คอร์รัปชันลื่นไหล กลไกการตรวจสอบล้มเหลว: สร้างระบบไร้ช่องโกง ให้ประชาชนตรวจสอบได้

คอร์รัปชัน (ก.) โกง, เบียดบัง, ทุจริต, ฉ้อราษฎร์บังหลวง, รับสินบน

พจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554

‘คอร์รัปชัน’ มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน เป็นคำที่รู้จักกันดีมานาน แต่ความหมายของคำนี้มีหลากหลายแตกต่างตามสถานการณ์​ออกไป เช่น ในมุมมองพฤติกรรมหรือการกระทำ อาจจัดเป็นอาชญากรรมประเภทหนึ่ง หรือในบางกรณีถูกมองในความหมายที่แคบและต่างจากการโกง ยักยอก รีดไถ การขู่ ว่าเป็นการกระทำของ คนสองฝ่ายที่หาประโยชน์ร่วมกันจากฝ่ายที่สาม เช่น การติดสินบน

องค์การสหประชาชาติ ให้ความหมายคอร์รัปชันว่า ไม่ใช่แค่พฤติกรรม แต่เป็นปรากฏการณ์ (Phenomenon) ในทางสังคม การเมือง และเศรษฐศาสตร์ ที่เป็นปัญหาสำคัญและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก 

องค์กรระหว่างประเทศด้านความโปร่งใส ให้นิยามคอร์รัปชันว่า เป็นการใช้อำนาจที่ได้รับความไว้วางใจในทางที่ผิด เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลซึ่งใช้ได้ทั้งภาครัฐและเอกชน

โดยสรุป คอร์รัปชัน เป็นการกระทำที่มีการใช้อำนาจ หรือการให้สินบน ที่อาจจะผิดหรือไม่ผิดกฎหมายก็ได้ แต่มีเจตนาให้ได้รับประโยชน์อันไม่สมควรได้

สำหรับประเทศไทย คงปฏิเสธได้ยากว่าไม่คุ้นเคยกับคำว่าคอร์รัปชัน เพราะเมื่อต้องถูกประเมินในระดับนานาชาติ ไทยกลายเป็นประเทศที่สอบตกในเรื่องความโปร่งใส และมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมานานกว่าทศวรรษ

อันดับที่ 85 ในปี 2557 
อันดับที่ 76 ในปี 2558 
อันดับที่ 108 ในปี 2566
อันดับที่ 107 ในปี 2567

ข้อมูลข้างต้น คือ ผลการสำรวจดัชนีรับรู้การทุจริต Corruption Perceptions Index (CPI) ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ Transparency International (TI) จากการสำรวจ 180 ประเทศทั่วโลก โดยจะเห็นว่าเมื่อย้อนผลสำรวจ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีคะแนนและอันดับที่แย่ลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ปัญหาคอร์รัปชันที่มากขึ้น 

กลับมามองที่การตรวจสอบโดย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คว้าอันดับหนึ่ง ในหมวดองค์กรอิสระ จากการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐของ Integrity and transparency Assessment (ITA) ในปี 2568 โดยได้คะแนนสูงถึง 94.64 คะแนน และเป็นอันดับ 10 จาก 8,000 กว่าองค์กรรัฐทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐระดับปี 2568 ภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 93.82 คะแนน โดยคะแนนความโปร่งใสเพิ่มขึ้น 0.77 คะแนน และ 7,832 หน่วยงาน ผ่านเกณฑ์การประเมิน ด้วยคะแนนมากกว่า 85 คิดเป็น 94.17%

ค้านสายตา

ผลการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ที่สวนทางกับการวัดในระดับนานาชาติ ประกอบกับหลายเหตุการณ์ที่ดูคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นการคอร์รัปชัน สร้างความรู้สึกให้กับคนในสังคมไม่น้อย เพราะดูเหมือนว่าผลการสำรวจในกระดาษ กำลังสวนทางกับความเป็นจริง

ตึก สตง. ถล่ม เสียหาย 2,000 ล้านบาท กับ 95 ชีวิตที่ถูกสังเวย

อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมพวกกว่า 200 นาย ถูกคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) มีมติชี้มูลความผิดทางวินัย ข้อหารับเงินจากขบวนการส่วยเว็บพนันออนไลน์

