บ้านนี้มีทรุด: บ้านแบบไหน เสี่ยงดินถล่ม

เมื่อปลายปี 2567 ที่ บ้านดอยแหลม ต.แม่อาย อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เผชิญกับ เหตุการณ์ดินถล่ม จนบ้านเรือนหลายหลังพังเสียหาย ที่น่าเศร้ากว่านั้น คือมีผู้เสียชีวิตถึง 6 คน หนึ่งในนั้นคือ พ่อหลวงยุทธ – ธีรยุทธ สิริวรรณสถิต อดีตผู้ใหญ่บ้าน


บทเรียนความสูญเสียเมื่อปีก่อน ทำให้ผู้คนที่นั่นพยายามหาทางรับมือหน้าฝน และฤดูน้ำหลากในปีนี้ ด้วยการใช้องค์ความรู้ของ ทีมมดชนะภัย โดย รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ วิศวกรรมปฐพีเเละฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานมูลนิธิมดชนะภัย และในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้านดินถล่ม คอยเป็นพี่เลี้ยง


และเมื่อไม่นานมานี้ได้ลงพื้นที่บ้านดอยแหลม เพื่อสำรวจจุดล่อแหลม ให้ข้อมูลความเสี่ยงจากดินถล่มแก่ชาวบ้าน โดยมี พ่อหลวงวีร์ – เจตกรวีร์ จิรารัชตพงค์ ผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน และ ผู้นำชุมชนข้างเคียงที่ประสบเหตุการณ์เช่นเดียวกัน พร้อมด้วยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนภาคเหนือ ร่วมภารกิจครั้งสำคัญ


The Active มีโอกาสติดตามการลงพื้นที่บ้านดอยแหลมครั้งนี้ ลองดูกันว่าที่นี่จุดไหนเสี่ยง จุดไหนล่อแหลม และองค์ความรู้ที่ได้รับจะสามารถต่อยอดไปสู่การเฝ้าระวังดินถล่มให้กับพื้นที่เสี่ยงอื่น ๆ ได้แค่ไหน


รศ.สุทธิศักดิ์ แนะนำคำศัพท์เกี่ยวกับดินถล่ม ที่ช่วยจัดการและเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น

  1. ล่อแหลม : พื้นที่ของบ้านนั้น อยู่แล้วอันตรายจากภัยดินถล่ม เช่น หมู่บ้านทางภาคเหนือที่อยู่บนดอย สันเขา รอบสันเขาหรือยอดเขามันมีร่องน้ำไหลลงมา สามารถบอกได้เลยว่าไม่ควรไปตั้งบ้านตรงขอบร่องน้ำเหล่านี้

  2. เปราะบาง : ตัวบ้านหรือหมู่บ้าน ยกตัวอย่างเช่น สามารถประเมินความเปราะบางของบ้านได้ด้วยน้ำหนักของโครงสร้างบ้าน บวกกับบริเวณที่บ้านตั้งอยู่

เพื่อให้เข้าใจความเสี่ยง นำไปสู่การเฝ้าระวังมากขึ้น The Active จึงขอยกเอาตัวอย่างจากการลงพื้นจริงบ้านดอยแหลม โดยชี้ให้เห็นความล่อแหลม ความเปราะบาง และแนวทางจัดการ ลองดูกันหน่อยว่า…บ้านของคุณอยู่ในความเสี่ยงดินถล่มหรือไม่ ?

บ้านแบบนี้…ช่วยลดความเสี่ยง

การสร้างบ้านโดยเว้นพื้นที่ใต้ถุนบ้านไว้ ลดความเปราะบางของโครงสร้างลง ซึ่ง รศ.สุทธิศักดิ์ ยกตัวอย่างบ้านในพื้นที่ภาคใต้ที่โดนน้ำหลากทุกปี จะเห็นได้ว่าบ้านที่ยกสูงนั้นรอด ส่วนอีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือการปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้รอบ ๆ บ้าน

