Silver Shining Speed Date เปิดหัวใจวัยซิลเวอร์ คอมมูนิตี้ที่มีดีกว่าการหาคู่ แต่คือ ‘มิตรภาพ’

“ความรักไม่ใช่เรื่องของคนหนุ่มสาว แต่เป็นเรื่องของมนุษย์”

แต่หากเข้าสู่ช่วงสูงวัย การมีความรักอีกสักครั้งจะผิดไหม ?

The Active ชวนตีตั๋วพาเข้างาน Silver Shining Speed Date เดทด่วนสำหรับวัยอิสระ ที่ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ เพศไหน ทำอาชีพอะไร ก็ออกมาจอยกันในคอมมูนิตี้แห่งนี้ได้

แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไป งานนี้ไม่ได้มีเป้าหมายให้เป็นพื้นที่หาคนรู้ใจเท่านั้น แต่กำลังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้ผู้สูงวัยอยากก้าวเท้าออกจากบ้าน มาทำกิจกรรม พบปะผู้คนใหม่ ๆ แทนที่จะอยู่ติดบ้าน ติดเตียง

จอย – ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร เจ้าของโปรเจกต์ Silver Shining Speed Date

จอย – ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร หัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการก่อร่างโปรเจกต์นี้เล่าให้เราฟังว่า ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี ที่เธอก่อตั้งและให้บริการดูแลผู้สูงวัยแทนลูกหลานในนาม Joy Ride Thailand ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น พาผู้สูงอายุไปหาหมอ ที่ให้การดูแลผู้สูงวัยมาแล้วกว่า 700 ราย แม้แต่ละคนจะมีบริบทชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ล้วนมี pain point ที่สำคัญร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ ความโดดเดี่ยว

ที่ผ่านมา บริการของจอยไรด์ ไม่ได้มีเพียงการรับจ้างพาผู้สูงวัยไปหาหมอเท่านั้น แต่มีทั้งการพาไปซื้อของ พาไปไหว้พระ ทำบุญ ดูดวง หรือแม้กระทั่งจ้างไปนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนเฉย ๆ

สิ่งที่ จอย มองเห็นผ่านชีวิตประจำวันของพวกท่านคือ ไม่เพียงความเหงากลายเป็นเพื่อนสนิทของพวกท่าน และหลายครั้งก็กลายเป็นความเปราะบาง

“มีผู้สูงอายุท่านหนึ่งที่เราดูแล เราสังเกตว่าท่านไปธนาคารเพื่อโอนเงินบ่อยมาก เรารู้สึกว่าไม่ปกติ เมื่อผิดสังเกตจึงรีบแจ้งลูกหลาน แม้สุดท้ายเราพบว่าเคสนี้ไม่ได้โดนมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์หลอก แต่ก็เป็นการถูกขอยืมเงินจากคนรู้จักบ่อยครั้ง แล้วท่านก็โอนให้อย่างสม่ำเสมอด้วยความเสน่หา”

จอย – ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร

ความใจดีเล็ก ๆ ประกอบกับความว้าเหว่ของผู้สูงวัยเช่นนี้ กลายเป็นจุดเปราะบางที่ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีทุกครั้งไป

ปัจจุบันเราเห็นคอมมูนิตี้ต่าง ๆ ในโซเชียล มีเดียมากมายที่ดูเหมือนจะมีไว้เพื่อเข้ามาหาคู่โดยเฉพาะ และแน่นอนว่ากลายกลุ่ม มีเป้าหมายคือ ผู้สูงวัย

หากลองนึกให้ดี เราน่าจะเคยเห็นกลุ่มเหล่านี้ผ่านตากันมาไม่น้อย โดยมักใช้คำว่า หนุ่มใหญ่หาคู่ แม่หม้ายหารัก หรือรุ่นใหญ่หาเพื่อนเที่ยว ฯลฯ เป็นชื่อเพจ หรือแฮชแท็ก

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงคีย์เวิร์ดสมมติที่ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ โดยกลุ่มลักษณะนี้มักมีผู้ติดตามหลายแสนคนที่ส่วนมากเป็นผู้สูงวัย และแน่นอนว่าเป็นแหล่งซ่องสุมชั้นดีของเหล่ามิจฉาชีพ

จอย ยังเล่าว่า หลายครั้งที่ลองกดเข้าไปสำรวจเพจเหล่านี้ มักได้เห็นบัญชีที่ใช้รูปโปรไฟล์เป็นภาพดาราจีน หรือใช้รูปภาพจากเอไอ เมื่อสืบสาวไปดูข้อมูลก็แทบไม่พบที่มาที่ไป ทำให้เชื่อว่าอาจมีควสามสุ่มเสี่ยงที่เป็นมิจฉาชีพแฝงตัวมา ในขณะที่ผู้สูงวัยกลับหลงเชื่อและคิดว่าพวกเขามีตัวตนจริง

ในขณะเดียวกัน ผู้สูงวัยหลายรายเชื่อว่าช่องทางนี้จะเป็นหนทางที่ทำให้ตนเองได้พบกับความรักหรือคนรู้ใจได้อีกครั้ง จึงทำให้กล้าบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างเปิดเผยจริงใจในพื้นที่สาธารณะ จนโพสภาพถ่ายและข้อมูลส่วนตัวของตัวเองเยอะเกินไป ทำให้อาจกลายเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพได้เช่นกัน

“ผู้สูงวัยมีเวลามาก หลายคนใช้เวลาไปกับโซเชียล มีเดีย สุดท้ายก็ตกไปอยู่ในความเสี่ยงโดยที่ตัวเองแทบไม่รู้ตัว”

จอย – ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร

Speed date เพื่อคนวัยเก๋า

จอย ก็ไม่ต่างจากหนุ่มสาวอีกหลายคนที่มองเห็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ออนไลน์เช่นนี้ไม่น้อย ในเมื่อห้ามไม่ได้ จึงขอสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยจริง ๆ ให้กับผู้สูงวัยแทน ทำให้นึกถึงกิจกรรม เดทด่วน หรือ speed date ที่กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลก

แต่สำหรับบ้านเราตอนนี้ กิจกรรม speed date มักเป็นเรื่องของหนุ่มสาววัยรุ่น มักกำหนดอายุไม่เกิน 40 ปีเท่านั้น แทบไม่ต้องพูดถึงผู้สูงวัยหรือคนอายุเกิน 60 ปี เลย

“สังคมบ้านเราตัดสินไปแล้ว ว่าคนแก่แล้วไม่ควรมีความรัก แต่ในความเป็นจริง สังคมเราเต็มไปด้วยผู้สูงวัยที่เป็นโสด สูงวัยที่หย่าร้าง หรือผู้สูงวัยที่สุญเสียชีวิตคู่ โดยเฉพาะกลุ่มที่สูญเสียคู่ชีวิตไป พวกเขาจะเต็มไปด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว เคว้งคว้าง ว้าเหว่ นานวันเข้าก็รู้สึกไร้คุณค่า ไร้ความหมายในชีวิต และนำไปสู่การซึมเศร้าในที่สุด”

จอย – ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร

เมื่อความต้องการของผู้สูงวัยกับพื้นที่ในสังคมที่มีให้ไม่สอดคล้องกัน จึงเป็นที่มาของการจัดกิจกรรม Silver Speed Date พื้นที่เดทสำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ

“วันวาเลนไทน์ ถ้าเราเดินไปตามห้างจะเห็นแต่โปรโมชันหรือกิจกรรมคู่รักหนุ่มสาวใช่ไหม แต่เราแทบไม่เคยคิดถึงกลุ่มผู้สูงวัยที่โดดเดี่ยวเหล่านี้เลย ทั้งที่มีจำนวนไม่น้อย”

จอย – ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร

จอย ยังเล่าถึงเป้าหมายในการจัดกิจกรรมนี้ ว่าอยากให้ผู้สูงวัยที่ถูกหลงลืมกลับมาถูกมองเห็นอีกครั้ง ที่ไม่ใช่เพียงแค่การให้พวกท่านออกมามองหาคนรู้ใจ แต่คือการกระตุ้นให้ผู้สูงวัยอยากก้าวเท้าออกจากบ้าน มาทำกิจกรรม และออกมาพบปะผู้คนใหม่ ๆ ในชีวิตจริง ที่ไม่ได้อยู่แค่เพียงในหน้าจอ

“เราไม่ได้ต้องการให้เขามาหาคู่กันอย่างเดียว แต่เราต้องการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยจริง ๆ ให้พวกท่าน ให้เขากล้าก้าวออกจากบ้าน มาเรียนรู้ผู้คน มาเรียนรู้โลก กระตุ้นให้ใช้ทักษะการสื่อสารกับผู้อื่น ไม่ใช่เพียงจมอยู่กับตัวเองในบ้านหรือหน้าจอมือถือ”

จอย – ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร

จอย ยังเล่าถึงที่มาให้ฟังด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นเช่นนี้ วันนี้เราจึงไม่รอช้า ขอตามเธอไปเดทด่วนฉบับวัยเก๋า ๆ กับเขาด้วยคน

เปิดใจวัยซิลเวอร์ – เดทด่วนที่ไม่ใช่มาหาคนรัก แต่กลายเป็นจุดพักใจ

แล้วก็เป็นไปดังที่คาดไว้ บรรยากาศยามบ่ายของวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความคึกคักสดใส

ภายในมีบูธถ่ายรูปให้ฟรี ๆ โดยช่างภาพมืออาชีพที่เรียกรอยยิ้มได้ไม่น้อย เสียงหัวเราะที่คละเคล้าไปกับบทสนทนาของผู้คนวันนี้ ทำให้เชื่อเสียจริง ๆ ว่าตรงนี้กำลังเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้ทุกคนพร้อมจะเป็นเพื่อนใหม่กันได้ไม่ยากเลย

“ผู้สูงอายุบางคนไม่กล้าแม้กระทั่งถ่ายรูปตัวเอง จะโพสรูปสักครั้งก็ต้องเอารูปไปแต่เพิ่มด้วยเอไอ แต่เราอยากให้พวกเขารู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมสีเงินบนศีรษะ หรือริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้า ล้วนเป็นประสบการณ์และความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจเพียงใด”

จอย – ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร

เราได้มีโอกาสพบกับ 2 พี่สาวแสนสดใสอย่าง พี่ติ๋ม – มยุรี ดิฐภักดีชล วัย 60 ปี และ พี่หน่อย – กนิษฐา ไตรยราช วัย 54 ปี ที่ตั้งใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมโดยเฉพาะ

“ไลฟ์สไตล์ของพี่เป็นคนชอบเรียนรู้ ชอบออกไปลองทำอะไรใหม่ ๆ อยู่แล้ว พอเห็นกิจกรรมนี้ก็อยากรู้ทันทีว่าจะให้คนมาเดทกันยังไง แล้วจะ matching กันแบบไหน เลยลองมาสมัคร”

พี่หน่อยเริ่มเล่าให้เราฟังด้วยแววตาเป็นประกาย

“แต่เอาเข้าจริงมันไม่เหมือนกับที่พี่คิดไว้เลยนะ เพราะมันดีกว่าที่คิดมาก”

พี่หน่อย ยังเล่าว่า ตนเองไม่ได้คาดหวังเรื่องการหาคู่รัก แต่มองว่ากิจกรรมแบบนี้คือสังคมที่ทำให้เธอได้ออกมาเรียนรู้โลกและผู้คนใหม่ ๆ ยิ่งได้รู้จักพี่ ๆ เพื่อน ๆ ในวัยใกล้เคียงกัน ยิ่งได้รู้สึกเหมือนเติมพลัง 

“อย่างตอนเราเห็นพี่ติ๋มครั้งแรก เรายังคิดในใจเลยว่าวันที่เราอายุ 60 ปีแล้ว ยังจะสวยเหมือนพี่เขาไหมนะ”

พี่หน่อย ชวนตั้งคำถาม

เมื่อเรามองมาที่พี่ติ๋ม ที่นั่งอยู่เคียงข้าง ก็ต้องยอมรับว่าเธอเป็นพี่สาวคนสวยอย่างที่พี่หน่อยว่าไว้จริง ๆ 

“สำหรับพี่แล้ว ความแก่ไม่มีจริง เพราะอายุจริงกับอายุใจต้องสวนทางกัน”

พี่ติ๋ม กล่าวเสริม

เมื่อเราฟังบทสนทนาที่ลื่นไหล คละเคล้าไปกับเสียงหัวเราะของ 2 พี่สาว ก็แทบไม่อยากเชื่อว่าทั้งคู่เพิ่งรู้จักกันได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ยิ่งทำให้เห็นว่า ความสุขและมิตรภาพสามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่แห่งนี้จริง ๆ 

พี่หน่อย – กนิษฐา ไตรยราช วัย 54 ปี (ซ้าย) และ พี่ติ๋ม – มยุรี ดิฐภักดีชล วัย 60 ปี (ขวา)

ไหน ๆ เราก็มาอยู่ในงาน speed date แล้ว ก็อดจะชวนคุยถึงทัศนคติเรื่องความรักของพี่ ๆ ทั้งสองไม่ได้

“พี่คิดว่าสมัยนี้มิตรภาพเป็นเรื่องหายาก ทุกครั้งที่เจอเพื่อนใหม่ ๆ เราไม่ได้มองว่าจะต้องลงเอยแบบคนรักเท่านั้น แต่เราสามารถเป็นเพื่อนคุย เพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว กันได้ หากเราดูแลรักษาความสัมพันธ์ให้ดี จริงใจต่อกันไม่หลอกลวง ก็จะเป็นกัลยาณมิตรต่อกันไปได้อีกแสนนาน”

พี่หน่อย ขยายความ

“การมีพันธมิตรและคู่คิดที่ดี ย่อมดีกว่ามีคู่ครองที่ไม่เข้าใจ”

พี่ติ๋ม ย้ำสั้น ๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง

เธอ ยังอธิบายว่า แม้การ dating จะหมายถึงการมองหาคู่ครอง แต่แท้จริงแล้วมนุษย์มีความสัมพันธ์ต่อกันได้ในหลายมิติ ไม่ว่าเพศอะไร หรืออายุเท่าไหร่ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ แต่สังคมสมัยนี้กลับไม่เอื้อให้เกิดพื้นที่เหล่านี้มากนัก ยังไม่นับรวมถึงทัศนคติที่สังคมมีต่อผู้สูงวัย

มนุษย์ป้า – อคติต่อผู้สูงวัย ในสังคมที่ไร้พื้นที่

แม้บรรยากาศสบาย ๆ ที่แสนอบอุ่นและเป็นมิตรในบ่ายวันนี้จะชวนทำให้เราพร้อมจะเป็นเพื่อนกับใครก็ได้โดยลืมเรื่องอายุไปอย่างสิ้นเชิง แต่ที่ตรงนี้เป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

เมื่อถอยมามองในภาพใหญ่ของสังคม เราแทบไม่มีพื้นที่ลักษณะนี้ในบ้านเรา แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นคือผู้คนในสังคคมยังมีทัศนคติเชิงลบต่อผู้สูงวัย

พี่สาวทั้ง 2 ชวนเราคุยต่อว่า หลายครั้งผู้คนในสังคมก็สะท้อนทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้สูงวัยออกมาผ่านคำพูด โดยเฉพาะคำว่า “มนุษย์ป้า” คำธรรมดา ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความหมายเชิงลบ

พี่ติ๋ม แสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงว่ากับเราว่า “มนุษย์ป้า” เป็นคำที่มีปัญหา และมีสัญลัษณ์เชิงลบต่อผู้สูงวัย ตอนนี้เป็นการสื่อไปถึงการเอาเปรียบ เห็นแก่ตัว และเหมารวม ทั้งที่ไม่ใช่ผู้สูงวัยทุกคนจะเป็นเช่นนั้น การใช้คำนี้จึงมีแต่ทำให้เกิดอคติระหว่างวัย

“สำหรับพี่แล้ว คำว่า ป้า ควรเป็นคำที่แสดงถึงการยกย่องถึงผู้ที่สร้างคุณค่า และเป็นผู้ให้ แต่ตอนนี้ความหมายเปลี่ยนไปหมดแล้ว กลายเป็นคำพูดเชิงลบ”

พี่ติ๋ม อธิบาย

ส่วนพี่หน่อยเอง ก็เห็นไม่ต่างกัน เธอเล่าว่า ใครจะเรียกแบบไหนก็ได้ แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติซึ่งกันและกันก็เพียงพอ

“น้อง ๆ จะเรียกอะไรก็ได้ พี่ไม่ซีเรียสเลย แต่พอเรียกเราว่าป้า มันรู้สึกแย่ทันที ในขณะที่น้องบางคนเรียกเราว่าแม่ เราภูมิใจนะ เพราะเหมือนเขาให้เกียรติเรา”

พี่หน่อย ให้มุมมอง

Young at Heart เมื่อผู้สูงวัยใจยังมีพลัง

ว่ากันว่าชีวิตหลังเกษียณคือ วัยอิสระ เพราะมีทั้งเวลา มีเงินเก็บ และมีประสบการณ์ คงทำให้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการได้ไม่ยาก

วันนี้ เราเลยลองถือโอกาสถามพี่ ๆ สูงวัยว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ ? และพบว่าหลายคนแแชร์ประสบการณ์ที่แทบไม่ต่างกัน คือ ชีวิตหลังเกษียณในช่วงแรกมักเป็นชีวิตที่รู้สึกอิสระ อยากไปที่ไหน กินอะไร หรือทำอะไร ก็เป็นไปได้ดั่งใจ เหมือนได้หยุดพักผ่อนอย่างแท้จริง

แต่ไม่นาน กิจวัตรประจำวันก็เริมซ้ำเดิม ตามมาด้วยความเบื่อหน่ายไม่อยากออกไปไหน ทั้งที่ร่างกายยังแข็งแรง ไม่นานก็เคว้งคว้าง เปลี่ยวเหงา และไร้คุณค่าในที่สุด

ทั้งหมดนี้ อาจเป็นเพราะในสังคมบ้านเรา มีกิจกรรม พื้นที่ หรืออาชีพที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงวัยที่น้อยเกินไป ทั้งในแง่ของปริมาณและความหลากหลาย สวนทางกับจำนวนผู้สูงวัยที่กำลังเพิ่มเป็นทวีคูณ

“สังคมไทยยังไม่เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยเท่าที่ควร แม้จะแม้จะเกษียณแล้ว แต่เราก็ยังมีความรู้ ความสามารถ และทำหลาย ๆ อย่างได้ไม่แพ้คนหนุ่มสาว แต่ตอนนี้สังคมกลับด้อยค่า ดูถูกความสามารถที่พวกเรามี ทั้งที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และความรับผิดชอบ”

พี่หน่อย สะท้อนให้เราฟังถึงความรู้สึกในใจ เมื่อสังคมไทยตอนนี้แทบไม่มีพื้นที่ให้คนสูงวัยเลย 

ในขณะที่ พี่ติ๋ม ก็ยังเสริมว่า การดูแลจากทางรัฐมีเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงวัย 600 บาท ซึ่งไม่เพียงพอกับการยังชีพ ซ้ำร้ายสังคมไทยยังติดกับดักความกตัญญูที่รอให้ลูกหลานมาดูแล ซึ่งสำหรับเธอแล้วเชื่อว่าไม่ควรให้มายาคตินี้มาสร้างเงื่อนไขในครอบครัวและส่งต่อความกดดันให้ลูกหลาน ดังนั้น ผู้สูงวัยจึงต้องดูแลตัวเองให้ได้นานที่สุด

“ตอนนี้ลูกหลานของเราเต็มไปด้วยความกังวล ว่าถ้าดูแลพ่อแม่ไม่ดีพอ เขาจะกลายเป็นคนอกตัญญูหรือเปล่า สิ่งนี้ทำให้พวกเขาพะวงดูแลเราจนละเลยดูการแลตัวเอง แต่จริง ๆ แล้ววันนี้พวกเขาต้องออกไปมีชีวิตของตัวเองต่างหาก หากเอาแต่มาดูแลเรา เมื่อถึงวันที่เราจากไป พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ต่ออย่างไร”

พี่ติ๋ม ย้ำว่า ทัศนคตินี้ฝังรากลึกในสังคมไทย แต่วันนี้โลกไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว พ่อแม่จำเป็นต้องดูแลพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลาน

ชุมชนเข้มแข็ง – สูงวัยแข็งแรง

หากถามว่าแล้วโครงสร้างสังคมแบบไหนที่จะส่งเสริมให้ประชาชนกลายเป็นผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองได้ และยังมีคุณค่า โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานหรือคนหนุ่มสาวมากเกินไป

พี่หน่อย มองว่า สังคมไทยเพิ่งเข้าสู่สังคมสูงวัยได้ไม่นาน อาจยังตั้งตัวไม่ทัน ดังนั้นวันนี้เราต้องเริ่มศึกษาและดูต้นแบบจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือแถบสแกนดิเนเวีย และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่กระจุกสวัสดิการอยู่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ แต่ต้องทั่วถึงไปในต่างจังหวัดด้วย

ส่วน พี่ติ๋ม เสริมว่า เป็นที่ทราบดีว่าบริบทของเมืองในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดแตกต่างกัน แม้ดูเหมือนกรุงเทพฯ จะเป็นศูนย์กลางของการให้บริการที่หลากหลายกว่า แต่ในต่างจังหวัดกลับมีจุดแข็งด้านครอบครัวและชุมชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่ดี

“เราคงไม่สามารถพึ่งพาลูกหลานได้ตลอด สิ่งหนี่งที่จำเป็นอย่างมากคือกัลยาณมิตรในชุมชน ทั้งคนข้างบ้าน หรือคนในชุมชน”

พี่ติ๋ม เน้นย้ำ

เธอยังเล่าต่อไปอีกว่า ตอนนี้แต่ละชุมชนมีผู้สูงอายุวัย 70-80 ปีอยู่มาก ในขณะที่คนวัย 50-60 ปี ในยุคสมัยนี้ก็ยังแข็งแรงมีพลังอยู่มาก การออกแบบให้มีระบบดูแลกันและกันจึงอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่เกิดช่องว่างระหว่างวัยมากเกินไปนัก

พี่ติ๋ม อธิบายอีกว่า ตอนนี้สังคมไทยมีกิจกรรมให้ออกจากบ้านมาทำมากมาย แต่ส่วนมาเป็นกิจกรรมเดี่ยว จึงทำให้แม้อยู่บ้านใกล้เรือนเคึยงกัน แต่แทบไม่รู้จักกันเลย ทำให้ไม่สามารถเกิดระบบดูแลกันและกันได้ การสร้าง ecosystemในชุมชนอย่างเป็นระบบผ่านการออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับผู้สูงวัยจึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องทำเสียตั้งแต่วันนี้

พี่ติ๋มและพี่หน่อย คือ ตัวแทนของคนวัยเกษียณในบ้านเราอีกจำนวนไม่น้อยที่มองเห็นปัญหาจากช่องว่างในการดูแลจากภาครัฐ วันนี้การดูแลตัวเองอย่างดีทั้งทางร่างกายและจิตใจจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้คงชีวิตที่แอคทีฟ มีพลัง และเป็นภาระคนข้างหลังให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

บทสนทนาของพวกเราทั้ง 3 คน ค่อย ๆ จบลงพร้อมรอยยิ้มและมิตรภาพของเพื่อนใหม่ที่เชื่อว่าอีกไม่นานคงได้ออกมาพบกันอีกแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว การจัดกิจกรรม speed date วันนี้อาจไม่ใช่กิจกรรมหาคู่เท่านั้น แต่กลายเป็นคอมมูนิตี้ที่พาผู้สูงวัยออกมาจากบ้าน มารับความรู้ อัปเดทข้อมูลข่าวสาร และสร้างสายสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างปลอดภัย เพื่อกลับไปรักตัวเองได้อย่างมั่นคง และหากมองให้ดี ธุรกิจแบบ creative silver economy เช่นนี้ อาจกำลังกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่สังคมไทยกำลังต้องการก็เป็นได้

Author

Alternative Text
AUTHOR

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย