เหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 7.7 จากรอยเลื่อนสะกาย เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 ส่งแรงสะเทือนข้ามพรมแดนมาไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ทำให้ ตึก สตง.ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังทลายลงมาแบบไม่มีใครคาดคิด สร้างความเสียหายในหลายมิติ กลายเป็นภาพจำที่ปลุกให้คนไทยตื่นตัวและรับรู้ว่า “แผ่นดินไหว ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป”
นับเป็นอีกความสูญเสียครั้งใหญ่ ทั้งในมุมเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายสูงสุดในประวัติศาสตร์ ที่คาดการณ์ว่าจะสูงถึง 2-3 หมื่นล้านบาท ฉุด GDP ประเทศลดลงราว -0.06 % (สึนามิปี 2547 กระทบเศรษฐกิจราว 1-2 หมื่นล้านบาท แต่สูญเสียชีวิตมหาศาล)
ไม่เพียงแค่ ‘ภาคอสังหาริมทรัพย์’ ที่ได้รับผลกระทบจากงานซ่อมแซมและฟื้นฟู การท่องเที่ยวถือเป็นอีกส่วนที่ได้รับผลกระทบหนัก จากความกังวลของนักท่องเที่ยว เกิดการยกเลิกการจองห้องพักว่า 1,100 ครั้ง โดยเฉพาะโรงแรมตึกสูงใน กทม. และเชียงใหม่ จนคาดว่านักท่องเที่ยวน่าจะหายไปราว 4 แสนคน ทำให้สูญเสียรายได้กว่า 21,000 ล้านบาท
ในมิติของสังคมและสุขภาพ “ความตื่นตระหนก (Panic)” กลายเป็นบาดแผลใหญ่ของประชาชนจำนวนไม่น้อย หลายคนยังรู้สึกวิตกกังวลต่อเนื่อง อันเป็นผลกระทบตกค้างจากแผ่นดินไหวในครั้งนั้น ในขณะที่ภาพการเข็นเตียงผู้ป่วยหนักหนีลงจากอาคารโรงพยาบาล หรือการอพยพคนที่อลหม่านในหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงการขาดแผนเผชิญเหตุที่รัดกุม
ผ่านมา 1 ปี ความสูญเสียจากในอดีตถูกคาดหวังว่าจะกลายเป็นบทเรียนราคาแพง ที่ควรจะนำศึกษาและหาทางป้องกันไม่ให้ความเสียหายเกิดซ้ำรอยอดีต หรืออย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความรุนแรงในมิติต่าง ๆ หากเกิดแผ่นดินไหวในอนาคตโดยเฉพาะกับคนที่อาศัยอยู่บนตึกสูง เมื่อกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่แอ่งดินอ่อนที่มีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

จับตา 3 รอยเลื่อน กับ โอกาสเกิดแผ่นดินไหว
ศ.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ ระบุว่า จากการประเมินสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เป็นอันตรายต่ออาคารสูงในกรุงเทพฯ มี 3 แหล่งกำเนิดหลักที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือ
- แผ่นดินไหวขนาด 8.5 – 9 แนวมุดตัวในทะเลอันดามันที่รอยเลื่อนอาระกัน (ชายฝั่งตะวันตกประเทศพม่า)
- แผ่นดินไหวขนาด 7 – 7.5 ที่ จ.กาญจนบุรี
- แผ่นดินไหวขนาด 8 ที่แนวรอยเลื่อนสะกายในประเทศพม่า
“แนวมุดตัวอันดามัน โดยเฉลี่ยแล้ว ระยะเวลาการเกิดตัวใหญ่ ๆ ประมาณสัก 500 ปี ทีนี้ของเราเนี่ย ที่ไม่เกิดมาเนี่ย มันไม่เกิดมานานประมาณ 260 ปีแล้ว เราก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดเร็วกว่ากำหนด หรือว่าตามค่าเฉลี่ย หรือช้ากว่าค่าเฉลี่ย” ศ.เป็นหนึ่ง กล่าว
รื้อ -ปรับ -เสริม มาตรฐานก่อสร้างตึกระฟ้า รับภัยพิบัติอนาคต
ผ่านมา 1 ปีหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เริ่มมีการตั้งคำถามถึง “มาตรฐานเดิม” ของการก่อสร้างอาคารอาจไม่เพียงพอกับการรับมือภัยพิบัติในอนาคต และถึงเวลาที่จะต้อง รื้อ-ปรับ-เสริม “กระดูกสันหลัง” ของตึกระฟ้าให้แกร่งกว่าเดิม
หากย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเพิ่งเริ่มนำข้อมูลแผ่นดินไหวมาสร้าง “แผนที่เสี่ยงภัย” ในยุคนั้นพื้นที่ที่น่ากังวลที่สุดคือภาคเหนือและฝั่งตะวันตกของประเทศ นำมาสู่การคลอด “กฎกระทรวงฉบับแรก ในปี 2540” ที่บังคับให้ออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวครอบคลุมเพียง 10 จังหวัด และเน้นควบคุมเฉพาะอาคารสาธารณะ อาคารเก็บวัสดุอันตราย หรืออาคารทั่วไปที่สูงเกิน 15 เมตรขึ้นไปเท่านั้น
แต่เมื่อนักวิจัยค้นพบว่า “กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” ตั้งอยู่บนแอ่งดินอ่อนขนาดมหึมา (Soft Soil Basin) ที่ลึกกว่า 800 เมตร ที่ขยายคลื่นแผ่นดินไหวระยะไกลได้ 3-4 เท่า กฎหมายจึงต้องวิ่งตามให้ทัน
นำมาสู่การปรับปรุง กฎกระทรวง ปี 2550 ที่ขยายพื้นที่ควบคุมเพิ่มเข้ามาครอบคลุม กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร พร้อมลดเพดานความสูงของอาคารที่เข้าข่ายต้องควบคุมลงมาเหลือระดับ 3 ชั้นขึ้นไป เพื่ออุดช่องโหว่ความเสี่ยง
ต่อมา หลังบทเรียนแผ่นดินไหวรุนแรงที่แม่ลาว จ.เชียงราย ในปี 2557 ภาครัฐใช้เวลาทบทวนราว 7 ปี จนคลอด กฎกระทรวงฉบับอัปเดต ปี 2564 ที่ขยายอาณาเขตการควบคุมไปถึงกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงลดหลั่นกันลงมา เพื่อเป็นบรรทัดฐานความปลอดภัยระดับชาติ
มาตรฐานการออกแบบอาคารในปัจจุบัน กำลังเผชิญหน้ากับพฤติกรรมแผ่นดินไหวรูปแบบใหม่ ที่ยังไม่ถูกบรรจุไว้ในเส้นกราฟประเมินความเสี่ยงอย่างสมบูรณ์”
ผ่าตัด “กระดูกสันหลัง” อาคาร มาตรฐานใหม่ที่ต้องเร่งออก
ศ.เป็นหนึ่ง ชี้เป้าหมายสำคัญในการปรับปรุงมาตรฐานวิศวกรรมโครงสร้าง เพื่อรับมือภัยพิบัติในอนาคต ดังนี้
1. ยกเครื่องการออกแบบ “ผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก” (Shear Walls): ผนังคอนกรีตบริเวณปล่องลิฟต์เปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของอาคาร หากแผ่นดินไหวทำให้ผนังอิฐร้าว อาคารยังปลอดภัย แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาพบว่า ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กในบางอาคารเกิดการแตกร้าวถึงขั้นเหล็กเส้นดุ้ง
อนาคต ต้องมีการปรับปรุงกระบวนการออกแบบ (Design codes) และควบคุมคุณภาพการก่อสร้างเนื้อคอนกรีตของแกนลิฟต์ให้เข้มงวดและเหนียวแน่นยิ่งขึ้น ห้ามเกิดความเสียหายในจุดนี้เด็ดขาด”
2. อุดจุดตายเรื่อง “อัตราการสลายพลังงาน” (Damping Ratio) มาตรฐานเดิมมักประเมินว่าอาคารสูงมีค่าการสลายพลังงาน (Damping) อยู่ที่ประมาณ 2.5% แต่ข้อมูลจริงหลังเกิดเหตุชี้ว่า ตึกสูงบางแห่งอาจมีค่า Damping ต่ำเพียง 1% ซึ่งทำให้ตึกโยกตัวรุนแรง (Roof Drift Ratio สูง)
อนาคต ต้องผลักดันให้มีการคำนวณค่า Damping ที่แม่นยำขึ้นในเกณฑ์การออกแบบอาคารใหม่
3. นวัตกรรม “อุปกรณ์ลดการสั่นสะเทือน” (Dampers) นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ในต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือไต้หวัน การใส่ Damper (เช่น Fluid Damper, Metallic Damper หรือ Viscous Wall) เป็นเรื่องปกติ
อนาคต ประเทศไทยควรส่งเสริมหรือตั้งเป็นมาตรฐานทางเลือกให้มีการติดตั้ง Damper ทั้งในอาคารสร้างใหม่ และการปรับปรุงอาคารเก่า (Retrofit) เพื่อดันค่า Damping ให้สูงกว่า 5% ซึ่งจะช่วยซับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมหาศาล
จุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ในวาระครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ ยังมีประชาชนจำนวนมากมีความกังวลในการใช้งานอาคาร ซึ่งในภาพรวมมีมากถึง 2.6 ล้านอาคารในกทม. ถึงแม้จะมีการตรวจความเสียหายเบื้องต้นบริเวณโครงสร้างหลักได้แก่ เสา คานและผนังรับแรงต่าง ๆ ก่อนที่จะเข้าไปใช้งานอาคาร ซึ่งอ้างอิงตามคู่มือสำรวจความเสียหายขั้นต้นจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งหากอาคารเข้าข่าย “เหลือง” หรือ “แดง” จะต้องให้ วิศวกรโครงสร้างที่ได้รับอนุญาต ตรวจสอบ พิจารณาซ่อมแซมและเสริมกำลังโดยทันที
- กทม. ตรวจสอบอาคารเอกชน 11,000 แห่ง แจ้งผลแล้ว 5,255 แห่ง พบว่าใช้งานได้ปกติ (สีเขียว) 5,004 อาคาร, เสียหายปานกลาง (สีเหลือง) 251 อาคาร และไม่มีอาคารสีแดง
- กรมโยธาธิการและผังเมือง ตรวจสอบอาคารภาครัฐ 908 อาคาร เป็นสีเขียว 832 อาคาร, สีเหลือง 75 อาคาร และสีแดง 1 อาคาร (ห้ามใช้งาน)
- วิศวกรอาสาตรวจสอบอาคารที่พักอาศัย กว่า 83.7% ไม่มีความเสียหายทางโครงสร้าง
ในขณะที่ อาคารที่สร้างก่อนปี 2550 โดยเฉพาะอาคารสูง ไม่ใช่ว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะวิศวกรต้องออกแบบรับแรงลมอยู่แล้ว ซึ่งช่วยให้อาคารแข็งแรงรับมือแผ่นดินไหวได้ แต่ท่าทีที่ปลอดภัยที่สุดคือ เราต้องมาตรวจสอบกันอีกที โดยเฉพาะอาคารสูง 20 ชั้น, 30 ชั้น และ 60 ชั้น ที่คาบการสั่นไปพ้องกับความถี่คลื่น
ผศ.ปานนท์ ลาชโรจน์ อาจารย์ มหาวิทยาลัยมหิดลและนักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า ระบุว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและแนวปฏิบัติความปลอดภัยที่เป็นสากลและเหมาะสมกับประเทศไทย แต่ จุดอ่อนเชิงโครงสร้างหลายประการที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
- ประการแรก จุดอ่อนสำคัญอยู่ที่ อาคารเดิมที่ก่อสร้างก่อนปี พ.ศ. 2550 ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนมากในเขตเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร อาคารเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงแรงแผ่นดินไหว และในปัจจุบันยังไม่มีการบังคับเชิงรุกหรือสมัครใจสำหรับการประเมินและเสริมกำลังอาคารมากนัก ทำให้การลดความเสี่ยงยังคงประเด็นสำคัญของกรมโยธาธิการและผังเมืองอยู่
- ประการที่สอง ความเสียหายที่พบส่วนใหญ่เป็นความเสียหายขององค์ประกอบที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่น ผนังก่อ ระบบฝ้า ระบบท่อ และอุปกรณ์ภายในอาคาร ซึ่งแม้ไม่ก่อให้เกิดการพังทลายของโครงสร้างหลัก แต่สามารถสร้างความตื่นตระหนกและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของผู้อยู่อาศัยได้อย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นนี้สะท้อนถึงช่องว่างของมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ยังไม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเชิงสถาปัตยกรรมและระบบของอาคารทั้งหลัง
- ประการที่สาม บริบททางธรณีวิทยาของกรุงเทพมหานครที่เป็น “แอ่งดินอ่อน” ที่ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของคลื่นแผ่นดินไหวคาบยาว ซึ่งมีผลกระทบต่ออาคารขนาดกลางถึงอาคารสูงยังไม่มีการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างละเอียดและเป็นระบบ
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวสูง เช่น ญี่ปุ่น และ นิวซีแลนด์ จะเห็นความแตกต่างเชิงระบบอย่างชัดเจน ในกรณีของญี่ปุ่นที่ระบบเตือนภัยสามารถแจ้งเตือนประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญล่วงหน้าได้ตั้งแต่ไม่กี่วินาทีถึงหลายสิบวินาทีก่อนที่คลื่นสั่นสะเทือนจะมาถึง
ระบบดังกล่าวถูกเชื่อมโยงเข้ากับโทรศัพท์มือถือ ระบบขนส่งมวลชน โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้สามารถหยุดการทำงานอัตโนมัติ ช่วยลดอุบัติเหตุและลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่นิวซีแลนด์มีการบูรณาการข้อมูลการเฝ้าระวังแผ่นดินไหว ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งระบบเฝ้าระวัง
“เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย จะเห็นได้ว่า จุดอ่อนสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดองค์ความรู้หรือมาตรฐานทางวิศวกรรม แต่เป็นช่องว่างในเชิงปฏิบัติด้านระบบเตือนภัย การสื่อสารแบบรวมศูนย์ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของประชาชนในช่วงเกิดเหตุ” ศ.ปานนท์ ระบุ
เสริมนวัตกรรมปกป้องชีวิตประชาชน
การปรับตัวและนำนวัตกรรมมาใช้ป้องกันความรุนแรงหรือลดความเสียหาย เป็นอีกทางทางออกเพิ่มเติม ซึ่ง ศ.เป็นหนึ่ง ได้เสนอแนวทางปฏิบัติที่สามารถทำได้จริง ได้แก่
1. ติดตั้งอุปกรณ์ลดการสั่นสะเทือน (Damper Technology) อุปกรณ์อย่าง Fluid Viscous Damper (FVD) หรือ Metallic Damper สามารถนำมาติดตั้งเสริมในอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว (Retrofit) ได้ โดยอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มอัตราการสลายพลังงาน (Damping) ให้อาคารทะลุ 5% ช่วยลดความรุนแรงของการโยกตัวได้อย่างชะงัด
2. ระบบตรวจวัดสุขภาพโครงสร้างอัจฉริยะ (Structural Health Monitoring – SHM) มีการริเริ่มติดตั้งเซนเซอร์วัดความเร่ง (Acceleration Sensors) เช่น MEMS และ Raspberry Shake ในอาคารต่าง ๆ รวมถึงโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงราย และเริ่มขยายผลในกรุงเทพฯ
“เราจะรู้เลยว่าทั้งตัวอาคารเนี่ยมันยังปลอดภัยอยู่หรือเปล่า ตรงไหนจะมีความเสียหายบ้างการตัดสินใจตรงนี้มีความสำคัญมากสำหรับอาคารบางประเภท เช่น โรงพยาบาลการที่จะย้ายผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ป่วยจำนวนมากที่ Handicap ลงมาเนี่ย เป็นเรื่องใหญ่มาก” ศ.เป็นหนึ่ง กล่าว
3. ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Earthquake Early Warning System) เนื่องจากกรุงเทพฯ อยู่ไกลจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว คลื่น P Wave จะเดินทางมาถึงก่อนคลื่น S Wave เสมอ ส่วนต่างของเวลานี้สร้าง “นาทีชีวิต” ให้ระบบสามารถแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าได้ประมาณ 1 นาทีเศษ ก่อนที่ตึกจะเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรง
จุดอ่อนด้านการสื่อสารแจ้งเตือนล่วงหน้า
ปัญหาเรื่องความตื่นตระหนกจากข่าวสารต่าง ๆ ในช่วงเกิดเหตุเป็นอีกปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ ผศ.ปานนท์ ระบุว่า การสื่อสารในสภาวะฉุกเฉินในลักษณะ Single Command Center จึงมีความสำคัญที่จะทำให้ควบคุมสถานการณ์ได้ จำเป็นต้องลงทุนในระบบเตือนภัย รวมถึงการซักซ้อมให้เกิดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ
ประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ การบูรณาการ (Synergy) ระหว่างหน่วยงานจึงมีความสำคัญอย่างมาก แต่ละหน่วยงานควรกำหนดบทบาทอย่างชัดเจน ควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานและซักซ้อมแนวปฏิบัติระหว่างกันอยู่เสมอ จึงจะทำให้การรับมือในสภาวะฉุกเฉินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
“จุดอ่อนสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดองค์ความรู้หรือมาตรฐานทางวิศวกรรม แต่เป็นช่องว่างในเชิงปฏิบัติด้านระบบเตือนภัย การสื่อสารแบบรวมศูนย์ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของประชาชนในช่วงเกิดเหตุ” ผศ.ปานนท์ ระบุ
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยอ้างอิงจากกรอบ Sendai Framework for Disaster Risk Reduction:
- การบูรณาการและธรรมาภิบาล (Single Command Center) ต้องปรับปรุงกฎหมาย ลดความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ สร้างศูนย์บัญชาการเดียวเพื่อสื่อสารข้อมูลฉุกเฉินอย่างมีเอกภาพ ลดความตื่นตระหนกจากข่าวปลอม
- ลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้าง รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริมหรือบังคับให้ประเมินและ เสริมกำลังอาคารเก่า รวมถึงติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดความแข็งแรงของอาคารแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน
- ระบบเตือนภัย Cell Broadcast ที่แท้จริง ที่ต้องเร่งปลดล็อกข้อจำกัดระหว่างกระทรวงดีอี และกระทรวงมหาดไทย สร้างระบบเตือนภัยที่เข้าถึงทุกคนและมีคำแนะนำการปฏิบัติตัวที่ชัดเจน (เช่น Drop, Cover, Hold on)
- การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน โดยเฉพาะโรงพยาบาล สถานศึกษา และอาคารสำนักงาน ต้องมีการซักซ้อมแผนอพยพที่ถูกต้องตามหลักสากล
“เราไม่รู้ว่าภัยพิบัติจะเกิดแบบไหน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การบูรณาการ รัฐ วิชาการ และประชาสังคม ต้องจับมือและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ประเด็นต่อมาคือ ต้องลงทุน โดยต้องวางแผนให้คุ้มค่า ประเมินความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้อาคารสูงในปัจจุบัน ติดตั้งเซนเซอร์ และแก้ไขระบบโครงสร้างการเตือนภัย นี่คือโจทย์ใหญ่สำหรับประเทศไทยในการก้าวไปข้างหน้า” ผศ.ปานนท์ ระบุ
ท่ามกลางความเสี่ยงที่ไม่รู้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวเมื่อไหร่ หากไม่มีการเตรียมตัวป้องกัน อาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้มากกว่าที่ผ่านมา รวมถึงความเสี่ยงในการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในมหาสมุทรอินเดียบริเวณหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ถึงแนวอาระกัน ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นสึนามิมายังชายฝั่งอันดามันของประเทศไทย ประชาชนในพื้นที่ยังมีความไม่พร้อมสำหรับการอพยพ จึงมีความกังวลที่จะทำให้เกิดผู้เสียชีวิตจำนวนมากได้ ข้อเสนอที่ควรเริ่มเตรียมตัวเร่งด่วนได้แก่
- การทบทวนและปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติอย่างเป็นระบบ
- การบูรณาการข้อมูลและการสั่งการล่วงหน้าหรือในสภาวะฉุกเฉิน
- การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือตรวจวัด
- การซักซ้อมและปรับปรุงแผนเผชิญเหตุอยู่เสมอ รวมถึงการซักซ้อมระหว่างหน่วยงาน
- การลงทุนกับงานวิจัยและเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่ากับความปลอดภัยของประเทศในระยะยาว
บทเรียนจาก 1 ปีที่ผ่านมา อาจเป็นต้นุทนให้เตรียมพร้อมสำหรับ “การรื้อและสร้างมาตรฐานใหม่” เพราะในอนาคต แผ่นดินไหวขนาดใหญ่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมพร้อมท้้งทางด้านโครงสร้างวิศวกรรม แผนการสื่อสารและการซักซ้อมการเผชิญเหตุอย่างเป็นระบบและมีข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

