เด็กมากกว่า 1 ล้านคน หลุดออกจากระบบการศึกษา และอีกจำนวนไม่น้อยต้องอยู่ในระบบการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ
กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณมากกว่า 300,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5-6 ของ GPD ซึ่งจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรมากที่สุด
เพียงรายละเอียดคร่าว ๆ เกี่ยวกับจำนวนเด็กที่อยู่ (?) ในระบบการศึกษาและงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ มากพอหรือไม่ที่จะทำให้เราเห็นว่าคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยสวนทางกับทรัพยากรที่ลงทุนไปอย่างมหาศาล
เพราะงบประมาณที่ลงทุนไปกับการศึกษานี้ เรียกได้ว่าเป็นจำนวนมากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ แต่เมื่อดูคุณภาพการศึกษาไทย กลับพบว่า แทบทุกตัวชี้วัด ไม่สามารถผลิตบุคลากรให้มีทักษะที่ตลาดต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม หรือทักษะสมัยใหม่อย่างเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI
นอกจากนี้ยังเป็นระบบที่ผู้แพ้ต้องถูกคัดออก ไม่ต่างจากการทิ้งเด็กจำนวนมากไว้เบื้องหลัง และซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ถ่างกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ต่างจากละลายน้ำพริกลงในแม่น้ำ เพราะผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง
มากไปกว่านั้น ระบบการศึกษาส่วนใหญ่ยังมีคุณภาพไม่มากพอ ไม่ว่าจะเป็น สื่อการสอนที่น้อย ครูไม่ครบชั้นหรือต้องไปทำงานธุรการ จนครูแทบไม่ได้เตรียมการสอน
ส่วนนักเรียนที่พอมีทางออกอยู่บ้าง อาจเลือกเดินทางเข้าเมืองหรือกรุงเทพฯ เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า ไม่สามารถเรียนใกล้บ้านและเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและชุมชนได้
ในทางตรงกันข้าม การศึกษาสำหรับเด็กอีกกลุ่มหนึ่งกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เช่น โรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนเอกชนวิถีพุทธเกรดเอ ที่มีค่าใช้จ่ายสูง และกำลังเติบโตขึ้นอย่างมาก เพื่อตอบโจทย์ครอบครัวที่มีศักยภาพทางการเงินสูง ซึ่งอาจเป็นเพียงกลุ่มคนหยิบมือเดียวบนยอดพีระมิดที่สังคมไทยพร้อมพาไป
ระบบการศึกษาแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาเช่นนี้ อาจทำให้ไทยไม่เหลือศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับนานาชาติ หรือแม้กระทั่งในอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายใหม่ของโลกได้
“การศึกษาเพื่อคนทุกคนสำหรับประเทศไทย พอจะเป็นไปได้หรือไม่?”
หากกลับมาดูสถานการณ์ในตอนนี้ จะเห็นว่า ประเทศไทยมีอัตราการเกิดต่ำ ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยผู้สูงอายุ ซึ่งหลายคนกำลังหวั่นวิตก เพราะหมายถึงวัยแรงงานที่กำลังขาดแคลน และเมื่อไม่มีคนทำงาน ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้
หากแต่เราจะมีบุคลากรที่มีศักยภาพสูง ซึ่งอาจยังเป็นทางออกให้กับปัญหานี้ได้ แต่ก็คงไม่ใช่สำหรับประเทศไทยในเวลานี้ ที่เหมือนโดนซ้ำเติม เมื่อระบบการศึกษาของคนส่วนใหญ่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องคุณภาพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทัศนคติที่ให้คุณค่ากับความสำเร็จในแบบเดียว คือวุฒิการศึกษาหรือใบปริญญา ที่ต้องใช้ทั้งต้นทุนและเวลามาก จึงทำให้เด็กจำนวนมากหล่นหายไประหว่างทาง โดยเฉพาะเด็กที่มาจากครอบครัวฐานะยากจน
ผลของการให้คุณค่ากับความสำเร็จเช่นนี้ ทำให้เด็กมักตกอยู่ในวงจรความยากจนที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น ข้อมูลจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ระบุว่า ปัจจุบันมีเด็กนับล้านคนหลุดออกจากการระบบการศึกษา ซึ่งเดิมทีจะเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของช่วงชั้น คือ ม.3 และ ม. 6 แต่หลังวิกฤตโควิด 19 พบว่า มีเด็กชั้น ป.6 หลุดจากระบบกการศึกษามากขึ้น อันเนื่องมาจากฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว

ขณะที่ การเลือกเรียนสายอาชีพ อยู่ภายใต้ค่านิยมที่ว่าเป็นเพียงการศึกษาที่รองรับเด็กที่เรียนไม่ไหวในสายสามัญ ไม่ใช่ทางเลือกของการศึกษาที่มาจากความถนัดและควรมีศักดิ์ศรีทัดเทียมกัน ค่าตอบแทนจึงมักถูกกดให้ต่ำ มากกว่าการประเมินจากทักษะความสามารถ ซึ่งมีโอกาสถูกเลิกจ้าง และมีแนวโน้มเข้าสู่โลกของอาชญากรรมได้ง่าย
อาชีวศึกษาจึงกลายเป็นอีกหนึ่งความเหลื่อมล้ำ ที่สะท้อนภาพระบบการศึกษาโดยไม่สามารถสร้างโอกาสให้กับคนส่วนใหญ่ได้
รื้อทัศนคติ ‘ปริญญา’ ไม่ใช่คำตอบเดียว
ทัศนคติด้านการศึกษา เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ต้องแก้ไขเช่นกัน สำหรับ ศาสตราจารย์ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ นักวิชาการ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง โดยเฉพาะการเรียนสายอาชีพหรืออาชีวะ ถือเป็นความลักลั่นของสังคมไทย เพราะในขณะที่ภาคธุรกิจและรัฐบาล บอกว่าขาดแคลนและต้องให้ความสำคัญ แต่ขณะเดียวกันกลับไม่ได้ให้เกียรติหรือให้คุณค่า และแนวนโยบายยังเน้นที่การผลิตแรงงานราคาถูกไปป้อนภาคธุรกิจ โดยไม่ได้ต้องการให้แรงงานอยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี
การนำเสนอนโยบายอาชีวะศึกษาของพรรคเพื่อไทย จึงตามมาด้วยคำถามที่ว่า นอกจากจะต้องพูดถึงการปรับค่าแรงขั้นต่ำให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ ศ.ภิญญพันธุ์ ยังตั้งคำถามกลับไปว่า การมอบเกียรติและศักดิ์ศรีให้แรงงาน ด้วยการสนับสนุนการแก้กฎหมายเพื่อให้เกิดขบวนการสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วยหรือไม่
สำหรับทุกพรรคการเมือง สิ่งสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา อาจต้องย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับการศึกษาทุกรูปแบบ มองเห็นความสำเร็จที่หลากหลาย โดยไม่จำเป็นต้องจบมหาวิทยาลัย วุฒิ ปวช. หรือ ปวส. และเมื่อเข้าสู่อาชีพควรมีรายได้ที่เหมาะสมกับทักษะเหมือนในต่างประเทศ และสามารถเติบโตในสายงานได้ โดยไม่ถูกเอาเรื่องใบปริญญามาเป็นเครื่องมือในการกดฐานเงินเดือน
“เราต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อทุกคน ทำให้การศึกษามีคุณภาพเข้าถึงคนส่วนใหญ่ มีคุณภาพ ไม่ใช่เพื่อมุ่งเอาใบปริญญา แต่เพื่อพัฒนาตัวเอง มีวุฒิภาวะมากพอรู้ว่าเราควรอยู่ตรงไหน และขณะเดียวกันแค่การศึกษาไม่พอ ต้องรวมถึงโครงสร้างและกฎหมายที่เอื้อการจัดสหภาพแรงงานที่ประสิทธิภาพ ทั้งสังคมที่ดี มีอย่างอื่นที่ทำให้ชีวิตและอาชีพมีความหมาย สุดท้ายอยู่ที่อาชีพมีเกียรติมีศักดิ์ศรีและมีเงินเหมาะแก่ชีวิตเขา เพราะการศึกษาไทยคือส่วนหนึ่งของกระดูกสันหลังที่ทำให้ประเทศนี้ดีขึ้น”
ศาสตราจารย์ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
ทั้งนี้ ทัศนคติที่ให้คุณค่ากับความสำเร็จแบบเดียวก็ไม่เคยหายไปจากสังคมไทย จากการเปิดเผยของ ปรมิตร ศรีกุเรชา อุปนายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย ที่ให้สัมภาษณ์ในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ระบุว่า อัตราการเกิดเด็กที่น้อยลง ทำให้พ่อแม่มีกำลังซื้อสำหรับเด็กคนเดียวมากขึ้น จึงทำให้หลายครอบครัวเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก
สำหรับบนยอดพีระมิดหรือกลุ่มประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูง การศึกษาที่รออยู่ คือ ความเพียบพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน หรือครูมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ
เมื่อมาดูอัตราการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติในช่วง 2-3 ปีมานี้ จะพบว่ามีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับโรงเรียนเอกชนไทยที่ทยอยปิดตัว โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองหลวงและเมืองท่องเที่ยวซึ่งเติบโตมากกว่า 100% ส่วนที่ตั้งอยู่นอกเมืองเติบโตตั้งแต่ 10 – 50% โดยค่าเล่าเรียนมีระดับราคาหลากหลาย เริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 1.25 แสนบาทต่อปี ไปจนถึงประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี ซึ่ง ปรมิตร บอกว่า กลุ่มคนมั่งคั่งยินดีจ่ายเพื่อแลกกับคุณภาพการศึกษาที่ยอดเยี่ยมเป็นมาตรฐานสากลแก่ลูกหลาน

ปรากฏการณ์ความแตกต่างอย่างสุดขั้วนี้ ยิ่งสะท้อนคุณภาพการศึกษาไทยอย่างเห็นได้ชัด จากผลคะแนนสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) โดย OECD ซึ่งจัดประเมินสมรรถนะนักเรียนอายุ 15 ปี ใน 80 ประเทศ ทุก ๆ 3 ปี ใน 3 ด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
ผลการประเมินล่าสุดในปี 2022 ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยของเด็กไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ทุกตัวชี้วัด โดยเฉพาะด้านการอ่านมีคะแนนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะที่ผลสำรวจของ Education First ปี 2024 ซึ่งวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษ พบว่า ไทยอยู่อันดับที่ 106 จาก 116 อยู่ในระดับต่ำมาก (Very Low) เป็นคะแนนน้อยที่สุดในรอบ 5 ปี และเมื่อเทียบกันในกลุ่มประเทศอาเซียนแล้ว ถือว่าดีกว่ากัมพูชาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ในส่วนนี้ ศ.ภิญญพันธุ์ มองว่า ผลประเมินสมรรถนะการศึกษาของไทยทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า ไทยกำลังขาดศักยภาพการแข่งขันในภาพรวมเมื่อเทียบกับนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยไม่มีบุคลากรระดับหัวกะทิ ดังที่เห็นไม่ว่าจะเป็นพิธีกร ดารา ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการ นักการเมืองที่พูดภาษาอังกฤษราวกับภาษาแม่ หรือนักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถในระดับโลก แต่เราก็ต้องยอมรับว่า นั่นคือคนส่วนน้อยของสังคมไทย และอาจเป็นผู้รอดจากระบบเพียงจำนวนหยิบมือเท่านั้น
ดังนั้น คะแนน PISA ที่ตกเกณฑ์หรือความรู้ภาษาอังกฤษที่อยู่ในโซนรั้งท้ายอาเซียน จึงเป็นความจริงที่ยืนยันว่า เรามีเด็กจำนวนมหาศาลอยู่ในระบบการศึกษาที่เหลื่อมล้ำสูง และผลที่ตามมาก็คือคุณภาพชีวิตที่แย่ จนท้ายที่สุดคนที่เก่งและมีความสามารถอาจตัดสินใจย้ายประเทศออกไปหาโอกาสที่ดีกว่า
จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ศ.ภิญญพันธุ์ ให้นิยามว่า เป็น ‘ไตรภูมิการศึกษาไทย’ ที่แบ่งแดนออกเป็น สวรรค์ มนุษย์ และนรก โดยมีความหมายดังต่อไปนี้
สวรรค์ หมายถึง ผู้ที่ได้รับการศึกษาดีที่สุดเยี่ยมที่สุด คนทั่วไปเข้าถึงยาก อย่างโรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนเป้าหมายของบรรดาเด็กหัวกระทิที่ต้องสอบแข่งขันปีละมาก ๆ แต่รับไม่กี่คน ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ที่สอบเข้าได้มักมาจากฐานครอบครัวที่มีความพร้อมสูง
แดนมนุษย์ หมายถึง โรงเรียนใหญ่ของแต่ละจังหวัด ซึ่งมีศักยภาพสูงระดับหนึ่ง สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ในอัตราที่มาก โดยถือว่ามีโอกาสและศักยภาพการแข่งขันในระดับหนึ่ง
แต่ที่แดนมีประชากรมากที่สุดกลับเป็น แดนนรก หรือ Mass Educatiom โดยการศึกษาของเด็กกลุ่มนี้ อาจเป็นโรงเรียนวัดเล็ก ๆ หรือโรงเรียนห่างไกลตัวเมืองในต่างจังหวัด ที่มีครูบ้าง ไม่มีบ้าง รวมถึงการศึกษาระดับอาชีวะก็อาจจัดอยู่ในความหมายนี้
“ซินาริโอข้างหน้าจะมีอะไรบ้าง ด้านหนึ่ง ผมคิดว่าคนที่มีโอกาสมีความสามารถก็จะยิ่งขึ้นไปอยู่จุดสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่จำนวนมันจะน้อยลงทุกที เราลองนึกถึงทุกวันนี้อัตราการเกิดของสังคมไทยน้อยลงมาก ลดลงเรื่อย ๆ และจำนวนมากเป็นคนชนชั้นกลาง เป็นลูกซิงเกิลมัม เป็นเด็กแว้น เป็นทรงเอ ทรงซ้อ คนเหล่านี้แหละเป็นฐานใหญ่มากของสังคม แล้วมันจะเกิดการฉีกขาดของสังคมไทย มันแบ่งชนชั้นมันชัดเจนแน่ ๆ”
ศาสตราจารย์ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

แก้ปัญหาการศึกษาอย่างไร ? คำตอบต้องอยู่ที่ ‘ท้องถิ่น’
ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แทบทุกพรรคการเมืองมักพูดว่า “การศึกษาคือรากฐานของประเทศ” จำเป็นต้องปฏิรูปทันที เพราะคนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ
แต่ในทางปฏิบัติดูเหมือนไม่เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร ในปี 2557 เป็นต้นมา เป็นที่น่าสังเกตว่า การแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่ละครั้ง ไม่ได้มาจากผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับงานด้านการศึกษาเลย
แม้กระทั่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เก้าอี้กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังถูกมอบหมายให้พรรคร่วมดูแล โดยที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเองก็ไม่เคยแสดงออกว่าต้องการ
“การแก้ปัญหาการศึกษาจะสำเร็จได้จริง ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและเจตจำนงทางการเมือง เพื่อยกระดับให้กระทรวงศึกษาเป็นกระทรวงเกรดเอ”
ศาสตราจารย์ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
ศ.ภิญญพันธุ์ ขยายต่ออีกว่า หากต้องการให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง กระทรวงศึกษาธิการ จะต้องมีความมุ่งมั่นสูงมาก โดยเฉพาะการกระจายอำนาจ ซึ่งต้องชัดเจนว่าจะเปลี่ยนแปลงการศึกษาแบบไหน แม้จะมีคนไม่เห็นด้วยก็ตาม
ทั้งนี้ ต้องผสานรวมกับการจัดการเชิงพื้นที่ ที่มีคำกล่าวไว้ว่า “การเลี้ยงเด็กหนึ่งคน ต้องใช้คนทั้งชุมชน” ซึ่งแน่นอนว่า ท้องถิ่นจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนสำคัญไม่น้อยกว่าการเพิ่มสมรรถนะให้โรงเรียน
แต่ดูเหมือนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ หนึ่งในวาระที่หายไปหรือลดระดับลง คือ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ทั้งที่หลายฝ่ายเคยเห็นตรงกันว่า สามารถเป็นกระดูกสันหลังในการปฏิรูปการศึกษาได้ แต่ในครั้งนี้พรรคการเมืองต่างเลี่ยงที่จะพูดถึง
ศ.ภิญญพันธุ์ ตั้งข้อสังเกต โดยเป็นไปได้ว่า การพูดเรื่องนี้จะทำให้เสียคะแนนในเชิงการเมือง เพราะหากย้อนกลับในปี 2548 เคยมีความพยายามกระจายอำนาจ โดยให้โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการย้ายไปอยู่ในสังกัดของท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
สิ่งที่ตามมาคือ การชุมนุมครั้งใหญ่ของครูนับหมื่นคนจากทั่วประเทศที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยให้เหตุผลว่า ท้องถิ่นไม่มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษา อาจทำให้คุณภาพการศึกษาแย่ลง และอีกเหตุผลหนึ่ง คือ การเปลี่ยนข้าราชการไปสังกัดท้องถิ่น เป็นเรื่องของเกียรติยศศักดิ์ศรี ซึ่งมีการตั้งคำถามเชิงลบว่า “ทำไมข้าราชการต้องย้ายไปอยู่ภายใต้นักการเมือง” นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าหากโอนย้าย สวัสดิการและบำนาญต่าง ๆ ที่เคยได้จะหายไป
หลังการชุมนุมในครั้งนั้น ทำให้เรื่องการกระจายอำนาจการศึกษาให้ท้องถิ่นต้องชะลอและเป็นอย่างช้า ๆ มาถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม มีหลายท้องถิ่นสามารถเป็นต้นแบบการจัดการศึกษาที่ดีได้ โดย จากปี 2549 ถึง เดือนพฤษภาคม 2568 มีการถ่ายโอนโรงเรียนไปให้ท้องถิ่น ทั้งสิ้น 584 แห่ง เป็นโรงเรียนระดับประถม 275 แห่ง โรงเรียนระดับมัธยม 242 แห่ง นอกนั้นเป็นการศึกษารูปแบบอื่น ๆ
เทศบาลนครเชียงราย ออกแบบให้โรงเรียนเทศบาลแต่ละแห่งโดดเด่นต่างกันไป บางโรงเรียนเน้นภาษาจีน บางโรงเรียนเน้นกีฬา บางโรงเรียนจับมือกับมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำหลักสูตรร่วมกัน ซึ่งเปลี่ยนโรงเรียนเทศบาลที่เคยถูกมองว่าไม่มีศักยภาพให้กลายเป็นความเชื่อมั่น
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท หรือ “นกใหญ่จูเนียร์” ที่มีความโดดเด่นด้านกีฬา โดยมีที่มาจากโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม 2 ได้โอนย้ายมาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้สามารถพัฒนาโรงเรียนให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างคล่องตัว ทำให้มีความก้าวหน้าในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านกีฬาที่มีการจ้างโค้ชมืออาชีพมาเป็นผู้ฝึกสอน จนได้เป็นคู่ชิงแชมป์ฟุตบอลกีฬา 7 สี กับโรงเรียนหมอนทองวิทยาที่สร้างปรากฏการณ์ล้นสนามศุภชลาศัย เมื่อปีที่แล้ว
สำหรับด้านงบประมาณและภาระงาน สิ่งหนึ่งที่ครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการต้องเจอ คืองานธุรการที่ทำให้แทบไม่ได้ทำงานของครู เพราะต้องยุ่งอยู่กับงานเอกสารที่ไม่ถนัดและสุ่มเสี่ยงต่อความรับผิดชอบตามกฎหมาย จึงทำให้ครูจำนวนมากตัดสินใจลาออกจากอาชีพ หรือบางคนตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเพราะรับแรงกดดันไม่ไหว
ในกรณีที่ครูไม่พอ บางโรงเรียนต้องจัดกฐินผ้าป่าเพื่อนำเงินมาจ้างครู ดังที่เคยเป็นข่าว หรือโรงเรียนบางแห่งครูต้องทำหน้าที่นักการภารโรงไปด้วย เพราะงบประมาณจากส่วนกลางที่ยังไม่ลงมา
แต่โรงเรียนในสังกัดท้องถิ่นไม่มีปัญหานี้ ครูไม่จำเป็นต้องทำงานธุรการ ขณะที่บางโรงเรียนมีโบนัสปลายปีเป็นสวัสดิการเพิ่มให้ด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากมีการเสนอให้กระจายอำนาจการศึกษาไปให้ท้องถิ่นอย่างเต็มที่อีกครั้งก็อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นศักยภาพในการจัดการศึกษาของหลายท้องถิ่น
“แน่นอนมันมีแรงต้านอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มีตัวอย่างไว้แล้ว มีแนวทางด้วย คิดว่าความกลัวน้อยลง แต่ปัญหาจะมีบ้าง เช่น ข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เล่นเรื่องเกียรติยศ ผมคิดว่าอาจต้องสู้เรื่องพวกนี้บ้าง แต่จะไม่ใช่เรื่องใหญ่มากแล้ว แต่มันต้องใช้วิธีช่วยกันรณรงค์ คุยกันให้มากขึ้น และเรื่องการศึกษาผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนคุยกันได้หมด”
ศาสตราจารย์ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
