แด่ 2568 ที่เปียกปอน : กลับมาตั้งหลักหัวใจก่อน แล้วเขียนบทใหม่ของชีวิต

พ.ศ. 2568 เป็นอีกปีในประวัติศาสตร์ที่คนไทยเผชิญกับวิกฤตรุนแรงหลายระลอก ต้นปี แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จากเมียนมาสะเทือนถึงไทย อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่พังถล่ม ไม่เพียงเป็นโศกนาฏกรรมสะเทือนใจจากความสูญเสียชีวิตของแรงงานนับร้อยคนที่หนีออกมาจากอาคารไม่ได้ แต่ตึก สตง.ถล่ม ยังทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงปัญหาคอร์รัปชันในระบบราชการไทยอีกด้วย

ตลอดปี ไทยเจอ สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ หลายระลอกกินบริเวณไปทั้งภาคเหนือ – ภาคกลาง ที่หนักหน่วงยาวนาน จนมาถึงช่วงสิ้นปีก็เจอกับ มหาอุทกภัยภาคใต้ มวลน้ำมหาศาลทำให้เมืองหาดใหญ่และหลายจังหวัดภาคใต้ตอนล่างจมบาดาล มีผู้สูญหายและเสียชีวิตจำนวนมากเช่นกัน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจนับไม่ถ้วน

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เต็มไปด้วยตึงเครียดและน่าหวาดกลัว คือ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา การปะทะด้วยกำลังทหารบนพื้นที่ทับซ้อน บริเวณชายแดนกลายเป็นสมรภูมิรบยาวนานตลอดครึ่งปีหลัง มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตรวมนับร้อยคน และประชาชนแนวชายแดน (ทั้ง 2 ฝั่ง) กว่า 5 แสนคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน

ไม่นับรวมถึงการเหตุการณ์ผันผวนทางการเมืองจนนำไปสู่การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ที่สั่นคลอนต่อความเชื่อมั่นของคนไทย ในขณะที่ ปัญหาสแกมเมอร์ ทุนเทา ยังคงอยู่และคอยกัดกินความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของประชาชนจนถึงทุกวันนี้

ย้อนนึกถึงศักราชที่เพิ่งผ่านพ้นไป กว่าจะหมดปีมาได้ เล่นเอาคนไทยแทบหยุดหายใจ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน แม้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ก้เจอผลกระทบทางอ้อม ซึ่งล้วนส่งแรงกระแทกต่อ สุขภาพจิต ของพวกเราทั้งสิ้น

เริ่มศักราชใหม่ปี 2569 The Active ชวนหยุดนิ่งสักพัก หันมาสำรวจร่องรอยที่ยังตกค้างในใจ ไปกับ อาจารย์เติ้น – ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทำความเข้าใจปรากฏการณ์ฮีลใจในวันที่โลกผันแปรไป แต่ใจคนต้องการหาสมดุล

เพื่อให้ก้าวต่อไปของใครหลายคนในปีใหม่นี้ เกิดขึ้นอย่างมั่นคง ปลอดภัย เพราะการเรียนรู้เพื่ออยู่กับความแตกสลายอย่างเข้าใจ คือหัวใจของการเริ่มต้นเขียนบทใหม่ของชีวิตที่งดงามกว่าที่เคย

ปี 2568 เหนื่อยก็ไม่ได้พัก หนักก็ไม่ได้วาง

“ลึก ๆ แล้วพวกเรารู้สึกไม่ปลอดภัย”

นี่เป็นบทสรุปสั้น ๆ ของ อ.เติ้น เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์ในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งตลอดทั้งปีเราต่างเผชิญกับเหตุการณ์ที่หนักหน่วงกว่าที่เคย และครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤต แต่คือ วิกฤตซ้อนทับ

ความรุนแรงที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันในปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำลายแค่ชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือน แต่กำลังทำลาย ความต้องการพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ ความรู้สึกปลอดภัย (Sense of Safety)

ความรู้สึกปลอดภัยไม่ได้เป็นที่ต้องการสำหรับผู้ที่ต้องสัมพันธ์กับเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยตรงเท่านั้น แต่กำลังกระทบไปถึงสุขภาพจิตของคนทั้งประเทศ

