่าที่คิด

อ.เอ๋ อธิบายว่า สิ่งที่ HR ควรทำ คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในที่ทำงาน 

“เด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z เป็นต้นไป มีความเครียดและวิตกกังวลสูงกว่ารุ่นก่อน ๆ หรือเรียกว่า The Anxious Generation 

“เขาเกิดมาในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เขาจึงต้องการความมั่นคง มั่นใจ และความปลอดภัยในชีวิต หากเรามอบความปลอดภัยให้เขาได้ในโลกการทำงาน ศักยภาพของพวกเขาจะเปิดและไปได้ไกลอีกมาก”

หากถามว่า แล้วจะทำอย่างไร ให้สร้างพื้นที่ปลอดภัยในที่ทำงานได้ ?

อ.เอ๋ อธิบายว่า เมื่อโลกทุกวันนี้ผันผวน สิ่งที่พอทำได้ คือการสร้างกติกาที่ชัดเจนบังคับได้จริง และสำคัญที่สุด คือ การมีระบบที่ดี

หากย้อนไปดูตั้งแต่ระบบสถาบันการศึกษา ตอนนี้หลายแห่งพยายามทำให้เกิด โรงเรียนปลอดภัย โดยมีนโยบายต่อต้านการกลั่นแกล้งรังแก (Anti-Bullying Policy) แต่ปัญหาคือ เมื่อเกิดปัญหา กลับไม่ได้ใช้อย่างจริงจัง ปล่อยให้เด็กจัดการกันเอง นี่เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เด็กเชื่อว่าระเบียบที่มีในสังคมไม่สามารถใช้ได้จริง และเสียความมั่นใจในระบบ

“เด็กถูกหล่อหลอมด้วยระบบที่ใช้ไม่ได้จริงตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน เมื่อโตขึ้นและเข้าสู่โลกการทำงาน พวกเขาก็จะคิดไม่ต่างจากเดิม ความหวังที่เห็นในสายตาเด็ก ๆ ต่อโลกใบนี้ ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปทุกที”

เรื่องราวของ จูน จึงไม่ต่างกัน

ดูเหมือนจูนจะเป็นเสาหลักของบ้าน เมื่ออยู่ในองค์กร แล้วต้องต่อรองกับผู้มีอำนาจมากกว่า ทำให้ต้องเก็บเงียบเพื่อเผชิญกับความคับข้องใจ อดทนไว้เพื่อรักษาอาชีพการงาน

จูนเลือกจะรายงานปัญหาต่อ HR ที่ดูเหมือนจะเป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่ก็ไม่เป็นจริง เพราะ HR ก็ถูกควบคุมด้วยระบบที่ไม่เป็นธรรมอีกเช่นกัน

เมื่อระบบที่ใหญ่มากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คนที่มี อำนาจต่อรอง (Bargaining Power) ในองค์กรน้อย ก็ต้องจากไปเอง

“สังคมการทำงานบ้านเราทำให้เราต้องอยู่ในระบบที่ใหญ่กว่าตัวเอง หากเราไม่มีทางเลือก และองค์กรไม่เข้มแข็งพอที่จะเปลี่ยน ก็ต้องอดทน ปัญหาสุขภาพจิตก็ตามมา ทำให้เราเห็นปัญหาสุขภาพจิตในไทยเยอะขึ้น โดยไม่ได้รับการแก้ไขตั้งแต่ต้นทาง”

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของ เฟรน หรือ จูน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ปัจจัยสุข-ทุกข์ ของมนุษย์คนหนึ่งไม่ได้มาจากตัวเราเพียงคนเดียว แต่สัมพันธ์กับหลากหลายระบบในชีวิต

การพังเพียงแค่ระบบเดียว อาจทำให้มิติอื่นของชีวิตพังไปด้วยเป็นทอด ๆ ราวกับโดมิโน ที่เมื่อตัวแรกล้มลง ก็กระทบตัวอื่นให้ล้มตามไปเรื่อย ๆ จนทำให้พังไปทั้งชีวิต

“มนุษย์มีทางเลือกเสมอ หากเราไม่เลือก นั่นคือ การเลือกแล้ว”

อ.เอ๋ บอกว่า ความเชื่อเช่นนี้อาจเป็นการมองโลกเชิงบวกสักหน่อย แต่ขอให้อย่าหมดหวัง เพราะเมื่อเราต้องอยู่ในระบบที่กดทับเช่นนี้ การออกไปหาโอกาสใหม่เป็นสิ่งที่จำเป็น

แต่ในฐานะนักจิตวิทยายอมรับว่า ในยุคสมัยนี้ต่อให้ออกไปหาทางเลือกหรือทำให้พวกเขามีทักษะและการรับมือกับปัญหาแล้ว

ก็ใช่ว่าจะสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ หากระบบยังไม่เปลี่ยน

“ตอนนี้สังคมป่วยไข้มาก การจะดึงมนุษย์คนหนึ่งให้กลับมาเห็นคุณค่าในตัวเอง ค้นเจอความหมายในในชีวิตได้มันยากกว่าแต่ก่อนมาก

“มันไม่ใช่แค่การคอยเป็นคนรับฟัง ให้พื้นที่ระบาย หรือให้เครื่องมือในการปรับพฤติกรรม เหมือนที่ผ่านมาเท่านั้นอีกแล้ว แต่มันต้องอาศัยทักษะให้เขามากกว่านั้นมาก

“เพราะเมื่อบำบัดเสร็จ เขาอาจดีขึ้นตอนอยู่กับเราแค่ 1 ชั่วโมง แต่หลังจากนี้เขาก็กลับไปอยู่ในที่ทำงานเดิม สิ่งแวดล้อมเดิม เขาก็กลับเผชิญกับปัญหาและความรู้สึกแบบเดิม”

อ.เอ๋ ชวนให้เรามองเห็นปัญหาระดับโครงสร้าง ว่าการแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพจิตในองค์กรไม่ใช่เพียงการแก้ที่รายบุคคล แต่ต้องทำในระดับโครงสร้างทั้งระบบ

เพราะเมื่อมีระบบที่ดี คนจะมีทางเลือกมากขึ้น พึงพอใจกับชีวิตมากขึ้น แล้วปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทยจะลดลง

“เราเชื่อว่าถ้ามีระบบที่ดี มีกติกา และการบังคับใช้ที่ชัดเจน จะทำให้ผู้คนมีความหวัง และเมื่อมีเชื่อมั่น ทำให้รู้สึกปลอดภัย มั่นคง และหากมีระบบที่วางไว้ดีพอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือเปลี่ยนคนทำงานอย่างไร ระบบก็จะเดินต่อไปได้ด้วยตัวมันเอง”

กว่าจะโตมาเป็น “คนที่โอเค” มันยากเหลือเกิน
เมื่อคนรุ่นใหม่ตั้งคำถามกับการมีลูก

“การโตมาเป็นคนที่โอเค มีความรู้ สุขภาพดี มีงาน มีเงินเก็บ อดทน เข้มแข็ง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ทำให้คนที่เรารักและรักเราเสียใจ มันยากเหลือเกิน”

เฟรน

บทสนทนานี้เกิดขึ้นระหว่างเฟรนกับเทม (แฟนหนุ่ม) ระหว่างเตรียมวางมัดจำเตรียมเข้าโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่เด็กยังไม่ลืมตาดูโลก

สีหน้าและบทสนทนาของเฟรน สะท้อนถึงความกังวลก้อนมหึมามหาศาลในใจ ไม่ต่างจากหนุ่มสาวในยุคสมัยนี้ที่ตั้งคำถามต่อการมีลูก 

ไม่ว่าจะเป็นการดิ้นรนขนานใหญ่ของคนเป็นพ่อแม่เพื่อให้ลูกได้ในสิ่งที่ดีที่สุด หรือกระทั่งการตั้งคำถามต่อสภาพสังคมไทยที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ว่าเหมาะสมให้เด็กสักคนเกิดมาบนผืนแผ่นดินแห่งนี้จริง ๆ หรือ ?

“เราได้ยินเสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ที่ตัดสินใจว่าจะไม่มีลูก”

อ.เอ๋ เล่าถึงเสียงสะท้อนที่ได้ยินจากคนหนุ่มสาวที่ได้คลุกคลีจำนวนมาก ด้วยเหตุผลที่แทบไม่ต่างจากตัวละครในเรื่อง

“การมีลูกคือ commitment (พันธสัญญา) ระยะยาว และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรถามตัวเองว่าพร้อมแค่ไหนในการพามนุษย์คนหนึ่งมาเกิดบนโลกนี้ และมันคือความรับผิดชอบที่ต้องพาเขาไปให้ถึงศักยภาพสูงสุดของพวกเขาให้ได้ แม้ในโลกที่ไม่ได้สวยงามและมีปัญหามากมายเช่นทุกวันนี้”

สำหรับประเด็นนี้ อาจไม่คำตอบที่ตายตัว แต่ชวนชี้ให้เห็นว่า ภายใต้การคิดใคร่ครวญของคนที่กำลังลังเลเรื่องการมีลูกนั้น ก็กำลังสะท้อนให้เห็นถึง ความคาดหวัง ของพวกเราที่มีต่อเด็กคนหนึ่งแม้จะยังเดินทางมาไม่ถึงโลกใบนี้เสียด้วยซ้ำ

รักษาความเป็น “คน” บนโลกที่เราเป็นเพียง “ทรัพยากร”

“ไม่ว่าเฟรนจะเติบโตมาเป็นคนแบบไหน แต่เธอก็มีฟังก์ชันตั้งแต่เกิดแล้ว คือการเป็นเพื่อนแม่”

กุลวดี ทองไพบูลย์

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เล่าไว้ว่า จริง ๆ แล้วชื่อจริง ของ เฟรน คือ ‘มิตรา’ มาจากการที่แม่อยากให้เฟรนเกิดมาเพื่อเป็นแก้วตาดวงใจ ให้กำลังใจ และอยู่เป็นเพื่อนแม่ (คาดว่าเป็นผลจากวิกฤตชีวิตของแม่)

