แก่เดียวดาย ตายลำพัง : เมื่อการอยู่โดดเดี่ยว ไม่ใช่ความล้มเหลว…รูปแบบชีวิตใหม่ที่ไทยต้องตอบโจทย์

ปี 2020 UN รายงานว่า 1 ใน 5 ของผู้สูงวัยทั่วโลกกำลังใช้ชีวิตเพียงลำพัง สัญญาณเตือนของของโลกนี้ กลายเป็นหมุดหมายในการเปลี่ยนแปลงนโยบายของหลาย ๆ ประเทศ

สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างยุโรป และ อเมริกา การอยู่ลำพัง อาจเป็นสิทธิในการเลือก เมื่อรัฐสวัสดิการแข็งแรงพอที่จะรองรับความโดดเดี่ยวให้กลายเป็นความเป็นส่วนตัวที่มีคุณภาพ 

แต่สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทย ความลำพัง มักมาพร้อมกับ ความเสี่ยง ทั้งทางกาย จิตใจ และความมั่นคงในชีวิต

บทเรียนในเอเชียจากประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ชี้ให้เห็นภาพอนาคตที่น่ากังวล ผ่านคำว่า โคโดคุชิ (Kodokushi) หรือ การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวลำพัง ในขณะที่เกาหลีใต้จำเป็นต้องออกกฏหมาย ป้องกันและจัดการการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว

The Active ชวนคุยกับ อ.แหวน – ผศ.ณัฏฐพัชร สโรบล ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงปรากฏการณ์นี้ พร้อมรายงานชิ้นสำคัญ ลำพังรีพอร์ต ที่ชี้ว่าไทยมีผู้สูงวัยลำพังมากกว่าที่คิด สำหรับทางออกที่ยังยืนอาจไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แต่คือการดึงเอาหัวใจของ Community-based หรือ การใช้ชุมชนโอบอุ้มกัน

อ.แหวน – ผศ.ณัฏฐพัชร สโรบล ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เพราะการอยู่ลำพังไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือรูปแบบการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่รัฐต้องทำความเข้าใจ และต้องออกแบบนโยบายให้ประชาชน อยู่ลำพังได้อย่างสง่าผ่าเผย มีศักดิ์ศรี ปลอดภัย และเอื้อให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตในแบบที่เลือกอย่างมีคุณค่าจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

โคโดคุชิ-โกด็อกซา เมื่อการตายลำพังกำลังเกิดทั่วโลก

ปี 2020 UN เปิดเผยรายงาน World Population Ageing 2020 ระบุว่า มีผู้สูงวัย 20% ของผู้สูงวัยทั่วโลกกำลังอยู่อาศัยเพียงลำพัง 

ตัวเลขนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนของโลกต่อวิถีความเป็นอยู่ที่กำลังเปลี่ยนไป และปัญหาแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต และกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของหลายประเทศทั่วโลก

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา และ อังกฤษ พบว่า การอยู่ลำพัง คือ ทางเลือก เมื่อพวกเขามีความมั่นคงทางการเงินมากพอและเข้าถึงรัฐสวัสดิการได้โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน

ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา การอยู่ลำพัง คือ ความเสี่ยง เนื่องจากขาดสวัสดิการรองรับ เปราะบางต่อความไม่ปลอดภัย เจ็บป่วยฉุกเฉิน ถูกหลอกลวง และความโดดเดี่ยวทางจิตใจ

เกาหลีใต้ เปิดเผยตัวเลขว่า ในปี 2021 มีคนที่เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว หรือที่เรียกว่า โกด็อกซา (Godoksa) สูงถึง 3,378 ราย วิกฤตนี้ ทำให้เกาหลีใต้ออก พ.ร.บ. ป้องกันและจัดการการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว (Lonely Death Prevention and Management Act) มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2021

ส่วนประเทศญี่ปุ่น มีคำที่คนทั่วโลกได้ยินชินหูอย่าง โคโดคุชิ (Kodokushi) หรือ การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวลำพังโดยไม่มีใครรู้ ในปี 2024 สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น รายงานว่า เพียงครึ่งปีแรก มีชาวญี่ปุ่นราว 4,000 รายเสียชีวิตตามลำพังในบ้านพัก และ 70% คือ ผู้สูงอายุ (130 รายถูกพบหลังเสียชีวิตไปแล้วนานนับปี)

อ.แหวน อธิบายคำว่า โคโดคุชิ ถูกพูดถึงอย่างมากเมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มขั้น ที่มาพร้อมปัจจัยอย่างน้อย 3 อย่าง ได้แก่ 

  1. จำนวนเด็กเกิดน้อย-ผู้สูงวัยอายุยืนยาว

  2. คนแยกตัวออกจากครอบครัว สายสัมพันธ์และการเกื้อหนุนในบ้านลดลง

  3. ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่เปลี่ยนไป เลือกตัดสินใจแบบใหม่ได้

“สถานการณ์ตายลำพังกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ญี่ปุ่นเป็นเพียงประเทศหนึ่งที่พยายามสะท้อนสถานการณ์ให้เห็น โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่มีความเป็นส่วนตัวมาก ๆ แม้กระทั่งนั่งทำงานข้างกันก็ไม่มีสิทธิพูดคุยเรื่องส่วนตัว”

อ.แหวน บอกเล่าสถานการณ์

ด้วยสภาพสังคมเช่นนี้ทำให้หลายครั้ง โคโดคุชิ จึงไม่ได้เกิดแต่กับคนแก่ แต่เกิดกับหนุ่มสาวที่เผชิญความเหงา ซึมเศร้า และจบชีวิตตัวเอง

ส่วนในบ้านเรา เริ่มมีข่าวคนเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวให้เห็นบ้างแล้ว บทเรียนจากญี่ปุ่นและนานาประเทศทั่วโลกจึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือน ว่าอีกไม่นานปรากฏการณ์นี้กำลังจะถาโถมเข้าสู่ประเทศไทยอย่างหนักเช่นกัน

“โคโดคุชิ ในญี่ปุ่นเปรียบเสมือนสึนามิ ที่ตั้งหลักรอกลางทะเลแล้วเตรียมสาดลงมา”

แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่บริบทต่างกับไทย ทำให้เชื่อว่าอาจไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ แต่จากการทำงานด้านผู้สูงอายุยาวนานกว่า 20 ปี นี่คือบทเรียนครั้งสำคัญ

“สถานการณ์ผู้สูงวัยทั่วโลกเป็น scenerio ของกันและกัน เราอาจไม่มีผู้สูงวัยตายลำพังเท่าญี่ปุ่น แต่วันนี้เราเห็นคนโสดมากขึ้นในบ้านเราซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการตายลำพังมากขึ้น ต่างกันตรงที่การตายลำพังในญี่ปุ่นเป็นทางเลือก แต่สำหรับคนไทยแล้ว อาจเป็นทางที่เราไม่ได้เลือกเองด้วยซ้ำ”

อ.แหวน ขยายความ

‘ลำพังรีพอร์ต’ เมื่อผู้สูงวัยไทยโดดเดี่ยวมากกว่าที่คิด

“เรารับรู้ว่าในบ้านเรามีผู้สูงวัยอยู่ลำพังไม่น้อย แต่เรากลับตอบไม่ได้ชัดเจน ว่ามีจำนวนมากเท่าไหร่”

อ.แหวน เล่าย้อนไปถึงคำถามสำคัญ เมื่อครั้งที่ UNDP และ WHO มาดูงานในชุมชนแล้วตั้งคำถามกับประเทศไทย แต่น่าแปลกใจ ที่บ้านเรากลับไม่เคยมีตัวเลขนี้อย่างจริงจังเหมือนในต่างประเทศ

แล้วเหตุใด ? คำถามนี้จึงสำคัญนัก 

คำตอบคือ ยิ่งเรามองเห็นสถานการณ์ที่แท้จริงตอนนี้ได้เร็วเท่าไหร่ เราจะยิ่งตื่นตัวเร็วเท่านั้น ยิ่งนำมาสู่การออกแบบนโยบายที่เหมาะสมให้มากที่สุด

นี่จึงเป็นที่มาของ ลำพังรีพอร์ต รายงานสถานการณ์การอาศัยอยู่ลำพังของผู้สูงอายุในชุมชนเทศบาลเมืองบึงยี่โถ จ.ปทุมธานี  

และแน่นอนว่าสถานการณ์ที่ค้นพบนั้น ซับซ้อนกว่าที่คิด…

ทีมวิจัยลงพื้นที่จริง เคาะประตูบ้านทุกหลังในเทศบาลเมืองบึงยี่โถ จากผู้สูงอายุทั้งหมด 6,230 คน มีผู้สูงอายุที่ยอมพูดคุยให้ข้อมูล 2,071 คน (นอกนั้นไม่สะดวกให้ข้อมูล) และพบ ผู้สูงอายุ 1,005 คน มีภาวะการอยู่ตามลำพัง 

“หากตีความว่าลำพัง เราอาจเข้าใจว่าคือการอยู่คนเดียวตามลำพัง (alone) เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วความลำพังมีรูปแบบที่หลากหลายมากกว่าที่คิด”

อ.แหวน ชวนคิดตาม

ลำพังรีพอร์ต พบว่า ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง แบ่งได้เป็น 4 แบบ ได้แก่

1. ลำพังโดยสมบูรณ์ (กลุ่มเปราะบางทางกายภาพ – The Physically Vulnerable) พบ 173 คน (17.2%)

    โดยกลุ่มผู้สูงวัยที่อยู่คนเดียวอย่างแท้จริง อาจเพราะโสด ผ่านการหย่าร้าง หรือคู่ชีวิตตาย และไม่มีลูกหลาน บางคนไม่ได้อยากอยู่คนเดียว แต่ต้องถูกบังคับให้ลำพังไปตามชะตาชีวิต ในขณะที่อีกหลายคน กลับเลือกที่จะอยู่ลำพังโดยสมัครใจ

    “ตอนนี้ญี่ปุ่นเทรนด์การใช้ชีวิตแบบ โอฮิโตริซัง (Ohitorisama) หรือไลฟ์สไตล์ที่เต็มใจทำกิจกรรมทุกอย่างเพียงลำพังอย่างมีความสุข แม้จะมีคู่ชีวิต ญาติพี่น้อง แต่ก็เลือกที่จะแยกออกมาอยู่คนเดียวลำพัง”

    สำหรับผู้สูงวัยกลุ่มนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ลำพังแบบไม่เต็มใจ (สมาชิกในบ้านจากไปก่อน) มักเจอกับวิกฤตบ้านและที่อยู่อาศัยที่ทรุดโทรม และปัญหาสุขภาพ

    “หากเป็นผู้หญิงที่อยู่ลำพัง จะมีความเสี่ยงเรื่องบ้าน ทั้งท่อตัน ไฟเสีย น้ำไม่ไหล เขาจะปล่อยให้เป็นแบบนั้น เพราะไม่ไว้ใจใครให้เข้ามาดูแล”

    อ.แหวน ยังอธิบายด้วยว่า เมื่อที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย อุบัติเหตุในบ้านก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หรือเมื่อล้มป่วยก็ไม่มีใครพาไปหาหมอ ดูแล หรือให้กำลังใจในการรักษาตัว 

    และด้วยความไม่ไว้ใจคนภายนอกของกลุ่มนี้ พวกเขาจึงไม่แสดงออก หรือขอความช่วยเหลือใด ๆ เรียกได้ว่าเป็นกลุ่ม “เปราะบางซ่อนเร้น”

    2. โดดเดี่ยว (กลุ่มเปราะบางทางจิตใจ – The Psychologically Distressed) พบ 170 คน (16.9%)

    กลุ่มนี้เป็นผู้สูงอายุที่ยังอยู่กับคู่ชีวิต ญาติพี่น้อง หรือมีคนในครอบครัวรายล้อม แต่ในใจกลับรู้สึกโดดเดี่ยว (Living with family but socially isolated) อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่ลงรอย

    “ผู้สูงวัยกลุ่มนี้ภายนอกมักดูสบายดี มีครอบครัวดูแล แต่ลึก ๆ ภายในต้องเผชิญกับความเปลี่ยวเหงา ซึมเศร้า ว้าเหว่ลึกลงในใจ แผลภายในที่มองไม่เห็นนี้ทำให้พวกเขาถูกหลงลืม และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากระบบ”

    กลุ่มนี้จะมีวิกฤตทางสุขภาพจิต เสี่ยงซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย และเสี่ยงถูกทำร้ายจากครอบครัวทั้งกายใจ ยิ่งขาดการสื่อสารกับครอบครัว ยิ่่งทำให้การเยียวยาจิตใจทำได้ล่าช้าไปอีกทั้งที่ควรเป็นเรื่องเรื่องเร่งด่วน

    3. กึ่งลำพัง (กลุ่มเสี่ยงเชิงสถานการณ์ (The Situationally At-Risk)  พบ 885 คน (88.0%)

    เป็นกลุ่มที่พบมากที่สุด คือ ผู้สูงวัยที่พึ่งพาอยู่อาศัยกับลูกหลาน วิถีชีวิตคืออยู่บ้านคนเดียวตอนกลางวัน และลูกหลานกลับมาบ้านหลังเลิกงาน (หรือกลับมาวันหยุด)

    ผูู้สูงวัยกลุ่มนี้จึงอยู่ลำพังเป็นบางช่วงเวลา ความน่ากังวลคือ หากมีการเกิดอุบัติเหตุภายในบ้านระหว่างอยู่คนเดียว มักถูกทิ้งไว้นานหลายชั่วโมง หรือหลายวัน กว่าลูกหลานกลับมาพบก็อาจช่วยเหลือไม่ทันการ

    “แม้พวกเขาจะดูสุขภาพดีกว่ากลุ่มอื่น แต่พร้อมจะเปราะบางได้ทุกเมื่อหากครอบครัวพึ่งพาไม่ได้อีกต่อไป และยังมีเวลาว่างมากในแต่ละวัน จึงใช้เวลาอยู่กับสื่อออนไลน์สูงและมักตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ”

    4. เสมือนลำพัง (กลุ่มแบกรับภาระ -The Caregiver Burden) พบ 147 คน (14.6%)

    ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะยังอยู่อาศัยกับคู่ชีวิต แต่อีกฝ่ายอยู่ในสภาวะเจ็บป่วย เช่น สมองเสื่อม หรือป่วยติดเตียง บางครั้งมีลูกหลานอยู่ด้วยแต่มีความพิการทางสมอง ออทิสติก 

    พวกเขาต้องต้องรับภาระหนักดูแล ทำให้แบกรักภาระทางเศรษฐกิจมาก เหนื่อยล้าทั้งทางกาย และโดดเดี่ยวในใจ

    “พวกเขาเปรียบได้กับ ฮีโร่ที่ถูกลืม การรับภาระเป็นผู้ดูแลเป็นงานหนัก ทำให้พร้อม burnout ทุกเมื่อ บางคนบอกว่าอยู่ก็เหมือนตาย จึงต้องการการดูทางใจมากที่สุด”

    หากถามว่าทั้ง 4 กลุ่มนี้ กลุ่มไหนที่วิกฤตและน่าจะต้องเร่งช่วยเหลือมากที่สุด อ.แหวน ย้ำชัดว่าแต่ละกลุ่มวิกฤตกันคนละแบบ การออกแบบระบบช่วยเหลือที่เหมารวม ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน

    อาจคิดว่าการติดกล้องวงจรปิดให้ผู้สูงอายุที่บ้านอาจช่วยแก้ปัญหา แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ผู้สูงวัยทุกคนจะสะดวกใจ หรือการมีรถรับส่งผู้สูงวัยออกจากบ้านไปศูนย์ดูแลต่าง ๆ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่อยากออกจากบ้าน หรือใช้บริการร่วมกับคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่รู้จัก

    “เราอยากให้เห็นว่าแต่ทุกคนที่อยู่ลำพัง กำลังเจอกับปัญหาคนละแบบ บางกลุ่มต้องปรับสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย แต่บางกลุ่มกลับต้องกลับมาดูแลแผลในใจ คลี่คลายความสัมพันธ์ การออกแบบการช่วยเหลือจึงต้องละเอียดอ่อนมาก และต้องออกแบบการแก้ปัญหารายบุคคล”

    อ.แหวน อธิบาย

    โดดเดี่ยวแบบญี่ปุ่น : เมืองแห่งนวัตกรรมที่หันมาแก้ปัญหาด้วยชุมชน

    พาย้อนกลับมาดูประเทศรุ่นพี่อย่างญี่ปุ่น ที่ล้ำหน้าไทยไปแล้วเรื่องสถานการณ์สูงวัยลำพัง ญี่ปุ่นจึงได้ออกแบบการดูแลและบริการให้ผู้สูงวัยหลายระดับ ทั้งระบบการดูแลระยะยาว ศูนย์ดูแล Day Care เนอร์สซิ่งโฮม ศูนย์บริการของรัฐ และ สวัสดิภาพชราภาพที่ประชาชนจ่ายเพียง 10-15% เท่านั้น ที่เหลือรัฐช่วยดูแล

    แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช้ผู้สูงวัยทุกคนจะอยากใช้รัฐสวัดิการเหล่านี้…

    “ผู้สูงวัยหลายคนยังอยากอยู่ในบ้านเกิด อยากอยู่ร่วมกับชุมชน และพึ่งพาตัวเองมากกว่า แม้จะไม่มีลูกหลานดูแล”

    อ.แหวน ย้ำ

    อีกทั้งญี่ปุ่นเองในวันนี้ก็ยอมรับว่างบประมาณและสวัสดิการที่รัฐจัดตั้งไว้ให้สำหรับประชากรสูงวัยไม่ได้สมดุลกับจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอีกต่อไปแล้ว

    วิธีหนึ่งที่ญี่ปุ่นเลือกใช้ คือ การออกแบบให้ชุมชนโอบอุ้มกัน หรือ Community based ควบคู่ไปกับ Institution based 

    อ.แหวน py’เล่าให้ฟังว่าในช่วงเวลาที่เรียนอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ได้เห็นวิธีการง่าย ๆ ในการดูแลผู้สูงวัยลำพังในชุมชน คือ การเช็กชื่อด้วยการตากผ้า

    “ทุกเช้า ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังจะเอาผ้ามาตากหน้าบ้าน อาสาสมัครในชุมชนที่ทำหน้าที่สอดส่องจะรับรู้ว่าเจ้าของบ้านยังสบายดี ตกเย็นก็ให้ออกมาเก็บผ้าและเปิดไฟ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าวันนี้ยังโอเค ไม่ได้ล้มป่วย”

    “เราเซอร์ไพรส์ว่า ญี่ปุ่นคือเมืองแห่งเทคโนโลยี น่าจะดูแลผู้สูงอายุลำพังด้วยนวัตกรรม แต่แท้จริงแล้วกลับมาสู่จุดพื้นฐานกว่านั้นมาก คือ การจัดการแบบ community based ที่ร่วมมือกันระหว่างผู้สูงวัยกับชุมชน ที่มีความสบายใจมากกว่าการให้รัฐเข้ามาจัดการ”

    อ.แหวน สะท้อนมุมมอง

    แน่นอนว่า วิธีนี้ในประเทศไทยคงทำได้ยากโดยเฉพาะในเขตเมืองเพราะสุ่มเสี่ยงต่อมิจฉาชีพ แต่ข้อดีคือ บ้านเรามี community based ที่แข็งแกร่งมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเห็นได้ว่า เรื่องการจัดการผู้สูงวัยลำพังนั้น sensitive และซับซ้อน การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถใช้รูปแบบเดียวได้กับทุกคน ทุกพื้นที่

    สร้างเมือง คู่ สายสัมพันธ์

    สำหรับผู้สูงวัยลำพัง การออกแบบเมืองและที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรทางโครงสร้างป็นสิ่งที่สำคัญ แต่จากหลายบทเรียนทั่วโลก ทำให้เห็นว่า การสร้างสายสัมพันธ์ของผู้คนและชุมชนให้แข็งแรง เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

    “โครงสร้างของเมืองสำคัญก็จริง แต่มิติภายในของผู้คนสำคัญกว่า ในวันนี้ เราอยู่ในสังคม Social isolation ทุกคนมีโลกส่วนตัว ต่างคนต่างอยู่ แต่การจะเกื้อหนุนทุกคนในสังคมได้ จำเป็นต้องออกแบบสังคมต้องมีความแข็งแรงทางสายสัมพันธ์ควบคู่กัน”

    อ.แหวน ให้มุมมอง

    ความลำพังไม่ได้เกิดจากสภาพทางกายภาพ เช่น การอาศัยอยู่ในบ้านเพียงคนเดียว แต่ความลำพังอาจเกิดจากทฤษฎีการไม่สอดคล้องทางการรับรู้ (Cognitive Discrepancy Theory) คือสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่เป็นจริง ไม่สอดคล้องกัน เช่น เรามีลูก คาดหวังให้ลูกดูแลเรา แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป ดังนั้น ลำพังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน

    การพัฒนาโครงสร้างเมืองควบคู่ไปกับการสร้างสังคมแห่งความผูกพันธ์ (social cohesion) การพัฒนาความสัมพันธ์จึงอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

    “เราเห็นสนามเด็กเล่นที่มีพ่อแม่พาเด็ก ๆ ออกมา แต่สำหรับผู้สูงวัยลำพัง นอกจากไม่มีพื้นที่ให้แล้ว ยังไม่มีใครพาออกมาด้วย เราอยากเห็นบริการและพื้นที่แบบนี้ในสังคมไทย”

    อ.แหวน สะท้อนภาพความจริง

    นอกจากการสร้าง Puiblic space สำหรับคนทุกวัยอย่างเท่าเทียมแล้ว ยังควรออกแบบบริการ เพื่อนพาไป เช่นเดียวกับ แคนนาดา หรือเนเธอร์แลนด์ 

    แม้บ้านเราจะเริ่มมีบริการอย่าง Joy ride ลูกรับจ้างหลานจำเป็น ที่เป็นทางเลือกให้ผู้สูงวัยแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ สังคมไทยต้องเปิดรับ เข้าใจ และกล้าที่จะออกมารับบริการเหล่านี้ด้วย

    เพราะฉะนั้นแล้ว การออกแบบเมืองและชุมชนที่ดีที่สุด คือ การทำให้ผู้สูงอายุได้ใช้ชีวิตแบบที่ต้องการ ปลอดภัย และมีคุณค่า

    “นโยบายเมืองที่ดีต้องไม่ดึงเอาผู้สูงวัยออกจากชีวิตที่เขาเลือกเอง แต่ต้องเป็นเมืองที่สร้างระบบให้เอื้อต่อการอยู่อย่างปลอดภัย และมีคุณค่า ไม่ว่าความลำพังจะเป็นชีวิตที่เลือกเองหรือไม่ เมืองก็ต้องเอื้อให้เขาอยู่ดี การเตรียมลำพังและการทำระบบลำพัง (ลำพัง Support) จึงเป็นเรื่องที่รัฐต้องหันมาให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ไม่รัฐสวัสดิการที่เข้มแข็ง”

    อ.แหวน เน้นย้ำ

    อ.แหวน – ผศ.ณัฏฐพัชร สโรบล ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน
    คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    เสนอสร้างศูนย์ลำพังซัปพอร์ต พร้อมนโยบาย 3 กะ

    ประเทศญี่ปุ่นมีศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและบริการผู้สูงอายุ ที่เน้นการดูแลแบบองค์รวมในชุมชนชุมชน (Community-based Care) ผ่านกิจกรรมหลากหลาย เช่น ออกกำลังกาย ทำอาหาร ชงชา และเล่นเกมฝึกสมอง (เช่น ไพ่นกกระจอก)

    อ.แหวน จึงเสนอว่า ควรมีศูนย์ลักษณะนี้ในไทยให้มากขึ้น หรือที่เรียกว่า ศูนย์ลำพังซัปพอร์ต พร้อมเสนอนโยบาย 3 กะ (กระจุก กระจุย กระจาย)

    1. กระจุก

    รัฐต้องเข้าใจว่าผู้สูงอายุลำพังมีหลายรูปแบบ ต้องจัดกลุ่ม และจัดหาบริการที่ตอบโจทย์แตกต่างกัน เช่น หากเป็นกลุ่มลำพังโดดเดี่ยว การใช้นวัตกรรมต่าง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ เพราะต้องการการเยียวยาจิตใจจากกนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ก่อนเป็นอันดับแรก

    2. กระจุย

    เมื่อผู้สูงวัยลำพังแต่ละคน มีปัญหาและความต้องการคนละแบบ การมีแผนจัดทำการดูแลเฉพาะบุคคลจึงเป็นสิ่งจำเป็น สิ่งนี้สามารถทำได้จริง แต่ต้องมีบุคลากรและองค์ความรู้ที่มากพอ

    “ถึงเวลาแล้ว ที่รัฐต้องมีนโยบาย Loneliness Care Plan หรือแผนจัดการความลำพังเฉพาะบุคคล เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ยังมีปัญหาคือเรายังมีนักสังคมสงเคราะห์ไม่มากพอที่จะกระจายไปทุกชุมชน แต่จำเป็นต้องทำหากต้องจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังในสังคม”

    3. กระจาย

    ระบบของสังคมและสวัสดิการของรัฐต้องกระจายไปให้ถึงผู้คนทุกกลุ่ม และมีทางเลือกมากพอ เพื่อให้คนที่อยู่ลำพังกล้าที่จะยอมรับและออกมารับบริการ

    “คนไทยมองเรื่องการอยู่ลำพังเป็นปัญหามากกว่าทางเลือก เราต้องเปลี่ยน mindset ของคนในสังคมก่อนว่าการตัดสินใจอยู่เพียงลำพังไม่ได้แปลก แต่เป็นเรื่องต้องเคารพกัน และเมื่อตัดสินใจแบบนั้นแล้ว ไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นกลุ่มเปราะบาง รัฐต้องมีสวัสดิการหรือบริการที่เป็นทางเลือก ทำให้อยู่ลำพังอยากจะเข้าเดินเข้าไป แล้วแสดงตัวว่า I am alone อย่างสง่าผ่าเผย”

    อ.แหวน มองภาพฝัน

    ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการรับบริการเกี่ยวกับบ้าน จำเป็นต้องมีคำแนะนำสำหรับผู้สูงวัยอยู่ลำพังโดย เฉพาะว่าต้องติดตั้งก๊อกน้ำ ไฟฟ้า หรือราวจับแบบไหน แล้วมีบริการช่างมาตรวจเช็คทุก 3 เดือน

    “ในยุโรปก็มีบริการแบบนี้เหมือนกัน แต่ประชาชนมีสิทธิเลือกว่าหากอยู่ลำพังแล้วอยากรับเซอร์วิสแบบไหน ต่างจากบ้านเราตอนนี้ ที่เหมือนการยัดเยียดให้รับแบบเดียวกันทั้งหมด เราอยากให้มีการกระจายระบบบริการให้สนุก และทำให้คนที่อยู่ลำพังได้ชีวิตได้อย่างมั่นคง”

    อ.แหวน สะม้อนมุมมอง

    ลำพังอย่างผ่าเผย : ไม่ต้องอายใครถ้าจะบอกว่า “ฉันโดดเดี่ยว”

    อ.แหวน ยังเล่าให้เราฟังว่า จากการลงเก็บข้อมูลวิจัยในพื้นที่ แม้จะมีเจอผู้สูงอายุอยู่ลำพังนับพันราย แต่มีอีกจำนวนไม่น้อย ที่ไม่พร้อมเปิดเผยความโดดเดี่ยวลำพังที่ตนเองกำลังเผชิญ

    “ทุกวันนี้ ไปเคาะประตูบ้านไหน แทบไม่มีใครอยากบอกว่าฉันโดดเดี่ยว เพราะรู้สึกอายและไม่กล้าบอกเพื่อนบ้านว่าลูกหลานทิ้งไป เขาไม่มั่นใจจะโชว์ว่าตัวเองอยู่ลำพังอย่างเปิดเผย เพราะสะท้อนถึงความล้มเหลวในชีวิต”

    เมื่อไม่ยอมรับ จึงทำให้การช่วยเหลือเข้าไม่ถึงและเกิดช่องว่าง ฉะนั้นจำเป็นต้องกลับมาแก้ไขที่รากฐานของปัญหา คือ การปรับทัศนคติต่อการอยู่โดดเดี่ยวลำพัง

    “การอยู่ลำพังไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นชีวิตแบบใหม่ เป็นสิ่งที่ทุกคนมีสิทธิเลือกและตัดสินใจ”

    อ.แหวน เน้นย้ำ

    อ.แหวน ยอมรับด้วยว่า ตอนนี้คนไทยยังไม่กล้ายอมรับ เพราะกลัวถูกตีตราจากคนรอบข้าง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง ปรับ Mindset ของสังคม ให้เข้าใจว่าการอยู่ลำพังสามารถเกิดขึ้นได้กับชีวิตเราทุกคนได้ และมนุษย์ก็มีสิทธิที่จะเลือกใช้ชีวิตได้แบบที่ต้องการ ไม่ว่าจะเลือกอยู่ในสังคม หรืออยู่ลำพังด้วยตัวเอง ก็สามารถมีศักดิ์ศรีได้อย่างเท่าเทียม

    เช่นเดียวกับเรื่อง ความโสด ที่ในอดีตเป็นสถานะที่ไม่มีใครกล้ายอมรับ และทำให้รู้สึกอับอาย แต่ทุกวันนี้กลับเป็นเรื่องที่สามารถยอมรับได้อย่างสง่าผ่าเผย

    วันนี้ รัฐจึงควรทำให้เรื่องการอยู่ลำพัง กลายเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้กลายเป็นความปกติใหม่ เพราะหากประชาชนยังไม่ยอมรับและตีตรา ไม่ว่ารัฐจะออกแบบบริการแบบไหน พวกเขาก็ไม่กล้าออกจากบ้านมาใช้บริการอยู่ดี

    สัญญาณเตือนเมืองไทย สึนามิสูงวัยลำพังกำลังมา

    แม้ลำพังรีพอร์ต จะชี้ถึงสถานการณ์สูงวัยลำพังในเขตเดียวของประเทศไทยเท่านั้น แต่พอจะชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มและสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นรุนแรงในอนาคต

    คำถามสำคัญ คือ หากบ้านเราไม่เร่งเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ เราจะอยู่ในบ้านเมืองแบบไหนในอนาคต ?

    อ.แหวน อธิบายด้วยว่า การอยู่ลำพังกระทบความเป็นอยู่ในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายคนเดียว ไม่ได้รับการเกื้อหนุน หรือแบ่งเบาภาระจากครอบครัว

    ด้านสุขภาพร่างกายก็ย่ำแย่กว่าคนที่ไม่ได้อยู่ลำพัง เพราะขาดการดูแลหรือพบแพทย์ตามนัด แต่สำคัญที่สุดคือเรื่องของสภาพจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อผนวกกับสภาพสังคมแบบ Social isolation ที่มีแนวโน้มจะมากขึ้นในอนาคต หากไม่เร่งแก้ไขในวันนี้ เราอาจจะมีอนาคตในแบบที่ไม่เอื้อต่อการแก่ชรา และมีชีวิตที่ดีก็เป็นได้

    “ตอนนี้โลกเป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรม (mixed culture) เช่น คนยุโรป แต่งงานกับคนอิหร่าน เมื่อมีลูก พี่น้องแต่ละคนก็แยกย้ายไปทำงาน ตั้งรกรากไปตามแต่ละประเทศ วิถีคนทั่วโลกำลังโดดเดี่ยว เพราะไม่มี family member จึงจำเป็นต้องพึ่งรัฐสวัสดิการมาก และดูแลตัวเองได้ในวาระสุดท้ายของชีวิต ต่างจากฝั่งเอเชียที่ยังคงมีโมเดลแบบชุมชนเป็นฐานราก (Community-based) เป็นหลัก”

    อ.แหวน ขยายความ

    เรื่องนี้ไม่ได้ไกลตัวเลย เพราะมีสัญญาณเตือนที่เป็นรูปธรรมให้เห็นบ้างแล้วในบ้านเรา คือ หัวหิน

    มีชาวต่างชาติสูงวัยไม่น้อยที่เกษียณแล้วมาใช้ชีวิตที่ไทยเพียงลำพัง และมีข้อมูลจากเทศบาลหัวหิน ระบุไว้ว่า มีศพชาวต่างชาติที่จำหน่ายไม่ได้ ค้างอยู่ที่ รพ. กว่า 200 ร่าง เนื่องจากติดตามญาติไม่ได้

    “เราไม่มีทางรู้เลยว่าเราแค่ตามหาญาติไม่เจอ หรือแท้จริงแล้วเขาโดดเดี่ยว”

    ดูเหมือน สถานการณ์นี้กำลังใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที แต่การแกัปัญหาในบ้านเราอาจยังล่าช้าไม่ทันท่วงที

    ดังนั้น การพยายามสร้างสังคมเพื่อรองรับการอยู่ลำพังของผู้สูงวัยเสียตังแต่วั้นนี้ คือ การลดภาระทางสังคมในอนาคต 

    “หากถามว่าทำทั้งหมดนี้จะทำให้ไม่ตายลำพังหรือไม่ คำตอบอาจไม่ใช่ แต่อย่างน้อยก็ลดจำนวนลงได้”

    อ.แหวน เชื่อแบบนั้น

    วันนี้ สังคมไทยอาจกำลังลองผิดลองถูก แต่ในวันข้างหน้าจะค่อย ๆ ถูกตกผลึกเป็นรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อสังคมที่สำหรับหนุ่มสาวที่กำลังจะก้าวสู่โลกสูงวัยลำพังในอนาคต ไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม

    “การอยู่ลำพังไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่ต้องมีระบบดูแล นโยบายที่ดีจึงไม่ใช่การดึงผู้สูงอายุ ออกจากชีวิตที่เขาเลือก แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้พวกเขาได้อยู่อย่างปลอดภัย มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรีจนถึงบั้นปลายชีวิต”

    อ.แหวน ทิ้งท้าย

    Author

    Alternative Text
    AUTHOR

    ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

    เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย