กระแสตื่นตัวเรื่อง พยาธิใบไม้ตับ กลายมาเป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์ จากข่าวเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569 ระบุถึงผลการตรวจเชื้อพยาธิใบไม้ตับด้วยปัสสาวะของนิสิตนักศึกษาใหม่ในจังหวัดมหาสารคาม ของ 2 สถาบันอุดมศึกษา ได้แก่
- มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบผู้ติดเชื้อ 4,233 คน จาก 12,733 คน หรือคิดเป็น 33.24%
- มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พบผู้ติดเชื้อ 380 คน จาก 1,922 คน หรือคิดเป็น 19.77%


ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัดส่วนที่สูงมาก และอาจไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ของจังหวัดมหาสารคามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากเป็นผลการตรวจนิสิตนักศึกษาใหม่ ซึ่งอาจรวมถึงนิสิตนักศึกษาจากจังหวัดอื่น ๆ ที่เข้ามาเรียนในจังหวัดมหาสารคามด้วย โดยเฉพาะจากจังหวัดใกล้เคียงในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่จำนวน 20,000 คน พบว่า มีอัตราการติดเชื้ออยู่ที่ 11%
อย่างไรก็ตาม ชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับที่ใช้เป็นแบบ Rabbit Test มีลักษณะหน้าตาคล้ายชุดตรวจโควิด ซึ่งเริ่มใช้เมื่อตอนชุดตรวจนี้เข้าสู่สิทธิประโยชน์บัตรทองของ สปสช. ช่วงปี 2567 ชุดตรวจดังกล่าวมีความแม่นยำสูง คลาดเคลื่อนอยู่ที่ประมาณ 4-5% แต่บางฝ่ายมองว่าจะให้ยืนยันแน่นอน อาจจะต้องตรวจอุจจาระเพิ่ม จึงจะมั่นใจได้ว่าในร่างกายมีพยาธิใบไม้ตับอยู่จริง
หลังจากผลตรวจออกมา ชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม สั่งให้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม เร่งออกมาตรการจัดการแก้ไขปัญหา หลังพบว่า เด็กรุ่นใหม่มีพฤติกรรมชอบกินส้มตำปลาร้า และอาจเป็นปลาร้าที่ไม่ผ่านการตรวจของสำนักงานอาหารและยา (อย.) หรืออาจปนเปื้อนจากปลาร้าดิบที่มีไข่พยาธิอยู่ ทำให้ไข่พยาธิเข้าไปสู่ร่างกายผู้บริโภค และติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ
รวมถึงมหาวิทยาลัยเอง รศ.นิตยา วรรณกิตร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและภาพลักษณ์องค์กรมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ถึงผลตรวจดังกล่าวว่า จะต้องหามาตรการเร่งด่วนด้วยการเชิญชวนให้ผู้ประกอบการร้านอาหารในตลาดน้อยและโรงอาหารของมหาวิทยาลัย เข้าร่วมอบรมเพื่อให้ทราบความเสี่ยงของการปรุงอาหารด้วยปลาร้าดิบ ซึ่งอาจปนเปื้อนกับพยาธิใบไม้ตับ และอาจทำให้นิสิตติดเชื้อและในอนาคตอาจเสี่ยงป่วยเป็นมะเร็งท่อน้ำดีได้
เมนูส้มตำปูปลาร้ากลายเป็นจำเลย คนเริ่มกลัวไม่กล้ารับประทาน กระทบยอดขายร้านค้าส้มตำภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคามและพื้นที่ใกล้เคียง แม้บางร้านค้าจะใช้เป็นน้ำปลาร้าปรุงสุกก็ตาม
ความพยายามในการแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทั้งในอดีตที่ผ่านมาเคยมีการรณรงค์ให้กินสุกผ่าน หมอลำ หรืออย่างเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนก็มีกระแสที่ ชัชวาล เบญจศิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ใส่ชุดพยาธิใบไม้ตับ ออกมารณรงค์เรื่องการกินสุก ตั้งเป้าที่จะลดจำนวนผู้เสียชีวิต ให้เหลือ 200 คน (หรือลด 50% จาก 400 คน) ให้ได้ในปี 2570 และตั้งเป้าปลอดพยาธิใบไม้ตับใน 3 ปี (ปี 2572) แม้อาจดูเป็นเรื่องพอให้ยิ้มได้ แต่อีกนัยหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรณรงค์และความสำคัญของการยับยั้งโรคนี้
‘พยาธิใบไม้ตับ’ ติดจาก ‘ปลาน้ำจืดดิบ’ สาเหตุหลัก ‘มะเร็งท่อน้ำดี’
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ โพสต์ผ่าน เพจหมอเจด ระบุว่า พยาธิใบไม้ตับเป็นพยาธิที่พบมากในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชา
การติดต่อเกิดจาก ไข่พยาธิออกมากับอุจจาระของคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อ จากนั้นไข่จะลงไปอยู่ในแหล่งน้ำ พอหอยน้ำจืดกินเข้าไป ตัวอ่อนก็จะเจริญอยู่ในหอย ก่อนว่ายออกมาฝังตัวในปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด โดยเฉพาะปลาตะเพียนและปลาวงศ์เดียวกัน โดยคนจะได้รับเชื้อพยาธิใบไม้ตับจากการกินปลาน้ำจืดเหล่านี้แบบกึ่งสุกกึ่งดิบ หรือแบบดิบ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า พยาธิใบไม้ตับ (จากปลาที่ปรุงไม่สุก) เป็นสาเหตุของมะเร็งท่อน้ำดี นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น สารไนโตรซามีน (Nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในอาหารพวกโปรตีนหมัก เช่น ปลาร้า ปลาส้ม หมูส้ม แหนม และอาหารพวกเนื้อสัตว์ที่ผสมดินประสิว เช่น กุนเชียง ไส้กรอก เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ก็เป็นปัจจัยเสริมก่อโรคด้วย
ไม่ใช่แค่ภาคอีสาน แต่ภาคอื่นก็มีสัดส่วนผู้ป่วยสูง
ความน่ากังวลของเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่การตรวจพบพยาธิเท่านั้น แต่รวมไปถึงว่า พยาธิใบไม้ตับเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดี อย่างที่กล่าวไปข้างต้น
ข้อมูลจากคลิป คนไทยป่วยมะเร็งท่อน้ำดี(ต่อแสนประชากร) มากที่สุดในโลก : Healthstation Talk EP.11 โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ระบุว่า คนไทยป่วยเป็นมะเร็งท่อน้ำดีต่อแสนประชากรมากที่สุดในโลก โดยมากที่สุดอยู่ที่ภาคอีสาน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก ResearchGate เรื่อง Worldwide Incidence of Cholangiocarcinoma (อุบัติการณ์ของมะเร็งท่อน้ำดีทั่วโลก) เมื่อปี 2559 (ค.ศ. 2016) ก็ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ป่วยต่อแสนประชากรสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ไม่ว่าจะภาคไหนก็ตาม
สาเหตุคาดการณ์ที่ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ป่วยสูงในหลายภาค ไม่เฉพาะภาคอีสาน อาจเกิดจากเมนูส้มตำปลาร้า(ดิบ) เป็นที่นิยมในหลายภูมิภาค ไม่ใช่แค่ในภาคอีสาน รวมถึงข้อมูลผู้ป่วยดังกล่าวอาจรวมถึงข้อมูลของคนอีสานที่กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย

นอกจากนี้ รายงานสถานการณ์มะเร็งในไทย ปี 2562 – 2564 (Cancer in Thailand Vol.XI 2019-2021) ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า สถิติผู้ป่วยมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี มีสัดส่วนต่อแสนประชากรสูงในเพศชาย ภาคอีสานและภาคเหนือ
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวได้รวมจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งตับไว้ด้วย ซึ่งอาจมาจากสาเหตุอื่น ๆ นอกเหนือจากพยาธิใบไม้ตับได้

ตรวจคัดกรอง – ให้ความรู้ – รณรงค์กินสุก : มาตรการจัดการโรค
คำถามสำคัญถัดมาเมื่อประเทศไทยและภาคอีสานสัดส่วนผู้ป่วยสูง แผนการป้องกันและควบคุม โรคมะเร็งแห่งชาติ (พ.ศ. 2567-2575) ระบุถึงมาตรการที่สำคัญในการจัดการโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี 4 มาตรการ ได้แก่
- การคัดกรองโรคพยาธิใบไม้ตับในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป เมื่อพบผู้ติดพยาธิให้การ รักษาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและการคัดกรองมะเร็งท่อน้ำดีในประชาชนอายุ 40 ปีขึ้นไปด้วยอัลตร้าซาวด์
- จัดระบบสุขาภิบาล บริหารจัดการสิ่งปฏิกูลเพื่อตัดวงจรพยาธิ โดยจัดให้มีบ่อบำบัดสิ่ง ปฏิกูลสำหรับทุกพื้นที่ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- จัดการเรียนการสอนความรู้ด้านการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีมีการ ดำเนินงานสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านการจัดการเรียนการสอนสอดแทรกในชั่วโมงเรียนสุขศึกษาของ โรงเรียนทุกแห่ง การบรรจุเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน และมีการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วม ของกลุ่มเสี่ยง/แกนนำชุมชน นักเรียน เพื่อร่วมพัฒนาความรอบรู้ขยายต่อไปยังบุคคลใกล้ชิด ชุมชน ครอบครัว สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและมีการพัฒนาครู ก. เรื่อง Health literacy ในการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับและ มะเร็งท่อน้ำดีกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่
- การรณรงค์อาหารปลอดภัย ปลาปลอดพยาธิอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ผ่านช่องทางการ สื่อสารตามบริบทพื้นที่มีการตรวจเยี่ยมประเมินและให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่มีการใช้วิสาหกิจชุมชน เข้ามาขับเคลื่อนในการดำเนินงานรณรงค์อาหารปลอดภัย ปลาปลอดพยาธิ มีการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือน ประชาชนการลด ละ เลิกการบริโภคปลาน้ำจืดเกล็ดขาว เมนูดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ ผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ
หรืออย่าง รายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2568 ก็ระบุถึงมาตรการการแก้ปัญหาของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่าในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567-2568 สปสช. ได้ออกมาตรการสำคัญเพื่อเร่งแก้ปัญหา โดยการเพิ่มสิทธิประโยชน์ “ชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับด้วยปัสสาวะ (OV-Rapid Diagnosis Test) แบบตรวจด้วยตนเอง (Self-test)” ช่วยให้ประชาชน ตรวจคัดกรองได้ง่าย สะดวกขึ้น
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า สปสช. จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมปีละกว่า 24 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อชุดตรวจปัสสาวะ (OV-RDT) และงบสนับสนุนการตรวจอุจจาระเชิงรุก โดยตั้งเป้าคัดกรองกลุ่มเสี่ยงราว 150,000 รายต่อปี
ไม่ใช่แค่เรื่องโรค แต่โยงถึงวัฒนธรรมการกิน-ระบบสุขาภิบาล
ต้องยอมรับว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้พยาธิใบไม้ตับระบาดมากขนาดนี้เป็นผลมาจาก วัฒนธรรมการกิน โดยเฉพาะการกินแบบดิบ หรือแบบกึ่งสุกกึ่งดิบก็ตาม
วายร้ายในเรื่องนี้จึงไม่ใช่เมนูส้มตำปูปลาร้าทุกจานที่อันตราย แต่ปัญหาจริง ๆ คือ วัตถุดิบที่ไม่สุก เช่น ปลาร้าดิบ ก้อยปลาดิบ แจ่วบองดิบ ฯลฯ
รวมถึงความเชื่อบางอย่างที่เชื่อว่าจะช่วยฆ่าพยาธิให้ตายได้ แต่ความจริงไม่ช่วย เช่น มะนาว, พริก, น้ำปลา, เหล้าขาว เพราะสิ่งที่จะฆ่าพยาธิเหล่านี้ได้คือความร้อน หรือวัตถุดิบที่สุกเพียงพอ
กรณีดังกล่าวอาจคล้างคลึงกับกรณีการระบาดของ โรคแอนแทรกซ์ ในวัว จากการเชือดวัวเพื่อแบ่งกันกิน ที่ ต.เหล่าหมี อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ที่เป็นกรณีโรคระบาดและเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการกินเช่นกัน
The Active เคยพูดคุยกับ ผศ.จิราพร เหล่าเจริญวงศ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงกรณีดังกล่าว โดย ผศ.จิราพร ระบุว่า
“วัฒนธรรมการกินไม่ได้ผิดไปซะทั้งหมด แต่วัฒนธรรมการกินอาจจะต้องเท่าทันในโลกสมัยใหม่ เพราะมันมีความเสี่ยง… เราต้องตระหนักถึงความเสี่ยงและผลที่จะตามมา มันไม่ใช่ว่าที่เราเคยทำ ทำมาแล้วจะทำได้ในโลกปัจจุบันทั้งหมด”
ผศ.จิราพร เหล่าเจริญวงศ์

กรณีดังกล่าวจึงน่ากลับมาย้อนคิดว่า จะทำอย่างไร ? ให้วัฒนธรรมการกินดั้งเดิม สามารถไปพร้อมกับเรื่องสุขอนามัยซึ่งเป็นเรื่องในยุคสมัยใหม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน จากการกินดิบ ก็สามารถกินปลาเหมือนเดิมได้ แค่ทำให้สุก หรือหากลดการบริโภคลง แต่นาน ๆ ยังกินที หรือไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ก็อาจจะต้องรู้ความเสี่ยงทางสุขภาพที่ตามมา เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะกินแบบนี้ต่อหรือไม่ เช่น ความเสี่ยงและคววามร้ายแรงของโรคที่อาจเป็นได้ และภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมา หรืออาจต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างแทน เช่น ตรวจสุขภาพบ่อยขึ้น หรือกินยาป้องกันพยาธิตามการปรึกษากับแพทย์
การแก้ไขปัญหาโรคนี้ อาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับปัจเจกอย่างเดียว แต่รวมถึงการที่รัฐเข้ามาสนับสนุน โครงสร้างระบบสุขาภิบาล เพื่อจัดการสิ่งปฏิกูลเพื่อตัดวงจรพยาธิในแหล่งน้ำ ผ่านการมีบ่อบำบัดสิ่งปฏิกูล สำหรับทุกพื้นที่ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


