50 ปี 6 ตุลา 19 : อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต | ศ.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

จาก “ความทรงจำ” สู่ “พลเมือง” ผู้รู้สึกเจ็บปวดต่อ “ความอยุติธรรม” ที่เกิดขึ้นกับคนอื่น…

ผมไม่ได้อยากพูดเพียงว่า 6 ตุลาเกิดอะไรขึ้น 50 ปีผ่านไป เรารู้เรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลา มากขึ้นมากแล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากชวนคิดวันนี้มีอีก 2 เรื่อง

  • คนหนุ่มสาวรุ่นนั้นมี “ฐานความรู้สึก” อะไร จึงออกไปต่อสู้กับความอยุติธรรม

  • หลัง 6 ตุลา ความรู้สึกเช่นนั้นหายไปไหน หรือมันเดินทางต่อมาอย่างไรในสังคมไทย

2 เรื่องนี้เชื่อมกันด้วยสิ่งที่ผมอยากเรียกว่า “จังหวะทางประวัติศาสตร์”  Historical Rhythm ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นตามลำดับเวลา และจังหวะทางประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเอง ผู้คนเป็นผู้ร่วมกันสร้างจังหวะทางประวัติศาสตร์ขึ้นมา

(ภาพจาก : บันทึก 6 ตุลา)

1. ก่อนจะมี “อุดมการณ์” มี “ความรู้สึก” เวลาพูดถึงนักศึกษาหลัง 14 ตุลา เรามักเริ่มจาก มาร์กซ์  เหมา  สังคมนิยม คอมมิวนิสต์

ผมอยากเริ่มก่อนหน้านั้น คำถามของผมคือ อะไรทำให้คนหนุ่มสาวรุ่นหนึ่ง “รู้สึก” ว่าความอยุติธรรมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ?

พวกเขาไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยในฐานะกระดาษเปล่า พวกเขาเติบโตมากับ โลกทางศีลธรรม ชุดหนึ่ง

หนังสือจีนกำลังภายใน คุณธรรมของการไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม

วรรณกรรมจีนกำลังภายในไม่ได้มีเพียงวิทยายุทธ จอมยุทธที่แท้ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เป็นคนที่ เมื่อเห็นผู้ที่อ่อนแอกว่าถูกข่มเหงแล้วไม่สามารถเดินผ่านไปเฉย ๆ ได้

ความเก่งจึงมาพร้อมกับพันธะทางศีลธรรม เมื่อเห็นความอยุติธรรม  ต้องทำอะไรบางอย่าง

ภาพยนตร์ไทย หนังไทยในยุคนั้นมี ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แน่นอน แต่ในเวลาเดียวกัน ตัวเอกจำนวนมากคือคนที่ ออกไปต่อสู้กับคนที่ใช้อำนาจรังแกผู้อื่น

พระเอกไม่ได้เป็นพระเอกเพราะเก่งอย่างเดียว ความเก่งมีความหมายเมื่อถูกใช้เพื่อ พิทักษ์สิ่งที่ถูกต้อง

หนังจีน  / หนังคาวบอย โครงทางศีลธรรมคล้ายกันอย่างน่าสนใจ คนที่มีอำนาจรังแกคนที่ไม่มีอำนาจ คนธรรมดาถูกกดขี่
 ตัวเอกไม่อาจนิ่งเฉย  ต้องออกไปฟื้นฟูความเป็นธรรม

แม้แต่หนังสือเรียนก็สร้างความรู้สึกบางอย่าง

“ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง…”

เด็กถูกสอนให้มองเห็นบุญคุณและความเหน็ดเหนื่อยของชาวนา เราอาจวิจารณ์อุดมการณ์ในหนังสือเรียนได้มากมาย แต่พร้อมกันนั้น มันก็สร้าง ความสามารถที่จะรู้สึกต่อความทุกข์ของคนอื่น

เพราะฉะนั้น ก่อน 6 ตุลา ผู้คนรู้สึกแล้ว

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้าง นักปฏิวัติ แต่มันค่อย ๆ สะสมสิ่งที่ผมอยากเรียกว่า ฐานความรู้สึกรักความเป็นธรรม และรังเกียจความอยุติธรรม นี่ต่างหากที่พวกเขาพกติดตัวเข้ามหาวิทยาลัย

(ภาพจาก : บันทึก 6 ตุลา)

2. แล้ว Marx กับ Mao เข้ามาทำอะไร ?

ผมคิดว่าเรากลับหัวคำอธิบายเสียใหม่ได้ คนหนุ่มสาวเหล่านั้นไม่ได้รักความยุติธรรมเพราะอ่านมาร์กซ์ แต่พวกเขาสามารถรับมาร์กซ์ได้ เพราะมีความรู้สึกรักความยุติธรรมอยู่ก่อนแล้ว

นี่สำคัญ…

ก่อนหน้านั้นเขา เห็น ความยากจน เห็นชาวนา เห็นคนถูกเอารัดเอาเปรียบ เห็นความไม่เท่าเทียม แต่ การเห็นความทุกข์ ไม่เท่ากับการมองเห็นโครงสร้างที่ผลิตความทุกข์ ข้อจำกัดของความรู้เกี่ยวกับสังคมไทยในเวลานั้น ทำให้เครื่องมือที่จะอธิบายโครงสร้างของความอยุติธรรมมีไม่มากนัก

Marx และ Mao จึงเข้ามาทำหน้าที่สำคัญ ไม่ได้สร้างความรู้สึกขึ้นใหม่ แต่ให้ ภาษา  แนวคิด  กรอบการมอง จนสิ่งที่เคยเป็น “ทำไมคนเหล่านี้จึงทุกข์ ?”

กลายเป็น “โครงสร้างอะไรทำให้คนจำนวนมากต้องทุกข์เช่นนี้ ?” นี่คือการเปลี่ยนจาก ความรู้สึกต่อความอยุติธรรมมาสู่การมองเห็นโครงสร้างของความอยุติธรรม และนี่คือจังหวะหนึ่งทางประวัติศาสตร์ที่นำไปสู่ 6 ตุลา

3. แต่ 6 ตุลา ไม่ได้จบลงในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

ถ้าเรามอง 6 ตุลาเป็น เหตุการณ์ มันจบไปแล้ว…แต่ถ้ามองเป็น จังหวะทางประวัติศาสตร์ 6 ตุลาไม่ได้จบในวันนั้น ผู้คนออกจากป่ากลับเข้าเมือง ไปทำงานกับชาวบ้าน ไปทำ NGO ไปทำงานเรื่องเกษตรกร ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สิทธิ ชีวิตของผู้คน

ความรู้สึก “รักความเป็นธรรม” ไม่ได้หายไป มันเปลี่ยนพื้นที่ในการทำงาน นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมาก

(ภาพจาก : บันทึก 6 ตุลา)

4. หลัง 2530 และโดยเฉพาะ 2539

20 ปี 6 ตุลา การรำลึกไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเรียกอดีตกลับมา แต่มันทำให้ คนกลับมาเชื่อมกัน และที่สำคัญ ไม่ใช่เฉพาะคนรุ่น 6 ตุลาเชื่อมกันเอง แต่เกิดการเชื่อม ข้ามรุ่น ข้ามวัย ข้ามพื้นที่ ข้ามกลุ่ม

คนรุ่น 6 ตุลา คนทำงาน NGO รุ่นหลัง นักกิจกรรม ชาวบ้าน เกษตรกร คนทำงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

ตรงนี้ผมอยากเสนอว่า ความทรงจำไม่ได้เพียงรักษาอดีต ความทรงจำสามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่ในปัจจุบันได้

กรณีภาคเหนือสำคัญมาก การเชื่อมต่อกับพ่อสิงห์คำ การก่อตัวของเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ และเครือข่ายทางสังคมอีกหลากหลายที่ตามมา จึงไม่ควรมองเพียงว่าเป็น ผลสืบเนื่องจาก 6 ตุลา แต่มันคือการที่ผู้คนร่วมกันสร้างจังหวะทางประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่

5. จาก “ความทรงจำ” สู่ “พลเมือง”

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงกว้างกว่าเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลา จากปัญหาชาวนา เกษตรกร มาสู่ปัญหา ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สิทธิ ชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้คน และตรงนี้เองที่ผมคิดว่าเกิดกระบวนการสำคัญอย่างหนึ่งขึ้น นั่นคือ การสร้าง “พลเมือง”

พลเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าเราเป็นพลเมือง ไม่ได้เกิดเพียงเพราะเรามีสิทธิเลือกตั้ง แต่พลเมืองเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์คนหนึ่งสามารถ รู้สึกต่อความทุกข์และความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับมนุษย์อีกคนหนึ่ง

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ความทุกข์ของคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของคนอื่น

ศ.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

6. แล้ว 50 ปี 6 ตุลา จะมีความหมายอย่างไร ?

ผมจึงคิดว่า การรำลึก 50 ปี 6 ตุลา ไม่ควรมีความหมายเพียง “อย่าลืมว่าเกิดอะไรขึ้น” แน่นอน เราต้องไม่ลืม แต่หากเรารักษาไว้เพียง “ความทรงจำของเหตุการณ์” อาจยังไม่เพียงพอ

สิ่งที่ควรรักษาไว้ด้วย คือ ฐานความรู้สึกรักความเป็นธรรมและความรังเกียจต่อความอยุติธรรม เพราะนี่คือฐานที่ทำให้คนรุ่นหนึ่งออกจากโลกส่วนตัว ไปมองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น และเมื่อเขามีเครื่องมือทางความคิด เขาจึงมองเห็นว่า ความทุกข์ของมนุษย์จำนวนมาก ไม่ได้เกิดจากโชคชะตา แต่มาจากความสัมพันธ์และโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น

จรรโลงความรู้สึก

ผมจึงอยากจบว่า การรักษาความทรงจำของ 6 ตุลา  ไม่ควรหมายถึงเพียงการรักษาความทรงจำเกี่ยวกับผู้ที่จากไป แต่ต้องหมายถึงการจรรโลงความรู้สึก “รักความเป็นธรรม” ที่ทำให้คนเหล่านั้นลุกขึ้นมากระทำบางสิ่งต่อความอยุติธรรม และ จังหวะทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามกาลเวลา ผู้คนต่างหากที่สร้างมันขึ้น เมื่อคนต่างรุ่น ต่างวัย ต่างประสบการณ์ สามารถเชื่อมความทรงจำ ความรู้สึก และการกระทำเข้าหากัน

เพราะฉะนั้น คำถามของ 50 ปี 6 ตุลา อาจไม่ใช่เพียงว่า “เรายังจำ 6 ตุลาได้หรือไม่ ?” แต่อาจเป็นคำถามที่สำคัญกว่า

“วันนี้ เรายังสามารถรู้สึกเจ็บปวดต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคนอื่นได้มากเพียงใด ?”

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active