ภาพถ่ายใกล้ชิดระหว่างข้าราชการ-นักการเมือง กับขบวนการสีเทา

อื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน

ท่ามกลางซากปรักหักพังจากเศษเหล็กและปูนที่กองพะเนินอยู่ให้เห็นเต็มตา จากเหตุการณ์ ตึก สตง. ถล่ม กลับไม่ปรากฏตัวคนบงการ และสาเหตุที่ตึกถล่มอย่างแท้จริง จากการปกปิดรายงานการสอบสวนอย่างเป็นทางการของ ป.ป.ช. และรัฐบาล

เช่นเดียวกับภาพถ่ายของข้าราชการ-นักการเมือง-นักธุรกิจ ที่พอจะเชื่อมโยงให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงกับโลกสีเทา หรือแม้กระทั่งข่าวการรับส่วยจากเว็บพนันของตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ก็ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความลับ และอาจทำให้ผู้ที่กระทำความผิดจะลอยนวลไปได้ในที่สุด

“หลายปีมานี้ สิ่งที่เราได้ยินแล้วน่ากลัวมาก คือ คำพูดที่บอกว่า เงินซื้อได้ทุกหน่วยงาน ทั้งตำรวจ อัยการ ศาล องค์กรอิสระ ศุลกากร หรือกระทรวงต่าง ๆ ก็จะมีข่าวการคอร์รัปชัน การติดสินบน การเรียกรับสินบน การข่มขู่ชาวบ้าน เพื่อรีดไถ มาโดยตลอด”

มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) 

มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

ผู้ติดตามประเด็นคอร์รัปชันในสังคมไทย อย่าง มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สะท้อนให้เห็นว่าคอร์รัปชันได้ซึมลึกลงไปในสังคมไทยแทบทุกมิติ ในช่วงขวบปีที่ผ่านมา จากหลายเหตุการณ์ที่นักการเมือง และชนชั้นนำได้สร้างความผิดหวังแก่ผู้คนในสังคมอย่างไม่เกรงกลัวใคร  

ขณะที่ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และกรรมการองค์กรอิสระจำนวนมาก ถูกตั้งคำถามในการทำหน้าที่ จนการต่อต้านคอร์รัปชันเป็นเรื่องยาก และฉุดรั้งนิติรัฐและสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง 

จนเรียกได้ว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีแห่งการ “โกงเป็นเครือข่าย”

แล้วทำไม ? คะแนนความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐไทยจากการตรวจสอบของ ป.ป.ช. จึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

คำตอบ คือ การประเมิน ITA เป็นการประเมินที่เน้นมองด้านบวก ซึ่งไม่นำเรื่องทุจริตหรือความไม่โปร่งใสมาคิดคำนวณด้วย โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ประเมินคุณธรรมจากเจ้าหน้าที่ 30% จากประชาชน 30% และประเมินความโปร่งใสจากหลักฐานจริง 40% ซึ่งวิธีการประเมินที่ให้หน่วยงานประเมินตัวเอง และ ป.ป.ช. ไม่ได้เป็นผู้เก็บข้อมูลเอง จึงทำให้คะแนนที่ได้มาของแต่ละหน่วยงาน เป็นระดับคะแนนที่สูงเกินความจริง

“เกณฑ์มันออกมาแล้ว แต่ทำไมเราถึงไม่เชื่อในคะแนนที่มันออกมา เพราะ ITA คือ Self Assessment หมายถึง เกณฑ์การประเมินจากตัวเอง ซึ่งไม่ผิดในการประเมิน แต่จริง ๆ มันควรประเมินทั้งจากภายในและภายนอก แต่ปัญหา คือ พอมันประเมินตัวเองแล้ว มันมีอำนาจในการให้คุณให้โทษกับองค์กรนั้น แล้วใครจะประเมินให้ตัวเองได้รับโทษ”

ธนิสรา เรืองเดช ผู้ร่วมก่อตั้ง WeVis 

เมื่อแบบประเมินและตัวชี้วัดไม่สะท้อนความเป็นจริง จึงมีผลประเมินจำนวนมากที่ออกไปทางค้านสายตาประชาชน เช่น กรณี ‘เสาไฟกินรี’ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ จังหวัดสมุทรปราการ จัดซื้อเสาไฟฟ้าต้นละกว่าเก้าหมื่นบาท ติดตั้งในป่ารกร้างจนกลายเป็นข่าวใหญ่ในปี 2564 แต่คะแนน ITA ของ อบต.ราชาเทวะก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเพิ่มจาก 77.3 คะแนนในปี 2564 เป็น 90.8 คะแนนในปี 2565

“เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจเลย ที่ทุกครั้งที่มีการประเมินออกมาจะค้านสายตาประชาชน เพราะสาเหตุที่เป็นอย่างนี้ หลัก ๆ คือ ในการประเมิน มีคนแค่ 2-3 คนที่ทำหน้าที่ดูแลในการประเมิน คุณตอบข้อมูลเข้าไป มันเหมือนกับว่าตอบอะไรก็ได้เพื่อให้ฉันชนะ มันจึงมีการล็อกข้อมูล ล็อกคำตอบ”

มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) 

คอร์รัปชันลื่นไหล กลไกการตรวจสอบล้มเหลว

อำนาจอธิปไตยและองค์กรอิสระ


อำนาจอธิปไตย ประกอบด้วย อำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจบริหาร, อำนาจตุลาการ
องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ประกอบด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.), คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

ทั้งอำนาจอธิปไตยและองค์กรอิสระที่มีบทบาทโดยตรงในการตรวจสอบ-ควบคุมการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ทำไมหลายครั้งกลับถูกสังคมตั้งคำถามถึงการคอร์รัปชันและการทำหน้าที่เสียเอง ?

“มันไปหมดเลย ทั้งอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 และองค์กรอิสระทั้ง 5 มันก็เป๋ไปหมด การตรวจสอบถ่วงดุลไม่ทำหน้าที่ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการโกงและการรับรองการโกงให้เกิดความชอบธรรม พูดง่าย ๆ คือไปฟอกขาวหรือไปตีตราว่า มันสุจริตทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่”

มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) 

มานะ เชื่อว่าการใช้อำนาจขององค์กรอิสระเหล่านี้มีเรื่องของผลประโยชน์และพวกพ้องเข้ามาเกี่ยวข้องตลอดเวลา ทั้งการเลือกตั้งคณะกรรมการขององค์กรอิสระ คนที่มีอำนาจในวงราชการ และทางการเมืองก็อยากปกป้องตัวเองกับเครือข่าย

หรืออีกด้านหนึ่ง เครือข่ายเหล่านี้ ก็ใช้องค์กรอิสระ เป็นเครื่องมือไว้กำจัดศัตรูทางการเมือง จึงพยายามแทรกแซงให้คนที่มาเป็นกรรมการองค์กรอิสระเป็นคนของตนเอง เป็นพวกพ้อง หรือเป็นคนที่เชื่อฟัง และพร้อมที่จะทำตามคำสั่ง 

“ผมยกตัวอย่างเวลาพูดถึงองค์กรอิสระอันหนึ่งที่น่าฉงนมากว่ามันเป็นไปได้ไง คือ  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะปัจจุบันมีตุลาการท่านหนึ่งเป็นอดีตอธิบดีกรมทางหลวง ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่หน่วยงานนี้จะไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน แต่วันนี้มาเป็นหนึ่งในองค์กรที่จะตรวจสอบคนอื่น”

มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) 

รัฐสภา

รัฐสภา สถาบันที่ควรเป็นหัวใจของประชาธิปไตย เป็นเวทีแห่งการถกเถียงเพื่อประโยชน์ของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ 

แต่เมื่อใดก็ตาม รัฐสภากลายเป็นเครื่องมือแห่งผลประโยชน์ส่วนตน เป็นตลาดซื้อขายอำนาจ และเป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่งให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม เมื่อนั้นรัฐสภาจะไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชนอีกต่อไป 

ธนิสรา มองว่า การคอร์รัปชันไม่ได้มีเพียงเรื่องของเงิน แต่คอร์รัปชัน เกิดขึ้นได้ในการออกนโยบาย หรือที่เรียกว่า Policy Corruption 

Policy Corruption คือการออกนโยบายที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และผ่านกระบวนการนิติบัญญัติอย่างสมบูรณ์ แต่ตัวเนื้อหาของนโยบายกลับเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือ ลิดรอนสิทธิของคนบางกลุ่ม 

WeVis สร้างเครื่องมือตรวจสอบ ดัชนีความโปร่งใสของรัฐสภาระดับภูมิภาคเอเชีย ร่วมกับประเทศในเอเชียแปซิฟิค มากกว่า 10 ประเทศ ที่รวมตัวกันในนาม Parliament monitoring organization องค์กรจับตาการทำงานของรัฐสภา โดยมีเป้าหมายร่วมกันที่จะมี “เครื่องมือสากล” ไว้ใช้เทียบกันว่า รัฐสภาในแต่ละประเทศ ‘เปิดกว้าง’ ต่อประชาชนมากน้อยแค่ไหน

คอร์รัปชัน

“ที่เราควรตรวจสอบ คือ รัฐสภา ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์รวมของการตัดสินใจเชิงนโยบาย รวมไปถึงการเป็นศูนย์รวมของเส้นสายในชั้นของกรรมาธิการที่เขาไปตกลงอะไรกันที่เรามองไม่เห็น

“กลไกหนึ่งของรัฐสภาที่คนตรวจสอบน้อยมาก และน้อยเกินไปด้วย คือ กรรมาธิการ ซึ่งมีฟังก์ชันก็ในการคุยกัน การดีลกัน และเมื่อเราไม่เคยรู้ว่าเขาคุยอะไรกัน เพราะการต่อรองอำนาจมันอยู่ในที่ปิด กว่าเราจะรู้ หลายครั้งมันออกมาเป็นกฎหมายที่บังคับใช้แล้ว แล้วเราจะไปแก้ทีหลังก็จะยาก”

ธนิสรา เรืองเดช ผู้ร่วมก่อตั้ง WeVis 

‘คอร์รัปชัน’ ดับฝันอนาคตประเทศไทย

ปัญหาที่ฝังรากลึกมานานนี้ ไม่ได้เพียงบั่นทอนงบประมาณรัฐ แต่ยังกัดกินความเชื่อมั่น ความเป็นธรรม และอนาคตของผู้คนทั้งประเทศ ซึ่งสำหรับ ธนิสรา มองว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคลของคนที่ขาดคุณธรรม แต่เป็นเรื่องของระบบและความเหลื่อมล้ำทางอำนาจด้วย เป็นอาชญากรรมรูปแบบหนึ่ง

“อาจจะเป็นอาชญากรรมรูปแบบที่ไม่มีอาวุธแต่มันทำร้ายคนได้มากกว่าที่คิด อย่างแรกเลย เราเห็นผลพวงของคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นต่อหน้า เช่น คนเสียชีวิต บาดเจ็บ ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจ การคอร์รัปชันทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ แปลว่ามันเป็นอาชญากรรม

“อย่างที่สอง ยิ่งคิดว่ามันทำลายความความหวัง และความฝันของคนในประเทศเหมือนกัน เพราะบางคนพยายามแทบตาย แต่สุดท้ายเดี๋ยวก็มีใครสักคนที่มีเส้นสายขึ้นมาเปลี่ยนสิ่งที่เราทำก็ได้ มันพรากโอกาสที่จะหวัง ที่จะฝันในสังคม

“สุดท้าย ถ้าเป็นรูปธรรมสุด คือพอมีการโกง เอาประโยชน์เข้าตัว ก็แปลว่าเขาดึงประโยชน์นั้นมาจากคนอื่น โอกาสที่เราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เงินที่มันควรจะไปถูกใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาอะไร มันก็ถูกขโมยมาให้กับคนกลุ่มนี้”

ธนิสรา เรืองเดช ผู้ร่วมก่อตั้ง WeVis

ไม่เพียงเท่านั้น มานะยังเสริมให้เห็นว่า การประเทศไทยมีปัญหาคอร์รัปชันที่มากขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และแน่นอนที่สุด ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

“ส่วนสายตาต่างชาติ เขาบอกว่าเมืองไทยแย่มากเลย มันไปไหนไม่ได้ เวลาเขาจะมาลงทุน มาอยู่อาศัย หรือมาเที่ยวในบ้านเรา เขาจะโดนเจ้าหน้าที่รีดไถ ปัญหาที่เจอก็คือเจ้าหน้าที่จะขอวีซ่า จะขอ work permit ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว  ทุกอย่าง ทุกขั้นตอนจะต้องมีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ ไม่งั้นมันก็จะถูกแกล้งไปเรื่อย ๆ

“พอเวลาจะส่งออกสินค้าหรือนำเข้าสินค้า ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ว่า ถ้าคุณไปให้ชิปปิ้งทำหรือคุณทำเอง ในขั้นตอนนี้ต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่โต๊ะไหน มันเป็นเรื่องที่ทำไมเราต้องรู้กัน”

มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) 

รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน: สร้างระบบที่โกงไม่ได้

ความหวังที่จะแก้ปัญหาการคอร์รัปชันจึงอยู่ที่พรรคการเมืองที่จะเข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติและบริหาร ซึ่งสะท้อนจากหลายภาคส่วนในงาน Policy Watch Connect 2026 โดย Thai PBS

หนึ่งในวงสนทนามีการแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน” โดยเสียงสะท้อนเป็นเอกฉันท์ว่า ภาครัฐไทยต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างแท้จริง เพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะ และไม่ใช้ข้ออ้างทางกฏหมายเพื่อปกปิดข้อมูล หรือเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้อง โดยสามารถตรวจสอบภาครัฐ และลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

วงสนทนานี้ นำไปสู่แนวคิดการทำ ‘สัญญาประชาชน’ ที่ไม่ใช่เพียงข้อตกลงบนแผ่นกระดาษ แต่เป็นข้อตกลงร่วมกันของคนในสังคมที่จะเลิกสยบยอมต่อระบบอุปถัมภ์ คอร์รัปชันและร่วมตรวจสอบภาครัฐ

ส่วนภาครัฐเองต้องมีทำสัญญาร่วมกันกับภาคประชาชน เพื่อเป็น ‘ข้อผูกพัน’ ที่มีตัวชี้วัด คือ ‘ความคืบหน้าที่ชัดเจน’ ซึ่งกลไกนี้จะบีบให้พรรคการเมืองคิดนโยบายที่ทำได้จริง และกล้าเปิดเผยความโปรงใสในทุกขั้นตอน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากมวลชน และมีความรับผิดชอบทางการเมือง 

นอกจากนี้ภาคประชาชนยังเห็นพ้องกันว่า ความพยายามในการเฟ้นหา ‘คนดี’ เข้ามาปกครองบ้านเมืองเพียงอย่างเดียวเป็นแนวคิดที่ไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงสูงต่อความล้มเหลวในเรื่องขจัดคอร์รัปชัน

ดังนั้น นโยบายที่ควรเกิดขึ้นก็คือการให้ความสำคัญกับระบบที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการโกง โดยการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่เราคุ้นชินในระบบการตรวจสอบของหน่วยงานไทย ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ไปสู่การใช้ระบบอัตโนมัติและธรรมาภิบาลดิจิทัล โดยมีเป้าหมายคือ “ต่อให้คนอยากจะโกง ก็ไม่มีช่องว่างให้โกงได้”

Open Government รัฐโปร่งใส หนทางสู่การถอนรากคอร์รัปชัน

ในเดือนมกราคม 2569 Open Government Partnership (OGP) องค์กรความร่วมมือพหุภาคีระดับนานาชาติ ประกาศให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็น 1 ในสมาชิกของกว่า 80 ประเทศทั่วโลก 

การเข้าเป็นสมาชิก OGP ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่คือ จุดเริ่มต้นของการทำให้ภาครัฐเปิดกว้างและถูกตรวจสอบจากประชาชน เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม และเป็นโอกาสที่เราจะรื้อฟื้นความเชื่อมั่นจากต่างชาติ 

และนี่จะเป็นโจทย์ใหญ่ต่อไปให้นักการเมืองที่จะเข้ามาทำหน้าที่บริหาร และนิติบัญญัติ ต้องทำตามข้อกำหนด นำเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลสากล และการมีส่วนร่วมของประชาชน มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย

บทเรียนจากวิกฤตคอร์รัปชันของไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการทุจริตคอร์รัปชันพรากชีวิตและอนาคตของใครหลายคนไปไม่มากก็น้อย และยังเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในระบบอำนาจ การเมือง และกลไกตรวจสอบของประเทศ ซึ่งค่อย ๆ ฉุดรั้งให้ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้

การออกแบบระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดดุลพินิจที่เปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์ การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ การใช้เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของประชาชน ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญในการปิดช่องโหว่ของการทุจริตที่พอจะเป็นความหวังว่าเราจะหลุดพ้นจากวิกฤตนี้ไปได้

อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจฝากความหวังไว้แค่เพียงกลไกเหล่านี้เท่านั้น หากแต่เราก็จะต้องเรียนรู้ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อเข้าไปช่วยกัน เซาะกร่อนการคอรร์รัปชันที่เกาะกินสังคมไทยมายาวนาน พร้อมกับความจริงจังและจริงใจของนักการเมือง


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author