และนี่แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังของ แม่ ที่มีต่อ เฟรน 

เฉกเช่นเดียวกับตัวเธอเองเมื่อตั้งท้อง เธอและแฟนหนุ่มก็พาไปกันไปจองคิวให้ลูกเข้าโรงเรียนนานาชาติแสนแพง เพื่อรองรับความคาดหวังของพวกเขาตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก

“เด็กคนหนึ่งอาจเกิดมาบนโลกเพื่อวัตถุประสงค์อะไรบางอย่างของพ่อแม่ และคุณอาจกลายเป็นทรัพยากรตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ”

อ.เอ๋ สะท้อนว่า ตั้งแต่มนุษย์คนหนึ่งเกิดขึ้นมา เติบโต แทบไม่มีนาทีไหนเลยที่เราไม่ต้องแข่งขันกับใคร และเมื่อเข้าสู่โลกการทำงาน เราถูกชี้วัดด้วย KPI หรือ Performance ทุกปีเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ขององค์กร 

โลกการทำงานพยายามบีบให้เราต้องวิ่งหา skill ใหม่ ๆ เพื่อให้เราทำงานให้แก่องค์กรได้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ

“เรามีสิทธิเป็นคนไม่เก่งได้ด้วยหรือ ?” 

นี่คือเสียงสะท้อนที่ อ.เอ๋ ได้ยินจากคนรุ่นใหม่วัยทำงานที่กำลังเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต กับความคาดหวังที่ต้อง เป็นคนเก่ง ตลอดเวลา พยายามวิ่งไปข้างหน้าไปเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่าเส้นชัยอยู่ตรงไหน แล้วเมื่อไหรจะได้พักเสียที

ทั้งหมดนี้คือความกดดันในสังคม ที่ดูเหมือนกำลังลดทอนความเป็นมนุษย์ของเราให้เหลือแค่การเป็นเพียง ‘ทรัพยากร’

“หนังเรื่องนี้ตะโกนใส่หน้าเราว่า ไม่มีหรอกที่คุณจะเกิดมาโดยไม่มีหน้าที่ แค่คุณเกิดมาก็เป็นทรัพยากรแล้ว”

แต่คำถามสำคัญ คือ เมื่อเรารู้แล้วว่าเกิดมาเป็นทรัพยากร จะทำอย่างไรเพื่อให้รักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้

เมื่อคำว่า Human และ Resource มีความหมายที่ย้อนแย้งกันอยู่ แต่มันกำลังถูกทำให้เดินไปด้วยกัน

“เราเคยตั้งคำถามกับคุณเต๋อ (นวพล) เหมือนกัน ว่ามีช่วงไหนที่คิดว่า 2 คำนี้มันไกลกัน หรือเมื่อไหร่ที่ทำให้มันใกล้กันมากขึ้นไหม แต่เราได้คำตอบนี้จริง ๆ จากทุกคนหลังจากการปิดวงสนทนา”

กิจกรรม TALK HALL: The conversation inspired by HUMAN RESOURCE Movie คืองานเปิดให้ผู้สนใจเข้าล้อมวงพูดคุยเกี่ยวกับหนัง และสำรวจความเป็นมนุษย์หลังดูภาพยนตร์จบ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา 

“ในวงพูดคุยวันนั้น พวกเราถอดบทบาทหน้าที่ทั้งหมด แล้วอยู่ด้วยกันในฐานะมนุษย์ เราไม่รู้จักชื่อ ไม่รู้จักแบ็กกราวนด์ พวกเราไม่รู้จักกันเลย

“แต่เราร่วมแชร์ความคิด ความรู้สึก และความเจ็บปวดร่วมกันในฐานะมนุษย์ นี่คือโมเมนต์ที่เรารู้สึกว่า พวกเราเป็นมนุษย์จริง ๆ”

และในวันนั้น กลายเป็นโมเมนต์ที่เป็นคำตอบสำคัญของคนหนุ่มสาวในโลกการทำงานอันแสนเหน็ดเหนื่อย โหดร้าย เย็นชา ทว่าหลีกเลี่ยงได้ยาก 

ว่าสิ่งที่พอทำได้ต่อจากนี้ คือ การพยายามหล่อเลี้ยงความเป็นมนุษย์ของตัวเองไว้ไม่ให้สูญหายไปกับระบบการทำงานที่บิดเบี้ยวไปเสียหมด

“คุณต้องกล้าแสดงความเห็น กล้าแสดงความรู้สึก กล้าต่อสู้ และกล้ามีชีวิตอยู่เพื่อบางสิ่ง เพราะในเมื่อคุณหนีการเป็นทรัพยากรไม่ได้ ก็ขอให้คุณอย่าหลงลืมความเป็นมนุษย์ของตัวเอง” 

อ.เอ๋ ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

รับชมในรูปแบบวิดีโอพอดแคสต์


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย