สายลมแห่งเสรีภาพหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 พัดผ่านไปไม่นาน ประเทศไทยตกอยู่ใต้เงาของความหวาดกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์และความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่แบ่งขั้วรุนแรง ความเปราะบางของผู้คนบนการเมืองที่ระส่ำระสายในเวลานั้นถูกจุดชนวนด้วยการกลับมาของอดีตผู้นำเผด็จการ ความโกรธแค้นของผู้คนเหมือนไฟสุมให้บ้านเมืองคุกรุ่น ในที่สุดก็ลุกโชน ไหม้โหมให้สังคมไทยเดินหน้าสู่ความสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน
เช้าวันที่ 19 กันยายน 2519 จอมพล ถนอม กิตติขจร อดีตผู้นำเผด็จการที่เพิ่งถูกประชาชนขับไล่ออกนอกประเทศไปเมื่อเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เดินทางกลับเข้าสู่ประเทศไทยในฐานะสามเณร ก่อนเข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศวิหาร ในช่วงสายของวันเดียวกัน

การกลับมาครั้งนี้กลายเป็นชนวนเหตุหลักทำให้กลุ่มนิสิต นักศึกษา และประชาชนรวมตัวกันชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ เพื่อขับไล่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์ล้อมปราบและสังหารหมู่ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ในเวลานั้นเอง ชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 3 โดยเพิ่งได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเพิ่งเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ พร้อมร่วมประชุม ครม. นัดแรกในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั่นเอง
ตกเย็นในวันเดียวกัน คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน นำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจ เป็นเหตุให้รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช สิ้นสุดลงทันที ทำให้ ชวน หลีกภัย สส. หนุ่มในวัย 38 ปี ได้ดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ใน ครม. ชุดนั้นเพียงวันเดียว
ท่ามกลางวิกฤตที่ลุกเป็นไฟ มีการปลุกระดมผ่านวิทยุยานเกราะและสื่อมวลชนฝ่ายขวา ชวน หลีกภัย ถูกโจมตีว่าเป็นคอมมิวนิสต์ สื่อบางฉบับประโคมพาดหัว “ชวน สวามิภักดิ์ลาวแดง โผล่ที่โรงแรมล้านช้าง” ป้ายข้อหาว่าหนีไปสมคบคิดกับพรรคคอมมิวนิสต์ที่เวียงจันทน์
ในวันเวลาที่หนุ่มสาวนับพันเลือกเข้าป่าจับปืนหรือวางแผนลี้ภัยข้ามประเทศ ชวน หลีกภัย กลับปฏิเสธทุกเส้นทางนอกระบบและเลือกจะยืนหยัดต่อสู้ด้วยความจริงในผืนแผ่นดินเกิด
ในฐานะนักการเมืองที่ใกล้ชิดกับชาวบ้านอย่างแนบแน่น ชวน หลีกภัย กลั่นบาดแผลจากไฟความขัดแย้งทางการเมืองสู่ปลายปากกา จนกลายเป็น “เย็นลมป่า” หนังสือรวมเรื่องเล่าชีวิตของผู้คนในเมืองตรัง ที่ต้องเผชิญกับผลพวงแห่งความรุนแรง คงไม่เกินจริงนักหากเย็นลมป่าจะเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สัตย์จริงของยุคสมัยที่สุดเล่มหนึ่ง

The Active ชวนร่วมทบทวนประวัติศาสตร์ ในวาระ 50 ปี 6 ตุลา 19 กับเรื่องราวของ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เลือกยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้องด้วยความซื่อสัตย์สุจริตในระบบรัฐสภา ด้วยหลักการที่ไม่ยอมจำนน ผ่านบทสัมภาษณ์ที่ถูกบันทึกไว้ในบรรทัดถัดจากนี้
เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในความทรงจำของ ชวน หลีกภัย
วิกฤตเกิดขึ้นเมื่อจอมพลประพาส (จารุเสถียร) และ จอมพลถนอม (กิตติขจร) กลับเข้ามาในประเทศไทย พอกลับเข้ามาก็เกิดปฏิกิริยาไม่พอใจอย่างรุนแรงในกลุ่มประชาชนและนิสิตนักศึกษา จึงเริ่มมีการชุมนุมประท้วงกันขึ้นมา การประท้วงมันก็เริ่มบานปลายออกไปเรื่อย ๆ รัฐบาลของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ในขณะนั้นก็พยายามหาทางเจรจา
“สำหรับผม ม.ร.ว.เสนีย์ ท่านเป็นนักประชาธิปไตยโดยเนื้อแท้ เป็นนักกฎหมายที่ยึดมั่นและเคารพในหลักนิติธรรมอย่างยิ่ง ท่านถือหลักการชัดเจนว่า ตราบใดที่เป็นคนไทย รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ตามอำเภอใจที่จะไปออกคำสั่งขับไล่คนไทยออกนอกประเทศ สิ่งที่ทำได้ในตอนนั้นจึงมีเพียงหนทางเดียวคือการส่งตัวแทนไปเจรจา ขอร้องให้ทั้งจอมพลถนอม และจอมพลประพาสท่านยอมเดินทางออกนอกประเทศไปอีกครั้งหนึ่ง”
