“The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4” เปิดสำนวนคดี 6 ตุลา 19 ความจริง 50 ปี ที่ไม่ควรจบแค่…ลืม ๆ กันไป

“บางภาพเวลาเราเห็น เราจะถาม(พ่อ)ว่า เขาตายแล้วจริง ๆ ใช่ไหม ทำไมมีรองเท้าอยู่ในปากคนคนนี้ แล้วพ่อเราก็จะยืนยันว่า เออ นี่ตายแล้ว ตายจริง ๆ หรือมันก็จะมีบางรูปที่พ่อบอกว่า คนนี้เพื่อนเขา เรื่องที่ตลกที่สุดคือ พอเราโตขึ้น พ่อกับแม่เขามาเล่าให้ฟัง ครูภาษาไทยที่โรงเรียนตอน ป.5 เขาโทรไปบอกพ่อว่า ลูกเป็นคอมมิวนิสต์ รู้เปล่า…เพียงแค่เราเลือกที่จะส่งเรื่อง 6 ตุลา ในการเขียนเรียงความ อันนี้น่าจะเป็นประสบการณ์แรก ๆ เลยที่จำได้ แล้วก็จำได้ตั้งแต่เล็กจนโต เพราะตอนเล็กเราทำเรื่องนี้ เราตั้งใจทำ พอยิ่งทำมันก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ การที่มีภาพศพที่รุนแรงขนาดนั้น ตอนเป็นเด็กเราอาจจะไม่เข้าใจความตาย เราอาจจะมาเพิ่งเข้าใจตอนเราจบปริญญาโท”

คำบอกเล่าจากปากของ ทนายทราย-กุณฑิกา นุตจรัส ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ในฐานะลูกสาวของ ทนายด่าง-กฤษฎางค์ นุตจรัส อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ทนายทราย-กุณฑิกา นุตจรัส

จากคำบอกเล่าของทนายทราย 6 ตุลาฯ ไม่ได้มีแค่ภาพเหตุการณ์ความรุนแรง แต่มีเรื่องราวของผู้ถูกดำเนินคดีและสำนวนคดีที่บันทึกกระบวนการหลังเหตุการณ์กลับมาฉายซ้ำอีกครั้ง 

สำหรับเธอ สำนวนคดีเหล่านี้มีความหมายมากกว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะเธอเติบโตมากับเรื่องราวของ 6 ตุลาฯ ผ่านพ่อซึ่งเป็นทนายความสิทธิมนุษยชนและเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ ก่อนที่เธอเองจะกลายมาเป็นทนายความที่ทำคดีการเมืองและได้เห็นกระบวนการทางกฎหมายที่เกิดขึ้นกับผู้เห็นต่างในปัจจุบัน

เมื่อได้กลับไปอ่านสำนวนคดี 6 ตุลาฯ เธอมองเห็นบางอย่างที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน โดยเฉพาะแรงกดดันที่เยาวชนและผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองต้องเผชิญ แม้บริบทและรูปแบบของกระบวนการจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทีมงามนำสำนวนคดีเหล่านี้กลับมาเปิดอ่านอีกครั้ง ผ่านละครเวที The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4 หวังถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ให้สังคมได้รับรู้

“The Trial” พาคนดูเข้าไปอยู่ในศาลจำลอง
ของห้องพิจารณาคดี 6 ตุลา 19

สำหรับละครเวที The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4 ทนายทราย บอกว่า หากพูดแบบไม่เท่ เป้าหมายแรก คือ ทำเพื่อคนที่ได้รับความอยุติธรรม ทั้งจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และคดีความต่าง ๆ

ในฐานะทนายความ เธอมีความรู้และความสามารถในการอ่านสำนวนคดี รวมถึงอยู่ในจุดที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ จึงนำสิ่งที่มีอยู่มาทำงานร่วมกับนักแสดง ทีมงาน และคนเขียนบท

แต่เป้าหมายสำคัญที่เธอต้องการสื่อสารกับคนดู คือการทำให้เห็นว่า ประเทศที่ล้มเหลวในการปกป้องคนเห็นต่างมีสภาพอย่างไร 

“คุณอาจจะไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งมันจะเป็นคุณหรือเป็นลูกคุณไหม เพราะว่าถ้าคุณคิดเสมอว่า ถ้าฉันไม่ทำอะไร ฉันก็ไม่ผิด คุณไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่ง วันมะรืน เขาอาจจะบอกว่าสิ่งที่คุณทำอยู่ผิด ออกกฎหมายมาเลย แล้วคุณก็โดนแบบนี้ ดังนั้น เมื่อเราเข้าไปสู่ห้องพิจารณาคดีที่ทรายกับเพื่อน ๆ ทำ ทรายอยากให้นั่งแล้วก็มีอิสระที่จะคิดอะไรก็ตาม จะคิดว่าจะชอบกระบวนการแบบนี้ก็ได้ ชอบให้ประเทศมีกระบวนการแบบนี้ หรือจะไม่ชอบก็ได้ ให้ประเทศไม่ต้องมีกระบวนการแบบนี้ แต่อยากจะให้ไปนั่งด้วยจิตใจที่พร้อมที่จะวิพากษ์วิจารณ์และเห็นมันอย่างที่วันหนึ่งมันอาจจะเป็นคุณ”

กุณฑิกา นุตจรัส

สำหรับทนายทราย ห้องพิจารณาคดีที่สร้างขึ้นจึงควรเป็นพื้นที่ที่คนดูเข้าไปนั่งและมีอิสระที่จะคิด จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกระบวนการที่เกิดขึ้นก็ได้ 

ทนายทราย ระบุว่า ในชีวิตที่ผ่านมา เธอมักจะถูกมองว่าเป็นลูกคนเดือนตุลาฯ เฉพาะช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แต่ว่าพอเดินพ้นเดือนตุลาคมไป จะถูกมองว่าเป็น ลูกทนายด่าง ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะเธอเล่าว่า การเป็นลูกคน 6 ตุลาฯ และการเป็นลูกทนายด่าง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ทรายเป็นอย่างที่ทรายเป็นวันนี้ปฏิเสธไม่ได้

“สารภาพเลย บางครั้งมันอาจจะทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่ มันเป็นตัวตนของเราหรือเปล่า หรือมันถูกคนอื่นมองว่ามันเป็นตัวตนของคนอื่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพ่อแม่ก็ไม่ได้ผิด เขาก็ไม่ได้เลือกให้เราเกิดมาเป็นเรา เราก็ไม่ได้เลือกที่จะเข้าท้องใครอะไรอย่างนี้ มันมีหลายครั้งนะคะ ที่ 2 ปีแรกที่กลับมาจากเยอรมนี ไม่มีใครเรียกชื่อทราย ว่าทนายทรายเลย ทุกคนเรียกว่าลูกทนายด่าง แล้วมีบางครั้งทรายไปประกันตัวคน ไปประกันเอง เห็นเลยนะ คุณพ่อก็ไปเมืองนอก ไปเที่ยวอย่างนี้ พอประกันเสร็จ พ่อของจำเลยเขายืนขึ้นแล้วเขาบอก ขอบคุณทนายด่าง”

กุณฑิกา นุตจรัส

ประสบการณ์ในฐานะ ลูกคนเดือนตุลาฯ ประกอบกับการทำงานเป็นทนายคดีการเมือง ทำให้ทรายได้เห็นทั้งความทรงจำจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้เห็นต่างในปัจจุบัน คือ กลุ่มคนเคลื่อนไหวปี 63  ที่เธอเข้าไปเป้นทนายให้กับกลุ่มเยาวชน แม้บริบททางการเมืองและรูปแบบของกระบวนการยุติธรรมจะแตกต่างกัน แต่เธอมองว่า วิธีที่รัฐใช้กฎหมายจัดการกับผู้เห็นต่างยังมีบางส่วนที่คล้ายกัน

“ทรายก็คิดว่ามันเหมือนกันนะคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทรายรู้สึกว่าทรายอยากเอาสำนวนคดีนี้มาทำเป็นศาลจำลอง เพราะทรายเห็นได้ชัดเลยว่า กระบวนการที่รัฐทำกับคนที่เห็นต่าง หรือเยาวชนที่ออกมาทำเรื่องเหล่านี้ มันไม่ต่างกัน ในปี 2519–2520 เป็นลักษณะเผด็จการทหาร เขาก็จะใช้ศาลทหาร ตอนนี้ใช้ศาลยุติธรรม แม้เป็นศาลพลเรือน แต่ทรายรู้สึกว่า โดยระบบ โดยโครงสร้าง วิธีการกำจัดและจำกัดความคิด ความเป็นอิสรภาพของคน มันเหมือนเดิม แล้วมันก็สะท้อนอยู่ในสำนวนคดี เพราะยกตัวอย่างเลย เมื่อเราไปศึกษาสำนวนคดี 6 ตุลาที่มีจำเลย 18 คน มันก็ไม่ค่อยต่างกับวิธีการที่อัยการปัจจุบันดำเนินคดีกับน้องปี 63 ที่เขาโดนคดีปักหมุด 19 กันยายน และในกระบวนการดำเนินคดี ทนายทรายชี้ว่า สิ่งที่เหมือนกันมาก นั่นคือมีคนมากล่าวหา แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมานั่งพูดว่า ทำรายงานมาว่า “คนพวกนี้ทำกิจกรรมมาตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว”

กุณฑิกา นุตจรัส

ทั้งนี้มีความเหมือนกันอย่างหนึ่งที่เห็นในตัวจำเลย ทั้งจากคดี 6 ตุลาฯ และปี 63 เป็นต้นมา คือ จำเลยเป็นเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเพราะอยากจะให้ประเทศดีขึ้น เขาก็เลยแสดงออกตามวัย ตามสถานการณ์

เราเห็นได้ชัดเลยว่า รัฐไทยก็เหมือนเดิม ยังใช้ นิติสงคราม กับประชาชน

ความรุนแรงในชั้นศาล
กฎหมาย…ยังคงเป็นเครื่องมือของรัฐ

คาเงะ-ธีระวัฒน์ มุลวิไล ผู้กำกับของละครเวทีเรื่องนี้ ระบุว่า ตัวเองถูกรับเชิญให้เข้ามาเป็นผู้กำกับละครก่อนละครเริ่มประมาณ 2 เดือน โดยก่อนหน้านี้มีทีมศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและทีมเขียนบทจากเรื่องทนายปีศาจอยู่แล้ว ซึ่งตัวเขาเองก็ตอบรับเนื่องจากสนใจประเด็นดังกล่าว

คาเงะ – ธีระวัฒน์ มุลวิไล

เรื่องราวของละครเล่าถึง การพิจารณาคดีดำที่ 253 ก./2520 โดยฟ้องร้อง สุธรรม แสงประทุม และพวก รวม 18 คน ซึ่งเป็นนักศึกษาและผู้ที่ถูกมองว่าเป็นแกนนำการเคลื่อนไหวในขณะนั้น

โดยก่อนหน้านี้ทั้ง 18 คนถูกคุมขัง ไม่ได้ประกันตัวเกือบปี ก่อนจะถูกส่งไปขึ้นศาลทหาร และไม่ได้รับอนุญาตให้มีทนายความ เนื่องจากใช้กฎอัยการศึกและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน คนที่ต้องรับหน้าที่เป็นผู้นำในตอนนั้นคือ สุธรรม แสงประทุม เนื่องจากพอมีความรู้ด้านกฎหมายอยู่บ้าง

ระหว่างการรอพิจารณาคดี ได้เกิดการรัฐประหารในวันที่ 20 ต.ค. 2520 คณะปฏิวัติได้แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญศาลทหาร ยอมให้จำเลยแต่งตั้งทนายความได้ เป็นผลให้มีทนายอาสาจำนวนกว่า 44 คน ยื่นมือเข้ามาช่วยนักศึกษาเหล่านี้ ท่ามกลางคำถามสำคัญต่อความผิดฐานคอมมิวนิสต์และฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ (ม.112)

คาเงะ มองว่า ละครเรื่องนี้สะท้อนมุมมอง ความรุนแรงโดยชั้นศาล ซึ่งอาจแตกต่างจากความรุนแรงโดยอำนาจรัฐ หรือกฎหมายอื่น ๆ ในละครยังชี้ให้เห็นการสมรู้ร่วมคิดกันของระบบรัฐ ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง อัยการ, กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) ตำรวจ ที่เตรียมหลักฐานมาแบบกว้าง ๆ ไม่ครอบคลุม แต่ในขณะเดียวกันก็ฟ้องร้องทั้ง 18 คน โดยไม่ได้มีหลักฐาน ไม่มีภาพถ่าย ไม่มีพยานบุคคลที่ชัดเจน

ผู้กำกับ ยังมองว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มีความพยายามของรัฐในการใช้สื่อต่าง ๆ ในการสร้างเรื่องขึ้นมา ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ ไม่ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันที่รัฐเข้ามามีบทบาทในการทำปฏิบัติการทางข่าวสาร (หรือ IO: Information Operations) การปั่นของรัฐในตอนนั้นนำไปสู่การสังหารหมู่ที่มีประชาชนกระทำกับประชาชนด้วยกันเอง

บริบทเรื่องราวของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ยังเชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดย คาเงะ มองสอดคล้องกับทนายทราย ว่ารัฐอาจจะไม่ได้ใช้ความรุนแรงแบบเดิม แต่ขยับมาเรื่องของการใช้กฎหมายมากขึ้น และกฎหมายได้กลายเป็นเครื่องมืออีกตัวของรัฐ

“อย่างกฎหมายที่มันเกิดขึ้นในช่วงปีหลังจาก 6 ตุลาฯ นี้ มันมีกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งเท่ากับว่าเราจะไม่เห็นเลยว่า ผู้กระทำได้รับโทษหรือเปล่า … เป็นกฎหมายที่บอกว่า ‘ลืมลืมกันไป’ หรือ ‘แล้วก็แล้วกันไป’ สังคมไทยหลังจาก 6 ตุลาฯ อย่างเหตุการณ์ปี 35 และปี 53 หรืออื่น ๆ ก็จะอยู่ในระบบแบบนี้กันหมด หรือแม้กระทั่งนิรโทษกรรมปัจจุบันก็จะเป็นลักษณะแนวนั้น ซึ่งมันไม่สามารถที่จะทำให้ใครรับผิดได้ เราไปต่อไม่ได้ ประเทศแบบนี้ไปต่อไม่ได้เลย ถ้าตราบใดที่ความยุติธรรมยังไม่เกิดขึ้น ไม่มีทางที่ประเทศนี้จะเดินหน้าต่อไปได้ผมรู้สึกว่าความจริงในส่วนหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้ก็คือ ว่า เฮ้ย คดี (6 ตุลาฯ) นี้มันถูกขึ้นศาลจริงเหรอ โดยขึ้นศาลทหาร ผู้บังคับบัญชาเป็นยศที่สูงกว่า รองลงมาพอมีความรู้เรื่องกฎหมายอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วไม่มีใครมีความรู้เรื่องกฎหมายเลย แล้วเขากำลังพิพากษาประชาชนคนธรรมดา ผมรู้สึกว่ากฎหมายหรือระบบศาลแบบนี้ มันไม่ควรจะเกิดขึ้นและไม่ควรจะมีในประเทศนี้”

 ธีระวัฒน์ มุลวิไล

บทละคร
สะท้อนผ่านนักแสดง

นักแสดงผู้รับบทในเรื่องนี้หลายคนเป็นบุคคลที่สาธารณะพอคุ้นหน้าคุ้นตา ซึ่งได้สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นและความรู้สึกผ่านวงพูดคุยหลังละครรอบแรกเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2569 จบลง

ฟาโรห์ จักรภัทรานน รับบทเป็น ทนายทองใบ ทองเปาด์ (ภาพ : เพจ The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4)

ฟาโรห์ จักรภัทรานน (เจ้าของช่อง The Common Thread) รับบทเป็น ทนายทองใบ ทองเปาด์ หนึ่งในทนายฝ่ายจำเลย ระบุว่า เวลาพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม เรามักจะนึกถึงแค่วันแห่งการสังหาร แต่ความทุกข์ทรมานจริง ๆ เกิดขึ้นหลังจากนั้น คำถามสำคัญคือ ทำไมถึงไม่มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ทั้งที่เป็นอาชญากรรมที่กระทำโดยกลุ่มคนและรัฐ จึงอยากส่งสารนี้ออกไปเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์และความอยุติธรรมเช่นนี้ซ้ำอีก และเชื่อว่าการถ่ายทอดเรื่องราวนี้ออกไป จะทำให้ชื่อของผู้สูญเสียและผู้ที่ต้องเผชิญความอยุติธรรมยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป

มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล รับบทเป็น สุชีลา ตันชัยนันท์ (ภาพ : เพจ The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4)

มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล (นักเคลื่อนไหวทางการเมือง) รับบทเป็น สุชีลา ตันชัยนันท์ หนึ่งใน 18 จำเลย ระบุว่า บทที่มาเล่นเป็นคนที่โดนคดี ม.112 เหมือนตัวเอง และพยายามนึกถึงความรู้สึกตัวเองตอนนั่งอยู่ในศาล การฟังพยานและอัยการถกเถียงกันในสิ่งที่ไม่เป็นจริง รวมถึงการทำการบ้านเกี่ยวกับสิ่งที่สุชีลาต้องเจอในยุคนั้น เช่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือความกดดันต่าง ๆ 

อ.ฮูก-อรรถพล อนันตวรสกุล รับบทเป็น พยานตำรวจ (ภาพ : เพจ The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4)

อ.ฮูก-อรรถพล อนันตวรสกุล (อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) รับบทเป็น พยานตำรวจ ระบุว่า ตัวละครนี้มีความยากที่สุดเท่าที่เคยเล่นมาเพราะไกลตัว เป็นการรวมคาแรคเตอร์ของตำรวจประมาณ 3 นายเข้าไว้ด้วยกัน ตอนทำการบ้านได้ถามทีมเขียนบทและทนายว่า ตำรวจที่อยู่บนศาลมีความเป็นมนุษย์ได้แค่ไหน เชื่อว่าลึก ๆ แล้วตัวละครมีความกลัวซ่อนอยู่ภายใต้การกระทำที่ดูป่าเถื่อน

อาจเป็นรูปภาพของ แคลริเน็ต และ ข้อความ
เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ รับบท ทนายวสันต์ พานิช (ภาพ : เพจ The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4)

เอม – ภูมิภัทร ถาวรศิริ (นักแสดง) รับบท ทนายวสันต์ พานิช หนึ่งในทนายฝ่ายจำเลย ระบุว่าการเล่นละครเรื่องนี้ต้องใช้พลังงานอย่างมากในการประคองตัวเองให้มีความเป็นมืออาชีพขณะนั่งในคอกจำเลย เพราะภาพและอารมณ์ตรงหน้าทรงพลังและหนักหน่วง

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ
จอห์น-วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ รับบทเป็น อัยการทหาร (ภาพ : เพจ The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4)

จอห์น – วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ (สื่ออิสระ) รับบทเป็นอัยการทหาร ระบุว่าเป็นการรับบทตำแหน่งที่มีอำนาจที่ล้อเลียนมาตลอด เป็นเรื่องที่ต้องห้ามใจอย่างมากไม่ให้เล่นมุก แต่ก็เข้าใจถึงความสำคัญและความจริงจังของเรื่องนี้ ทีมเขียนบทมีความตั้งใจในการเสริมข้อมูล ทำให้เห็นมิติมุมมองของตัวละครที่ชัดเจนขึ้น

แอ้ม – ณัฐพงศ์ เทียนดี (สื่ออิสระ) รับบทประธานศาล ระบุว่าบทดังกล่าว ต้องคุมโทนให้อยู่ตรงกลางระหว่างการเป็นผู้มีอำนาจที่ไม่ใส่ใจกับการมีตลกร้าย (Dark Humor) โดยการแสดงต้องอยู่ในขอบเขตของการเคารพผู้สูญเสียด้วย และมองว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องส่งต่อการรับรู้เรื่องความอยุติธรรมในสังคม โดยในวันนั้นเขาได้พาลูกชายอายุ 10 ขวบมาดูละครด้วยเพื่อให้รับรู้เหตุการณ์ และหวังว่าในท้ายที่สุดสังคมไทยจะพบกับความยุติธรรมที่เป็นระบบอย่างแท้จริง

ต้น-ภูธิป สุกกรี (นักแสดง) รับบทอภินันท์ บัวหภักดี หนึ่งใน 18 จำเลย เชื่อว่าทุกคนในประวัติศาสตร์เคยผ่านช่วงเวลาวัยรุ่นมาก่อน และเยาวชนในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ต้องแบกรับสถานการณ์ที่หนักหนามาก การรับบทเป็นนี้ทำให้เห็นเฉดของความกลัวและความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด

ที่มาภาพ : เพจ The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4

ผ่านมา 50 ปี…
เรายังมีความหวัง

แม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่า 50 ปีนับจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สำหรับทนายทราย ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าสังคมจะไม่เผชิญกับความขัดแย้งในลักษณะเดิมอีก มันยังคงมีอยู่ แต่ รูปแบบของฝ่ายที่ต้องการจำกัดความเห็นต่างและสังคมเองต่างก็ปรับเปลี่ยนไปตามเวลา

โดยเฉพาะฝ่ายเผด็จการทหารหรือฝ่ายขวาจัด ต่างเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต 

“จริง ๆ แล้ว ถ้าให้พูดว่าเหมือนเดิมเป๊ะเลยไหม ก็ไม่เหมือน ทรายคิดว่าเผด็จการทหาร หรือเผด็จการฝ่ายขวาจัด หรือคนที่เชื่อว่าไม่อยากให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียง คนเหล่านี้เขาพัฒนาขึ้น เขาเรียนรู้จากความผิดพลาดว่า เขาทำแบบ 6 ตุลาฯ ไม่ได้แล้ว อาจทำเรื่องคล้ายกันแต่พัฒนามาตกผลึก”

กุณฑิกา นุตจรัส

ในขณะเดียวกัน ทนายทราย อธิบายว่า สังคมก็เปลี่ยน การเข้ามาของอินเทอร์เน็ต ทำให้คนแสวงหาความรู้มากขึ้น พ่อแม่สมัยนี้เขาอยากจะให้ลูกคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ สิ่งนั้นทำให้ทนายทรายมองว่า

“เมื่อคุณอยากให้ลูกเป็นแบบนั้น คุณหยุดเด็กไม่ได้หรอก วันหนึ่งเขาก็จะต้องเห็นความจริงอย่างที่เขาเห็นแล้วเขาประมวลเอง สุดท้าย ทรายบอกว่า 50 ปีที่ผ่านมา เรามองแล้วเราก็ยังมีความหวัง พอเรามีความหวัง เราก็เลยยังทำต่อ โดยงานของเรา ต้องเชื่อว่ามีความหวัง ส่วนหนึ่งที่เราจะทำศาลจำลองปีนี้ หรือยังจัด 6 ตุลาฯ อยู่ ก็เพราะว่าเรามีความหวังว่าสังคมมันคงไม่หวนกลับไปเป็นแบบเดิม บางเรื่องที่มันเกิดขึ้นใน 6 ตุลาฯ มันก็ทำไม่ได้อีกแล้วล่ะ ทรายคิดว่านะ คิดคาดหวังคงไม่มี แต่ถ้ามี ทรายก็จะเป็นคนหนึ่งที่ต่อต้านอย่างถึงที่สุด”

กุณฑิกา นุตจรัส

ก่อนที่จะมีบทสนทนานี้ และละครเวที The Trial ที่มีฉากศาลจำลองขึ้นมา ทนายทรายได้พบคน 6 ตุลาฯ ในหลายสถานะ ทั้งในฐานะลูก หลาน เพื่อนร่วมงาน และบางคนกลายมาเป็นลูกความของเธอ

สิ่งหนึ่งที่เธอเห็นคือความเข้มแข็งของคนเหล่านี้ เพราะแม้ผ่านเหตุการณ์ที่รุนแรงมา พวกเขายังสามารถออกมายืนอยู่ตรงนี้และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเพื่อนของตัวเองได้

อีกสิ่งหนึ่งคือ มิตรภาพ โดยเฉพาะคนที่ยังพยายามทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้ว 

“ทรายคิดว่าคน 6 ตุลาฯ เขาสอนให้ทรายเห็นถึงเรื่องความรัก ความเมตตา ความหวังดีต่อสังคม ในรูปแบบที่แม้กระทั่งแม้เขาจะเจ็บปวดมาก เขาก็ยังสามารถที่จะสร้างสรรค์สิ่งสวยงามต่อไปได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทรายว่าเข้มแข็งและดีมาก”

กุณฑิกา นุตจรัส

Author

Alternative Text
AUTHOR

อัญชัญ อันชัยศรี

คั่นสิหากินพอส่ำนี้ ไปเรียนหยังสูงแทร่อาว

Alternative Text
AUTHOR

ธนธร จิรรุจิเรข

สงสัยว่าตัวเองอยากเป็นนักวิเคราะห์ data ที่เขียนได้นิดหน่อย หรือนักเขียนที่วิเคราะห์ data ได้นิดหน่อยกันแน่