“บ้านหลังหนึ่งเขาปลูกต้นไม้ใหญ่รอบ ๆ บ้าน พอดินตะกอนมาพร้อมกับซุงไม้ ปรากฎว่าดูบ้านแล้วไม่มีซากอะไรเลย ต้นไม้ช่วยขวางไว้”

สร้างบ้านที่เบา เพิ่มความยืดหยุ่น เพิ่มความปลอดภัย ลดความเปราะบางของโครงสร้างลง สำหรับการสร้างบ้านบนภูเขาทำได้หลายวิธี หลายวัสดุ ยกตัวอย่างเช่นบ้านฝาไม้ไผ่ บ้านไม้ บ้านปูนผสมไม้ ไปจนถึงบ้านคอนกรีตเสริมเหล็กหรือบ้านอิฐและไม้

“คำถามง่าย ๆ เลย บ้านหนักขนาดนี้ สโลปจะพังไหม”

รศ.สุทธิศักดิ์ แนะนำว่า การสร้างบ้านที่มีน้ำหนักเยอะสามารถทำได้ แต่ควรมีวิศวกรที่มีประสบการณ์มาดูว่า โครงสร้างหนักไปไหม

สร้างบ้านในพื้นที่ที่ต้นไม้เยอะ ลดความล่อแหลมของพื้นที่บ้าน โดยใจความสำคัญของการลดความล่อแหลมของพื้นที่ปลูกบ้านคือการ ไม่สร้างบ้านกีดขวางทางน้ำ ซึ่งจะสังเกตุทางน้ำไหลได้จากพื้นที่ที่เป็นร่องเชิงเขา ร่องเขา หรือการมีต้นไม้ปกคลุมอยู่น้อย ทางน้ำไหล ไม่จำเป็นต้องมีน้ำไหลตลอดทั้งปี แต่หมายถึงจุดที่เคยมีน้ำไหลในอดีต หรือเป็นทางที่น้ำไหลเป็นประจำในช่วงที่ฝนเยอะ

สร้างบ้านที่มีระบบจัดการน้ำหน้าดิน ลดความเปราะบางของโครงสร้าง มีระบบท่อ รางน้ำฝน ไปจนถึงการสร้างที่เก็บน้ำ เป็นตัวอย่างการจัดการน้ำหน้าดิน ที่ช่วยลดโอกาสการเกิดดินถล่ม

“การจัดการน้ำที่ดี เมื่อฝนตก น้ำควรจะลงร่อง ไหลไปตามจุดปล่อยน้ำ ไม่มารวมปล่อยอยู่ที่เดียว เพราะถ้าเกิดรวมกันที่เดียวในปริมาณเยอะและเร็ว น้ำก็จะกัดเศาะอยู่ดี”

โดย รศ.สุทธิศักดิ์ พูดถึงการจัดการน้ำ โดยแนะนำให้กระจายจุดปล่อยน้ำให้ห่างกัน

บ้าน – พื้นที่เสี่ยง! เลี่ยงได้เลี่ยงก่อนเกิดภัย

สร้างบ้านบริเวณทางน้ำ อยู่บนความล่อแหลม โดยต้องสังเกตุเส้นทางที่น้ำไหลเยอะตลอดเวลา หรือในช่วงน้ำหลาก รวมถึงการดูพืชปกคลุม หรือการเกิดดินถล่มในอดีต นอกจากนี้ ร่องน้ำอาจสังเกตุได้จากหินสีดำ ๆ ในบริเวณด้านล่าง

“เดาได้เลยว่าคือหินของเดิมนั่นแหละที่ไหลลงมา แต่อาจจะนานกว่าห้าร้อยปีมาแล้ว ฉะนั้นมันเกิดใหม่ได้”

“พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขาภาคเหนือเป็นแกรนิต เวลาพังมันจะได้หินก้อน ๆ ลงมา และสักวันนึงหินที่เพิ่งลงมาก็จะเป็นสีดำอย่างนี้”

โดยกระบวนการที่ รศ.สุทธิศักดิ์ ไปทำอย่างที่บ้านแม่หม้อ คือ ขอให้ทางชุมชนเอาตำแหน่งหมู่บ้านปัจจุบันมากาง เทียบข้อมูลภูมิศาสตร์ ก็จะพอชี้ได้ว่าร่องไหนควรอยู่ ร่องไหนไม่ปลอดภัย

สร้างบ้านในพื้นที่ที่ลาดชันเกิน 20 – 30% เพิ่มความล่อแหลม โดยความชันของภูเขาตามธรรมชาติอยู่ที่ 20 – 30 องศา หากชันกว่านี้ด้วยการโดนคนตัดไหล่เขา ก็มีแต่…รอวันพัง

“มันไม่ล่อแหลมหรอกครับ แต่เราทำให้มันล่อแหลมด้วยการตัดไหล่เขา 20 – 30 องศา คือความชันตามธรรมชาติที่ภูเขาเค้าชอบ วันดีคืนดีตัดให้ชันกว่าเดิม เวลาเขาผุพังมันก็เริ่มสลายเริ่มถล่มมาโดนเรา”

ดังนั้นไหล่เขาที่ชันเกิน 20 – 30% หรือมีการตัดไหล่เขาเพื่อทำถนน ดินตรงที่ถูกตัดไปก็พร้อมจะไหลลงมาเมื่อฝนตกหนัก

สร้างบ้านด้วยการถมดินบริเวณลาดเชิงเขา เพิ่มความเปราะบางของบ้าน การถมดินลงไปใหม่ แทนที่จะก่อสร้างบ้านในดินเดิม เพิ่มความไม่แข็งแรงของพื้นดินใต้ตัวบ้าน ทำให้มีโอกาสไหลตามช่วงน้ำหลากได้สูงกว่าการปลูกบ้านในดินที่ไม่ได้มีการถมเพิ่ม


รศ.สุทธิศักดิ์ แนะนำว่า ไม่ควรปรับพื้นที่เพื่อสร้างบ้านโดยการขุดดินถมดิน แต่ควรวางฐานรากของบ้านให้ไปตามความชันของลาดเชิงเขา

สร้างบ้านชิดไหล่เขาที่ตัด เพิ่มความล่อแหลม รูปภาพได้แสดงตัวอย่างการตัดไหล่เขาเพื่อสร้างบ้านบนพื้นราบ แต่เพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดดินถล่ม ควรเว้นระยะบ้านให้ออกจากไหล่เขาส่วนที่โดนตัด

“เวลาเราตัดภูเขา อย่างเช่นเพื่อทำถนน ถ้าเราตัดให้ชันกว่าเดิม และสูงมากกว่า 3 เมตรขึ้นไป นับว่าอันตราย ยิ่งตัดสูงยิ่งอันตราย”

“ถ้าเราตัดภูเขาแบบนี้ นี่คือการตัดที่รอวันพัง สิ่งที่ควรพิจารณาคือการตัดเขา ว่าจำเป็นต้องตัดไหม ถ้าจำเป็น ต้องมีโครงสร้างป้องกันไม่ให้พังไหม ให้ใส่เข้าไป”

❌ สร้างบ้านในจุดโค้ง เพิ่มความล่อแหลม โดย รศ.สุทธิศักดิ์ บอกว่า ให้ระวังบ้านที่ตั้งอยู่ตามแยกถนน เพราะหากน้ำมา แน่นอนว่าน้ำจะไหลลงทางตรงและจะซัดบ้านไปได้


ทั้งนี้ลำน้ำปกติไหลคดเคี้ยว แต่ถ้าน้ำไหลลงจากภูเขามีความแรงและเร็วจนล้นตลิ่ง จากนั้นน้ำจะไม่ไหลตามโค้ง แต่จะตัดตรงเลย


บ้านที่อยู่ตามโหนกน้ำก็อาจจะไม่รอด และทางน้ำพวกนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าน้ำท่วมก็เปลี่ยนทางน้ำได้อีก

โครงสร้างหมู่บ้านไม่มีรางระบายน้ำ เพิ่มความเปราะบาง ปัจจัยหลักคือการจัดการน้ำที่ตกลงผิวดิน เราควรจะเห็นร่อง ท่อ หรือรางน้ำริมถนน โดยในพื้นที่ดอยช้าง ตอนนี้ก็มีรางระบายน้ำแล้ว


รศ.สุทธิศักดิ์ ยังย้ำด้วยว่า หากมีร่องน้ำตามทางถนนแล้ว ก็ควรมีการจัดการขยะที่ดีขึ้นให้เศษวัสดุต่าง ๆ ไม่ขวางทำท่อน้ำตันต่อไป การทำรางระบายน้ำก็จะไม่เป็นผล


อย่างที่บ้านดอยแหลมตอนนี้ พ่อหลวงอธิบายว่า การจัดการขยะต้องดีขึ้น จริง ๆ ต้องขนขยะลงไปทิ้งที่ฝาง แต่ค่ารถขนขยะมันไม่คุ้มเพราะยังไม่มีโรงเผาขยะ

“เป็นเรื่องธรรมชาติของภูเขา
ไม่ว่าจะหนาแน่นแค่ไหน
ภูเขาย่อมผุพังตามธรรมชาติ
และเมื่อถึงจุดนึงมันจะพังลงมา”

รศ. สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์

รศ.สุทธิศักดิ์ ยกตัวอย่าง พื้นที่แม่สาย จ.เชียงราย ทั้งเมืองอยู่ภายใต้ร่องดินตะกอนที่ไหลมาจากภูเขาแล้วมาทับ ถ้าพูดเชิงธรณีวิทยา แม่สายทั้งเมืองอยู่ไม่ได้ ซักวันใดวันนึงมันก็จะมาอีก เหมือนกับบ้านดอยแหลมที่พูดตรง ๆ ว่าล่อแหลมเกือบหมดเลย

“หน่วยงานราชการกำลังหาพื้นที่เพิ่มเติม จะสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่ไม่ได้อยู่ทับเมืองแม่สายเดิม เป็นทางเลือกให้พี่น้องค่อย ๆ ขยับออกจากพื้นที่ล่อแหลม”

รศ.สุทธิศักดิ์ ย้ำด้วยว่า ถ้ารู้ว่า (พื้นที่ที่อยู่) ล่อแหลมหรือเปราะบาง ให้…

  1. ย้ายออก

  2. ถ้าย้ายออกไม่ได้ ทำบ้านให้มั่นคงขึ้น

  3. ถ้ามั่นคงขึ้นไม่ได้แล้ว ให้ซ้อมอพยพ ทำระบบเตือนภัย

“กรมทรัพยากรธรณี เอานักธรณีผู้เชี่ยวชาไปสำรวจสิบปีที่แล้ว และมีแผนที่เสี่ยงภัยทุกชุมชนทั่วประเทศ”

ถ้ารู้ว่าบ้านอยู่ในพื้นที่ที่ล่อแหลมหรือเปราะบางแล้ว คำแนะนำจาก รศ.สุทธิศักดิ์ คือ…

  1. ย้ายได้มั้ย ไม่ต้องพรุ่งนี้หรือเดือนนี้ก็ได้ แต่วางชีวิต วางวิถีให้ซักวันนึงเราจะออก

  2. ปรับปรุงได้ไหม ถ้าย้ายไม่ได้ ยกพื้นสูงได้ไหม

  3. ถ้าทำไม่ได้ทั้งสอง คือเตือนภัยและอพยพ ต้องติดอุปกรณ์เตือนภัยข้างบน สิ่งสำคัญที่สุดคือการซ้อม ถ้าในหมู่บ้านซ้อมกันเองก็ช่วยได้แล้ว

ในปีนี้ ทีมมูลนิธิมดชนะภัยจะทำเช็คลิสท์ให้แต่ละหมู่บ้านไปสำรวจและประเมินความล่อแหลมเปราะบางในหมู่บ้านของตัวเองได้

Author

Alternative Text
AUTHOR

อนวัช มีเพียร

รักโลก แต่รักคนบนโลกมากกว่า