ชวน หลีกภัย
แต่ในเวลานั้นสถานการณ์เริ่มบานปลาย การชุมนุมเคลื่อนย้ายและไปปักหลักอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นก็มีการแสดงละคร มีการหยิบยกบางประเด็นนั้นมาป้ายสี กล่าวหาว่ามีการล่วงละเมิดสถาบันฯ มีการแต่งเรื่องพฤติกรรมต่าง ๆ นานา เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการทำลายล้างกัน
เกิดอะไรขึ้นในเช้าวันที่ 6 ตุลา 19
“ระหว่างนั้นมีวิทยุของฝ่ายทหาร โดยเฉพาะวิทยุยานเกราะที่ปลุกระดมผู้คนเรื่อยมาโดยตลอด ตัวผมเองก็โดนหางเลขไปด้วย ถูกกล่าวหาออกอากาศว่าที่จังหวัดตรังไม่มีการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านเพราะมีผู้แทนราษฎรชื่อ นายชวน หลีกภัย และนายชวนเป็นคอมมิวนิสต์”
ชวน หลีกภัย
แต่คำกล่าวหานี้ไม่เป็นความจริง ทุกครั้งที่มีการจัดอบรมลูกเสือชาวบ้านที่จังหวัดตรังบ้านเกิด ไม่ว่าจะกี่วันกี่คืน เป็นผมเองที่ควักกระเป๋าออกเงินซื้อข้าวสารสนับสนุนมาโดยตลอด เพราะผมมองว่าการอบรมลูกเสือชาวบ้านถือเป็นเรื่องดีงาม ทำให้ผู้คนตระหนักถึงสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่คลื่นวิทยุยานเกราะก็ยังคงประโคมข่าวปลุกระดมอยู่อย่างนั้น
กระทั่งเหตุการณ์ไต่ระดับความรุนแรงขึ้น เช้าตรู่วันที่ 6 ตุลา 19 มีการประชุมคณะรัฐมนตรี บรรยากาศภายใน ครม. เช้านั้นก็ความคิดเห็นก็ไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่นักเพราะเป็นรัฐบาลผสม อย่างพรรคชาติไทย ก็มี พล.ต. ประมาณ อดิเรกสาร มี พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ท่านเหล่านี้ก็นั่งอยู่ในห้องประชุมด้วยกัน
แต่ประเด็นสำคัญในวันนั้นคือการรายงานสถานการณ์ด้านนอกที่มีกระแสลืออย่างหนาหูรัฐบาลจึงเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาให้รายงานสถานการณ์จริงในธรรมศาสตร์ ตำรวจที่เข้ามาให้ข้อมูลในห้องประชุมมีมากกว่า 2 นาย แต่กลับรายงานไม่ตรงกัน
นายหนึ่งรายงานทำนองว่านักศึกษากักตุนอาวุธสงคราม มีชาวต่างชาติแฝงตัวเข้ามาแทรกแซง และมีขบวนการใต้ดินอีกสารพัด แต่อีกนายหนึ่งกลับรายงานในทางตรงข้าม บอกว่ากลุ่มนักศึกษาไม่ได้มีอาวุธสงครามร้ายแรง ไม่ได้มีขบวนการใต้ดินอย่างที่เขาป้ายสีกันเลยแม้แต่น้อย โดยพูดอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ซึ่งในเวลาต่อมา ตำรวจนายนี้ได้กลายเป็นนายตำรวจติดตามรับใช้ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นี่คือภาพเหตุการณ์ในวันนั้นที่ผมจำได้แม่นยำในห้องประชุม ครม.
พอเลิกประชุม ครม. ผมเดินออกมา ปรากฏว่าเห็นรัฐมนตรีบางท่านเตรียมชุดลูกเสือชาวบ้านใส่แขวนไว้ท้ายรถ คงตั้งใจว่าพอเสร็จประชุมก็จะเปลี่ยนชุดไปสวมเครื่องแบบเพื่อเอาอกเอาใจมวลชนอีกกลุ่มหนึ่ง
ในขณะที่ข้างนอกกำลังมีการรวมตัวชุมชุมกัน ส่วนตัวผมยังคงเลือกนั่งอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพราะต้องคอยเกาะติดสถานการณ์ ตอนนั้นใจผมตั้งใจจริง ๆ ว่าจะนั่งรอจนกระทั่งกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนมาถึงทำเนียบฯ แล้วผมจะออกไปชี้แจงกับพวกเขาด้วยตัวเองว่าที่สถานีวิทยุ หรือใครต่อใครกล่าวหาพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นตัวผม พี่สุรินทร์ มาศดิตถ์ หรือ อาจารย์ดำรง ลัทธพิพัฒน์ ว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั้นไม่เป็นความจริง
“อ.ดำรงกับนายตำรวจติดตามของท่านเตือนผมทันที ท่านบอกว่าผมรออยู่แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังบุกเข้ามาเขาตั้งใจมาลากตัวรัฐมนตรีไปแขวนคอ จะมารอชี้แจงด้วยเหตุผลไม่ได้ จำเป็นต้องหลบไปก่อน”
ชวน หลีกภัย
พอฟังคำเตือนอย่างนั้นผมเองก็เห็นคล้อยตามว่าต้องหลบไปตั้งหลักก่อน เพราะในเวลานี้สถานการณ์และอารมณ์ของผู้คนต่างเลยจุดที่จะคุยด้วยเหตุผลไปแล้ว
พวกเราพากันออกจากสำนักนายกรัฐมนตรีทันที คืนนั้นทั้งคืนผมต้องไปอาศัยนอนที่บ้านพักของภริยานายตำรวจท่านนั้น พอรุ่งขึ้นอีกวันก็ต้องย้ายไปพักอีกบ้านหนึ่ง คอยเปลี่ยนที่นอน สลับสับเปลี่ยนที่หลบภัยไปเรื่อย ๆ
ในขณะที่ช่วงเย็นของวันนั้นเอง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ก็ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของท่านเองเข้าควบคุมตัว กระทั่งตกค่ำก็มีประกาศยึดอำนาจ มีสลายการชุมนุม และมีเหตุร้ายเกิดในธรรมศาสตร์
คณะผู้ยึดอำนาจก็อ้างเหตุผลการทำรัฐประหารว่าจำเป็นต้องเข้ามาเพื่อควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อย แต่สิ่งที่น่าสะเทือนใจและเป็นความสูญเสียใหญ่หลวงที่สุดคือชีวิตของประชาชนและคนบริสุทธิ์ มีนักศึกษาถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยม ถูกนำไปแขวนคอ และมีผู้คนต้องสูญเสียชีวิตไปมากมายจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น

ชีวิต ชวน หลีกภัย ในค่ำคืนหลังการยึดอำนาจ
ผมต้องหลบซ่อนตัวอยู่เป็นเดือน ๆ แต่ละวันคืนต้องย้ายที่นอนไปเรื่อย ๆ ไม่กล้าปักหลักอยู่ที่ใดที่หนึ่งนาน ระหว่างที่ผมหลบอยู่ในกรุงเทพฯ ตำรวจก็ยกกำลังเข้าตรวจค้นบ้านที่ตรัง มีนายตำรวจนายหนึ่งที่ร่วมขบวนไปค้นบ้าน เขาแอบกระซิบกับพี่ชายผมว่า จำเป็นต้องมาจริง ๆ เพราะมีคำสั่งจากเบื้องบน ส่วนกลางสั่งลงมาให้ค้นบ้านนายชวนโดยเฉพาะ
“ตำรวจนายนั้นบอกว่าแม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าคุณชวนเป็นคนดี ไม่มีเรื่องเสียหายอะไร แต่ในเมื่อมีคำสั่งลงมา เขาก็จำใจต้องทำตามหน้าที่ ตอนนั้นพ่อกับแม่ผมก็ตกใจมาก เพราะคนเฒ่าคนแก่ไม่เคยต้องมาเจอสภาพอะไรแบบนี้มาก่อน”
ชวน หลีกภัย
ในขณะที่ตัวผมก็ยังคงหลบอยู่ รุ่งเช้าวันหนึ่งหนังสือพิมพ์พาดหัวว่า “ชวน สวามิภักดิ์ลาวแดง โผล่ที่โรงแรมล้านช้าง” ทั้งที่ความจริงผมยังอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เขากลับกุข่าวว่าผมหนีไปโผล่อยู่ที่โรงแรมล้านช้างในประเทศลาว ไปสมคบคิดกับพรรคคอมมิวนิสต์ลาว
ในเวลาต่อมา ข่าวนี้ผมได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีต่อศาลถึงข้อกล่าวหานั้น เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ฝ่ายผู้เขียนยอมรับสารภาพต่อศาลว่าข่าวที่ลงไปทั้งหมดนั้นไม่เป็นความจริง และได้รับเงินค่าจ้างมา 40,000 บาท เพื่อให้เขียนข่าวนี้
เรื่องนี้สะท้อนชัดเจนว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของเหตุการณ์ความรุนแรงในยุคนั้น มีขบวนการและกลุ่มผลประโยชน์แอบแฝงอยู่มาก โดยเฉพาะสถานีวิทยุยานเกราะของฝ่ายทหารซึ่งทางผู้บังคับบัญชาในกองทัพก็ไม่ได้เข้าไปควบคุม ปล่อยให้มีการออกอากาศปลุกระดมสร้างความเกลียดชังอย่างต่อเนื่อง โดยนายทหารที่มีบทบาทสำคัญในการจัดรายการปลุกระดมในขณะนั้น ก็คือ พันโท อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
ทั้งหมดคือภาพเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น ปัจจุบันผู้ที่มีบทบาทในวันนั้นหลายท่านได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว นี่คือความจริงและที่มาที่ไปของสิ่งที่ผมต้องเผชิญในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เหตุใด ? ชวน หลีกภัย ไม่หนีออกนอกประเทศและไม่ร่วมจับอาวุธ หนีเข้าป่า
หลัง 6 ตุลาฯ มีคนเข้าป่าไม่น้อย ผมเคยถามรองผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นว่า มีคนเข้าป่าไปเท่าไหร่ ท่านบอกว่า 2,000 กว่าคน เหตุผลที่คนส่วนมากเข้าป่ามาจากความกลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองเป็นหลัก และอีกเหตุผลหนึ่งคือคนบางกลุ่มเลื่อมใสศรัทธาในคอมมิวนิสต์แต่ก็เป็นส่วนน้อย และผู้เข้าป่าในจำนวนสองพันกว่าคนนั้น ในที่สุดก็เข้าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
“ตัวผมเองก็มีคนมาทาบทามให้เข้าป่าเหมือนกัน แต่ผมถามตัวเองว่าเราจะเข้าไปเพื่ออะไร หากเข้าไปเพื่อต่อต้านระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมก็ไม่เอาด้วย หรือจะให้ผมเข้าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อลบล้างระบบการปกครองที่เป็นอยู่ ผมก็รับไม่ได้”
ชวน หลีกภัย

ผมยังเตือนเพื่อนรุ่นน้องอย่างคุณสุทัศน์ เงินหมื่น เหมือนกันว่าอย่าไปเลย เราต้องอยู่สู้ ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจอยู่ต่อสู้เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมา
ความจริงในช่วงที่ต้องหลบหนีอยู่นั้น อ.ดำรง ลัทธพิพัฒน์ ท่านเคยวางแผนว่าจะพากันนั่งเรือไปสิงคโปร์ แล้วต่อเครื่องบินไปลี้ภัยทางการเมืองที่สหรัฐอเมริกา ผมเองก็รั้งท่านไว้เช่นกัน บอกอาจารย์หากไปมันอาจไปเข้าทางเขา แล้วเข้าก็จะล็อกเราไว้ เหมือนกรณี อ.ป๋วย (อึ๊งภากรณ์) ที่ท่านเดินทางไปอังกฤษ ท่านก็โดนเล่นงาน โดนกล่าวหาใส่ร้ายต่าง ๆ นานา ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องจริง ในที่สุดอาจารย์ป๋วยต้องอยู่ที่ประเทศอังกฤษจนกระทั่งเสียชีวิต
“เส้นทางของผมอาจไม่เหมือนคนอื่น ผมเข้ามาเล่นการเมืองในขณะที่ตัวเองมีทางเลือกคือการเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการ เพื่อนร่วมรุ่นของผม 130 คน เกือบทั้งหมดไปเป็นผู้พิพากษา เป็นอัยการ เป็นประธานศาลฎีกา ถึง 3 คน เป็นอัยการสูงสุด และหนึ่งในผู้พิพากษาก็ได้เป็นองคมนตรี มีผมเพียงคนเดียวในรุ่นที่ตัดสินใจเลือกเป็นนักการเมือง มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับสมัยนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ที่หวังดียังเตือนผมว่าเหตุใดผมถึงคิดสั้นเช่นนี้เพราะการทำงานการเมืองมันไม่มีอนาคต แต่ด้วยความเชื่อมั่นและตั้งใจแน่วแน่ว่าต้องการเลือกเดินเส้นทางในระบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
ชวน หลีกภัย
ดังนั้น แทนที่จะเข้าป่า ผมจึงเลือกจะยืนหยัดต่อสู้อยู่ที่นี่ เพราะมันคือสิ่งที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นนักการเมืองเมื่อผมตัดสินใจเลือกเส้นทางการปกครองในระบบนี้แล้ว ก็ไม่ลังเลใจที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้มันเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและมุ่งมั่นที่จะเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้คือจุดสำคัญที่ผมยึดถือมาตั้งแต่ต้น และอยากเห็นระบบนี้ดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง
ปัญหาการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองที่เข้ามากระทบระบบราชการในปัจจุบัน
ระบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมีฝ่าย นิติบัญญัติ บริหาร และ ตุลาการ แยกอำนาจกันอย่างเด็ดขาดที่ต้องยึดความซื่อสัตย์สุจริตและความถูกต้องเป็นสำคัญ ผู้ปกครองต้องเข้าใจระบบที่มีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าฝ่ายการเมืองเป็นผู้คุมนโยบาย ฝ่ายประจำคือผู้สนองนโยบายโดยการปฏิบัติ
ดังนั้น กระบวนการคัดเลือกคนเข้ามาทำหน้าที่ในฝ่ายประจำจึงต้องมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่พอมีอำนาจแล้วจะบริหารตามใจ แม้กระทั่งเรื่องการโยกย้ายข้าราชการทุกวันนี้ที่มีการเลือกตามอำเภอใจหรือมองเพียงว่าใครมีประโยชน์ต่อการเลือกตั้งก็แต่งตั้งผู้นั้น
ตัวอย่างหน่ึงที่เห็นได้ชัดเจนคือ น้ำท่วมหาดใหญ่ มีสิ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน คือผู้ว่าราชการจังหวัดเพิ่งย้ายมาได้เพียง 7 วัน ก่อนหน้านั้นประจำอยู่จังหวัดกระบี่ 3 เดือน และก่อนหน้านั้นประจำอยู่จังหวัดพัทลุง สรุปคือภายใน 3 เดือน เขาย้ายไปถึง 3 ครั้ง แบบนี้น่าตั้งคำถามว่าเป็นการย้ายเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่
ดังนั้น เมื่อย้ายมาอยู่สงขลาได้เพียง 7 วัน แน่นอนว่ายังไม่ทันรู้ปัญหาพื้นที่ ยังไม่รู้จักผู้นำท้องถิ่น เมื่อเกิดวิกฤตการแก้ปัญหาจึงเต็มไปด้วยความติดขัดอย่างที่เห็น
“เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตอนที่คุณอนุทิน มาเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ผมได้ยินมากับหูตัวเอง ว่าข้าราชการครึ่งกระทรวงเสียขวัญกำลังใจ เพราะการแต่งตั้งเป็นไปตามอำเภอใจ ไม่ได้เป็นไปตามครรลองที่ถูกต้องตามอาวุโส เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าคนที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคนไม่เก่งหรือไม่ดี แต่ระบบมันมีเรื่องความอาวุโสด้วย หากคนหนึ่งได้อยู่ยาวเป็นสิบปี คนที่รออยู่ข้างหลังก็หมดโอกาส ความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อบ้านเมืองก็ค่อย ๆ หายไป”
ชวน หลีกภัย
แม้กระทั่งการแต่งตั้ง ผู้บริหารในกระทรวงสาธารณสุขในสมัยคุณอนุทินเป็นรัฐมนตรี การจะขึ้นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล หรือนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) กลายเป็นเรื่อง เด็กนักการเมือง หรือดูไปถึงว่าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ ไม่ใช่ว่าคนเหล่านั้นไม่ดี แต่วิธีแบบนี้มันกำลังทำให้ระบบผิดเพี้ยนไป คนที่ตั้งใจทำงานเพื่อไต่เต้าอย่างซื่อตรงก็หมดโอกาสเพราะไม่ใช่เด็กของนักการเมือง ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาของระบบราชการในยุคปัจจุบัน ที่เป็นอันตรายต่อบ้านเมือง
ผู้บริหารประเทศต้องเข้าใจว่าเราไม่ใช่ระบบประธานาธิบดีที่จะกวาดคนของพรรคเข้ามาสวมตำแหน่งได้ตามอำเภอใจ ระบบของเรามีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินค้ำอยู่ รัฐมนตรีมีสิทธิ์ชงชื่อปลัดกระทรวงเข้า ครม. แต่คนตั้งอธิบดีต้องเป็นอำนาจของปลัดกระทรวง
ทว่าทุกวันนี้อำนาจมันไปตกอยู่ที่นักการเมืองทั้งหมด ข้าราชการก็ต้องยอมสยบ ส่วนคนที่มีศักดิ์ศรีไม่ยอมก้มหัว เขาก็ถอดใจ ไม่ขอเติบโต ทำงานไปวัน ๆ รอแค่เกษียณ
ดังนั้น กำลังใจของข้าราชการที่เสียไป เกิดจากการที่ฝ่ายการเมืองเข้ามาหาผลประโยชน์ เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ที่ลามจากระบบราชการไปถึงองค์กรอิสระ ทำให้มาตรฐานการปกครอง คุณภาพของระบบ และบุคลากรของประเทศเราตกต่ำลงมาอย่างที่เห็นเช่นทุกวันนี้

ระบบราชการไทยรวนเร และระบอบการปกครองล้มเหลว
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบอบ แต่อยู่ที่ตัวผู้ใช้อำนาจ
หลายครั้งเกิดข้อครหาว่าระบอบการปกครองนี้ล้มเหลว ล่าช้า โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อย่างจีนหรือเวียดนาม ที่ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วทันใจ เช่น การมองว่าการตัดถนนก็ทำได้เลยไม่ต้องเสียเวลาเวนคืนแบบไทยเพราะถือว่าเป็นสมบัติของแผ่นดิน
แต่แท้จริงแล้วเหล่านี้ล้วนเป็นทางปฏิบัติในส่วนย่อยเท่านั้น ปัญหาที่เกิดมาโดยตลอด ไม่ได้มาจากระบอบ แต่มาจากบุคคล
ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดหนึ่ง คือ รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกคนยกย่องว่าดีที่สุด แต่กลับใช้ได้เพียง 10 ปีก็ล้มเหลวจนถูกยึดอำนาจ คำตอบคือ เพราะผู้บริหารประเทศในยุคนั้นใช้วิธีการที่ละเมิดหลักนิติธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนและเจ็บปวดที่สุด คือ ไฟใต้ที่ลุกโชนมาจนถึงทุกวันนี้อันเกิดจากช่วงปี พ.ศ. 2544 ที่ผู้ปกครองขณะนั้นใช้นโยบายไม่ยึดหลักประชาธิปไตย
รัฐบาลในขณะนั้นตัดสินใจแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ โดยใช้ระบบการเก็บโดยนโยบายวันที่ 8 เมษาฯ
จุดเริ่มต้นมันมาจากวันที่ 8 เมษายน 2544 รัฐบาลขณะนั้น (รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร) มีนโยบายแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ โดยเชื่อว่ามีหัวโจกอยู่ไม่เกิน 18 คน จึงสั่งให้ เก็บ หรือฆ่าทิ้งเดือนละ 10 คน โดยเชื่อว่าภายใน 2 เดือนก็จะจบปัญหาได้
“ตอนนั้นมีการส่งตำรวจรุ่น ๆ ลงไปในพื้นที่เพื่อเป็นมือเก็บ มีครั้งหนึ่งผมไปงานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คุณป๋อง (อนุศาสตร์) เจ้าของโรงแรม ซี.เอส. บอกว่ามีกันยิงกันที่ซอย 2 ถนนนาเกลือ ผมได้เข้าไปดูก็เห็นว่ามีคนถูกยิงตายคาห้อง 2 ศพ มีศพหนึ่งถูกพบที่กำแพง คาดว่ากำลังกระโดดกำแพงหนี”
ชวน หลีกภัย
นโยบายส่งมือปราบลงไปลอบสังหารคนโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมเช่นนี้ผลักดันให้คนในพื้นที่สะสมความโกรธแค้น เกิดกลุ่มวัยรุ่นมุสลิมก่อตัวขึ้นมาใหม่ ที่เรียกว่ากลุ่ม RKK พวกเขาบ่มเพาะกำลังอยู่เกือบ 3 ปี กระทั่ง 4 มกราคม 2547 เกิดการปล้นปืนครั้งใหญ่ที่สุดที่ค่ายปิเหล็ง จ.นราธิวาส แล้วลุกลามเป็นไฟใต้ที่รุนแรงจนถึงทุกวันนี้
เรื่องเหล่านี้มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรโดยอดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 (พล.ท. เรวัตร) ซึ่งปัจจุบันคนที่รู้ปัญหานี้เหลือแค่ท่านกับผมเพียงสองคนเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากผมตายไปเรื่องนี้อาจถูกลืมไปด้วย
ที่เล่าเรื่องนี้เพราะเป็นบทเรียนว่าหากเรายึดหลักประชาธิปไตยจริง ปัญหาภาคใต้ควรจัดการด้วยวิธีการตามระบบ คือจับมาแล้วให้ศาลพิจารณาตัดสิน จะประหารชีวิต จำคุก หรือปล่อยไปเพราะไม่เป็นความผิด จะตัดสินอย่างไรก็สุดแล้วแต่อำนาจของศาล
สถานการณ์ภาคใต้คุกรุ่นรุนแรงมานาน กระทั่งการเสด็จพระราชดำเนินของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อแก้ปัญหาชายแดนใต้อย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี นับแต่นั้นสถานการณ์ในพื้นที่ก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ ความตึงเครียดระหว่างพุทธ-มุสลิมเบาบางลงไปมาก แม้จะมีเหตุร้ายอยู่บ้าง เช่น เอากระสอบป่านชุบน้ำมันก๊าดเผาบันไดโรงเรียน เผาสถานีอนามัย หรือการลอบยิงประปราย แต่เหตุการณ์รุนแรงสุดโต่ง หรือทหารต้องถือปืนเดินคุ้มกันพระออกบิณฑบาตทุกเช้าอย่างยุคหลังนั้น (ไฟใต้ระลอกใหม่ หลังปี 2547) นั้นไม่มี แต่เพิ่งมาเกิดตอนหลัง เพราะความผิดพลาดจากนโยบาย ไม่ยึดหลักประชาธิปไตย ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผมอยากให้คนรุ่นปัจจุบันศึกษา
มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ เรื่องเหล่านี้เกิดในสมัยรัฐธรรมนูญปี 2540 แม้จะพูดกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี แต่เมื่อมีการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2550 มีการแก้มาตรา 3 ที่เดิมมีเพียง 2-3 บรรทัด โดยเพิ่มว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และองค์กรต่าง ๆ ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม พูดง่าย ๆ ยึดหลักกฎหมาย
ประชาชนทั่วไปย่อมเข้าใจว่า ต่อให้ไม่เขียนระบุเช่นนี้ก็ต้องยึดหลักกฎหมายอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ? แต่เหตุที่ต้องเขียนอย่างเจาะจงเช่นนี้
นั่นเพราะเหตุการณ์ภาคใต้ที่เกิดระหว่างการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 มีการละเมิดหลักกฎหมาย สั่งเก็บ ยิงทิ้ง โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมและทำให้เกิดปัญหาในที่สุด
ผมจึงอยากย้ำว่าอยากให้การปกครองยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภามีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ระบบนี้ไม่ได้ล้มเหลว เพียงแต่ผู้บริหารก็ต้องเป็นคนที่เชื่อมั่นระบบประชาธิปไตย พร้อมที่จะให้การปฏิบัติงานต่าง ๆ นั้นเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
เมื่อตัดสินใจใช้ระบบนี้เสียแล้ว ก็ควรจะเชื่อมั่น เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง หากไม่แน่ใจให้ลองตัวอย่างประเทศอื่นอย่างอังกฤษหรือญี่ปุ่น เขาก็ใช้ระบบนี้พัฒนาบ้านเมืองไปได้อย่างดี
รัฐธรรมนูญหรือโครงสร้างกฎหมายที่ดีจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่มันไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีผู้ปกครองที่ดีด้วย กฎหมายที่ดี กับ คนที่ดี ต้องเดินไปด้วยกัน เรื่องนี้สอดคล้องกับพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่รับสั่งไว้ว่า เมื่อกฎหมายเราดีอยู่แล้ว สิ่งที่บ้านเมืองต้องการคือนักกฎหมายที่ ดีแท้ ที่หมายถึงผู้ที่มีความกล้าหาญในการตัดสินใจ โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพล ผลประโยชน์ หรืออามิสสินจ้างใด ๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้น ไม่เพียงแต่ระบบต้องดี แต่คนที่เข้ามาทำหน้าที่ในระบบต้องดีด้วย ผมเชื่อว่าหากการเมืองเข้มแข็ง มีคุณภาพ ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างแท้จริง ระบอบนี้ก็จะไปได้ดีและมีประสิทธิภาพ

“เย็นลมป่า” ตัวช่วยบันทึกประวัติศาสตร์ของผู้คน
เย็นลมป่า เป็นข้อเขียนรวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงหลัง 6 ตุลาฯ โดยเฉพาะเรื่องของนักศึกษาที่หนีเข้าป่าและกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ที่เคลื่อนไหวและถูกกล่าวหาในจังหวัดตรัง
เรื่องราวทั้งหมดมาจากประสบการณ์ของผมที่พบเจอกับผู้คนและเหตุกหารณ์ต่าง ๆ ในพื้นที่ ช่วงนั้นหากไม่มีประชุมที่สภาฯ ผมจะลงพื้นที่ตลอด มีข่าวว่ายิงกันที่ไหนผมก็ไป บางรายเลือดยังเกรอะอยู่ ศพยังคงตั้งทำพิธี
อย่างเรื่องของ นายยั้ง ที่ถูกยิงเสียชีวิตที่ตำบลคลองมวน อำเภอห้วยยอด ผมไปเจอตอนเขาถูกยิงตายที่บ้าน ภาพติดตาของผมคือเลือดยังกระเด็นเต็มฝาผนัง
นายยั้งมีความน่าสนใจ เพราะเมื่อราว 3–4 เดือนก่อน ลูกชายนายยั้งเพิ่งมาหาผม ปัจจุบันเขาได้เป็นกำนัน เขามาบอกด้วยความภูมิใจว่า เขาได้รับเลือกเป็นกำนันโดยไม่ต้องซื้อเสียง ไม่ต้องจ่ายเงินให้ผู้ใหญ่บ้านคนละสามแสน เขาได้ 6 เสียงเท่ากันจาก 12 เสียง แล้วจับสลากได้ พอเห็นผมรณรงค์เรื่องสุจริต ต่อต้านการซื้อเสียง ก็เลยมาแสดงความยินดี
