โจทย์ในโลกยุคใหม่ เมื่ออายุยืนอาจเป็นความท้าทายในชีวิต

3 วิธีเอาตัวรอดในโลกอายุยืนจาก ‘นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล’

“คุณจะมีอายุยืนยาวกว่าที่คุณตั้งใจ แล้วบางทีคุณคิดว่าพอแล้วแต่คุณก็ยังไม่ได้ไป”

ประโยคชวนคิดบทเวทีทอล์คของ นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์และเจ้าของเพจหมอประเวช นี่คือส่วนหนึ่งของกิจกรรมภายในงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2569 ซึ่งในวันนี้ หมอประเวชมาด้วยหัวข้อที่ว่า “3 ความท้าทายในชีวิต” อยู่อย่างไรให้จอยในโลกอายุยืน

จากประโยคข้างต้นที่หมอประเวชได้เกริ่นไว้ การมีอายุยืนกว่าที่ตั้งใจฟังดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่ดี เราอาจจะได้อยู่กับคนที่รักนานกว่าเดิม ได้ท่องเที่ยวในโลกใบนี้ได้เยอะกว่าเดิม แต่การที่อยู่จนรู้สึกว่า ‘พอแล้ว’ แต่ยังไม่ได้ไปไหน เริ่มทำให้การอายุยืน ไม่ได้ดูราบรื่นเสมอไป

หมอประเวชมองว่า ในการแพทย์สมัยใหม่ เราจะได้รับการรักษาที่ดีมากขึ้น โรคที่เคยหายได้ยากก็สามารถรักษาหรือประคับประคองกันต่อไปได้ แต่ในอีกแง่หนึ่ง มีข้อมูลจากต่างประเทศที่หมอประเวชชี้ว่า เราอาจมีช่วงบั้นปลายของชีวิตที่เจ็บปวดหรือทรมานนานขึ้น เช่น ป่วยเป็นอัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

3 โจทย์ที่หมอประเวชหยิบยกมาแลกเปลี่ยนกันในเวทีนี้ ได้แก่

  1. จะอายุยืนอย่างไรให้มีสุขภาพชีวิตที่ดีสูงสุด จะดูแลร่างกายยังไงให้ดีจนถึงท้ายที่สุด
  2. เมื่อผ่านวัยกลางทาง เราจะค้นหาตัวตนครั้งใหม่ได้อย่างไร
  3. เตรียมตัว เตรียมใจ เผชิญกับความตาย

การอายุยืนไม่ได้น่ากลัวเสมอไป ถ้าหากเรามาพร้อมกับเครื่องมือหรือองค์ประกอบอื่น ๆ ในชีวิต ที่ส่งเสริมให้การอายุยืนนั้น เป็นการยืนได้ด้วยตัวเอง และยืนได้ด้วยความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

อยู่กับข้อมูลสุขภาพ ที่เริ่มต้นจากตัวเราเอง

เทรนด์รักสุขภาพเป็นกระแสที่มาเยือนอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งในช่วงนี้การรักสุขภาพดูเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งที่ใครก็อยากมีส่วนร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น การออกมาวิ่ง การเล่นพิลาทิส การกินอาหารเสริม หรือการสนับสนุนให้กินโปรตีนให้เหมาะสมกับร่างกาย

กระแสการรักสุขภาพส่งผลให้เรามีทางเลือกเยอะขึ้น ซึ่งบางทีมันเริ่มเยอะเสียจนเราอาจเผลอโหมทุกชุดข้อมูลที่คนอื่นเขาว่าดี มาใส่กับตัวเองหมด สถานการณ์แบบนี้เกิดกับทั้งวัยรุ่นและผู้สูงวัย

“เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ผมคุยกับคนวัย 50 บวกกลุ่มหนึ่ง มีคำถามจากผู้ที่อยู่ในชั้นเรียนว่า ‘คุณหมอ ผมมีไขมันพอกตับ ไปคุยกับเพื่อน 3 คนที่มีไขมันพอกตับเนี่ย คนหนึ่งกินยาลดไขมัน อีกคนกินขมิ้นชัน อีกคนบอกเขากินฟิชออยล์’ แล้วเขาถามผมว่า ตัวต้องกินอะไรดี อันนี้คือโจทย์ที่แต่ละคนเลือกวิธีการรักษาโรคตามความชอบ ตามความเชื่อของตัวเองโดยไม่รู้ว่าอันไหนดีกว่ากัน ความสามารถในการแยกแยะข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก”

เพราะได้ยินมาว่าทุกอย่างมันดีไปหมด เลยไม่รู้ว่าตกลงแล้ว สิ่งไหนที่ดีกับเราที่สุดกันแน่ หมอประเวชชี้เพิ่มว่า สมัยนี้เราเข้าถึงความรู้ด้านสุขภาพได้ง่าย มีคนมากมายมาพูดในช่องทางออนไลน์เต็มไปหมด ซึ่งมันทำให้ยากตรงที่เราไม่รู้ว่าผู้พูดเหล่านี้ มีวัตถุประสงค์ทางการขายค้าแอบแฝงอยู่หรือเปล่า

ฉะนั้นมันจึงสำคัญมากที่เราต้องแยกแยะข้อมูลสุขภาพทั้งหมดที่ได้ฟังมา พิจารณาว่าสิ่งไหนที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของเราจริง ๆ ไม่ใช่ทำไปเพราะเห็นคนอื่นทำ

“เมื่อมาถึงจุดที่เราตัดสินใจแล้วว่า เราจะลงมือทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา มันก็จะเป็นชิ้นส่วน (Jigsaw) เพราะว่ามันมีทั้งด้านสุขภาพ มีเรื่องอาหาร เรื่องของกิจกรรมการออกกำลังกาย มันมีจิ๊กซอว์อยู่หลายตัวมาก เราก็ค่อย ๆ ตกผลึกแต่ละเรื่อง แล้วก็ค่อย ๆ ใส่เข้าไปเป็นสิ่งที่เราจะลงมือทำ”

การลงมือทำตามข้อมูลที่ได้แยกแยะมาแล้วนั้น หมอประเวชเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการ ‘ประกอบจิ๊กซอว์’ เนื่องจากว่า เราไม่สามารถพึ่งพาแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วจะมีสุขภาพที่ดีได้ เพราะมันต้องมาจากการประกอบร่างของการกิน การออกกำลังกาย ในบางรายก็ต้องมีอาหารเสริมเข้ามาช่วยด้วย

ขณะเดียวกันแต่ละจิ๊กซอว์ก็สามารถเปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์ของชีวิต เช่นอายุมากขึ้น อาหารที่เคยกินได้ดี อาจจะไม่ได้ดีต่อร่างกายอีกต่อไป หรือรายได้ที่ลดลงอาจทำให้เราไม่สามารถซื้ออาหารเสริมยี่ห้อแพง ๆ ได้อีกต่อไปแล้ว

เมื่อเลือกได้แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง สิ่งที่ยากต่อมาคือ จะทำอย่างไรให้เกิดการลงมือทำจริง หมอประเวชมองว่าหลายคนติดอยู่ในสถานการณ์ที่สับสนระหว่าง ‘ลงมือทำ vs ดำรงอยู่’

หมอประเวชบอกว่า นี่คือสถานการณ์ที่เรารู้ว่าเราต้องทำอะไรถึงดีกับตัวเอง เราเลยพยายามทำสิ่งนั้นอย่างหนัก และทำไปแบบไม่มีความสุข กลับกันการเปลี่ยนพฤติกรรมให้ตั้งต้นอยู่บนการดำรงอยู่ ช่วยให้เราเพลินเพลิดกับสิ่งที่ทำมากขึ้น ไม่ได้กดดันตัวเองให้ไปสู่เป้าหมายจนเกินไป

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น หมอประเวชยกตัวอย่างการล้างจานที่ได้อ่านมาจากหนังสือที่ชื่อว่า ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ของ พระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์

หากเราล้างจานเพื่อให้จานสะอาด เราจะมีความคิดที่ว่าต้องอย่างไรก็ได้ให้สะอาด ต้องเช็ดซ้ำ ๆ ถูซ้ำ ๆ จนกว่าจะสะอาดตามที่ต้องการ บางทีการคิดแบบนี้ทำให้เรามุ่งแต่ผลลัพธ์จนลืมความสุขตรงหน้าไป หมอประเวชเสริมว่า หากเราล้างจานเพื่อล้างจาน จะทำให้เรามีความสุขหรือสนุกกับกิจกรรมที่ทำอยู่มากขึ้น กล่าวคือ ไม่ได้มุ่งไปยังเป้าหมายปลายทาง เอาแค่รู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรอยู่ก็พอ

ค้นหาตัวเองในครึ่งหลังของชีวิต

ใครว่าอายุมากแล้วเราจะต้องหยุดค้นหาตัวเอง หมอประเวชมองว่าคนเราเปลี่ยนได้เสมอ ยิ่งโดยเฉพาะคนที่ถูกตีกรอบมาตั้งแต่เด็ก ช่วงสูงวัยนี้เองเป็นโอกาสให้ได้ค้นเจอตัวเองครั้งใหม่

“ตอนเด็ก ทุกคนจะเรียนรู้ว่ามีบางอย่างที่ไม่ควรทำและบางอย่างที่ควรทำ มีพ่อแม่ ครูอนุบาลของเราเป็นคนบอก สิ่งที่เราเรียนรู้ว่าควรทำ ไม่ควรทำ มันจะก่อเข้ามาเป็นภาพที่กำหนดความรู้สึกในตัวเรา ว่าเราควรจะเป็นอย่างไร เราคาดหวังตัวเองว่าควรจะเป็นอย่างไร แล้วเราพยายามเป็นสิ่งเหล่านี้ บางอย่างไม่ใช่สิ่งที่เราพ่อแม่ตั้งใจมอบให้แต่มันเกิดการเรียนรู้เอง ซึ่งผมอยากจะเรียกคำรวม ๆ ข้อนี้ว่า กฎของการเป็นคนดี”

เพราะมี ‘กฎของการเป็นคนดี’ มันจึงให้พฤติกรรมบางอย่างของเราในตอนเด็กเกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ว่า อยากทำให้พ่อแม่พอใจ เด็กบางคนขยันอ่านหนังสือ ตั้งใจเรียนได้เองโดยไม่ต้องมีใครบอก เมื่อโตขึ้นมาก็กลายเป็นที่รักของที่ทำงานเพราะเป็นคนขยันอยู่แล้ว

“หลายครั้งคำสอนพวกนี้กลายเป็นกรอบหรือกฎที่มาครอบ ทำให้เราไม่ได้เจอตัวเองอย่างดี ไม่สามารถเจอตัวเองได้อย่างอิสระ เช่นแม่เหนื่อยมาก ลูกก็รู้สึกเห็นใจแม่ พยายามจะไม่รบกวนแม่ อันนี้มักจะเจอในกรณีแม่เลี้ยงเดี่ยว เด็กที่โตมาในสิ่งแวดล้อมแบบนี้จะเป็นคนที่มีความสามารถในการดูแลความรู้สึกคนอื่น แต่ว่าไม่เคยรู้จักความต้องการของตัวเอง”

เมื่อถึงวัยเกษียณ เป็นวัยที่ไม่มีใครมากำหนดอะไรกับเราแล้ว เราไม่ได้ตีกรอบตัวเองด้วยการทำงาน หรือบางทีพ่อแม่ก็เสียไปแล้วจึงไม่จำเป็นต้องทำให้ใครพอใจอีก ในกรณีแบบนี้บางคนเลือกใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ในการค้นพบตัวเอง แต่ขณะเดียวกันบางคนก็รู้เคว้งกับชีวิตที่อิสระ

หมอประเวชมีข้อเสนอ 2 อย่าง ที่จะทำให้คนในวัยเกษียณมีชีวิตอย่างมีเป้าหมายและมีอิสระได้ด้วยตัวเอง ได้แก่ การมองหาสภาพแวดล้อมที่ดีในการเติบโต พยายามเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่อนุญาตให้เราเป็นตัวเองและเรียนรู้โลกใบนี้ได้ สำหรับบางคนมันอาจจะเป็นการมีสวนหย่อมเล็ก ๆ ของตัวเองที่ทำให้รู้สบายใจ หรือบางคนอาจจะชื่นชอบการเข้าชมรมผู้สูงวัยตามทักษะที่ถนัดก็ได้

อีกข้อที่สำคัญคือการหมั่นสังเกตตัวเองอยู่เสมอ หมอประเวชชวนทบทวนว่าที่ผ่านมา เรามีทักษะอะไรที่ไม่ได้สานต่อบางไหม หรือเรามีอะไรที่คนอื่นมักจะชมว่าทำได้นี้ ช่วงเกษียณเป็นเวลาที่เหมาะสมกับการหยิบสิ่งนั้นมาทำอีกครั้ง ถ้าชอบแล้วทำได้ดีก็ลุยต่อ แต่ถ้าไม่ชอบก็หาสิ่งใหม่แทนได้เสมอ

“พอมีเป้าหมายแล้วมันทำให้การใช้ชีวิตของเราแต่ละวันมีความหมาย มันเหมือนกับเราพยายามจะทำบางอย่างให้ดีขึ้นในตัวเอง เป้าหมายนี้ทำให้มีชีวิตชีวา ถ้าเรารู้ว่าตอนนี้กำลังฝึกอะไรอยู่ มันทำให้เราอยากเรียนรู้อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งมันดีกับสมอง แล้วทุก ๆ เช้าเราจะตื่นมาด้วยความมีชีวิตชีวา”

เผชิญความตายอย่างค่อยเป็นค่อยไป

“คนก็ไม่ได้อยากยุ่งเรื่องความตายเพราะเขารู้สึกทำอะไรไม่ได้ เวลาคิดถึงความตายมันมีแต่ความน่ากลัวที่เราไม่รู้จะทำอะไรกับมัน”

ที่ผ่านมาเรามักได้ยิน 108 คำถามเรื่องความตาย ไม่ว่าจะเป็น ตายแล้วไปไหน? ตายแล้วจะได้เกิดใหม่ไหม? ตายแล้วกลับมาหาครอบครัวได้หรือเปล่า?

เพราะไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้สักข้อ ความตายจึงเป็นความลับที่เราไม่อาจรู้ ความไม่รู้นี่เองทำให้คนบางส่วนรู้สึก ‘กลัว’ บางทีก็ประมาทกับความตายเพราะในใจลึกๆ แอบเชื่อว่า มันคงยังไม่ถึงเวลาของเรา

“มันมีทางเป็นไปได้ไหมที่เราจะทำให้ความตายเป็นประสบการณ์ที่รอคอยและอยู่อย่างเบิกบานได้ในตอนตาย? ในวันนี้ผมมีความเชื่อมั่นมากขึ้นมากกับความเป็นไปได้ของสิ่งนั้น”

หมอประเวชยกตัวอย่างกรณีของคนไข้หนึ่งเป็น เป็นหญิงวัย 60 กว่าที่อยู่กับแม่ในวัย 90 ปี ผู้หญิงคนนี้ดูแลแม่มาเรื่อย ๆ จนอยู่มาวันหนึ่งตัวเองดันหกล้ม สะโพกหัก มีอาการเจ็บปวดและเคลื่อนไหวลำบาก ยังไม่ทันได้หายดี แม่ในวัย 90 ก็เริ่มมีอาการป่วยมากขึ้น ความกลัวที่เกิดขึ้นทั้งกับแม่และตัวเอง ทำให้เธอมีอาการเป็นโรคซึมเศร้า

คำว่า ‘ไม่รู้’ ส่งผลให้ผู้หญิงคนนี้มีความกลัวอนาคตข้างมาก ทั้งไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นอะไรหนักกว่านี้ไหม ไม่รู้ว่าแม่จะเป็นอย่างไร ไม่รู้ด้วยว่าหากวันหนึ่งแม่เสียชีวิตไป เธอจะอยู่ยังไง

หมอประเวชชี้ว่าเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้ สะท้อนให้เห็นความสำคัญของ 3 ประเด็นหลักที่หมอประเวชได้กล่าวไปทั้งหมด อย่างแรกคือเธอไม่ได้ผ่านการดูแลสุขภาพตัวเองมาก่อน จึงทำให้ไม่มีกล้ามเนื้อและมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ประเด็นต่อมาคือเธอเป็นเด็กดี และเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี จนไม่ได้รู้จักชีวิตที่หลุดไปจากกรอบเหล่า หมอประเวชเสริมว่าระหว่างที่ได้คุยกับผู้หญิงคนนี้ เขาสังเกตว่าเธอจะมีอาการเป็นคล้ายเด็ก ประเด็นที่ 3 คือ เธอไม่เคยเตรียมตัวกับความตาย ถึงแม้ว่าแม่จะอยู่ในวัยใกล้ร้อย เรียกได้ว่าเป็นช่วงบั้นปลายชีวิตแล้วก็ตาม

การเตรียมตัวเรื่องความตายอาจไม่ใช่เรื่องที่ง่าย หมอประเวชแนะนำให้เริ่มจากการเปิดรับความจริงของความตาย ชวนคนทำความเข้าใจว่าความตายคือเรื่องจริง ที่ต้องเกิดกับทุกคน ทั้งนี้เรายังสามารถมองหาประโยชน์ในความตายได้เช่นกัน

“อย่างแรกก็คือมันทำให้จัดลำดับความสำคัญในชีวิตได้ง่ายขึ้น แม้แต่ในคนอายุน้อย ความตระหนักในความไม่แน่นอนที่เราอาจจะตายได้เนี่ย ก็ช่วยให้เราปล่อยวาง แล้วก็ช่วยให้รู้ว่าอะไรสำคัญได้ดีขึ้น มันทำให้เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิตดีขึ้น แล้วเราเรียนรู้ที่จะปล่อยไปซะบ้าง ไม่ต้องเอาจริงจังทุกเรื่อง”

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมืออย่างสมุดเบาใจ ที่ทำให้เราสามารถจัดการความตายได้มากขึ้น จากที่ไม่รู้ว่าตอนใกล้ตายจะต้องโดนเจาะคอไหม โดนปลุกให้ฟื้นไหม หรือควรบริจาคร่างหายหรือไม่ สมุดเบาใจจะช่วยให้เรากำหนดช่วงท้ายชีวิตของตัวเองได้

ไม่ใช่แค่จัดการร่างกาย หมอประเวชยังแนะนำให้จัดการเรื่องค้างคาใจที่มีในชีวิตอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว คนรัก หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ลงรอยกัน ถ้าสิ่งไหนพอคุยให้จบไปได้ หมอประเวชก็แนะนำให้ทำ

สุดท้ายนี้ การเริ่มต้นทำแต่ละอย่างที่หมอประเวชแนะนำไม่มีคำว่าเร็วเกินไปหรือสายไป ในกลุ่มวัยทำงานเองก็สามารถนำหลักคิดและวิธีปฏิบัติเหล่านี้ไปปรับใช้กันได้ ขณะเดียวกันผู้สูงวัยที่เพิ่งจะได้เจอหลักการนี้ก็อย่าเพิ่งคิดเสียใจที่เจอช้าไป เพราะถ้าลงมือทำทันที อย่างไรก็ถือว่าทัน

Author

Alternative Text
AUTHOR

ณัฐริฎา ศิริสอน

หาตัวเองผ่านการเขียน