‘กรานกฐิน’ มรดกพุทธธรรม : สงบ-ศรัทธา-แก่นแท้ศาสนา และการเกื้อกูล

ในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์หลังออกพรรษา ถือเป็นนัดหมายสำคัญแห่งพลังศรัทธาของเหล่าญาติโยมที่มารวมตัวกันภายใต้ งานบุญกฐิน และผ้าป่าสามัคคี ณ วัดสุนันทวนาราม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

ท่ามกลางความเงียบสงบ และร่มรื่นไปด้วยธรรมชาติของวัดป่าแห่งนี้ งานบุญใหญ่ประจำปีถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย แต่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังบุญ และความงดงามของการสืบทอดประเพณีตามวิถีโบราณดั้งเดิม

หลายคนอาจจะเคยมีภาพจำงานกฐินทั่วไปในสังคมเมือง พุ่มเงินกฐินที่ญาติโยมร่วมกันทำบุญ จนนับมูลค่าหลักหมื่น หลักแสน ขบวนแห่ และมหรสพเฉลิมฉลอง กลายเป็นอีกวิถีปฏิบัติที่ชาวพุทธคุ้นเคย แต่อีกด้านของศรัทธาในสายวัดป่า ความคึกคักและยอดเงินทำบุญอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญมากไปกว่าการได้ย้อนกลับไปสู่ แก่นแท้ ของบุญกฐินและผ้าป่าสามัคคี นั่นคือ ผ้าฝ้ายสีขาวบริสุทธิ์ ที่ญาติโยมตั้งใจนำมาถวายแด่คณะสงฆ์

“ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินจีวร กับทั้งบริวารนี้ แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน กับทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้นรับแล้วจงกรานกฐิน ด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ…”

วาจาที่ถูกเปล่งออกมาเพื่อน้อมถวายผ้ากฐิน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำตามพิธีกรรมทางศาสนา แต่คือการสืบทอดเจตนารมณ์เมื่อครั้งพุทธกาล 

พระครูธรรมรุจิ (มรกต สุขิโต) พระวัดญาณเวศกวัน ให้คำอธิบายเรื่องนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ ถ้าย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล การได้มาซึ่งผ้าจีวรของพระสงฆ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พระภิกษุที่บวชใหม่ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยของชาวบ้าน ผ้าจึงเป็นของหายาก และมีราคาแพง พระสงฆ์ต้องเดินเข้าป่าช้าเพื่อดึงผ้าจากซากศพ (ผ้าบังสุกุล) ทั้ง ผ้าดิบ จากศพที่ยังไม่เผา และ ผ้าสุก จากศพที่เผาแล้ว นำมาฉีกออกเป็นชิ้น ๆ ซัก เย็บ และย้อมด้วยมือ เพื่อให้ได้ผ้าพอแก่การใช้สอย นุ่งห่ม

กระทั่งต่อมา เมื่อความศรัทธาของญาติโยมเริ่มผูกพันกับพระศาสนามากขึ้น ญาติโยมอยากทำบุญแต่พระพุทธเจ้ายังไม่อนุญาตให้รับผ้าโดยตรง ชาวบ้านจึงนำผ้าไปวางพาดไว้ตามต้นไม้ หรือเส้นทางที่พระเดินจงกรม เพื่อให้พระสงฆ์พิจารณาเก็บผ้าเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ จนกลายเป็นที่มาของ ผ้าป่า และพัฒนามาสู่การที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุรับผ้ากฐินได้ในที่สุด

“ผ้ากฐินทานนี้เป็นของบริสุทธิ์ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ แล้วตกลงในที่ประชุมสงฆ์ จะได้จำเพาะเจาะจงลงว่าเป็นของพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็หามิได้ มีพระบรมพุทธานุญาตไว้ว่า ให้พระสงฆ์ทั้งปวงยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง เพื่อจะทำซึ่งกฐินัตถารกิจ ตามพระบรมพุทธานุญาต…” 

“ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นสมควรแก่. . . ซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญาสามารถ เพื่อกระทำกฐินัตถารกิจให้ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาตได้ ถ้าพระภิกษุรูปใดเห็นไม่สมควร จงทักท้วงขึ้นในท่ามกลางระหว่างสงฆ์…ถ้าเห็นสมควรแล้วไซร้จงให้สาธุขึ้นให้พร้อมกัน เทอญ…”

นี่เป็นถ้อยคำบางส่วนที่พระสงฆ์ 2 รูป ต้องสลับกันกล่าวในคำ อุปโลกน์กฐิน ซึ่ง พระครูธรรมรุจิ อธิบายย้ำว่า ในทางพระวินัย การถวายผ้ากฐินเปรียบเสมือนการทิ้งผ้าไว้ในกลางหมู่คณะสงฆ์ราวกับผ้านั้นลอยมาจากในอากาศ ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นของใคร บทอุปโลกน์ที่พระสงฆ์กล่าวขึ้นนั้น จึงสะท้อนถึงกระบวนการคัดกรองที่ โปร่งใส และ การมีส่วนร่วม ในหมู่สงฆ์อย่างแท้จริง

เมื่อมีการเสนอชื่อพระภิกษุผู้มีศีลาจารวัตรและเหมาะสม เช่น เจ้าอาวาส หรือพระผู้มีจีวรเก่า ให้เป็นผู้ครองผ้ากฐิน พระทุกรูปในที่ประชุมสงฆ์จะต้องร่วมกันไตร่ตรอง หากมีข้อทักท้วงก็ต้องกล้าที่จะท้วงติง หากเห็นพ้องต้องกันจึงเปล่งเสียง “สาธุ” พร้อมกัน 

หลังจากที่คณะสงฆ์ประชุมกันและมีมติมอบผ้ากฐินที่ได้มาอย่างถูกต้องให้แก่พระภิกษุรูปหนึ่งแล้วนั้น ก็จะต้องนำผ้าไปตัด เย็บ ย้อม ให้ได้เป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งในไตรจีวร และข้อเน้นย้ำคือ ต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยภายในวันเดียว

“เพื่อแสดงถึงความสามัคคีในคณะสงฆ์ ก็ให้ช่วยกันทำในวันเดียวกัน เอาผ้ามารวมกันตัด เย็บ ย้อมให้เสร็จในวันนั้น เหมือนที่เราอุปโลกน์ว่า มีผ้ามาชุดหนึ่ง เราจะให้ใครดี บอกให้พระ ก. ทุกคนเห็นด้วยไหม ถ้าไม่เห็นด้วยก็ให้ทักท้วง ถ้ามีคนทักท้วงก็ต้องหาพระรูปใหม่เรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีใครทักท้วง ถ้าไม่มีผู้ทักท้วง ทุกรูปก็ร่วมกันอนุโมทนา เช่น สรุปให้เจ้าอาวาส แล้วก็ตกลงกัน ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จภายในวันนี้ ก็แสดงแสดงถึงความสามัคคี ความร่วมแรงร่วมใจกัน”

พระครูธรรมรุจิ

อย่างปีนี้ที่วัดสุนันทวนาราม ผ้าที่นำมาตัด เย็บ ย้อมเป็นสบง เป็นผ้าฝ้ายทอมือจากสุรินทร์ ถูกนำมาวาดแบบ ตัดเย็บโดยพระภิกษุ และญาติโยม ที่ได้ช่วยกันตัดเป็น ผ้าสบง 7 ขันธ์

เข็ม และด้ายถูกนำมาถักร้อยเพื่อต่อผ้าที่ตัดแยกเป็น 7 ชิ้นตามขนาด ตามแบบ แล้วนำมาเย็บประกอบกันให้เป็นสบงผืนใหญ่

จากนั้นนำผ้าฝ้ายสีขาวที่ตัดเย็บเป็นสบงเรียบร้อย นำไป ย้อมด้วยแก่นขนุน ขั้นตอนนี้ พระครูธรรมรุจิ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันผ้าทั่วไปจะถูกย้อมด้วยสีเคมี ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าตามธรรมชาติ วิถีดั้งเดิมคือใช้แก่นขนุน มาสับ แล้วนำมาต้มจนได้ น้ำฝาด จากแก่นขนุน เคี่ยวจนงวด เพื่อเวลาย้อมจะทำให้ติดทนนาน

“ขั้นตอนนี้ก็ใช้ระยะเวลานานหน่อย ถ้าใช้สีเคมีก็ง่ายกว่า แต่เรารักษาวิถีเหล่านี้เอาไว้ให้เห็นประโยชน์จากแก่นขนุน น้ำฝาดที่นำมาย้อมจะมีลักษณะเป็นสารที่ช่วยรักษาผ้า ค่าเชื้อโรค แล้วดับกลิ่นเหงื่อได้ นี่ก็เป็นคุณสมบัติของธรรมชาติที่น่าทึ่ง ซึ่งวิถีวัดป่าก็จะซักผ้าไตรจีวรทุกวันโกน เดือนหนึ่งก็ 4 ครั้ง ด้วยน้ำฝาดจากแก่นขนุน เป็นวิถีที่สืบปฏิบัติกันมา” 

พระครูธรรมรุจิ

ทันทีได้ผ้าที่ทำการย้อมเรียบร้อย ก็จะนำไปตากให้แห้ง แต่ในยุคนี้เพื่อให้รวดเร็วและทันเวลาภายในวันเดียว ก็จะใช้เครื่องอบผ้าแห้ง เพื่อความรวดเร็ว

เมื่อผ้าสบงที่อบ แห้งเรียบร้อยดีแล้ว พระภิกษุก็จะได้ทำการเคาะระฆัง เรียกคณะสงฆ์ในวัดพร้อมกันที่พระอุโบสถ เพื่อเข้าสู่พิธี กรานกฐิน นำผ้าที่ตัด เย็บ ย้อมผืนใหม่ ถวายแด่ตัวแทนสงฆ์ที่ได้รับฉันทมติถูกอุปโลกน์ขึ้น ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงเจ้าอาวาสวัดสุนันทวนาราม จากนั้นจึงได้อธิษฐานผ้าใหม่ที่ได้รับ และเปลี่ยนผ้าใหม่เข้าชุดเป็นไตรจีวร 

แม้วันนี้บริบททางสังคมจะเปลี่ยนไป วัดหลายแห่งจะปรับตัวรับทั้งปัจจัย (เงิน) หรือผ้าสำเร็จรูป เพื่อความเหมาะสมตามยุคสมัย แต่สิ่งสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่แค่การทำตามวิถีประเพณีโบราณ หากคือการรักษาจิตวิญญาณแห่งความเรียบง่าย สามัคคี และการเกื้อกูลกันระหว่างวัดกับชุมชน 

“เรื่องนี้คือการชูความสามัคคี ถ้าพระสามัคคีกันดี ตกลงกันได้ ไม่ขัดแย้งกันด้วยผลประโยชน์ แม้จะเป็นผ้าผืนเดียว ก็ถือว่ามันก็อยู่กันได้ ต่อมาโยมเห็นเป็นวิถีปฏิบัติที่ดี ก็ส่งเสริมก็อนุเคราะห์กัน โยมสามัคคีร่วมมือร่วมใจกัน อยากจะรักษาพระศาสนา ก็ร่วมกันถวายผ้า มาร่วมทำบุญ ต่อมาก็อาจขยายไปถึงการให้ทาน การออกโรงทาน ทั้งหมดนี้คือเต็มเปี่ยมไปด้วยสาระแห่งความสามัคคี”

พระครูธรรมรุจิ

และสิ่งที่ได้มากกว่านั้น คือ ทำให้อย่างน้อยพระภิกษุเองก็ได้ตระหนักถึงการดูแลรักษาผ้าไตรจีวรได้ด้วยตัวเอง หากผ้าเกิดชำรุด ขาด ก็สามารถซ่อมแซมดูแลเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองหาใหม่ 

พระครูธรรมรุจิ (มรกต สุขิโต) พระวัดญาณเวศกวัน

พระครูธรรมรุจิ ยังอยากให้สังคมทำความเข้าใจด้วยว่า เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปวัดเริ่มมีระบบ มีเรื่องของการบริหารจัดการวัด มีเสนาสนะที่ต้องทำนุบำรุง ก็จึงต้องพึ่งพาปัจจัย (เงิน) ซึ่งญาติโยมก็ปรารถนาดี ร่วมทำบุญเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในวัด หากวัดบริหารจัดการถูกต้องก็จะเป็นประโยชน์ ญาติโยมเข้าวัดก็เห็นว่าวัดรื่นรมณ์ ไม่เสื่อมโทรม ก็อยากเข้ามาใช้ประโยชน์ แต่สาระสำคัญคือต้องนำเงินมาใช้อย่างถูกต้อง มันก็เป็นประโยชน์ 

“เมื่อคนหวังดีก็ถวายเรื่องของปัจจัยด้วย ดังนั้นเรื่องประเพณีเหล่านี้มันก็อนุเคราะห์กัน แต่ที่มันเกิดเป็นปัญหานั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง ที่ส่วนใหญ่ก็มีปัญหาจากปัจเจกบุคคล” 

พระครูธรรมรุจิ

ประเพณีถวายผ้ากฐิน ณ วัดป่า จึงเป็นวิถีที่มากกว่าบุญกุศล เพราะกำลังหมายถึงการสืบทอดเรื่องราวในพระศาสนา ที่คอยเตือนใจถึงความงดงามที่แท้จริงของศรัทธา ที่ไม่ได้วัดกันแค่มูลค่าของเงินทำบุญ แต่คือการเคารพในแก่นแท้ของพุทธศาสนา ยึดมั่นต่อหลักพระธรรมวินัยนั่นเอง 


ข้อมูลอ้างอิง :

Author

Alternative Text
AUTHOR

พงศ์เมธ ล่องเซ่ง

นักข่าวไม่จำกัดสาย จัดให้ได้ทุกประเด็น