อีกคนคือ สม หรือชื่อจริงคือ สมพัตร เพื่อนเกลอผมตั้งแต่เรียนมัธยมฯ เขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน แล้วมาหาผมเพื่อปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี เพราะตอนที่เขากรีดยางอยู่กลางดึก มีกลุ่ม ผกค.มาดักพบแล้วมาพูดคุยว่าเพื่ออธิบายว่าเหตุใดต้องยิงพี่ชายของเขาเพื่อไม่ให้โกรธแค้นที่ไปฆ่าพี่ชายเขา
อีกเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจมากสำหรับผม คือ รุ่นน้องโรงเรียนตรังวิทยา เขาเป็นศิษย์เก่าจุฬาฯ เกียรตินิยม ได้เป็นนายอำเภอ วันนั้นเขาออกไปสำรวจพื้นที่เพื่อเตรียมรับเสด็จสมเด็จย่า ระหว่างทางโดน ผกค. ดักวางระเบิด รถพังทลาย ตัวเขาขาดท่อนเสียชีวิตคาที่
อีกเรื่อง คือ มะเขือมวลชน ที่ผมเขียนขึ้นภายหลัง มาจากเรื่องราวของ น้าเคลือบ แม่ค้าที่เก็บผักในป่ามาขายที่ตลาดนัดเดียวกับแม่ถ้วนของผม วันหนึ่งแกมีปัญหาหนักใจจึงมาร้องทุกข์และมานอนค้างที่บ้านผม เพราะสมัยก่อนการเดินทางลำบาก ใครมาร้องทุกข์ก็มักจะมานอนที่บ้าน รุ่งเช้าผมคุยกับแก แกเล่าว่า ผกค. ไปดักตอนแกเก็บมะเขือ แล้วสั่งห้ามไม่ให้เก็บอีก โดยให้เหตุผลว่า “นี่ไม่ใช่มะเขือของคุณน้า แต่นี่คือมะเขือมวลชน” (หัวเราะ) นี่คือที่มาของคำว่ามะเขือมวลชน
น้าเคลือบเป็นผู้หญิงที่น่าประทับใจ ปกติแกเป็นคนไม่กลัวอะไรเลย แต่เมื่อทางอำเภอพยายามเค้นหาความลับจากแก แล้วทาง ผกค. ก็ระแวงว่าแกเป็นสายให้อำเภออีก แกกลัวจะมีอันตรายจึงมาปรึกษาผม ปัจจุบันน้าเคลือบก็เสียชีวิตไปแล้ว
เรื่องราวทั้งหมดใน เย็นลมป่า ล้วนเป็นเรื่องจริง คนที่ผมเขียนถึงในเรื่องก็มีโอกาสได้พบตัวจริงทุกคน ซึ่งบัดนี้ คนที่ผมเขียนถึงส่วนใหญ่ก็ล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว พื้นที่เหล่านั้นเปลี่ยนสภาพไปหมด ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟ หรือจุดที่ ผกค. ดักวางระเบิดและยิงซ้ำปลัดจังหวัดตรังจนเสียชีวิตคาที่ และเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสไปเขียนเรื่องของจังหวัดอื่น เพราะผมตั้งใจว่าจะเขียนเฉพาะเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น
ในยามนั้น บรรยากาศท่ามกลางดงยางในป่ามันเย็นเยือกจับใจ แต่สำหรับผู้คนความเย็นนั้นกลับกลายเป้นความหวาดหวั่น พรั่นพรึง และความไม่มั่นคงในชีวิต หลังมีข่าวว่านักศึกษาถูกยิง ผมพบเจอพ่อแม่หลายคนที่ดั้นด้นมาตามหาลูก มาถามผมว่าเห็นลูกของเขาบ้างไหม
ผมจึงตั้งชื่อเรื่องราวของพวกเขาว่า ‘เย็นลมป่า’ เฉกเช่นเดียวกับสายลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านสวนยางเมืองตรัง มันไม่ใช่ความเย็นที่เบาสบาย รื่นรมย์ หรือให้ความหวัง หากเป็นความเย็นเยียบในใจของผู้คนท่ามกลางความหวาดกลัว
หากเย็นลมป่าจะมีการพิมพ์ใหม่ ผมอยากเพิ่มเรื่องของลูกนายยั้งที่ถูก ผกค. ยิงเสียชีวิต วันนี้เขาเติบโตมาเป็นกำนันได้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อเสียง เป็นเรื่องจริงในปัจจุบันที่น่ายินดี
40 ปี “เย็นลมป่า” ถ้าคนรุ่นใหม่หยิบกลับมาอ่านในวันนี้
ผ่านมากว่า 40 ปี ทุกอย่างเปลี่ยนไปเกือบหมด คนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว ดีว่าผมอายุยืนหน่อย (หัวเราะ) หนังสือพิมพ์มา 6 ครั้ง คนรุ่นหลังที่ได้อ่านเขาก็บอกว่าไม่อยากเชื่อว่าบ้านเมืองเราเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แม้กระทั่งในพื้นที่ตรังเอง ร่องรอยเดิมแทบไม่เหลือแล้ว

เราสูญเสียข้าราชการดี ๆ ไปหลายคนอย่างน่าสะเทือนใจ เรื่องเหล่านี้มันไม่ควรเกิดขึ้นเลย หากเรายึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมตั้งแต่แรก บ้านเมืองก็จะไม่ต้องสูญเสียขนาดนี้
และสิ่งที่ผมพยายามพูดอยู่เสมอเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้ คือเรื่องที่มาของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตอนนี้เหลือผมอยู่คนเดียวแล้วที่พูดเรื่องนี้ ปัญหาภาคใต้มันเคยมีแนวโน้มสงบลงแล้ว แต่พอนโยบายไปละเมิดหลักกฎหมาย ใช้วิธีนอกระบบ ฆ่าตัดตอน มันจึงกลายเป็นชนวนให้ความรุนแรงปะทุขึ้นมาใหม่
คนที่แก้ปัญหาในปัจจุบันต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง อย่าหนีปัญหา และต้องน้อมนำแนวพระราชดำรัส ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ มาปฏิบัติจริง ไม่ใช่เอามาพูดกันเกลื่อนแต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เข้าใจความหมาย การบริหารประเทศ หากไม่ยอมรับความจริงและไม่เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง มันไม่มีทางแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้สำเร็จ
6 ตุลาฯ ผ่านมา 50 ปี ความไม่ปกติของการเมืองไทยยังคงดำรงอยู่
เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แม้บ้านเมืองเราจะมีการแก้รัฐธรรมนูญมาถึง 20 ฉบับ รัฐธรรมนูญคือหน้าตาและโครงสร้างของการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย แต่บทเรียนจากรัฐธรรมนูญปี 2540 บอกเราแล้วว่า ต่อให้เขียนกฎหมายไว้ดีแค่ไหน ในที่สุดก็พังจนทหารออกมายึดอำนาจ เพราะระหว่างการบริหารประเทศ ผู้ปกครองไม่ได้ยึดตัวกฎหมาย แต่เอาอำนาจและผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง
บทเรียนจาก 6 ตุลาฯ จนถึงวันนี้สะท้อนอยู่ในคำปรารภของรัฐธรรมนูญปี 2560 ชัดเจนที่สุด ก่อนที่ในหลวงจะทรงลงพระปรมาภิไธย มีท่อนหนึ่งในคำปรารภระบุไว้ว่า:
“…บางครั้งเกิดวิกฤติการณ์ทางรัฐธรรมนูญที่หาทางออกไม่ได้ เหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มีผู้ไม่นำพาหรือไม่นับถือยำเกรงกฎเกณฑ์การปกครองบ้านเมือง ทุจริตฉ้อฉลหรือบิดเบือนอำนาจ หรือขาดความตระหนักสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน จนทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผล ซึ่งจำต้องป้องกันและแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบคุณธรรมและจริยธรรม…“
ที่ผมยกคำปรารภนี้ขึ้นมาอ่าน เพราะนี่คือตัวชี้วัดว่าทำไมบ้านเมืองถึงเกิดวิกฤตซ้ำซาก สิ่งที่เขียนไว้มันตรงกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มีการฉ้อฉล มีการฮั้วกันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย หรือการทุจริตในวงการต่าง ๆ เช่น การกักตุนน้ำมันเมื่อขึ้นราคา ทั้งหมดล้วนสะท้อนถึงการไม่ยำเกรงกฎเกณฑ์ ฝ่ายการเมืองบิดเบือนอำนาจ ลุกลามไปแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการประจำ ดึงคนของตัวเองขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ขาดจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง
ในคำปรารภบอกว่าต้องแก้ด้วยการให้การศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย แต่การบังคับใช้กฎหมายของเราก็มีปัญหา ส่วนการศึกษาในสถาบันอย่างเดียวก็คงไม่พอ เราจึงต้องหวังพึ่งสื่อมวลชนในการช่วยนำเสนอความรู้และความจริง แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีสื่อบางส่วนที่ไม่ช่วยเปิดโปงความไม่ถูกต้อง เพราะฝ่ายการเมืองก็มาจากระบบที่ไม่ถูกต้อง เขาก็ใช้เงินซื้อ เพราะตัวเขาเติบโตมาได้ด้วยเงิน
แม้จะผ่าน 6 ตุลาฯ มา 50 ปีแล้ว แต่รัฐบาลและผู้มีอำนาจในปัจจุบันก็ยังคงไม่ได้เข้ามาด้วยความชอบธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แม้จะมาจากการเลือกตั้งก็จริง แต่ไม่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม มีการใช้เงิน เมื่อเริ่มต้นด้วยการใช้เงิน เขาก็มองการเมืองเป็นธุรกิจ เมื่อเป็นธุรกิจก็ต้องลงเงินและหากำไร ไม่ได้บริหารบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจาก ‘ตัวบุคคล’ และ ‘ความไม่ศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย’ ทำให้คนบางกลุ่มสามารถทำเรื่องที่ผิดให้กลายเป็นไม่ผิดได้ เพราะคนที่ทำหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิดคือคนที่พวกเขาแต่งตั้งขึ้นมาเอง บ้านเมืองมันจึงวนเวียนอยู่ในสภาพแบบนี้
50 ปีที่ผ่านไป เรายังจมอยู่กับวังวนเหล่านี้อย่างน่าเสียดาย สิ่งที่ผมย้ำมาตลอดคือ เราต้องช่วยกันผลักดันให้ความถูกต้องและความชอบธรรมเกิดขึ้นในบ้านเมือง ยึดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง และยึดหลักว่าอะไรถูกอะไรผิดต้องว่ากันไปตามตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากกฎหมายมีข้อบกพร่อง ไม่ดีตรงไหน ก็แก้ไขไป แต่ตราบใดที่มีกฎหมายอยู่ ทุกคนก็ต้องอยู่ใต้บังคับของกฎหมายอย่างเท่าเทียม

