‘กันตรึม’ จิตวิญญาณแห่ง ‘ขแมรลือ’ สืบสานไม่ให้สูญหาย ความท้าทายกลไก สภาคุ้มครองฯ-กม.ชาติพันธุ์

บางครั้ง…มรดกทางวัฒนธรรม ไม่ได้ถูกเก็บไว้แค่ในพิพิธภัณฑ์ หรือแค่ในความทรงจำ หากแต่อยู่ใน ภาษา ที่ถูกพูดและใช้สื่อสารกัน ร่วมทั้ง เสียง ที่ยังถูกขับร้อง เพื่อบ่งบอกเอกลักษณ์ ความเป็นตัวตนของวิถีชาติพันธุ์ พร้อมที่จะส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

นี่คือสิ่งที่ กลุ่มชาติพันธุ์ขแมรลือ พยายามบอกเล่าผ่านการแสดงชุด ลูกหลานเขมรแห่งประเทศไทย การแสดงที่ไม่ได้มีเพียงความงดงามของศิลปวัฒนธรรม หากยังเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นปัจจุบันได้ย้อนกลับไปทำความรู้จัก รากเหง้าของบรรพบุรุษ ผ่านมรดกภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี

หนึ่งในหัวใจสำคัญของการแสดง คือ ภาษาร้อง บทเพลงที่ขับร้องด้วยภาษาเขมร หรือ ขแมรลือ ภาษาของบรรพบุรุษที่ยังคงความสละสลวยและมีเอกลักษณ์ สลับกับภาษากลาง เพื่อให้เรื่องราวเดินทางไปถึงผู้คนได้กว้างขึ้น และสะท้อนอีกความจริงหนึ่งว่า ความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรม ไม่จำเป็นต้องแยกผู้คนออกจากกัน หากสามารถอยู่ร่วมและสื่อสารถึงกันได้ในสังคมเดียวกัน

ท่วงท่าการร่ายรำของ นางสถิต หรือ นางอัลปสรา ที่สถิตในปราสาท มาร่วมอำนวยพร อำนวยความสุขให้กับแขกผู้มาเยือน อีกส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ดนตรี ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ คือ ดนตรีทางจิตวิญญาณของขแมลือ ที่เรียกว่า กันตรึม

เอกลักษณ์เฉพาะตัวของดนตรีแห่งขแมรลือ สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ กลองกันตรึม ที่ต้องใช้หนังสัตว์ อย่าง ตะกวด, งูเหลือม และ งูหลาม ที่หมดอายุขัย แล้วนำหนังมาสร้างเป็นเครื่องดนตรี โดยต้องผ่านการทำพิธีกราบไหว้บูชา เพราะขแมรลือเชื่อว่า เครื่องดนตรีที่คัดเลือกมานั้น เป็นเครื่องดนตรีที่ศักดิ์สิทธิ์ มีบรมครู มีจิตวิญญาณอยู่ข้างใน ซึ่งไม่ได้เป็นการไปทำร้ายชีวิตใคร นี่คือความผูกพันของวิถีชีวิตสัตว์ คน และ ธรรมชาติ เพราะฉะนั้นดนตรีที่สืบทอดกันมาแบบนี้ จึงเป็นสิ่งที่ชาวขแมรลือหวังให้สังคมเกิดความเข้าใจ 

“การดนตรี อยู่กับวิถีชีวิตของชาวขแมรลือ มาตั้งแต่เกิดจนตาย เมื่อเกิดเราก็มีการดนตรีนั้นไปรับขวัญ แก่เราก็มีดนตรีไปรักษาอาการป่วยไข้ เมื่อเสียชีวิตเราก็มีการดนตรีไปส่งวิญญาณ เพราะฉะนั้นเราจึงบอกได้เต็มปากว่า ดนตรีที่เรามี มันคือดนตรีทางจิตวิญญาณ มันคือดนตรีที่สั่งสมมาชั่วอายุคนจนปัจจุบัน และให้เห็นว่าคนเราไม่ว่าจะอยู่แห่งไหน ถ้าเป็นเลือดเนื้อของเขมรถ้าได้ยินกันตรึม ได้ยินการดนตรี จะลุกขึ้นร่ายรำกันอย่างพร้อมเพรียง” 

นี่คือถ้อยคำที่ดูจริงจัง สะท้อนถึงความภาคภูมิใจ ของ น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ หรือ สำรวม ดีสม ศิลปินพื้นบ้านกันตรึม และในฐานะลูกหลานชาวขแมรลือ ที่เปิดใจกับ The Active หลังจบการแสดงชุดดังกล่าว ในพิธีเปิดงานประชุมคัดเลือกสมาชิก สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย  

เมื่อมรดกวัฒนธรรม “กันตรึม” เผชิญข้อท้าทาย

แม้เสียงดนตรีกันตรึมจะชวนให้ผู้คนสายเลือดขแมรลือ หรือใครก็ตามที่ได้ลุกขึ้นมาร่ายรำ แต่ท่ามกลางความสุข สนุกสนานตามประสาวิถีดั้งเดิม กลับยังมีสิ่งที่ศิลปินพื้นบ้านกันตรึม แสดงความเป็นห่วง เมื่อปรากฎข้อเท็จจริงในกรณีเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ เข้าจับกุมช่างฝีมือผู้ผลิตเครื่องดนตรีพื้นบ้านประเภทซอและกลองกันตรึม ฐานครอบครองและใช้ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ตะกวด งูเหลือม และงูหลาม เป็นส่วนประกอบทำเครื่องดนตรี

“จริง ๆ แล้ว โดยส่วนตัวคิดว่าดีทั้ง 2 ทาง ก็คือ เลือดเนื้อเราที่สั่งมา ทั้งการร้อง การรำ ตั้งแต่ปี 2520 เราเกิดมาก็เห็นการแสดงเช่นนี้  ปู่ยาตายาย เรานำเอามรดกภูมิปัญญาสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น คุณค่าวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ มีอัตลักษณ์เฉพาะในภาคอีสาน และทุกที่ที่มีชาวขแมรลือ นี่คือจิตวิญญาณและย้ำอีกครั้งว่า กลองกันตรึมที่มีวัสดุหนังสัตว์ เราไม่ได้ฆ่าเขาเพียงแต่เมื่อเขาสิ้นอายุ หรือตายแล้ว เราก็เอาซากนั้นมาประดิษฐ์เป็นเครื่องดนตรี รักษาพัฒนามาจนปัจจุบัน ในส่วนของกฎหมายคุ้มครองสัตว์ เราก็ให้ความสำคัญและเทิดทูนในความศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ ที่เรามีข้อตกลงกันร่วมกันว่าเราควรอนุรักษ์สัตว์ป่า สิ่งสำคัญคือต้องหาทางออกเพื่อให้เกิดสมดุล การรักษามรดกวัฒนธรรมและการอยู่รอดของศิลปินกันตรึม ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและคุ้มครองสัตว์ได้

น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์

น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ หรือ สำรวม ดีสม ศิลปินพื้นบ้านกันตรึม

เธอยังเชื่อว่าถ้าทุกคนไม่หันมามองเรื่องนี้ ศิลปวัฒนธรรมกันตรึมก็อาจตายไป หากไม่เห็นคุณค่า ความเป็นไทยก็จะถูกด้อยค่า สุดท้ายก็คงไม่มีใครอยากสืบต่อ แต่ถ้าคนไทยให้คุณค่า เห็นความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมไทย ที่เป็นรากแก้ว เป็นสมบัติชาติบนความหลากหลาย ก็จะเป็นต้นทุนสำคัญของประเทศไทยสืบต่อไป  

ถามหาสมดุล บังคับใช้กฎหมาย กับการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมขแมรลือ

เช่นเดียวกับ โฆสิต ดีสม ศิลปินมรดกอีสาน แสดงความเห็นและความกังวลเรื่องนี้ ว่า หากมองที่กฎหมายปัจจุบันก็เป็นความผิดตามที่ปรากฏ แต่อยากให้เห็นอีกมุมหนึ่ง คือ ศิลปะดนตรีนี้มีมายาวนานตั้งแต่บรรพชน ก่อนจะมีกฎหมายใด ๆ ผู้ใช้และผู้ที่มีความผูกพันเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และประกอบเป็นประเพณีและการปฏิบัติ จนเป็นอาชีพสามารถนำไปใช้ได้ในโอกาสต่าง ๆ นั่นคือรูปแบบของประเพณีวิถีชีวิต ที่ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ประกอบในการดำเนินชีวิต นำเสนอเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นศิลปะของชุมชนชาติพันธุ์ตนเอง ที่เราเรียกว่า กันตรึม

“สิ่งเหล่านี้ ถ้าหากว่ากันตามกฎหมายดังกล่าวที่จับกุมศิลปิน ก็ต้องถามว่าอาจจะเอาเปรียบไปหน่อยไหม ให้โอกาสเราน้อยไปหน่อยไหม หรือว่าตัดโอกาสในการทำมาหากิน เพราะจริง ๆ แล้วสิ่งเหล่านี้มันเป็นความจำเป็น ที่ถ้าไม่มีดนตรี มันก็จะบอกความเป็นชาติพันธุ์ไม่ได้ ไม่มีสิ่งเหล่านี้ประกอบมันไม่ได้ มันคือวิถีที่เราดำเนินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แล้วอย่างถ้าปัจจุบันในการที่สื่อโซเชียลเข้ามามากมาย เด็กและเยาวชนเขาสามารถที่จะเรียนรู้และนำไปใช้ และสามารถที่จะประกอบเป็นอาชีพได้ ไม่ว่าจะเป็นการเครื่องดนตรี ได้ใช้วิชาศิลปินที่มีความพร้อม ใช้ทักษะศิลปินที่มีความพร้อมในด้านการละเล่นดนตรี สามารถที่จะประกอบอุปกรณ์เป็นเครื่องดนตรีต่อยอดกันได้ ก็ยังชื่นชมว่าปัจจุบันเด็กรุ่นหลังมีความสนใจกันเยอะ เราสามารถที่จะตรวจเช็คได้จากสื่อโซเชียลต่าง ๆ ที่ปรากฎ”

โฆสิต ดีสม

ทั้งนี้ ศิลปินกันตรึม ยังเห็นว่า กฎหมายคุ้มครองสตว์มีความสำคัญ แต่ก็มองว่ากฎข้อบังคับน่าจะมีในแนบท้ายของกฎหมายได้ไหม ในบางกรณีหรือเป็นการยกเว้น เราไม่ได้ดื้อ ไม่ได้ขัด แต่เราอยากให้มีการปรับจูนเข้าหากัน เพื่อสิ่งเหล่านี้ได้เดินไปด้วยกันอย่างคู่ขนาน ไม่ใช่ว่าไปไม่ได้  เพราะมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และความเป็นอัตลักษณ์ที่มีมาแต่โบราณมันก็จะหายไก็ปอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้มาจูนสิ่งเหล่านี้ สามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขและเข้าใจกัน

สำหรับมุมมองเยาวชนอย่าง อดิศร อิดประโคน รักษาการประธานสภาวัฒนธรรมเด็กและเยาวชน จ.สุรินทร์ ก็ยืนยันว่า คนรุ่นใหม่ปัจจุบันมีความสนใจดนตรีกันตรึมค่อนข้างเยอะ เห็นได้จากโซเชียลฯ เด็ก เยาวชนหลายคนพยายามศึกษาตามโซเชียลฯ มากขึ้น โดยเฉพาะความสนใจในส่วนของกลองกันตรึม การทำ การเล่นเองค่อนข้างเยอะ แต่พอมีข่าวแบบนี้เยาวชนเองค่อนข้างกังวลว่า จะต่อยอดได้อย่างไร ก็หวังว่าทางผู้หลักผู้ใหญ่น่าจะเข้ามาดูแลตรงนี้ ให้กับเด็ก เยาวชนอย่างพวกเราได้ดำเนินการต่อไปได้

อดิศร อิดประโคน รักษาการประธานสภาวัฒนธรรมเด็กและเยาวชน จ.สุรินทร์

“ก็ยังหวังและอยากเห็นการเดินหน้านำไปปรับแก้ ไปถกกันในที่ประชุมสภาฯ คุ้มครองชาติพันธุ์ และคณะกรรมการคุ้มครองฯ ชุดใหญ่อีกครั้ง ในการที่จะการแก้ปัญหาให้พวกเราเยาวชนได้ศึกษาได้เรียนรู้ต่อไป ก็ไม่อยากให้มันสูญหายไป ตรงนี้ก็ถือว่าสำคัญมากในการสืบสานวัฒนธรรมชาติพันธุ์ขแมรลือ ไม่ให้หายไป”

อดิศร อิดประโคน

5 ว่าที่สมาชิกสภาคุ้มครองฯ สัดส่วนขแมรลือ
ชี้ วาระเร่งด่วน คุ้มครองมรดกวัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้านอีสานกันตรึม

สำหรับ การประชุมคัดเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย สัดส่วนชาติพันธุ์ขแมรลือ เพิ่งผ่านพ้นไป โดยมี 545 ชุมชนที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วมาร่วมเฟ้นหาตัวแทนของพวกเขา โดยผู้สมัครที่ผ่านคุณสมบัติ ได้แสดงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหา การคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์ จากนั้นตัวแทนชาติพันธุ์ขแมรลือ จากชุมชนและภูมิภาคต่าง ๆ ได้ยกมือเพื่อแสดงออกถึงฉันทมติรับรองสมาชิกสภาคุ้มครองฯ สัดส่วนขแมรลือ 5 คน ตัวสำรอง 5 คน ประกอบด้วย 

5 ว่าที่สมาชิกสภาคุ้มครองฯ สัดส่วนชาติพันธุ์ขแมรลือ

โดยว่าที่สมาชิกสภาคุ้มครองฯ สัดส่วนชาติพันธุ์ขแมรลือ ได้แก่

  1. เพทาย สดทรงศิลป์ 

  2. กีรติ แสงตะวัน 

  3. คำภีรพจน์ สายเพ็ชร 

  4. สำรวม ดีสม 

  5. สิทธิโชค ด้วงช้าง 

ขณะที่ตัวสำรอง ประกอบด้วย 

  1. อดิศร อัดประโคน 

  2. จินดาภรณ์ เปรมผล

  3. วิชัย เกิดเหมาะ 

  4. สุภาพร เมืองไทย 

  5. สุดารัตน์ สายกลิ่น 

เดินหน้าคุ้มครอง รักษา “กันตรึม” มรดกวัฒนธรมขแมรลือ

สำรวม ดีสม ในฐานะว่าที่สมาชิกสภาคุ้มครองฯ ย้ำถึงความตั้งใจแรกที่ต้องการจะผลักดัน คือ อยากจะทำให้เห็นว่า มรดกแผ่นดิน มรดกทางวัฒนธรรมทางภูมิปัญญา คือวิถีชีวิตของคนขแมรลือ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา การแต่งกาย วิถีชีวิต การร้อง การดนตรีการแสดงความเชื่อประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ยังอยู่ในแผ่นดินไทย ซึ่งมีมาก่อนหลายร้อยปี จนมาถึงลูกหลาน โดยพยายามที่จะนำเรื่องวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ การแสดงที่งดงามนี้ซึ่งสร้างอาชีพ ทำยังไงถึงจะสามารถเอาการดนตรีหรือเป็นมรดกให้สืบทอดต่อถึงลูกหลานให้ดำรงค์ในในชีวิต และผืนแผ่นดินไทย บนพื้นฐานแห่งความถูกต้องของกฎหมายคือสิ่งสำคัญที่จะนำเสนอหาทางออก 

เช่นเดียวกับ เพทาย สดทรงศิลป์ ว่าที่สมาชิกสภาคุ้มครองฯ อีกคน ในฐานะประธานชมรมขแมรลือแห่งประเทศไทย ก็ชี้ว่า ปัญหาหลัก ๆ แรกคือการสืบทอดวัฒนธรรม เป็นปัญหามาจากเรื่องการใช้ภาษาแม่ คนรุ่นหลัง ๆ ไม่ค่อยพูด พอไม่พูดมันก็ค่อยค่อยหายไป เมื่อไม่พูดฟัง อ่านไม่ออก มันก็ไม่อยากฟังการร้อง การเขียน การเรียนการรู้  ทั้ง ๆ ที่สิ่งนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสืบทอดวัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญา 

“อย่างเรื่องภาษาในการร้อง การรำดนตรีกันตรึม คืออีกแหล่งเรียนรู้และการรักษา ภาษา วิถี วัฒนธรรม ชาวขแมรลือให้สืบต่อ ทางจิตวิทยาความสุขสนุกสานจากดนตรีก็เป็นเรื่องสุขภาพกายใจ กันตรึมอยู่ในวิถีตั้งแต่เกิดจนตาย ในแง่เศรษฐกิจ สามารถสร้างมูลค่าจากคุณค่าศิลปะดนตรีพื้นบ้านนี้ นักดนตรีรับ 1 งาน 2,000 บาทขึ้นไป คนร้องก็ประมาณ 10,000 บาท ถ้าเดือนหนึ่งเขารับสัก 10 งาน ได้รายได้เดือนละแสนบาท นี่คือคุณค่าที่ต่อยอดทางอาชีพได้”  

เพทาย สดทรงศิลป์

ผลักอีกวาระสำคัญ บรรจุหลักสูตรภาษาแม่ในสถานศึกษา

ว่าที่สมาชิกสภาคุ้มครองฯ ทั้ง กีรติ แสงตะวัน, คำภีรพจน์ สายเพ็ชร และ สิทธิโชค ด้วงช้าง ต่างก็เห็นตรงกันว่านอกจากวาระเร่งด่วนในการหาทางออกให้สมดุลมรดกภูมิปัญญาดนตรีพื้นบ้านกันตรึม เดินหน้าควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรแล้ว เรื่องภาษาแม่ ที่กำลังสุ่มเสี่ยงที่จะสูญหายไป เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดหลักสูตรในสถานศึกษา

ควบคู่กับการประสานสนับสนุนปราญช์ชาวบ้าน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ได้เข้าถึงภาษาแม่ ผ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ วิถีวัฒนธรรม องค์ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่เป็นมรดกวัฒนธรรมต้นทุนสำคัญให้ลูกหลานสืบไป

กม.ชาติพันธุ์-สภาคุ้มครองฯ กลไกพื้นที่กลาง ร่วมหาทางออก

อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ( องค์การมหาชน ) ชี้ว่า เนื้อหา พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาต้พันธุ์ ระบุไว้ชัดเจนเรื่องการคุ้มครองตามมาตรา 7  คือ กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในการจัดการวัฒนธรรมของตนเอง

คือเรื่องศิลปะดนตรีพื้นบ้าน เป็นรูปแบบวิถีชีวิตวัฒนธรรมแบบหนึ่ง ที่กฎหมายให้การรับรองคุ้มครองอยู่ การจัดการจึงต้องจัดการโดยที่ถามกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยว่าจะทำอย่างไร มีวิธีการจัดการอย่างไร แม้หน่วยงานที่ไปจับกุม จะถือกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ให้เหตุผลซากสัตว์ที่นำมาทำเครื่องดนตรี คือสัตว์คุ้มครองที่ห้ามเอามาทำเครื่องดนตรี แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำเครื่องดนตรีนั้น มีมานานก่อนจะมีกฎหมายต่างๆ  

“หากเรามองว่า นี่คือวัฒนธรรม คือ ซอฟต์พาวเวอร์ ประเทศสร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจทางวัฒนธรรม ที่จะสามารถสร้างมูลค่าให้ประเทศได้ ก็ออกแบบกลไกเรื่องการส่งเสริมอย่างการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงขึ้นมา คือทางออกมันมี แต่ว่าเราไม่เลือกใช้ทางออกนั้น เราเลือกใช้วิธีการปราบปรามสุดท้ายก็จะกลายเป็นปัญหาอีกว่าศิลปะที่แสดงกันมาหลายร้อยปี วันหนึ่งมันจะหายไป ก็เพราะว่าไม่มีกลอง ไม่มีซอที่จะเอามาเล่น มันคงจะเป็นความน่าเศร้าพอสมควร เพราะขณะที่ภูมิปัญญาหรือว่าคนเองก็ตื่นตัวในการที่จะรักษาสืบทอดแทบเป็นแทบตาย แต่วันดีคืนดีเล่นไม่ได้ เพราะอุปกรณ์เครื่องดนตรีไม่มี ก็ต้องตั้งคำถาม และมานั่งคุยกันว่าระหว่างการอนุรักษ์วัฒนธรรม กับการจัดการทรัพยากรอนุรักษ์สัตว์ป่าคุ้มครอง เหล่านี้ มันจะหาจุดลงตัวได้อย่างไรอันนี้เป็นโจทท์สำคัญ”

อภินันท์ ธรรมเสนา 

อภินันท์ ยังย้ำว่าปัญหานี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนเหตุผล ว่าทำไมกฎหมายชาติพันธุ์ ต้องสร้างกลไกการมีสภาคุ้มครองฯ หรือพื้นที่กลางนี้ขึ้นมา เพราะเดิมหากมีปัญหาในลักษณะแบบนี้ กลุ่มขแมรลือต้องไปเรียกร้องเอง เสียงก็แค่กลุ่มเดียว ไม่มีกฎหมายรับรอง แต่ตอนนี้เมื่อมีกฎหมาย มีกลไกสภาคุ้มครองฯ แล้ว นี่จึงเป็นข้อท้าทายของสภาคุ้มครองฯ ด้วยเช่นกัน ที่ต้องช่วยกันประมวลปัญหา และมีข้อเสนอในการแก้ไขส่งผ่านตัวแทนที่เป็นคณะกรรมการคุ้มครองฯ 9 คน ไปเสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ หรือบอร์ดชาติ ที่มีระดับนโยบาย คือ รองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี  

รวมทั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่ในนั้น ในฐานะรองประธานคณะกรรมการฯ คือ ผลักดันข้อเสนอของกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไปสู่กลไกระดับนโยบาย เพื่อกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และปัญหาต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์

Author

Alternative Text
AUTHOR

ทัศนีย์ ประกอบบุญ

นักข่าวสายลุย เกาะติดประเด็นแล้วไม่มีปล่อย รักการเดินทาง หลงรักศิลปะบนรองเท้า และชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