“เหตุการณ์ตลอดปีทั้งหมด นำไปสู่คำถามพื้นฐานในการใช้ชีวิตของทุกคนว่า เรายังอยู่ในที่ที่ปลอดภัยไหม? เราจะใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยได้จริงหรือเปล่า ? ซึ่งเป็นหัวใจหลักของความต้องการของมนุษย์”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

อ.เติ้น – ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์
คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความรู้สึกเหล่านี้กำลังทำงานกับจิตใจทุกคนอย่างช้า ๆ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นสิ่งที่ อ.เติ้น อธิบาย พร้อมยกตัวอย่างเช่น ใน เหตุการณ์แผ่นดินไหว แม้บางคนอาจไม่ได้อยู่ในอาคารที่พังถล่ม หรือบ้านเรือน ทรัพย์สินไม่ได้รับความเสียหาย แต่การได้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนกลางเมืองใหญ่อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ก็ทำลายความมั่นใจในการใช้ชีวิต

ในเหตุการณ์ มหาอุทกภัยภาคใต้ แม้จะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุหรือเป็นผู้สูญเสียเอง แต่ความรู้สึกสงสาร ห่วงใย และรู้สึกผิดที่ช่วยอะไรไม่ได้ หรือกระทั่งรู้สึกผิดที่เป็นผู้รอดชีวิต กลับกลายเป็นความทุกข์ทางอ้อม

รวมไปถึง สถานการณ์ชายแดน แม้จะรับข่าวสารเพียงดูทีวีที่บ้าน แต่อาจทำให้รู้สึกสั่นคลอนที่ความปลอดภัยพื้นฐานถูกทำลาย วิตกกังวล และระแวดระวัง และยังต้องเผชิญกับความรู้สึกเจ็บปวดไปกับเพื่อนร่วมชาติด้วย

“แม้เราจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นโดยตรง แต่การได้รับรู้และรู้สึกว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องกัน มันก็ส่งผลกระทบต่อใจเราได้ไม่ต่างกัน”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงสถานการณ์บ้านเมืองใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้น ยังไม่นับรวมถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลที่ผู้คนในยุคสมัยนี้ต้องเจอ

ปีที่ผ่านมา สภาวะทางเศรษฐกิจบีบคั้นคนทำงานอย่างหนัก เราเห็นปรากฏการณ์ Burnout (ภาวะหมดไฟ) หรือภาวะ Presenteeism (การฝืนทำงานทั้งที่ใจไม่ไหว) พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน คนวัยทำงาน กำลังเป็น เสาหลัก ที่ต้องเผชิญหนี้สินมหาศาล และแบกรับภาระดูแลในสังคมสูงวัย ท่ามกลางสถานการณ์ภายนอกที่มองไปทางไหนก็ไม่เห็นข่าวดีแม้แต่น้อย

“ปีนี้เป็นปีที่ใจเหนื่อย ท่ามกลางความเหนื่อยนั้น เราต่างเฝ้ารอคอยข่าวดี หรือสิ่งที่ทำให้ความรู้สึกทางบวกของเรากลับคืนมาบ้างเหมือนกัน”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

สถานการณ์ทั้งหมดฉายภาพชัดว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดปี เมื่อผนวกกับสภาพสังคมเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีในบ้านเรา กำลังกลายเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่กำลังบ่อนทำลายสุขภาพจิตของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนก็ตาม

เมื่อความสุขเป็นของหายาก ?

หากมองถึงปัญหาสุขภาพจิตส่วนบุคคล แน่นอนว่าเรื่องสภาพสังคม สถานการณ์บ้านเมือง หรือเศรษฐกิจ ย่อมมีส่วนทำให้คนป่วยไข้ แต่ปัจจัยหนึ่งที่มีผลอย่างมากประกอบกัน นั่นคือ ความรุนแรงในวัยเด็ก

“กว่าเด็กคนหนึ่งจะเป็นผู้ใหญ่ ตลอดช่วงเวลาแห่งการเติบโตย่อมได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว การเกิดมาในสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง (ไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ) ล้วนมีส่วนหล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีของแถมเป็นบาดแผลทางใจที่ทำงานในระยะยาว และอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเขาไปอีกนาน”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

สถานการณ์ในตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่ง อ.เติ้น เล่าว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ในคณะจิตวิทยา ตอนนี้คือช่วงเวลาที่นักศึกษามีความต้องการรับบริการทางสุขภาพจิตมากขึ้นกว่าในอดีตมาก

“สมัยเราเรียน เราก็แค่เรียนหนังสือแล้วก็ไปมีชีวิตด้านอื่น ๆ แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว เราจะแค่ดูแลเรื่องการเรียนของเขาอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดูแลไปถึงจิตใจพวกเขาด้วย”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

หากถามว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับเด็ก ๆ ของเรา แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะสาเหตุใด สาเหตุหนึ่งเท่านั้น แต่ทุกปัจจัยมีผลทั้งหมด สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ เราอยู่ในยุคสมัยที่มองเห็นความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกระทำต่อกันในครอบครัว สังคม หรือแม้กระทั่งในโซเชียลมีเดีย 

ซ้ำร้ายในยุคสมัยนี้ที่โลกหมุนอย่างรวดเร็ว โซเชียลมีเดียรับหน้าที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มอบให้ทั้งความสุขและความทุกข์มหาศาล

“โซเชียลมีเดียทำให้เราเสพติดการหาความสุขที่ต้องใช้สิ่งเร้ามากขึ้น แค่ไถฟีดมันก็ทำให้เรามีความสุขได้อย่างรวดเร็วแล้ว แต่แน่นอนว่า สุขนี้จะอยู่ไม่นาน”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

อ.เติ้น อธิบายว่า ทุกวันนี้ความสุขไม่ใช่ของหายากเลย แค่เปิดหน้าจอมือถือ คุณก็จะพบกับความสุขตามอัลกอริทึมที่พวกมันเสิร์ฟให้แบบส่วนบุคคลแล้ว แต่อย่าลืมว่า เหล่านี้เป็นเหมือนความสุขแบบสำเร็จรูป คือ

“สุขง่าย สุขสั้น สุขเร็ว แต่ไม่เคยเป็นสุขสงบที่แท้จริง”

แม้ในวันนี้โลกจะผันผวนไปแค่ไหน แต่ความสุขก็ไม่เคยเป็นของหายาก อาจง่ายขึ้นด้วยซ้ำ แต่ขอให้ตระหนักไว้ว่าโซเชียลฯ อาจให้ความสุขเราได้ระดับหนึ่ง แต่มนุษย์ยังสามารถทำได้อีกหลายกิจกรรมที่มอบความสุขได้อย่างลึกซึ้ง และดื่มด่ำได้มากกว่า

เขียนบันทึก ฝึกสติ เดินป่า อ่านปรัชญา ตามหา Perfect Day – เทรนด์ ปี 2568 สะท้อนอะไร ?

หลังช่วงโควิด-19 คนทั้งโลกใช้เวลาในหน้าจอสูงขึ้นผิดปกติ จนเกิดภาวะ Social Media Fatigue (ความล้าจากโซเชียล) ทำให้ Social Detox กลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกเริ่มหยิบยกมาใช้เพื่อดูแลตัวเอง จนกระทั่งตอนนี้

ตลอดปีที่ผ่านมา เราเห็นคอนเทนต์มากมาย (แน่นอนว่าส่วนใหญ่มาจากโซเชียล มีเดียอีกแล้ว) นิยมการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การท่องเที่ยว กินอาหารอร่อย แต่คือกิจกรรมด้าน Self-Care (การดูแลตนเอง) มากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการดูแล ทางร่างกาย (Physical Self-Care) เช่น การวิ่งมาราธอน, ปีนผา, โยคะ, พิลาทิส

ด้านความคิดจิตใจ (Mental/Intellectual Self-Care) เช่น อ่านหนังสือ เขียนบันทึก

การดูแลด้านสังคม (Social Self-Care) เช่น การรวมกลุ่มทำกิจกรรมที่ชอบ พบปะพูดคุยกับผู้คนจริง ๆ มากกว่าในโลกออนไลน์

ด้านอารมณ์ (Emotional Self-Care) เช่น การเขียนบันทึก (Journaling)

ด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Self-Care) เช่น การทำสมาธิ ฝึกสติ และการเดินป่าเชื่อมต่อกับธรรมชาติ

ทั้งหมดนี้ทำเพื่อรักษาสุขภาพทั้งกายใจ และสมดุลของชีวิตเพื่อให้รับมือกับความเครียดและความทุกข์ที่ถาโถมในโลกผันผวนได้ดียิ่งขึ้น

หรือแม้กระทั่งปรัชญาโบราณหลายอย่าง ก็ถูกหยิบยกกลับมาพูดถึงอีกครั้งในโลกปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เช่น สโตอิก (Stoicism) – ยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ พัฒนาสิ่งที่ควบคุมได้เพื่อสร้างความสงบสุขภายในใจ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) (การมองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ) หรือ Ikigai (อิคิไก) – คุณค่าที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

หากจะให้เห็นภาพมากขึ้น คือ การออกฉายภาพยนต์เรื่อง Perfect Day (2023) ของ วิม เวนเดอร์ส (Wim Wenders) เรื่องราวของลุงล้างส้วมคนหนึ่งที่ปฏิเสธการดิ้นรนแสวงหาความสำเร็จแบบทุนนิยม แต่เลือกจะมีความสุขที่เรียบง่ายในแต่ละวันของชีวิตผ่านการกินอาหารง่าย ๆ ฟังเพลงที่ชอบ และนั่งดูแสงแดดต้นไม้ หนังเรื่องนี้ กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงทั่วโลก รวมทั้งในบ้านเราด้วย

ทั้งหมดนี้ ดูเหมือนสะท้อนภาพให้เห็นถึงความพยายามของผู้คนเพื่อเดินในจังหวะที่ ช้าลง หันมาดูแลจิตใจ ทำความรู้จักตัวเอง และมองหาความหมายให้ชีวิตมากขึ้น

“ตอนนี้เทคโนโลยีไปไกลเร็วมาก มนุษย์จึงโหยหาความสัมพันธ์ ทั้งกับคนด้วยกันเองและธรรมชาติ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่ามนุษย์กำลังพยายามหาวิธีดูแลตัวเอง”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

อ.เติ้น ยังอธิบายด้วยว่า ทุกวันนี้ ความสุขเกิดขึ้นง่าย และผ่านไปอย่างรวดเร็ว มนุษย์จึงเริ่มมองหาสิ่งที่เป็นความสุขแบบอื่น แบบที่ลึกซึ้ง และดื่มด่ำกับมันได้ ปรากฏการณ์นี้ เปรียบเสมือนการคืนความสมดุลของโลก

เช่นเดียวกับเทรนด์การเดินป่าที่กำลังกลับมา ไม่เพียงแต่เป็นการเชื่อมต่อกับธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการสร้างการตระหนักรู้บางอย่าง ที่มนุษย์หลงลืมไปด้วย

อ.เติ้น ยังพาเราย้อนไปหลายปีก่อน ที่ครั้งหนึ่งเคยพานิสิตคณะจิตวิทยาไปเดินป่า ด้วยเหตุผลว่า ป่า คือ สถานที่ที่ดีที่สุดในการเรียนรู้เรื่อง psychology for personal growth (จิตวิทยาเพื่อการเติบโตส่วนบุคคล)

“หากเราเดินเข้าไปในป่า จะรู้สึกได้เลยว่ามนุษย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่เราตังเล็กกว่าที่คิด ความตระหนักเช่นนี้จะทำให้เราไม่เอาแต่นึกถึงตัวเอง ลด Self-centeredness (การหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ถือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง) แต่จะเข้าใจว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลก ที่ทุกสิ่งล้วนมีความสัมพันธ์กัน การเชื่อมโยงเช่นนี้จะทำให้เราอยู่ร่วมกับผู้อื่น และธรรมชาติได้อย่างนอบน้อมและเข้าใจ”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

อีกเทรนด์หนึ่งที่เห็นกันเยอะมาก คือ การเขียนบันนทึกเพื่อทบทวนตัวเอง (Self-Reflection) เพื่อสำรวจความคิดและอารมณ์ ซึ่งตอนนี้มีหนังสือที่พูดเรื่องทำนองนี้ในท้องตลาดจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งตลาดการขายสมุดบันทึกก็กำลังคึกคัก

“วันนี้ฉันเป็นอย่างนี้ แต่วันพรุ่งนี้ฉันก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน”

เพราะความอ่อนไหวเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ วันนี้เราอาจจะรับมือกับเรื่องแย่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่วันพรุ่งนี้เราอาจจะล้มเหลว ผิดหวัง จนทำอะไรไม่ถูก การเข้าใจตัวเองเช่นนี้จะง่ายยิ่งขึ้น หากเราหมั่นกลับมาตรวจสอบตนเองผ่านการเขียน

การ Self-Reflection สามารถทำได้หลายวิธี โดยมีเป้าหมาย คือ การกลับมาทำความรู้จักตัวเองว่า เราต้องการอะไร ? หรือ คุณค่าแบบไหน ? ที่เรายึดถือ

สิ่งสำคัญ คือ การทบทวนตัวเองไม่ใช่การทำครั้งเดียวแล้วจบเพื่อให้ได้คำตอบตายตัว (Absolute Answer) ที่อธิบายความเป็นเราตลอดไป แต่ Self-Reflection คือ กระบวนการ (Process)  ที่เราต้องทำไปตลอดชีวิต

“การทำความเข้าใจว่าตัวเอง ไม่ได้เหมือนการออกไปซื้อชิ้นหนึ่ง ที่เมื่อซื้อมาแล้วมันจะเป็นของฉันตลอดไป แต่มันคือสิ่งที่เราต้องหมั่นทบทวนและทำความเข้าใจใหม่อยู่เสมอ” 

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

ขณะที่ การรู้จักตัวเอง นอกจากจะทำให้เห็นคุณค่าของตัวเอง และจะทำให้เราตัดสินใจ ควบคุม กำกับชีวิตของเราไปในทิศทางที่สอดคล้องกับคุณค่าของเรามากขึ้น โดยไม่ไหลไปตามความคาดหวังของสังคม และยังทำให้ความทุกข์ใจเราเบาบางลงด้วย

เพราะทุกครั้งที่เราไม่สบายใจ หรือมีปัญหาหนัก มนุษย์จะเข้าสู่การ คิดวนไปวนมา โดยไม่รู้ตัว จนสุดท้ายก็สับสนว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่ แต่หากเรากลับมาสังเกตตังเอง สังเกตความรู้สึก เราจะรู้จักตัวเองมากขึ้น ว่าเรื่องแบบไหนที่เราอ่อนไหวเป็นพิเศษ หรือหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เรามักจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเข้าใจตัวเองอย่างนี้แล้ว ความทุกข์จะเบาลง

“นักเรียนที่ต้องไปสอบแข่งขัน หรือพนักงานที่ต้องประเมินปลายปี บางคนจะรู้สึกเครียดเป็นพิเศษกับเหตุการณ์เหล่านี้ เพราะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น แต่การรู้เท่าทันใจตัวเองว่า ถ้าเจอเรื่องแบบนี้ ฉันจะต้องรู้สึกแบบนี้แน่ ๆ จะช่วยให้เราไม่ปล่อยใจให้ไหลไปตามเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ แต่เป็นการเตรียม พื้นที่ปลอดภัย ไว้รับแรงกระแทกในใจตัวเองเพื่อให้มั่นคงด้วย”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

ตลอดปีที่ผ่านมา โลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้คนหันกลับมาหาวิธีอยู่ร่วมกันในโลกใบนี้อีกครั้ง การได้เห็นเทรนด์การเดินป่า เขียนบันทึก หรือการฝึกสติด้วยวิธีต่าง ๆ ที่คนรุ่นใหม่นำมาประยุกต์ใช้กลับมาอีกครั้งถือเป็นแนวโน้มที่ดี ที่คนเริ่มหันกลับมาดูแลตัวเอง อยู่กับตัวเอง มองเห็นและเข้าใจตัวเอง และสร้างสุขอย่างลึกซึ้งได้ โดยที่ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาก่อน

15 ปีของการดูแลใจ : คนป่วยก็เพิ่ม ความเข้าใจก็ต้องสร้าง

กว่า 15 ปี ที่ ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Center for Psychological Wellness) เปิดให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแก่บุคคลทั่วไปและนิสิต แน่นอนว่า อ.เติ้น เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ร่วมดูแลและขับเคลื่อนศูนย์ฯ นี้มาอย่างต่อเนื่อง

“จำนวนคนที่เข้ารับบริการเมื่อ 15 ปีก่อน ยังมีจำนวนไม่เท่าคนที่รับบริการ 1 เดือนในปีนี้เลย”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

ตัวเลขอันน่าตกใจนี้สะท้อนว่า 15 ปีผ่านไป เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการสุขภาพจิตไม่น้อย ทั้งแง่บวกและลบ แม้ทำให้เห็นว่าประชาชนเริ่มมีความรู้ ความสนใจ และพยายามเข้าถึงบริการทางสุขภาพจิตมากขึ้น การที่ประชาชนเริ่มดูแลตนเองตั้งแต่เริ่มต้นเช่นนี้จึงถือเป็นสัญญาณเชิงบวก

แต่ในมุมกลับกัน ด้วยระยะเวลาเพียง 15 ปี แต่กลับมีคนไทยเจ็บป่วยด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างมาหศาล สอดคล้องกับข้อมูลของกรมสุขภาพจิต ที่ชี้ว่า อัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ตอนนี้เราแทบผลิตบุคลากรไม่ทัน เพราะปัญหาสุขภาพจิตในบ้านเราหนักจริง ๆ แม้อคติเรื่องสุขภาพจิตจะลดลงบ้างแล้วทำให้คนกล้าเข้ามาหา แต่สำหรับคนที่เข้าไม่ถึงความรู้ก็มีอีกมาก เราจึงต้องเร่งสร้างความรู้ให้เขาดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมมากขึ้นด้วย”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

อ.เติ้น ยังมองว่า ปี 2569 นี้ ยังเป็นปีที่ต้องเร่งผลิตความรู้ให้คนเข้าถึงมากกว่านี้ และเร่งสร้างบรรยากาศแห่งความปลอดภัย ที่ไร้ความรุนแรงให้กับประชาชน ทั้งระดับสังคม ชุมชน โรงเรียน องค์กร และครอบครัว

“ความรุนแรง เป็นเรื่องที่ยังน่ากังวลที่สุดในปีหน้า หากมีนโยบายจัดการได้อย่างเหมาะสม มีพื้นที่ให้คนสื่อสาร ยอมรับความต่าง และรู้สึกปลอดภัย จะช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตระยะยาวได้”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

ปี 2569 ตั้งหลักใหม่ แล้วไปต่อ

แม้ปีเก่า เราจะผ่านเรื่องหนัก ๆ กันมามาก แต่เป็นเรื่องน่ายินดี ที่วันนี้เราเห็นผู้คนเริ่มดูแลสุขภาพจิตด้วยตัวเองก่อนป่วยมากขึ้น แตกต่างจากเมื่อก่อนที่กว่าจะถึงมือแพทย์แก้ไขก็สายเกินเยียวยา ทั้งที่จริงแล้ว การดูแลสุขภาพจิต สำคัญพอ ๆ กับการดูแลสุขภาพร่างกาย ในอนาคต การทำงานด้านสุขภาพจิตควรเป็นไปในทางส่งเสริมป้องกันปัญหา (prevention and promotion) ให้มากขึ้น ทำให้ประชาชนเริ่มดูแลด้วยตัวเองก่อนตั้งแต่ต้นจะดีที่สุด

“เราอยากให้ทุคนหมั่นเช็คสภาพจิตใจให้เหมือนร่างกาย เช่น ถ้าเรานอนตกหมอน ปวดคอมาแล้ว 2-3 วันยังไม่ดีขึ้น เราก็ต้องไปหาหมอใช่ไหม เรื่องจิตใจก็เหมือนกัน ถ้าไม่สบายใจติดต่อกันมา 2-3 วันยังไม่ดีขึ้น ก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้หายเอง แต่ต้องได้รับการดูแล”

“เราไม่รู้เลยว่าปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ไม่มีสิ่งใดอยู่อย่างนั้นตลอดไป ทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปเสมอไม่ว่าความสุขหรือความทุกข์ เราไม่จำเป็นต้องหนีความยากลำบาก แต่ให้ลองมองหาคุณค่าที่เกิดขึ้น ดื่มด่ำกับความสุขที่เกิดขึ้นเล็ก ๆ ในแต่ละวันก็เพียงพอ”

ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์ ทิ้งท้าย

Author

Alternative Text
AUTHOR

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย