วิกฤต NEET เมื่อเยาวชน 1.1 ล้านชีวิต ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ใครคือเยาวชนกลุ่ม NEET ?

จากข้อมูลปรับปรุงล่าสุดของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (วันที่ 5 มิ.ย. 2569) ประเทศไทยมีเยาวชนอายุ 15-24 ปี จำนวน 1,101,084 คน ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ไม่ได้ทำงาน และไม่ได้เข้ารับการฝึกอบรม หรือที่เรียกว่า NEET (Not in Education, Employment or Training) ซึ่งคิดเป็น 13.7% ของเยาวชนทั้งหมด 4.09 ล้านคน

ตัวเลขข้างต้น ส่งผลให้เกิดเป็น วิกฤติ NEET สถานการณ์นี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการประชุมวิชาการ มานุษยวิทยา ประจำปี 2569 ในวงเสวนา “และแล้วความปรกติ ก็ปรากฏ: ระเบียบชีวิตของผู้คนที่ถูกกำกับในห้วงนิวนอร์มัล”

นวพร สุนันท์ลิกานนท์ นักวิจัยหลังปริญญาเอก ภาควิชาสังคมศาสตร์กับการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า ปัจจุบันคำว่า NEET ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการประชากร โดยรัฐใช้ฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลยังอยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงานที่รัฐสามารถติดตามได้ หรือการฝึกอบรมหรือไม่ หากไม่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลเหล่านี้ ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม NEET 

อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวไม่ได้กำเนิดขึ้นในประเทศไทย หากมีจุดเริ่มต้นในสหราชอาณาจักร และถูกใช้อย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งใช้อธิบายถึงเยาวชนที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่กำลัง หายไปจากระบบเศรษฐกิจ เพราะไม่ได้อยู่ในช่วงของการพัฒนาทักษะและศักยภาพที่จะเติบโตเป็นกำลังแรงงานและพลเมืองที่มีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงถูกมองว่าเสี่ยงจะกลายเป็น “Lost Generation”

ต่อมา แนวคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดย Employment Committee (EMCO) ของสหภาพยุโรปนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดด้านการจ้างงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ขณะที่องค์การระหว่างประเทศอย่าง UNICEF ก็นำกรอบแนวคิดนี้มาใช้ติดตามสถานการณ์เด็กและเยาวชนในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้ประเด็นเยาวชนกลุ่ม NEET เริ่มได้รับการศึกษาและติดตามข้อมูล

การตอบสนองของรัฐต่อวิกฤติ NEET

แม้ประเทศไทยจะเริ่มรู้จักคำว่า NEET ตั้งแต่ราวปี 2558 แต่ประเด็นนี้เพิ่งได้รับความสนใจอย่างจริงจังหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะวิกฤติเศรษฐกิจ การว่างงาน และการเรียนการสอนทางไกล ส่งผลให้เยาวชนจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษาและเข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร ทำให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) มองว่าปัญหาดังกล่าวเป็นความเสี่ยงต่อกำลังแรงงานและการพัฒนาประเทศ จึงร่วมมือกับองค์การ UNICEF เพื่อศึกษาสถานการณ์นี้

พร้อมกันนั้น หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งเริ่มบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างกัน ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อยืนยันจำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงติดตามและให้ความช่วยเหลือต่อกลุ่มเป้าหมาย

ความร่วมมือดังกล่าวนำไปสู่การจัดตั้งคณะทำงานระดับชาติ และเป็นที่มาของการผลักดันนโยบาย Thailand Zero Dropout ในสมัย รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เพื่อค้นหา คัดกรอง และช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ในรูปแบบที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการกลับเข้าสู่ระบบโรงเรียน การศึกษาแบบยืดหยุ่น หรือการพัฒนาทักษะอาชีพ

ต่อมา นโยบายนี้ยังได้รับการต่อยอดเป็น Thailand Zero Dropout Plus ใน รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งยกระดับการดำเนินงานเป็นวาระแห่งชาติ และบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน

ทั้งนี้ นวพร ยังบอกด้วยว่า การที่กระทรวงแรงงานเข้ามามีบทบาท เนื่องจากพบว่ามีเยาวชนเข้าไปเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น สภาพัฒน์จึงตั้งเป้าลดสัดส่วนเยาวชนกลุ่ม NEET จากปัจจุบันที่อยู่ราว 13.7% ให้เหลือประมาณ 5% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายกระทรวงแรงงานที่ต้องการลดจำนวนเยาวชนที่ไม่ได้รับการศึกษา การฝึกอบรม หรือการพัฒนาทักษะใด ๆ ให้เหลือ 100,000 คน ภายในปี 2570

เยาวชนกลายเป็น “ตัวเลข” ที่ต้องลดจำนวน

“การเห็นตัวเลขทำให้เราเห็นวิกฤติแน่ ๆ แต่มันอธิบายได้ไหมว่า การหลุดออกจากระบบการศึกษาทำให้ชีวิตบางแบบไม่มีที่ยืนเลย หรือการพยายามเอาน้อง ๆ กลับเข้าสู่ระบบเป็นทางที่การันตีได้จริงหรือว่าเขาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

นวพร สุนันท์ลิกานนท์ 

นวพร ย้ำว่าไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของการแก้ปัญหาจากภาครัฐ แต่ต้องการชวนให้มองกรอบแนวคิดของนโยบายรัฐที่ยังให้ความสำคัญกับการลดจำนวนเยาวชนกลุ่ม NEET และการพาเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะที่รัฐออกแบบและรับรอง ส่งผลให้เยาวชนอาจถูกมองในฐานะ กลุ่มเป้าหมาย ที่ต้องได้รับการจัดการ มากกว่าการทำความเข้าใจบริบทชีวิตและเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ผลักให้พวกเขาหลุดออกจากระบบตั้งแต่แรก

พร้อมทั้งชวนตั้งคำถามว่า หากระบบการศึกษาที่มีอยู่ดีจริง เหตุใดจึงยังมีเด็กจำนวนมากหลุดออกจากระบบ และยังเสนอว่าคำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการพาเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ แต่คือการพิจารณาว่าระบบดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่มีบริบทชีวิตแตกต่างกันสามารถกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้มากน้อยเพียงใด

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ตัวเด็ก” ตามลำพัง

“การศึกษาเชิงนโยบายของหลายหน่วยงาน มักมองเห็นเพียงว่าเด็กกลุ่ม NEET เป็นเด็กที่ขาดแรงจูงใจหรือยากจนมาก จึงเห็นว่าหนทางพัฒนาที่ทำได้มากที่สุดคือการดึงพวกเขากลับเข้าสู่ระบบ แต่หากมองกว่านั้น ปัญหาจริงอาจอยู่ที่โครงสร้างสังคมที่ผุพัง”

นวพร สุนันท์ลิกานนท์

นวพร อธิบายว่า เยาวชนกลุ่ม NEET เป็นผลผลิตของเงื่อนไขชีวิตหลายชั้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ไม่ใช่ความล้มเหลวของปัจเจกเพียงอย่างเดียว ในระดับนโยบาย รัฐมักมองเห็นเพียงผลลัพธ์ว่าเด็กไม่ได้อยู่ในโรงเรียน ไม่ได้ทำงาน และไม่ได้เข้ารับการฝึกอบรม จึงมุ่งดึงพวกเขากลับเข้าสู่ระบบเป็นหลัก 

แต่หากมองลึกลงไป งานวิจัยเชิงปฏิบัติการกลับชี้ว่าสาเหตุของการหลุดออกจากระบบมีความหลากหลายและซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการเป็นพ่อแม่วัยรุ่นที่ต้องแบ่งเวลาระหว่างการเรียนกับการดูแลลูก ความเปราะบางของครอบครัว ความรุนแรง ยาเสพติด ความพิการ ความยากจนทับซ้อน การเป็นเยาวชนชาติพันธุ์หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่สูงที่มีข้อจำกัดด้านภาษา การเดินทาง และการเข้าถึงบริการของรัฐ ตลอดจนเยาวชนแรงงานที่ติดอยู่ในระบบแรงงานนอกระบบจนกลับเข้าสู่การเรียนรู้ได้ยาก

นอกจากนี้ เมื่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และบริการของรัฐยังไม่ครอบคลุมความหลากหลายของชีวิตผู้คนได้ เยาวชนจึงต้องเผชิญกับการตีตราซ้ำผ่านคำเรียกอย่าง เด็กนอกระบบ หรือ เด็กหลุดระบบ ที่ถูกใช้เป็นป้ายกำกับปัญหา กระบวนการตีตราเช่นนี้อาจนำไปสู่ “ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์” (symbolic violence) กล่าวคือ เยาวชนค่อย ๆ ยอมรับภาพจำที่สังคมสร้างขึ้นว่าตนเองเป็นคนที่พัฒนาไม่ได้ จนพวกเขาสูญเสียความเชื่อมั่นในการพัฒนาตนเอง

ดังนั้น การลดจำนวนเยาวชนกลุ่ม NEET โดยไม่แก้ไขอคติและเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ผลักให้พวกเขาหลุดออกจากระบบ อาจทำให้ระบบ ช่วยเหลือ กลายเป็นระบบที่ ตัดสินเยาวชนซ้ำอีกครั้ง

มอง NEET ใหม่ ผ่านการเรียนรู้บนฐานชีวิต

สำหรับการแก้ปัญหาเยาวชนกลุ่ม NEET แท้จริงแล้วควรเปลี่ยนไปสู่ “นิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ” ที่ยอมรับความหลากหลายของชีวิต และเปิดโอกาสให้เยาวชนเลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง แนวทางดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการ “เข้าถึง-เข้าใจ-เปิดโอกาส” ซึ่งเป็นจุดยืนร่วมกันขององค์การ UNICEF และ กสศ. กล่าวคือ รัฐต้องเข้าถึงเยาวชนที่หลุดออกจากระบบ ทำความเข้าใจเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคน ก่อนเปิดโอกาสการเรียนรู้ให้เยาวชนเลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับชีวิต

นวพร สุนันท์ลิกานนท์ นักวิจัยหลังปริญญาเอก ภาควิชาสังคมศาสตร์กับการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การจัดการความรู้ของตนเอง (epistemic agency) ซึ่งหมายถึงการที่เยาวชนมีอำนาจและสิทธิในการจัดการความรู้และเลือกเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง

ประการที่สอง คือ การเรียนรู้บนฐานชีวิต (life-based learning) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ตามวิถีการดำรงชีวิตและความสัมพันธ์ที่แต่ละคนมีอยู่ในสภาวะปัจจุบัน เช่น หากเป็นพ่อแม่วัยรุ่น ก็ยังสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ หรือแม้แต่ในฐานะแรงงาน ก็สามารถเรียนรู้ที่จะยืนหยัดเพื่อสิทธิของตนเองและผู้อื่นได้

ประการสุดท้าย คือ การกำหนดชีวิตตนเอง (self-determination) ซึ่งหมายถึงการสร้างเงื่อนไขให้เยาวชนกลับมามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และมีอำนาจในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง หลังจากหลายคนต้องเผชิญกับความยากจน ความรุนแรง และการตีตราที่บั่นทอนโอกาสในการใช้ชีวิต

ดังนั้น นวพรจึงทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาเยาวชนกลุ่ม NEET ควรให้ความสำคัญกับการมองเยาวชนในฐานะ “เจ้าของการเรียนรู้” ที่มีสิทธิและอำนาจในการกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง มากกว่าการเป็นเพียงเป้าหมายของการจัดการ

เพราะท้ายที่สุด การเรียนรู้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการจัดการโดยรัฐ หากแต่เป็นอำนาจโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่ทุกคนควรมีสิทธิในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง

Author

Alternative Text
AUTHOR

กรกมล ชาดำ

นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย