เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย: ร่วมสร้างนิเวศแห่งความใจดี เริ่มต้นที่ “Mind Month”

“ฆ่าตัวตาย” เรื่องที่ควรพูดในที่สาธารณะได้ ? | ฐิตินบ โกมลนิมิ

ในฐานะคนที่เห็นความตายเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ และเคยผ่านช่วงเวลาที่ชีวิตชืดชาจนไม่เหลือเป้าหมาย สิ้นยินดีกับชีวิตและสิ่งรอบข้าง แต่กลายเป็นว่าห้วงเวลาที่คิดวนไปวนมากลับเป็นช่วงเวลาที่ได้คิดทบทวนมากที่สุด ที่ได้เรียนรู้ว่าความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่คือเสียงสะท้อน “ขอความช่วยเหลือ” เสียงสะท้อนของความโดดเดี่ยวที่คนรอบข้าง ที่รัฐ และสังคมปล่อยให้เราเผชิญตามลำพัง เป็น “ความเจ็บปวดที่แบกรับไว้คนเดียวมันหนักเกินไป”…

คุณคงอยากถามแล้วใช่ไหม ? “ทำไมผ่านมาได้ ?”
 เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังช่วงท้าย …

พฤษภาคม 2569: “คนจนใหม่” ในฤดูร้อน

มีหลายทฤษฎีในการวิเคราะห์ฉากทัศน์สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อมากขึ้น พร้อมกับสารพัดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ลามไปทั่วโลก ไม่เว้นประเทศไทย แต่เรากลับไม่ค่อยเห็นฉากทัศน์ในการรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในประเทศเท่าใดนัก

ณ นาทีนี้ ยิ่งรู้ผลกระทบเร็ว ยิ่งป้องกันได้เร็ว


“ใช่ ฉันกำลังชวนคุณคุยเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจกับสถานการณ์การฆ่าตัวตาย”


“ฉันอยากย้ำว่าการพยายามจบชีวิต เป็นเรื่องที่ป้องกันได้”

และอยากตั้งคำถาม “สังคมแบบไหนกันที่ทำให้คนบางคนสิ้นหวังไม่เห็นทางออก”

ฉันไม่รู้ว่า “เรา” สังคมไทย เห็นสัญญาณเดียวกันหรือไม่ เราไม่ได้กำลังจะเจอ “วิกฤตเศรษฐกิจ” จากภาวะ “Oil Shock” เป็นสาเหตุเดี่ยว ทว่า วิกฤตเศรษฐกิจของไทยสะสมความตึงเครียดมานานแล้ว จากสถานการณ์โควิด – 19 ที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะที่ผ่านมา รายได้แทบไม่ขยับเพิ่มขึ้นเลย ขณะที่ค่าใช้จ่ายทยานพุ่งขึ้น แม้ว่าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จะระบุเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation

ซึ่งตามนิยามทางทฤษฎีแล้ว ภาวะดังกล่าวจะต้องประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลักคือ เศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างมาก (Downturn) ควบคู่ไปกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและยืนระยะยาวต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในสภาวะนั้น ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว และคาดว่าจะเริ่มทยอยลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีหน้าเป็นต้นไป 

เราจะอดทนถึงปีหน้าไหวไหม ? เพราะตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป “ความไตรมาสสองของระบบงบประมาณและการส่งออก” ได้สร้าง “พายุสี่ลูก” ที่ซ้ำเติมชนชั้นกลางให้กลายเป็น “คนจนใหม่” เร็วขึ้นอีก จากปัจจัยคือ

  1. วิกฤตค่าไฟหน้าร้อน: อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศา ทำให้ค่าไฟพุ่ง 3% ประกอบกับสูตรค่าไฟก้าวหน้า “ใช้น้อยจ่ายถูก ใช้มากจ่ายแพง” ทำให้บ้านชนชั้นกลางที่ใช้เครื่องปรับอากาศต้องจ่ายค่าไฟเพิ่ม 10-30% เป็นรายจ่ายภาคบังคับที่เลี่ยงไม่ได้
  2. น้ำมันคือโดมิโน: ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นทุก 1 บาท จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 5-8% ชนชั้นกลางที่มีไลฟ์สไตล์การบริโภคสูงจะได้รับแรงกระแทกจากเงินเฟ้อนี้มากกว่ากลุ่มฐานรากที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐ
  3. ค่าเรียนลูก “Peak Period”: เดือนพฤษภาคมคือช่วงเปิดเทอม พ่อแม่ต้องจ่ายค่าเรียนพิเศษและค่าแรกเข้าเฉลี่ย 25,000 บาทต่อคน ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสเงินสดในครัวเรือนต่ำสุดของปี
  4. การเข้าไม่ถึงสวัสดิการ: กลุ่มคนจนใหม่มักมีรายได้เกินเกณฑ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” (เกิน 100,000 บาท/ปี) ทำให้พวกเขาไม่ได้รับเงินเยียวยา 1,000 บาท หรือส่วนลดค่าไฟ 200 หน่วยแรก กลายเป็นกลุ่มที่ “ตกสำรวจ” และต้องแบกภาระเอง 100%

ยิ่งส่องเข้าไปกลุ่มคนที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ที่เรียกกันว่า “แซนวิช เจนเนอเรชั่น” หรือ “วัยเดอะแบก” ที่ต้องดูแลครอบครัวที่กำลังถักทอสร้างใหม่ และต้องกลับไปดูแลสุขภาพพ่อแม่ของตัวเองด้วย ความเครียดสะสมจะมากขึ้นทบเท่าตัว

ไม่กี่วันก่อน, นิ้วไถไปเจอข้อมูลจากไอเอฟดีโพล (ของสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา – IFD: Institude of Future Stidies for Development) สำรวจความคิดเห็นประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป กลุ่มตัวอย่าง 1,264 คน ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2569 วิเคราะห์ถึงสถิติความเปราะบางทางการเงิน สะท้อนว่าคนไทยกว่า 88% กำลังเผชิญภาวะปากท้องตึงมือขั้นรุนแรงจนถึงขั้นไปต่อไม่ไหว โดยในจำนวนนี้มีเพียง 11.69% เท่านั้นที่ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ

มีคนสายป่านสั้น: ประชาชนกว่า 78.62% มีเงินสำรองอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือนหากขาดรายได้ และที่น่าตกใจคือมีถึง 31.39% ที่จะอยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือนเท่านั้น

ข้อมูลดังกล่าว ยังชี้ว่าความกลัวที่มากกว่าเรื่องเงิน คือคนไทยถึง 98% ยอมรับว่าสิ่งที่พวกเขากลัวที่สุดคือ “ปัญหาปากท้องจะกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์ในครอบครัว” อ่านแล้วถอนหายใจเฮือกเลย …

อย่างน้อยวิกฤตเศรษฐกิจช่วงนี้ ก็ส่งผลกระทบกับใครหลายคนถึงจานข้าวในบ้านแล้ว และไม่มีใครกล้าฟันธงว่าสถานการณ์ยากลำบากนี้จะลากยาวนานแค่ไหน

จากประสบการณ์คนที่เดินทางผ่าน “วิกฤตต้มยำกุ้ง” “วิกฤตโควิด” และกำลังอยู่กับ “วิกฤตครั้งนี้” ด้วย

“วิกฤตต้มยำกุ้ง” ซึ่งเป็นวิกฤตการเงิน ปี 2540 อัตราการฆ่าตัวตายในประเทศไทยพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 2542 อยู่ที่ประมาณ 8.6 รายต่อประชากรแสนคน รอยน้ำตาของเจ้าของกิจการที่มอดไหม้ พนักงานบริษัทตกงานจำนวนมาก การว่างงานกระทันหันทำให้หนี้สินครัวเรือนกลายเป็นแรงกระแทกสุดท้าย

คนยุคหนึ่งจะมีภาพจำเจ้าของกิจการเลือกจบชีวิตที่ตลาดหุ้น กระตุกให้กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ต้องเฝ้าระวังทั้งอัตราคนเป็นโรคซึมเศร้าและอัตราคนฆ่าตัวตายเป็นหมุดหมายโครงการระบาดวิทยาด้านสุขภาพจิตระดับชาติจนถึงปัจจุบัน ครั้งนั้นกว่าเราจะเรียนรู้ว่าปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีผลต่อแนวโน้มการฆ่าตัวตาย ใช้เวลาถึง 2 ปี

จากนั้น อัตราการฆ่าตัวตายค่อย ๆ ลดลงและคงตัวอยู่ในระดับประมาณ 6 รายต่อประชากรแสนคนในช่วงทศวรรษถัดมา แต่อุบัติการณ์ความสูญเสียก็กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงวิกฤตโควิด-19 และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในปีงบประมาณ 2567 อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จในประเทศไทยดีดตัวขึ้นเป็น 8 รายต่อประชากรแสนคนอีกครั้ง เราสูญเสีย 5,217 ชีวิต หรือเฉลี่ยทุก 2 ชั่วโมง จะมีคนพยายามจบชีวิต 7 คน เป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีนี้ ไม่ได้บอกว่าคนไทยอ่อนแอลง แต่กำลังบอกว่า “ตาข่ายรองรับทางสังคม” ของเรากำลังขาดสะบั้น

ความน่ากังวลของกลุ่มคนจนใหม่คือภาวะ “พังเงียบ” (Silent Collapse) เนื่องจากต้องรักษาหน้าตาทางสังคม ถ้าคุณมอนิเตอร์ข่าวอยู่เงียบ ๆ จะพบพฤติกรรมการจบชีวิตที่เปลี่ยนไปต่างจากปี 2540 ที่เกิดเหตุการณ์ในพื้นที่สาธารณะเพื่อประท้วงระบบเศรษฐกิจและใช้เวลา 2 ปีจึงพุ่งถึงจุดสูงสุด

แต่ปัจจุบัน ผลกระทบจากค่าครองชีพรายวัน เรารับรู้ผ่านแอปพลิเคชันและการแจ้งเตือนหนี้แบบ Real-time ทำให้ความเครียดพุ่งสูงได้ในระดับเดือนต่อเดือน จึงมีแนวโน้มการจบชีวิต “ในที่พักอาศัย” หรือ “ยกครัว” เนื่องจากปัญหาหนี้สินที่กัดกร่อนความสัมพันธ์ภายในบ้าน

นี่เป็นสัญญาณที่ “เรา” – สังคมควรช่วยกันเฝ้าระวัง

พฤษภาคม 2569: เมฆครึ้ม สัญญาณฤดูฝน อากาศแปรปรวน

ฉันลังเลที่จะพูดถึงกลุ่มเสี่ยงอื่น ๆ บทความนี้ไม่ควรจะเครียดเกินไป กังวลว่าคนอ่านเบือนหน้าหนีเสียก่อน

“สังคมแบบไหนกันที่ทำให้คนบางคนสิ้นหวังไม่เห็นทางออก”

การขึ้นราคาน้ำมันเป็นผลกระทบแบบโดมิโน นอกจากกลุ่ม “คนจนใหม่” และเกษตรกร กลุ่มไรเดอร์ คือผู้แบกรับต้นทุนราคาน้ำมันโดยตรง ทำให้ค่าน้ำมันต่อวันเพิ่มขึ้นจาก 200 บาทเป็น 300-250 บาท ทำให้ไรเดอร์ต้องทำงานทำรอบเพิ่มขึ้นจากเดิม 30 เที่ยวต่อวัน เพื่อให้ได้รายได้ 1,000 บาท ยิ่งต้องทำรอบให้มากขึ้น ซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและความเครียดสะสม และไม่มีอำนาจต่อรอง “ค่ารอบ” กับธุรกิจแพลตฟอร์มได้เลย

นี่อาจจะเป็นการคาดการณ์ของฉัน กลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบปี 2568-2569 อาจจะเป็น “เสียงเงียบ” กลุ่มที่เปราะบางที่สุดในโครงสร้างสังคม เรียนจบออกมาต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าคนรุ่นก่อน ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการจ้างงาน และ “กับดักไร้ประสบการณ์” (Seniority Bias) รวมทั้งผลกระทบจาก AI ที่เข้ามาทำงานแทนที่หลายตำแหน่งงาน ทำให้ตลาดแรงงานสำหรับเด็กจบใหม่หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

แน่นอนคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบ หรือ First Jobbers ชีวิตจะเริ่มต้นติดลบก่อน คือมีหนี้สินตั้งแต่เริ่มงาน และในอนาคต รายได้ก็จะโตไม่ทันค่าครองชีพ จากสัญญาณวิกฤตเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ ดูแล้วไม่มีสัญญาณของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทั้งในปี 2569 และคงอีกเป็นเช่นนี้อีกหลายปี ทำให้ First Jobbers มีรายจ่ายภาคบังคับ ทั้งหนี้ที่มี ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภคที่แบกรับเพิ่มขึ้น สูงถึง 70-80% ของรายได้ ถ้าสถานการณ์ยังยืดเยื้อเช่นนี้ มุมมองที่เขามีต่อสังคมจะเปลี่ยนไป … การแบ่งปันให้สังคมอาจจะน้อยลง

ฉันไม่รู้ว่าเงินกู้ 400,000 ล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพได้มากแค่ไหน ฉันภาวนาอย่าให้โครงสร้างสวัสดิการรักษาพยาบาลทุกกองทุนมีปัญหาเหมือนครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง นั่นคือหลังพิงสุดท้ายของ “คนจน” ไม่ให้ล้มละลายมากเกินไป

“เงินเฟ้อทางการแพทย์สัญญาณอันตรายระบบสุขภาพไทย” บทวิเคราะห์จากธนาคารกรุงเทพที่ฉันอ่านแล้วอึ้ง “ค่ารักษาพยาบาลไม่ได้เคลื่อนไหวตาม ‘เงินเฟ้อทั่วไป’แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเฉพาะของระบบสุขภาพผลลัพธ์คือ ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของครัวเรือน ไม่ใช่แค่ “ค่ารักษาแพงขึ้น”แต่กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนความหมายของคำว่า “การเข้าถึงการรักษา” ไปด้วย

มีรายงานข่าวเป็นระยะว่า คนหนีการรักษาจากโรงพยาบาลเอกชนไปโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น เพราะเงินในกระเป๋าน้อยลง และโรงพยาบาลรัฐก็เป็นหนี้ค่ายามหาศาลจากระบบการหมุนเงินกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในวิกฤตพลังงานครั้งนี้ เราเห็นประกาศโรงพยาบาลเอกชนถอนตัวจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เราเห็นประกาศจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ลดการจ่ายยาให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังจากทุก 3 เดือนเป็นการจ่ายยาเดือนต่อเดือน

ฉันเป็นหนึ่งในผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบนั้น ยาต้านเศร้าที่เคยได้รับอย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือนถูกหารเฉลี่ยจ่ายเพียงเดือนต่อเดือน


เดือนที่หนึ่ง ผ่านไป …


เดือนที่สอง ผ่านไป …


เดือนที่สาม ฉันตัดสินใจ “ขอยุติการรักษา” กับหมอ มันมาถึงจุดที่ฉันอายต่อการไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลของตัวเอง

ในฐานะผู้ป่วยซึมเศร้าที่รักษาต่อเนื่องมากว่า 10 ปี และมาถึงจุดที่กินยาต้านเศร้านอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ภาษาโรงพยาบาลเรียก “ยานอกสิทธิ์” ตามกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า ถ้าการรักษาใดที่แพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นควรได้รับยาหรือการรักษานั้น ๆ จะต้องไม่เสียค่าใช้จ่าย หลายปีที่ผ่านมา, ฉันต่อรองกับหมอจนสามารถได้กินยาต้านเศร้านอกบัญชียาหลักฯ ได้ฟรี

แต่ 2-3 เดือนที่ผ่านมา, การถือใบอนมุติใช้ยานอกบัญชีฯ ตั้งแต่เคาน์เตอร์พยายาล ช่องพิจารณาสิทธิ ช่องจ่ายยา ต่างถามว่าฉันได้ใบอนุมัติฯ นี้มาได้อย่างไร หมอเซ็นมาได้อย่างไร “เดือนหน้าใช้สิทธิแบบนี้ไม่ได้นะ” “จะมาเอายาฟรีแบบนี้ไม่ได้นะ” เสียงดังจากห้องยาพูดดัง ๆ ให้ฉันได้ยินทุกครั้ง และทุกจุดที่ฉันเดินไปใช้สิทธิ ฉันอายกับการใช้สิทธิของตัวเอง ฉันอาย …

หลังจากหมอได้ยินเหตุผลการขอยุติการรักษา หน้าถอดสีเห็นได้ชัด สายตามองหน้าฉันกับจอคอมพิวเตอร์สลับกันอยู่นาน ปล่อยให้บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความเงียบจนฉันรู้สึกอึดอัด อยากหายตัวออกไป และเสียงหมอทำลายความเงียบ ให้ความหวังเบาบางกลับมา

“เรามาลองพยายามกันอีกครั้งนะครับ”


“หมอจะสู้กับระบบไปกับคุณ”


“การที่ระบบโรงพยาบาลทำให้ผู้ป่วยอายในการใช้สิทธิและยุติการรักษาเป็นเรื่องใหญ่ ผมเพิ่งเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ เพราะคุณพูดตรงไปตรงมา ผู้ป่วยคนอื่นคงแค่หายไปเฉย ๆ ผมจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม สู้ไปกับผมนะครับ”

จากนั้น, หมอก็ก้มหน้าเขียนใบอนมุติการใช้สิทธิกินยาต้านเศร้านอกบัญชียาหลักฯ ให้ฉันอีกครั้ง คราวนี้เขียนสั่งยาให้ 3 เดือนเลย น้ำตาจะไหล ฉันรีบหยิบกระดาษทิชชูบนโต๊ะหมอปาดน้ำตาเร็ว ๆ ปากพูดขอบคุณในคอเบา ๆ

พฤษภาคม 2569: MIND Month สายลมของฤดูร้อน

คนไม่ค่อยรู้ในวงกว้างว่ามีมติ ครม. 6 พฤษภาคม 2568 ประกาศให้เดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็น “เดือนแห่งสุขภาพใจ” หรือ “Mind Month” มิใช่เพียงกำหนดวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์ แต่ถือเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของการวางรากฐานนโยบายสาธารณะ ที่บูรณาการมิติด้านจิตใจเข้าสู่โครงสร้างการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ ให้กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อนร่วมกับภาคภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชนร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ “นอกพื้นที่สุขภาพ” “นอกพื้นที่ของโรงพยาบาล” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “สุขภาพใจเป็นเรื่องของทุกคน” เพื่อยกระดับความตระหนักรู้ ลดการตีตราทางสังคมต่อผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวช และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีสุขภาพจิตที่ดีอย่างยั่งยืน

หลังจากค้น มติ ครม. นี้อ่านอย่างละเอียด พูดให้ง่ายคือ เรื่องสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องของกรมสุขภาพจิตลำพังเหมือนที่ผ่านมา และทุกนโยบายสาธารณะของรัฐในอนาคตต้องคำนึงถึงผลกระทบเรื่องสุขภาพจิตทั้งเชิงบวกและเชิงลบด้วย เช่น จะมีการยกระดับศูนย์ให้คำปรึกษาสุขภาพจิตทั่วประเทศ (Mental Health Counseling Center) ขยายครบ 340 แห่งสิ้นปี 2568 และ 905 แห่งใน 3 ปี เริ่มต้นคิกออฟไปแล้ว 37 แห่งในพฤษภาคม 2568 และขยายเป็นหน่วยบริการร่วมกับ สปสช. ในปี 2569 ศูนย์เหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นหน่วยบริการด่านหน้าในการรับฟัง ปรึกษา และประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยจิตเวชก่อนเข้าสู่การรักษาในโรงพยาบาล

การสร้างกลไก อสม. สุขภาพจิตและการปฐมพยาบาลทางใจ ภาคประชาชนถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเฝ้าระวังผ่านโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขสุขภาพจิต มีเป้าหมายอบรมไม่น้อยกว่า 15,000 คน ตั้งแต่ปี 2568 อาสาสมัครเหล่านี้จะมีทักษะในการทำ “Psychological First Aid” หรือ “การปฐมพยาบาลทางใจ” เพื่อช่วยคัดกรองความเครียดและซึมเศร้าในชุมชน พร้อมทั้งสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ประชาชนสามารถพูดเรื่องปัญหาทางใจโดยไม่ถูกตัดสิน

ในเชิงนวัตกรรมดิจิทัล, กรมสุขภาพจิตพยายามขยายขอบเขตผ่านเทคโนโลยี โดยใช้แอปพลิเคชั่น DMIND ซึ่งใช้ระบบ AI ในการวิเคราะห์ใบหน้าและเสียงเพื่อประเมินภาวะซึมเศร้า แลระบบ “ต่อ – เติม – ใจ” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้และดูแลสุขภาพจิตด้วยตนเอง

กรมสุขภาพจิตทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการสร้างระบบ HERO (School Health) เพื่อประเมินนักเรียน 3,700,000 คน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 เพื่อคัดกรองความเสี่ยงนักเรียนรายบุคคล

ยังทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงานและภาคเอกชน เริ่มต้นสร้างเครือข่ายที่ปรึกษาในสถานประกอบการ 164 แห่ง (Holistic Health Advisor) พัฒนาหลักสูตรและขยายการเฝ้าระวังป้องกันการฆ่าตัวตายในชุมชนและสถานประกอบการ หวังสร้างระบบนิเวศสุขภาพจิตในสถานประกอบการและวัยทำงาน เนื่องจากระยะหลังประชากรกลุ่มนี้มีสัดส่วนพยายามฆ่าตัวตายสูงสุด การเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพใจในที่ทำงานเป้าหมายเพื่อรักษาทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศไว้

ที่สำคัญ, การประกาศ Mind Month มีเป้าหมายสูงสุด คือการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ประชาชนสามารถ “ดูและใจตนเองและผู้อื่นได้ในชีวิตประจำวัน” รัฐบาล โดยกรมสุขภาพจิต มุ่งหวังที่จะลดกำแพงของการตีตราที่ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชไม่กล้าเข้ารับการรักษา โดยเน้นย้ำว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับทุกคนและสามารถรักษาหายได้

เราจะรู้ว่าลมที่พัดนั้นแรงหรือเบา ลองยืนให้สายลมพัดผ่านร่างกาย

ท่ามกลางแดดแผดร้อน ลมที่ปะทะผิวนั้นเนื้อกายเย็นสบาย หรือต้องยกแขนขึ้นมาป้องหน้าทานกระแสลม ที่หอบพัดฝุ่นผงและอื่น ๆ มาด้วย

ดังนั้น “Mind Month ไม่ใช่แค่เดือนที่คนมาบอกให้เรามีความสุข แต่เป็นเดือนที่สังคมต้องเรียนรู้ที่จะ ‘อยู่กับความทุกข์’ ของผู้อื่นโดยไม่ตัดสิน” และ “ทำไมเราถึงต้องหยิบเรื่องที่ดูเหมือน ‘ส่วนตัว’ ที่สุดอย่างการฆ่าตัวตายขึ้นมาพูดบนโต๊ะสาธารณะในเดือนนี้”

เพราะในเดือนแห่งสุขภาพจิตนี้ เราอยากย้ายโฟกัสจากการซ่อมแซม “จิตใจรายบุคคล” มาเป็นการซ่อมแซม “ความสัมพันธ์ทางสังคม”

นี่คือโอกาสที่เราจะพูดถึงสวัสดิการ สิทธิในการเข้าถึงการรักษา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีชีวิตอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของหมอเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของชุมชนและรัฐ

ที่ต้องย้ำว่า “การฆ่าตัวตาย” เป็นความทุกข์ระทมทางสังคม ตัวเลขในบิลต่าง ๆ อาจกำลังกำหนดจังหวะหัวใจ ไม่ใช่เพียงความผิดปกติของสารเคมีในสมอง แต่เกิดจาก “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง”

สำหรับผู้ชาย หรือใครสักคนที่กำลังเป็นเสาหลักครอบครัว การตกงานหรือหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ใช่แค่ปัญหาการเงิน แต่คือ “วิกฤตตัวตน” (Identity Crisis) เมื่อสังคมนิยามคุณค่าของมนุษย์ผ่านผลิตภาพทางเศรษฐกิจ วันที่เขาจ่ายบิลค่าไฟหรือค่าเทอมไม่ได้ จึงเท่ากับวันที่เขา “สอบตก” ในการเป็นมนุษย์ตามบรรทัดฐานสังคม นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องเลิกบอกว่าการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องส่วนตัวสักที

“ความเหนื่อยล้า” ของคนรอบข้าง ของเพื่อนร่วมงานคุณนับจากเดือนนี้เป็นต้นไป อาจไม่ได้มาจากนิสัยหรืออารมณ์ส่วนตัว แต่มาจากภาระที่เขากำลังแบกอยู่

“ค่าไฟที่ขึ้นราคาอาจหมายถึงชั่วโมงการนอนที่น้อยลง หรือความกังวลที่เพิ่มขึ้นในใจของเพื่อนร่วมงานของคุณ”

ในฐานะคนทำงานวิจัยและสื่อ ฉันพบว่า “’ความจน’ มักมาคู่กับ ‘ความรู้สึกผิด’ สังคมมักกดทับให้คนเชื่อว่าถ้าคุณหมุนเงินไม่ทัน คุณคือคนล้มเหลว ความรู้สึกนี้เองที่ทำหน้าที่เหมือนกรงขัง ปิดปากให้คนไม่กล้าส่งเสียงขอความช่วยเหลือในวันที่มืดแปดด้านที่สุด การฆ่าตัวตายในบริบทนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสารเคมีในสมอง แต่คือโศกนาฏกรรมที่มีสาเหตุมาจากความเหลื่อมล้ำและการเข้าไม่ถึงสวัสดิการที่ควรจะเป็นตาข่ายรองรับชีวิต”

ชนชั้นกลางไทยในปี 2569 กำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายบาง ๆ ระหว่างการรักษาชีวิตที่มีคุณภาพกับการตกเหวกลายเป็นคนจนใหม่ ความตระหนักรู้ของสื่อมวลชนต่อ “โครงสร้างรายจ่ายที่บิดเบี้ยว” นี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการหยุดยั้งไม่ให้ความเครียดทางการเงินกลายเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำรอยอดีต อาจจะเป็นข้อเสนอเล็ก ๆ ถึง สื่อมวลชนต้องปรับเปลี่ยนมุมมองในการนำเสนอข่าวเพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมในกลุ่มนี้ อาทิ

  • ลดการตีตรา: ไม่สื่อสารว่าความยากจนหรือหนี้สินเป็นความล้มเหลวส่วนบุคคล แต่ชี้ให้เห็นว่าเป็น “ผลกระทบเชิงโครงสร้าง” จากวิกฤตพลังงานโลก เพื่อลดความอับอาย (Stigma) ของชนชั้นกลาง
  • นำเสนอทางออกเชิงเทคนิค: สื่อควรนำเสนอเรื่องการประนอมหนี้” (Debt Restructuring) หรือทางรอดอื่น ๆ แทนการรายงานแค่ตัวเลขราคาน้ำมันพุ่ง ข่าวภาวะการเลิกจ้างงาน ฯลฯ
  • สร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง: กระตุ้นให้เพื่อนบ้านหรือเพื่อนร่วมงานสังเกตสัญญาณ “ซึมเศร้าจากการงาน” หรือ “พฤติกรรมการใช้เงินที่เปลี่ยนไป” ของคนรอบข้าง

ในยุคสื่อใหม่ที่อัลกอริทึมเรียกร้องความดราม่า เรามีทางเลือกที่จะเปลี่ยนจากการสร้าง Werther Effect (พฤติกรรมเลียนแบบ) ให้กลายเป็น Papageno Effect (ปรากฏการณ์การกู้ชีวิต) คือ เลิกรายงานวิธีฆ่าตัวตายอย่างละเอียด และหันมาเล่าเรื่องราวของ “ผู้รอดชีวิต” ที่ก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง คือการฉีดวัคซีนทางสังคมที่ทรงพลังที่สุด

“ในสังคมที่ใส่ใจกัน การกล่าวคำลาจะไม่ใช่ทางออกเดียวที่เหลืออยู่”

พฤษภาคม 2569: บางวันที่มีแสงแดดอุ่นสาดส่องเข้ามา

ถ้าเราเริ่มเชื่อเหมือนกันว่า เรื่อง “ฆ่าตัวตายไม่ใช่เรื่องส่วนตัว” และการป้องกันการฆ่าตัวตายไม่ใช่หน้าที่ของจิตแพทย์ฝ่ายเดียว

“เราทุกคนคือด่านหน้า” คือ “เพื่อน” ที่สังเกตเห็นความเงียบที่ผิดปกติ หรือ “เพื่อนบ้าน” ที่ถามไถ่กันในวันที่ฟ้าหม่น

“ความเปราะบางคือจุดเชื่อมต่อ” ในเดือน Mind Month นี้ การยอมรับว่าเราอ่อนแอไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่จะเป็นสะพานที่ “ใครหลายคน” กล้าเปิดใจและกล้าขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าเราช่วยกันลดมลภาวะทางอารมณ์ (การด่วนตัดสิน, การกดดัน) สุขภาพจิตของทุกคนในระบบก็จะดีขึ้นเอง นี่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง “นิเวศวิทยาแห่งความใจดี” ให้ Mind Month คือเดือนแห่งการ “Re-connect” ชวนคนในชุมชนทำภารกิจง่าย ๆ เช่น ส่งข้อความหาคนที่ไม่ได้คุยกันนาน หรือการตั้งใจฟังใครสักคนอย่างเต็มที่โดยไม่หยิบมือถือขึ้นมา ฯลฯ

ส่วนฉันรอดจากภาวะวิกฤตมาได้ เพราะเพื่อนหลายคนหมั่นโทรมาถามทุกข์สุข
 “เป็นอย่างไรบ้าง?” คำสั้น ๆ เป็น “มิตรภาพที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน” คือนวัตกรรมทางอารมณ์ที่ทรงพลังที่สุด ถึงจุดหนึ่งทำให้ฉันได้ทลายกำแพงในใจ กล้า “ขอความช่วยเหลือ” ต่าง ๆ

“อย่าลืม ….คุณไม่ได้อยู่คนเดียว”


“โปรดขอความช่วยเหลือ หากคุณรู้สึกว่า ไม่ไหวแล้ว”


สายด่วนสุขภาพจิต โทร. 1323




อ้างอิง


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

ฐิตินบ โกมลนิมิ

อดีตนักข่าวกระทรวงสาธารณสุข ผู้คลุกคลีในสนามข่าวสีแดงชายแดนใต้ เป็นทั้งนักมนุษยวิทยา นักสตรีศึกษา และนักสันติศึกษา ที่ใช้การเขียนเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง