หากพูดถึง ฝั่งธนบุรี ทุกคนนึกถึงอะไรกันบ้าง ?… เพราะเพียงแค่ข้ามฝั่งสะพานที่ทอดยาวเหนือแม่น้ำเจ้าพระยาจาก ฝั่งพระนคร มายังอีกฟากของเมือง บรรยากาศหลาย ๆ อย่างที่สัมผัสได้ก็อาจไม่แตกต่างกันกับอีกฝั่ง
ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้าหลายสายที่ขยายไปถึง สภาพการจราจรที่ติดขัด รวมไปถึงความวุ่นวายจากเมืองที่ขยายไม่หยุดจนคุ้นชิน แต่ถึงอย่างไรธนบุรีก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวความดั้งเดิมของเมืองเก่าริมน้ำ มีประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตเฉพาะตัวซ่อนอยู่ แม้อีกภาพจะเห็นแลนด์มาร์กใหม่ ๆ ผุดขึ้นตลอดหลายปีมานี้ก็ตาม

ภาพจำฝั่งธนฯ มีความเป็นมาและประวัติศาสตร์อันยาวนาน เนื่องจากเคยเป็นเมืองหลวงเก่า ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ระหว่าง พ.ศ.2310 – พ.ศ.2325
ที่นี่ยังเคยเป็น จังหวัดธนบุรี มาก่อน ในช่วงการประกาศใช้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2476 ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2515 โดยคณะปฏิวัติได้มีประกาศฉบับที่ 335 ให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองใหม่ ให้รวมกิจการปกครองนครหลวงกรุงเทพธนบุรี องค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรี เทศบาลนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ตลอดจนสุขาภิบาลต่างๆในเขตนครหลวงกรุงเทพธนบุรี เป็นหน่วยการปกครองเดียวกัน คือ “กรุงเทพมหานคร”
ธนบุรีอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันแบ่งเป็น 15 เขต คือ ธนบุรี, บางกอกใหญ่, คลองสาน, ตลิ่งชัน, บางกอกน้อย, บางขุนเทียน, ภาษีเจริญ, หนองแขม, ราษฎร์บูรณะ, บางพลัด, จอมทอง, บางแค, ทวีวัฒนา, ทุ่งครุ และบางบอน
แต่หนึ่งในเขตที่ The Active ลงไปสัมผัสมาซึ่งในเวลานี้การพัฒนาและความเจริญที่เกิดขึ้นได้สถาปนาพื้นที่แห่งนี้จนกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของฝั่งธนฯ คือ “คลองสาน” จากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดช่วงที่ผ่านมา คนที่นี่เขาปรับตัวทันไหม ? แล้วเขาอยู่กันยังไง ? กับชีวิตที่เปลี่ยนไปพร้อมการพัฒนาเมือง
ปลายทางความเจริญ กับชุมชนที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง
เราเลยชวน ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์ สถาปนิก/นักเขียน ที่เกิดและเติบโตในคลองสาน มาช่วยบอกเล่าเรื่องบ้านเกิด ซึ่งก่อนหน้านี้เขายังเคยใช้เวลา 365 วัน เดินสำรวจเมืองและสเก็ตภาพออกมา เพื่อสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนกับการ DIY สิ่งประดิษฐ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอง ออกมาเป็นหนังสือบอกเล่าประสบการณ์วิถีชีวิตคนริมถนนในกรุงเทพฯ อีกทั้งยังสังเกตเห็นเอกลักษณ์งาน DIY ของผู้คนที่ใช้ท่อ PVC สีฟ้าเข้ม ๆ มารังสรรค์สิ่งประดิษฐ์ ที่สะท้อนได้ถึงหลายมุมของชีวิต ทั้งความเป็นอยู่ ปากท้อง เศรษฐกิจด้วย

ชัชวาล เป็นคนคลองสานแท้ ๆ ไม่เคยย้ายไปอยู่ที่ไหน ตอนนี้เขาได้สร้าง Home office ชื่อ “Everyday Architect Desigh Studio” ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการเริ่มรู้จักคลองสานกันในครั้งนี้
เขาฉายให้เห็นภาพในวันวาน ว่าตอนเด็ก ๆ ชุมชนที่อยู่คือ ชุมชนสวนสมเด็จย่า หรือในอดีตเรียกว่า ชุมชนตลาดบ้านสมเด็จ ความรู้สึกของเขา ยังมองว่าชุมชนแห่งนี้เปลี่ยนไปค่อนข้างน้อย เพราะส่วนหนึ่งการพัฒนากรุงเทพฯ นั้นกระจายไปที่ส่วนอื่น ๆ ก่อน ตรงจุดนี้อาจเรียกว่าเป็นปลายทางของการพัฒนาที่อาจมาถึงในเร็ว ๆ นี้
“เป็นช่องว่างที่ความเจริญยังไม่มาโดน ซึ่งก็จะเปลี่ยนแปลงน้อย ทำให้รู้สึกว่าย่านนี้ค่อนข้างสงบ”
ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์




สังเกตได้จากผู้อยู่อาศัยที่ในย่านชุมชนของเขาค่อนข้างเป็นคนดั่งเดิม อาหารการกินก็ยังดั้งเดิม ราคาไม่ได้เปลี่ยนไปมาก แต่ถ้าเดินออกไปจากขอบชุมชนนิดหนึ่ง เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เยอะขึ้น อาจพูดได้ว่าชุมชนอาจเป็นปราการสุดท้ายที่ความเจริญจะเข้ามา
“เราไม่ได้แอนตี้ความเจริญ แต่รู้สึกว่าความเจริญยังไม่ได้ถูกคิดมากพอว่าจะอยู่กับคนหรือเนื้อเมืองดั้งเดิมยังไงในกรุงเทพฯ”
ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์
ในมุมมองของสถาปนิก ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อผู้คนและชุมชนดั้งเดิมยังมีอยู่ แต่มีความเจริญเข้ามาจึงเป็นโจทย์ที่ต้องขบคิด เพราะสิ่งใหม่ ๆ อาจทำให้ความดั้งเดิมหายไป เหมือนกับการลบประวัติศาสตร์บางอย่างของเมืองทิ้ง แน่นอนว่าการพัฒนาก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไร ? ให้ไปด้วยกันได้ แม้เป็นคนรุ่นใหม่อยากเห็นความเจริญของย่าน แต่ก็ต้องคำนึงถึงอนาคตด้วย
“ถ้าสมมติผ่านไปสัก 30 ปี แล้วเราแก่ไป แต่เราอยู่ในที่บ้านเราไม่ได้ ก็น่ารู้สึกแย่นะ สิทธิการอยู่อาศัยในเมือง ถ้าเราเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิในการอยู่ในเมืองนี้ เรื่องนี้ก็ต้องคิด”
ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์
มุมมอง ปฏิสัมพันธ์ กับชุมชน ความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้จากเด็กจนโต
แต่ละช่วงไลฟ์สไตล์เราก็เปลี่ยนไปตามอายุ ตอนสมัยเรียน ชัชวาล ยอมรับว่า อาจไม่ได้เห็นภาพการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในย่านสักเท่าไหร่ เพราะว่าใช้เวลาส่วนใหญ่กับพื้นที่ข้างนอก แต่ปัจจุบันได้มาทำงานที่บ้านเยอะขึ้นก็เลยค่อย ๆ ได้กลับมาเรียนรู้บ้านตัวเอง ได้เริ่มตั้งใจอยู่ในย่านมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนก็ต้องตื่นเช้าไปทำงานในเมืองอีกฝั่ง ข้ามไปเพื่อไปทำงานแล้วก็ข้ามกลับมาที่บ้าน เสียค่าเดินทางก็มากอยู่ ต้องขึ้นรถหลายต่อ แล้วเราก็ได้ใช้ทรัพยากรของเมืองหลัก


เมื่อได้ใช้เวลาอยู่ในชุมชนมากขึ้น เขาก็เริ่มมีมุมมองต่อบ้านที่ต่างไปจากวัยเด็ก เพราะคนในชุมชนรู้จึกตัวเขามากกว่าที่คิด ทำให้รู้ถึงความเชื่อมโยงกันของคนในชุมชนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้เข้าใจการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
“พอเราไปกินข้าวร้านแถวนี้ เขาก็จะรู้จักว่าเราเป็นลูกใคร เราไม่เคยบอกว่าเราเป็นลูกใคร แต่ว่าเขาจำพ่อเราได้”
ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์
อีกทั้งรู้สึกถึงความเป็นไปของชุมชนผ่านผู้คนที่เคยพบเจอตอนเด็ก ๆ แต่ตอนนี้เขาค่อย ๆ หายไปทีละคน ทำให้เข้าใจความผูกพันในชุมชนว่าเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันจริง ๆ

ชุมชนในคลองสานอาจไม่ได้แออัดอย่างชุมชนอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ เพราะเป็นบ้านที่อยู่อาศัยจริง ๆ มีส่วนน้อยที่เป็นบ้านเช่า ถ้าเป็นโซนบ้านเช่าคนนอกเข้ามาเยอะ ๆ บางทีสิ่งอำนวยความสะดวกของพื้นที่ก็อาจจะไม่พอ แต่ความน่าสนใจของพื้นที่ตรงนี้คืออยู่เชื่อมกับ ย่านเยาวราช ข้ามฝั่งไปก็จะไปถึงได้ ฉะนั้น บริเวณท่าเรือท่าดินแดงในคลองสาน ก็จะมีแรงงานมาเช่าบ้านอยู่เยอะ เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงานที่เยาวราชหรือปากคลองตลาด
การอยู่ร่วมกันของความดั้งเดิม กับ ความเจริญของศูนย์กลางเศรษฐกิจฝั่งธนฯ
ไม่เพียงแต่ความดั้งเดิมของคลองสานที่ยังคงอยู่ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็จะเห็นตึกสูงที่เริ่มก่อตัวขึ้นมา จนกลายแลนด์มาร์กสำคัญของย่านนั่นคือ ไอคอนสยาม ที่ปัจจุบันถือว่าเป็นอีกหนึ่งในหมุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่สิ่งที่ ชัชวาล อยากชวนมองอาจไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจในย่านที่ขยับตัวขึ้นกว่าในอดีต แต่ยังมีวิถีของชุมชนแถวนั้นที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปด้วย

ในฐานะคนที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของย่านมาตลอด ชัชวาล ย้ำว่า มันมีทั้งข้อและที่เป็นข้อสังเกตมากมายที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป เมื่อความเจริญเข้ามาในหลายรูปแบบ ทำให้รู้สึกว่าชีวิตต้องคิดเยอะขึ้นเหมือนกันว่า เมืองที่เราอยู่จะพัฒนาไปในทิศทางไหน ?
ถ้ามองในแง่ท่องเที่ยว ตรงนี้ก็กลายเป็นจุดที่อำนวยความสะดวกให้กับทั้งนักท่องเที่ยวและคนในย่าน แต่กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างที่ต้องการนั้นเป็นลักษณะของความสะดวกสบายเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันถ้าเป็นเรื่องโครงสร้างเมือง การอยู่ด้วยกันมันมากกว่าเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ยังมีเรื่องเชิงสังคม วัฒนธรรม แล้วก็การที่จะคิดภาพอนาคตไปพร้อม ๆ กันว่าเราจะเจริญทางไหนมากกว่าแค่การมีความสะดวกสบายที่ต้องจ่ายเงินเข้ามาซื้อ
“พอการพัฒนาเข้ามาแล้ว เราก็ต้องรับมือกับมัน ถ้ามีโอกาสที่จะพัฒนาได้ดีกว่านี้ ก็อยากให้มีช่องทางที่อยู่ด้วยกันได้มากกว่านี้ เช่น การ พูดคุย การมองอนาคตร่วมกัน เพราะบางทีความเจริญเข้ามา แล้วเหมือนมาแก้ปัญหาที่ปลายทาง”
ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์
บรรยากาศในอดีตก่อนห้างจะเข้ามาบริเวณนี้ เคยมี ตลาดคลองสาน ซึ่งเคยเป็นพลาซ่าที่คึกคักเหมือนจตุจักรย่อม ๆ แต่ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ร้างเพื่อรอการพัฒนา แต่ผ่านไปหลายปีพื้นที่ก็ยังไม่ถูกปรับเปลี่ยน

ตอนนี้ภาพของกำแพงห้างปะทะกับรั้วบ้าน อาจสะท้อนได้ชัดว่าชุมชนอยู่ร่วมกับการพัฒนาที่เข้ามาใกล้กว่าที่คิด แต่คำถามสำคัญคือการอยู่ร่วมกันในลักษณะนี้จะมีความยั่งยืนขึ้นได้อย่างไรบ้าง ก็ต้องอาศัยการวางแผนที่มองเห็นภาพระยะยาว
ชัชวาล จึงมองไปถึงเรื่อง การพัฒนาที่สามารถผนวกเข้ากับของเดิมได้อย่างลงตัว ที่จะไม่ทำให้คนใหม่ย้ายเข้าคนเก่าย้ายออก หรือที่เรียกว่า Gentrification (กระบวนการเปลี่ยนแปลงของย่านที่อยู่อาศัยในเมือง)
“รู้สึกว่าฝั่งธนฯ มีโอกาสทำเรื่องนี้ให้ดีขึ้นได้ ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าเมืองที่โต และคนเยอะ มีโอกาสเสี่ยงที่คนอยู่เดิมจะไม่สามารถอยู่ในพื้นที่เดิมได้ ด้วยค่าเช่าหรืออะไรต่าง ๆ ถ้าผู้บริหารหรือผู้พัฒนามองเห็นสิ่งนี้เป็นอิฐก่อนแรกในการจะเหยียบอิฐก้อนต่อไป ก็จะเห็นอกเห็นใจว่าคนอยู่เดิมเขามีความลำบากยังไง หรือว่าเขาอยากได้ความพัฒนายังไงที่มันจะลงตัวกับชีวิตเดิม ๆ ของเขา ซึ่งชีวิตเดิม ๆ ถามว่ามันดีทั้งหมดไหม ก็อาจจะไม่ใช่ แต่ว่ามันแลกเปลี่ยน แล้วเราหาตรงกลางได้”
ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์
ภาพจำความเป็น “ธนบุเรี่ยน”
คนธนบุรี หรือคนกรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรีมีวัฒนธรรมที่คนในพื้นที่ยึดถือ อย่างเช่น ความศรัทธาต่อพระเจ้าตากฯ จุดแลนด์มาร์กสำคัญอย่างวงเวียนใหญ่ อีกทั้งฝั่งธนฯ ก็มีเอกลักษณ์และกลิ่นอายที่ต่าง ๆ จากย่านอื่น


ภาพการเดินทางของคนฝั่งธนฯ ที่ต้องข้ามฝั่งกลับบ้านในตอนเย็น รถติดแน่นทั้งสะพานที่เหมือนเป็นตัวเชื่อมชีวิตกับเมือง เพราะหลายคนต้องไปทำงานในเมือง อย่างเช่น เอกมัย สีลม ทองหล่อ ซึ่งสวนทางกับสะพานอีกฝั่งที่รถโล่ง นั่นคือภาพที่สังเกตเห็นได้จากมุมบนสวนลอยฟ้าเจ้าพระยา
“คนส่วนใหญ่ไปทำงานในเมือง แล้วก็เอาตัวเองกลับบ้านฝั่งธนฯ คิดว่าเป็นโมเมนต์ที่คนฝั่งธนฯ น่าจะเข้าใจตรงกัน”
ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์
“หวานอมขมกลืน” การพัฒนาเหมือนดาบสองคม ?
เรายังได้คุยกับ ทิพย์สุวรรณ ตั้งอมรสุขสันต์ คนฝั่งธนฯ ที่อาศัยอยู่ย่านวงเวียนใหญ่ ก็เปรียบเปรยการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในฝั่งธนฯ เหมือนรสชาติ “ความหวานอมขมกลืน” เพราะการพัฒนาย่านฝั่งธนบุรีเปรียบเสมือนดาบสองคมระหว่างความดั้งเดิมกับความใหม่ ปัญหาสำคัญไม่ใช่การพัฒนาที่เร็วเกินไป แต่คือ การขาดการวางแผน การกำหนดทิศทาง และการขาดการมีส่วนร่วม ซึ่งส่งผลให้เกิดความสับสนวุ่นวายในการจัดการเมือง เช่น ปัญหาประชากรแฝง
เมืองขยายมาทางฝั่งธนบุรีช้ากว่าฝั่งตะวันออก เมื่อความเจริญและรถไฟฟ้ามาถึง แม้จะเป็นเรื่องดีแต่ก็ต้องแลกกับปัญหาจราจรและการเปลี่ยนแปลงของย่านค้าขายดั้งเดิม นอกจากนี้ยังได้เล่าถึงความเฟื่องฟูของวงเวียนใหญ่ในอดีตว่า เคยคึกคักพอ ๆ กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่เป็นจุดเปลี่ยนรถและศูนย์กลางการเดินทาง แต่เมื่อเมื่อมีการตัดถนนเส้นใหม่ เช่น เส้นพรานนก หรือเส้นตัดออกสาทร ทำให้คนสัญจรผ่านวงเวียนใหญ่น้อยลง ตึกแถวในย่านจึงเริ่มร้างและเงียบเหงา
มีห้างดังที่หายไปอย่าง เซ็นทรัล ลาดหญ้า ที่ในอดีตถือว่าเป็นห้างหรูหรา มีร้านไอศกรีม ศาลาโฟโมสต์ ที่ทันสมัย ต่อมาเปลี่ยนเป็นโรบินสัน แต่ปัจจุบันกลายมาเป็นห้างชื่อว่า แพลตฟอร์ม ที่บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา โดยเฉพาะหลังช่วงโควิด-19

หากพูดถึงเศรษฐกิจปัจจุบันของฝั่งธนฯ ทิพย์สุวรรณ ยอมรับเลยว่า การมาถึงของห้างใหญ่ทำให้ราคาที่ดินและค่าเช่าตึกบริเวณนั้นสูงขึ้น จนร้านค้าดั้งเดิม สู้ราคาไม่ไหวต้องย้ายออก ร้านค้าที่อยู่ได้ต้องเปลี่ยนมาเน้นบริการนักท่องเที่ยว เช่น ร้านนวด ส่วนร้านอาหารในตึกแถวต้องปรับราคาสูงขึ้นตามค่าเช่า ทำให้กลุ่มคนที่เป็นแรงงานเข้าถึงอาหารยากขึ้น เหลือเพียงร้านรถเข็นหรือร้านข้างทางที่ยังราคาถูกอยู่
ดังนั้น จึงอยากฝากข้อเสนอต่อทางกรุงเทพมหานคร ในวาระที่กำลังจะมี ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ควรต้องกำหนดสัดส่วนพื้นที่การค้าที่เหมาะสมในแต่ละย่าน เพื่อไม่ให้ค่าเช่าแพงจนคนดั้งเดิมและแรงงานไม่สามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่ได้
จากเรื่องเล่าของคนฝั่งธนฯ อาจสรุปได้ว่าจริง ๆ แล้ว ทุกคนต้องพร้อมจะที่ซอยเท้าวิ่งให้ทันจังหวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเร็ว ขณะเดียวกันก็อยากเห็นระบบการจัดการเมืองที่ดีกว่าเดิม และคำนึงถึงคนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ ไม่ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้นกระจุกตัวอยู่ในจุดเดียว… และแน่นอนว่า ไม่ว่าจะอยู่จุดไหน เขตไหนในกรุงเทพฯ เราต่างอยากเห็นกรุงเทพฯ ที่มาได้ไกลและยังต้องพัฒนาได้ดีกว่าเดิม
- รับชม : EP.5 “คลองสาน” สะพานเชื่อมชีวิตคนกับเมือง | อยู่กันยังไง ? (20 มิ.ย. 2569)

