อีสานโสตาย : บ่ย่านความตาย ย่านแต่ความจน

“ช่วงที่ดีที่สุดของคนเมือง คือเทศกาลหยุดยาวกรุงเทพฯ ถนนโล่ง เพราะคนอีสานกลับบ้าน”

“ทำไม ? แรงงานในเมืองใหญ่ถึงเป็นคนอีสาน”

“ทำไมสาวอีสานอยากมีผัวฝรั่ง”

ทำไมบางคนถึงยอมติดหนี้ เพื่อที่จะไปเป็นแรงงานต่างประเทศ บางคนไปอย่างถูกกฎหมาย แต่บางคนก็ไปแบบผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็น คนอีสาน 

“ทำไม ? เราถึงต้องออกเดินทางจากบ้านมาหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อหาเงิน” 

“ไปเป็นแรงงานที่อิสราเอล เขามีสงครามไม่กลัวตายหรอ ?”

คำถามทำนองนี้วนเวียนอยู่ในสังคมไทยมานาน มีทั้งที่เป็นความจริง และคำถามที่มาจากกระทั่งอคติที่ตีตราคนอีสาน ชวนหาคำตอบและมองปรากฎการณ์แรงงานอีสานย้ายถิ่นผ่านคำว่า “อีสานโสตาย”

โสตาย หมายความว่า สู้ตาย,สู้จนยอมตาย หรือ สู้จนถึงที่สุด มีความหมายถึงการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเต็มที่ ไม่คิดถึงชีวิต ไม่ยอมแพ้ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม ซึ่งคำเหล่านี้มักออกจากปากของคนที่ไม่มีทางเลือกในชีวิตแล้วหวังไปหาโอกาสข้างหน้าแม้จะตายก็ตาม

หากจะออกตัวว่า ผู้เขียนมีพื้นเพเป็นคนอีสาน จากชีวิตการทำงานและเติบโตมา ตลอดเกือบ 30 ปี อาจพอบอกได้ว่า เบื้องหลังความจริงไม่ได้เรียบง่าย การย้ายถิ่นของคนอีสานไม่ใช่เพราะความอยากได้ อยากมี หากเป็นการดิ้นรนเอาตัวรอดจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เคยโอบอุ้มชีวิตพวกเขาให้อยู่รอดได้เพียงการทำเกษตร 

และการย้ายถิ่นของแรงงานอีสานไม่ใช่แค่ ปรากฏการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นผลพวงของโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายรัฐที่ไม่อาจตอบสนองชีวิตผู้คนได้ทั่วถึง 

ย้อนไป ราว ๆ ปี 1960 หรือ พ.ศ. 2503 ซึ่งตรงกับสมัยรัฐบาล จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในยุคนั้น ได้ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับแรก โดยพัฒนาไทยเปลี่ยนจากเกษตรกรรมให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม    

อีสานมีประชากรในภาคเกษตรสูงที่สุดในประเทศ แต่สูงสุดไม่ใช่จุดแข็ง เพราะภาคการเกษตรเป็นภาคส่วนเศรษฐกิจที่อ่อนแอที่สุดของประเทศ อีกทั้งพืชที่เกษตรกรได้รับการสนับสนุนในยุคนั้นเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่ราคาผันผวนตามตลาดโลก อย่าง ข้าว, ยาง, ข้าวโพด, มันสําปะหลัง 

อีกทั้งการทำเกษตรมีค่าใช้จ่ายสูง อย่างค่าปุ๋ยค่ายารวมถึงค่าแรงในการเก็บเกี่ยวแต่ตรงกันข้าม ราคาสินค้าการเกษตรต่ำจนทำให้เกิดหนี้สินทางการเกษตรเป็นปัญหาที่เรื้อรังและปรากฏให้เห็นจนถึงปัจจุบัน  

จากปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนั้นทำให้ การอพยพของแรงงานจากภาคอีสาน จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ และยังคงเป็นแบบนั้นอยู่ในปัจจุบัน ด้วยความหวังที่ว่า “ไปเพื่อหาโอกาสชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม” ปรากฏการณ์ที่คนอีสานย้ายถิ่น เพื่อโอกาสในชีวิตที่ดีขึ้นยังคงเป็นข้อเท็จจริงในสังคมแม้ว่าจะผ่านมาหลายสิบปี 

สิ่งที่เกริ่นมาไม่ใช่เพียงจากประสบการณ์ของผู้เขียนเท่านั้น แต่ยังถูกรวบรวมผ่านนิทรรศการ Isan Lives in Motion l ชีวิตอีสานในระยะเคลื่อนที่ และ เสวนาหัวข้อ “ทบทวนการย้ายถิ่นของชาวอีสาน : ชีวิต แรงงาน และการเดินทางของผู้คน” จัดโดยสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล 

สาวอีสาน…ประคองบ้าน-ชีวิต

พบว่า การเปลี่ยนจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม เป็นบริบทสำคัญที่ทำให้เกิดการย้ายถิ่นของคนอีสาน รศ.ศิริจิต สุนันต๊ะ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ยอมรับ นั่นเป็นความพยายามของรัฐในการเปลี่ยนอีสานจากสังคมเกษตรกรรมสู่ทุนนิยมสมัยใหม่ ทำให้เกษตรกรรมถูกบีบให้กลายเป็น อุตสาหกรรมการผลิต

สังคมที่หมู่บ้านเป็นเกษตรกรรม ไม่สามารถจะดำรงชีวิตได้โดยการอาศัยเกษตร เพียงอย่างเดียว เพราะว่า บีบคั้นมากในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่มากกว่ารายได้ 

จากการลงพื้นที่ทำงานในภาคอีสานของ รศ.ศิริจิต ตั้งแต่ ปี 2006 พบว่า สังคมครอบครัวที่ทำเกษตรอย่างเดียวอยู่ไม่รอด จะต้องมีสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งหรือสองคนพี่ออกไปทำงานข้างนอกพื้นที่ชุมชน ความน่าสนใจคือ หนึ่งในบรรดาคนที่ออกไปข้างนอก คือ ลูกสาว ที่ไปทำงานในพื้นที่ท่องเที่ยว และมีโอกาสได้พบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

รศ.ศิริจิต สุนันต๊ะ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
(ภาพ : Isan Lives in Motion l ชีวิตอีสานในระยะเคลื่อนที่ )

รศ.ศิริจิต อธิบายเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานของคนอีสาน ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ของการเข้ามาทำงานในเมือง ไปต่างประเทศ หรือการที่สาวอีสานแต่งงานกับคนต่างชาติ มีสิ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ การที่พวกเขาจะต้องประคองชีวิตของคนที่บ้าน ต้องออกจากบ้านไปต่างประเทศ ก็เพื่อที่จะได้เงิน ส่งกลับมาที่บ้าน ซึ่งรัฐไม่สามารถแก้ปัญหานี้ให้พวกเขาได้

“การที่ผู้หญิงอีสานข้ามถิ่นไปแต่งงานกับต่างชาติถึงยุโรป เป็นเหตุผลที่ว่าเขาข้ามสิ่งที่รัฐยังทำให้ไม่ได้ นั่นคือการกระจายความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้ถ้วนหน้า คนที่เขารอไม่ได้ก็ต้องตัดสินใจหาวิธีทางเอง หากในระดับชาติช่วยเราไม่ได้ เราเลยจะเห็นการข้ามชาติของหมู่บ้านผ่านการแต่งงานหรือการย้ายถิ่นไปต่างประเทศของคนอีสานเพื่อหาเงิน”

รศ.ศิริจิต สุนันต๊ะ

เมื่อความเจริญ รายได้ กระจายไม่ทั่วถึง จึงต้องพึ่งโชคชะตา ?

อีกด้านหนึ่ง ปุญญวิชญ์ เศรษฐสมบูรณ์ จากธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อธิบายว่า รายได้เฉลี่ยของคนอีสานอยู่ที่ 90,000 บาทต่อปีต่อคน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศถึง 3 เท่า และห่างไกลจากกรุงเทพฯ ถึง 6 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น กว่า 70% ของแรงงานอีสาน มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนถึงการกระจายรายได้ที่ไม่ทั่วถึง

แม้เศรษฐกิจภูมิภาค (GRP) จะเติบโตปีละราว 4% ในทศวรรษก่อนโควิด-19 แต่รายได้ที่ลงสู่ครัวเรือนกลับโตเพียง 1% เท่านั้น “เศรษฐกิจโต แต่เงินไม่ถึงบ้าน” จึงไม่ใช่คำเปรียบเปรย หากคือความจริงของแรงงานอีสาน

ในจำนวนแรงงานราว 9.3 ล้านคน ครึ่งหนึ่ง คือ เกษตรกรที่ต้องฝากชีวิตไว้กับฟ้าฝน ปีไหนฝนน้อยก็แล้ง ปีไหนฝนมากก็น้ำท่วม รายได้จึงผันผวนไม่ต่างจากโชคชะตา 

ส่วนแรงงานนอกภาคเกษตร ก็ยังพึ่งพาอุตสาหกรรมที่โยงกับสินค้าเกษตร เช่น โรงสี โรงมัน โรงแป้ง หากเกษตรสะดุด อุตสาหกรรมก็พลอยสะเทือนตามไปด้วย ขณะที่ภาคบริการก็ยังมีโครงสร้างแบบดั้งเดิม เช่น ราชการ หรือการบริการสาธารณะ 

ในด้านรายจ่าย ครัวเรือนอีสานมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 18,000 บาทต่อเดือน แต่รายได้จากการทำงานจริง (Factor Income) อยู่ที่เพียง 13,000 บาทต่อเดือน ทำให้เกิดภาวะขาดดุลประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน จำเป็นต้องพึ่งพา เงินโอนจากลูกหลานหรือภาครัฐ คิดเป็น 31% ของรายได้รวม สูงที่สุดในประเทศ และเพิ่มขึ้นจาก 26% ในรอบ 10 ปี

ที่น่าคิดกว่านั้นคือคนอีสานใช้เงินถึง 13% ไปกับเสี่ยงโชค หวย เล่นแชร์ บุหรี่ แอลกอฮอล์ และทำบุญมากกว่าภูมิภาคอื่นทั้งหมด 

อาจไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด แต่สิ่งนี้สะท้อนความพยายามหาทางออกในชีวิต ในภาวะที่เขาไม่อาจหวังกับการช่วยเหลือของรัฐได้แล้ว 

อีกเงื่อนไขที่กัดกินชีวิตแรงงานอีสานคือ หนี้สินเรื้อรัง โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร กว่า 80% มีหนี้ และในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการเป็นหนี้พุ่งขึ้นถึง 50% เกษตรกรสูงวัยจำนวนมากแม้เข้าสู่วัยเกิน 70 ปี ก็ยังไม่สามารถปลดหนี้ได้ ผลที่ตามมาคือ มรดกหนี้ ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น 

“รายได้ รายจ่าย และหนี้สินทำให้มันหลีเลรี่ยงไม่ได้ที่คนอีสานต้องออกไปแสวงหา เหมือนกับเป็นสิ่งที่ต้องไป  ก็เลยเป็นเรื่องของการย้ายถิ่น”

ปุญญวิชญ์ เศรษฐสมบูรณ์

เมื่อนำทุกปัจจัยมารวมกัน อาจทำให้เห็นว่า รายได้ที่ไม่โตตามเศรษฐกิจ รายจ่ายที่สูงเกินรับมือ และหนี้สินที่บีบรัด การย้ายถิ่นของคนอีสาน จึงไม่ใช่เพียง ทางเลือก หากแต่เป็น ความจำเป็น 

โอกาสที่ต้องแสวงหาในต่างแดน

Simon Bunchuay-Peth, University of Vienna ได้อธิบายภาพของแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ อย่าง สิงคโปร์ แม้ว่าเหตุผลแรกจะเป็นเรื่องของทางเศรษฐกิจ แต่หากมองให้ลึกลงไป การย้ายถิ่นเหล่านี้ มีปัจจัยอย่างสภาพอากาศที่แปรปรวนและกระทบต่อการทำมาหากินในชนบทเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นแรงผลักให้ผู้คนต้องออกเดินทาง อีกทั้งการย้ายถิ่นยังสืบต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านเครือข่ายชุมชนและการชักชวนของคนรู้จัก รวมถึงการมีนายหน้า

เขายังมองว่า แรงงานที่เลือกออกไปทำงานไกลบ้าน จึงไม่ใช่เพียงผู้ถูกบังคับหรือ เหยื่อ ของสถานการณ์ หากแต่เป็นผู้ตัดสินใจที่มองเห็นโอกาสใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม การก้าวเท้าออกจากบ้านทุกครั้งก็ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความเสี่ยงต่อชีวิต การทำงานที่ไม่มั่นคง

Simon Bunchuay-Peth, University of Vienna
(ภาพ : Isan Lives in Motion l ชีวิตอีสานในระยะเคลื่อนที่ )

อย่างที่ Simon Bunchuay-Peth ได้ยกตัวอย่าง การย้ายถิ่นของแรงงานอีสานไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การออกจากบ้านเกิดเพื่อหางานในเมืองใหญ่ หากยังขยายไปไกลถึงต่างแดน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ประเทศปลายทางอย่าง เกาหลี, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ฮ่องกง, มาเลเซีย และซาอุดิอาระเบีย คือจุดหมายสำคัญที่มีแรงงานไทยจำนวนมาก และกว่า 60–70% ของแรงงานที่ไปต่างประเทศนั้นเป็นคนอีสาน โดยเฉพาะจาก จ.อุดรธานี, ขอนแก่น, นครราชสีมา, ชัยภูมิ และสกลนคร

“จากประสบการณ์ส่วนตัวทำให้ ได้ซึมซับ คนไทยไม่ได้ทำงานในประเทศอย่างเดียวการไปทำงานต่างประเทศก็จะทำให้มีเงินส่งมาให้ที่บ้าน เพื่อดูแลและเลี้ยงครอบครัว มันก็ทำให้ชีวิตคนในครอบครัวดีขึ้น นี่ก็เป็นสิ่งที่เรารับรู้มาตลอด”  คือสิ่งที่ ดัชนี คูหาทอง เจ้าหน้าที่กองบริหารแรงงานไทยในต่างประเทศ แลกเปลี่ยนในวงเสวนา 

โดยปัญหาใหญ่ที่แรงงานเผชิญคือ ภาษา โดยเฉพาะการทำงานในเกาหลีและญี่ปุ่นที่ต้องสอบวัดระดับก่อนเดินทาง ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากเลือกประเทศที่ไม่ต้องใช้ทักษะภาษาเข้มข้น เช่น ไต้หวันและอิสราเอล ถึงอย่างนั้น ความเสี่ยงก็ยังรายล้อมเสมอ มีแรงงานไทยบางคนยอมรับว่า “ความจนมันน่ากลัวกว่าสงคราม” เพราะถึงแม้ต้องไปอยู่ในพื้นที่ ที่ไม่ปลอดภัยก็ยังดีกว่าอยู่บ้านที่รายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว

“เคยสัมภาษณ์คนไทยแล้วถามเขาว่าไม่กลัวหรอเขายังมีสงคราม กระทรวงแรงงานก็พยายามดูแลแรงงานให้ปลอดภัย คนงานบอกว่าความจนมันน่ากลัวกว่าสงครามอันนี้คือคำตอบ สงครามอย่างน้อยไปตายที่นุ่นเขาจ่ายเงินให้เรา ให้ครอบครัวผมได้เยอะกว่าผมทำงานเป็นปีอีก คือพูดไปไกลถึงขั้นตัวเองตาย ครอบครัวได้เงินชดเชยเยอะมาก เราจึงเห็นเลยว่าชีวิตมันยากลำบากเนอะ”

ดัชนี คูหาทอง

ดัชนี ยังอธิบายถึงปรากฎการณ์ที่แรงงานในไทยไม่พอ และต้องอาศัยแรงงานเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันแรงงานก็ตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ นั่นก็เพราะว่า ค่าแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่จูงใจคนทำงาน 

พัฒนารวมศูนย์ ปัญหาคนอีสานย้ายถิ่น

เรื่องเล่าของ หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด ยิ่งตอกย้ำความจริงนี้ เมื่อเธอเติบโตมาในครอบครัวชาวนา ปี 2528 พ่อตัดสินใจไปทำงานที่ตะวันออกกลาง เพื่อส่งเงินกลับมาดูแลครอบครัวนานกว่า 30 ปี เธอเองก็เคยใช้ชีวิตกว่า 20 ปีเป็นแรงงานอพยพในกรุงเทพฯ ก่อนจะตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อบันทึกเรื่องราวอีสานใน The Isaan Record

งานของเธอเผยให้เห็นภาพอีกด้านของการย้ายถิ่น ทั้งเรื่อง เมียฝรั่ง ที่สังคมเคยตีตราว่าเป็นการ ขุดทอง หรือกระแสแรงงานอีสานที่เดินทางไปเก็บเบอร์รี่ในยุโรป ด้วยความหวังรายได้สูง แต่กลับแบกหนี้สินกลับมา เรื่องเหล่านี้สะท้อนว่า สิ่งที่สังคมเห็นผ่านสื่อเป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ ของความจริงในอีสาน และการทำงานเหล่านี้ทำให้ หทัยรัตน์  ได้รู้ถึงประวัติรากเหง้าของการอพยพ 

หทัยรัตน์ เชื่อว่า ปัญหาการย้ายถิ่นไม่ได้อยู่ที่คนอีสาน หากอยู่ที่โครงสร้างการพัฒนาที่รวมศูนย์ ทุกอย่างผูกติดกับกรุงเทพฯ ทำให้คนในภูมิภาคต้องละทิ้งบ้านเพื่อหางาน เธอเสนอว่า หากมีการกระจายอำนาจและสร้างงานในท้องถิ่น ไม่เพียงแต่อีสานแต่รวมถึงภาคเหนือและชายแดนใต้ 

หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการ เดอะอีสานเรคคอร์ด
(ภาพ : Isan Lives in Motion l ชีวิตอีสานในระยะเคลื่อนที่ )

“บางคนอาจไม่ต้องการชีวิตใหม่แต่ต้องการชีวิตที่อบอุ่นในครอบครัว มันมีเรื่องราวมากมายอีกเยอะที่ต้องแก้ไข จากกระทรวงแรงงาน จากหลายภาคส่วน ในรอบชีวิตอาจไม่เห็นการเปลี่ยนผ่านก็ได้ เพราะว่าท้ายที่สุดถ้าหาหรัฐส่วนกลางไม่กระจายความเจริญไปหาท้องถิ่น ไม่มีทางที่จะหยุดการเดินทางเพราะชีวิตมันไม่ดีขึ้น”

หทัยรัตน์ พหลทัพ

จากนิทรรศการ และวงเสวนา หรือปรากฎการณ์ที่ยังเห็นในสังคม อาจบอกได้ว่า การย้ายถิ่นกลายเป็นวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนอีสานไปแล้ว แต่คำถามคือ “ต้องย้ายไปอีกนานแค่ไหน ?” ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้ 

อย่างน้อย หากในประเทศมีงานที่ดีและค่าแรงที่เพียงพอก็อาจเป็นแรงจูงใจแรกของการทำงานในประเทศ เพราะการไปทำงานไกลบ้าน เสี่ยงต่อปัญหาที่ไม่คาดคิด ดังนั้นสิ่งที่สำคัญกว่า คือ การได้อยู่บ้านใกล้ครอบครัว พร้อมมีรายได้ที่มั่นคง

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งรายได้ที่ต้องมากกว่ารายจ่าย การมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน และการเข้าถึงความรู้ด้านการเงินก็จำเป็น 

หากการย้ายถิ่นยังคงเกิดขึ้น เป็นไปได้หรือไม่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดูแลแรงงานให้ได้รับสิทธิและค่าตอบแทนที่เหมาะสม ณ ปัจจุบันจะเห็นการริดรอนสิทธิของแรงงานไทยในต่างประเทศอยู่เรื่อย ๆ ทั้งเรื่องที่พัก เรื่องค่าแรง การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

ขณะเดียวกัน หากไม่อยากเห็นการอพยพย้ายถิ่นมากเกินไป วงเสวนาก็มีข้อเสนอว่า อาจต้องพัฒนาทุกพื้นที่ให้ทั่วถึง ไม่ใช่กระจุกอยู่แต่ในเมืองใหญ่ ถึงแม้ตอนนี้เราอาจยังไม่ได้คำตอบถึงช่วงเวลาที่คนจะต้องเดินทางออกจากบ้านเพื่อหาโอกาส แต่อย่างน้อยหวังว่าในอนาคต การย้ายถิ่นจะเป็นการตัดสินใจไปด้วยทางเลือก ไม่ใช่เพราะความจำเป็นบีบบังคับ

ถึงตรงนี้…ช่วยเรามองกลับไปที่ชุมชนของคุณหน่อยได้ไหม แล้วช่วยบอกเราหน่อยว่าที่ที่คุณอยู่ ไม่มีใครเลยที่ต้องออกไปทำงานที่อื่น ไม่มีใช่ไหมละ เพราะอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะเป็นตัวคุณเองนั่นแหละ…