เมื่อเห็นไปในทิศทางเดียวกันแล้วว่า การกระจายอำนาจการศึกษาให้ท้องถิ่น คือหนึ่งในคำตอบที่สังคมไทยต้องการ โจทย์ที่ต้องเตรียมตัวหลังจากนี้ คือ
“ทำอย่างไรให้คุณภาพการศึกษาในช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ลดลง”
หลายฝ่ายมีมุมมองตรงกันว่าสามารถทำได้ โดยให้มหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรด้านการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ เป็นพี่เลี้ยงให้ท้องถิ่น สร้างทีมวิจัยร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อออกแบบหลักสูตรจะทำให้เข้มแข็งขึ้นทั้งในเชิงพื้นที่และวิชาการ เพราะ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มีพื้นฐานเดิมมาจากวิทยาลัยครู กระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 40 แห่ง หรือเฉลี่ยดูแล 2 จังหวัด ต่อ 1 แห่ง
นอกจากนั้น ยังรวมถึงมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในภูมิภาคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และอีกหลายแห่งที่สามารถเข้ามาร่วมกันทำให้เกิดความเข้มแข็งทางการศึกษาเชิงพื้นที่ได้
แต่สิ่งที่ต้องจัดการไปพร้อมกันคือการจัดการงบประมาณที่กระจุกตัวและไม่ยืดหยุ่นดังที่เป็นอยู่ โดยในแต่ละปีกระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณร้อยละ 5-6 ต่อ GDP ในปี 2568 ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 340,584 ล้านบาท แต่ส่วนใหญ่มักถูกใช้ไปกับเงินเดือนของบุคลากร


แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาและได้รับการยอมรับว่ามีระบบการศึกษาที่ดี ไม่ว่าจะเป็น ฟินแลนด์ นอร์เวย์ แคนาดา หรือญี่ปุ่น จะเห็นว่างบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรให้ท้องถิ่น เนื่องจากมีความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณกว่า
ขณะที่งบประมาณในระดับมหาวิทยาลัยเองก็มีความเหลื่อมล้ำสูงระหว่างมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่กับมหาวิทยาลัยที่กระจายตัวอยู่ตามต่างจังหวัด เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ประมาณราว 15,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่เป็นราชภัฏขนาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของประเทศ ยังได้รับงบประมาณเพียง 700 ล้านบาทเท่านั้น
ด้วยขนาดงบประมาณที่ต่างกันมาก จึงทำให้การออกแบบบริการด้านการศึกษาแตกต่างกันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด ศูนย์เรียนรู้ หรือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆ
ลดความเหลื่อมล้ำด้วยการศึกษา ‘ท้องถิ่น’ ทำได้
ทุกวันนี้มีเด็กจำนวนมากไม่ได้เติบโตในครอบครัวที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้พ่อและแม่ต้องออกไปทำงานไกลบ้าน ทิ้งเด็กไว้กับปู่ย่าตายาย หรือที่เรียกว่าเป็นครอบครัวแหว่งกลาง
จริงอยู่ที่การให้ ปู่ ย่า ตา ยายเลี้ยง ไม่ต้องกังวล เพราะเป็นคนในครอบครัว แต่ด้วยโครงสร้างสังคมในปัจจุบัน ทำให้อาจมีอีกหลายปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นช่องว่างระหว่างวัย เด็กถูกตามใจมากเกินไป หรือไม่ก็ถูกปล่อยปละละเลยไปเลย อย่างเด็กบางคนที่โตมากับหน้าจอมือถือหรือกลุ่มเพื่อน หากโชคร้ายเจอกลุ่มไม่ดี อาจเข้าสู่เครือข่ายอาชญากรรม กลายเป็นปัญหาสังคมดังที่เห็นกันทั่วไปบนหน้าข่าว
สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ สังคมไทยขาดโครงสร้างพื้นฐานใกล้บ้าน เพื่อรองรับเด็กกลุ่มนี้ที่มากพอ ต่างจากหลายประเทศที่มีระบบให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นในการต้องวางโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ สนามเด็กเล่น ไปจนถึงโรงเรียนระดับมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัย
ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์รับเลี้ยงเด็กในญี่ปุ่น ทำหน้าที่มากกว่าการรับเลี้ยงเด็ก คือเป็นคลินิกให้คำปรึกษาหรือเป็นโค้ชให้พ่อแม่ด้วย โดยเฉพาะวันอาทิตย์จะเป็นของพ่อกับลูก เพื่อให้พ่อมีเวลาเรียนรู้ไปพร้อมกับลูก ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างชุมชนให้กลุ่มพ่อมีความสนิทและช่วยกันเลี้ยงลูกไปด้วยกัน
ห้องสมุดเด็ก ก็เป็นอีกพื้นที่เรียนรู้ที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีต เพราะนอกจากการจัดหาหนังสือแล้ว บรรณารักษ์ทุกคนต้องเล่านิทานได้ เพื่อสร้างกิจกรรมดึงดูดให้เด็ก ๆ อยากเข้าร่วม ห้องสมุดจึงไม่ใช่แค่ห้องเก็บหนังสือแต่คือพื้นที่กระตุ้นนำเด็ก ๆ ให้ไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
ส่วนในไต้หวัน มีห้องสมุดของเล่น ที่มาจากการสันนิษฐานว่า อาจมีเด็กจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงของเล่นได้ จึงสร้างพื้นที่กลางที่ใช้ร่วมกัน เพื่อให้เด็กได้ยืมไปเล่น
“มีเพื่อนผมคนหนึ่งเคยไปเล่านิทานเด็กในสถานพินิจ โดยเด็กน่าจะอายุประมาณ 12-13 ปี เขาก็ประทับใจ บอกว่าเกิดมาหนูไม่เคยเห็นหนังสือแบบนี้เลย ผมเลยคิดว่าสิ่งหนึ่งที่มันขาดไปมาก ๆ ในสังคมไทย คือ โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ในการเรียนรู้อะไรแบบนี้ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราคาดหวังให้ส่วนกลางทำคงยาก เพราะมันละเอียดเกินไป และเขาไม่เข้าใจพื้นที่ สุดท้ายกลับมาที่วลีที่ผมพูดว่าคำตอบอยู่ที่ท้องถิ่น”
ศาสตราจารย์ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
ถึงแม้ว่าจะมีการพูดถึงบทบาทของท้องถิ่นและมีต้นแบบจากต่างประเทศให้เห็นมากมาย แต่คำถามสำคัญสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้คือ เรามีโอกาสจะได้เห็นท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นในการจัดการศึกษาหรือไม่
ข้อเสนอของ พรรคประชาชน ในมุมมองของ ศ.ภิญญพันธุ์ ชี้ว่า มองเผิน ๆ เหมือนพยายามกระจายอำนาจ โดยนโยบายหาเสียงจะสัมพันธ์กับ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่อยู่ในสภา แต่สิ่งที่บ่งชี้ว่ายังไม่ใช่การกระจายอำนาจที่แท้จริงคือ เนื้อหาในมาตรา 31 และมาตรา 34
“มาตรา 31 บอกว่าให้กระทรวงกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาให้แก่สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน “โดยตรง”…”อิสระในด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป” ดูเผิน ๆ อาจดี แต่เอาเข้าจริง ผมตีความว่ามันคือการสร้างระบบโรงเรียนออกนอกระบบ ลองนึกถึงมหาลัยออกนอกระบบไปบริหารงานแบบเอกชนเลย”
“คุณสามารถหารายได้เข้า รร.เพื่อจ้างครู โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ได้ แปลว่า รร.เหล่านี้ คือ รร.แพง ๆ รร.ใหญ่ระดับพิเศษ ทุกจังหวัดมีหมด แต่ถามว่าทรัพยากรในจังหวัดมีจำกัดแล้วโรงเรียนอื่นจะไปสู้ รร.ใหญ่ได้ไหม หรือแก้ปัญหาระบบไหม รร.เล็ก ๆ ยังมีปัญหาอยู่เพราะคนไม่เข้า คนก็หนีไปเข้า รร.ใหญ่ เป็นระบบการศึกษาแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา”
ศาสตราจารย์ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
ในส่วน มาตรา 34 ที่ระบุว่า กรณีที่สถานศึกษาไม่สามารถจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพได้เพราะมีจำนวนประชากรลดลง หรือมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อการจัดการศึกษาให้ถ่ายโอนให้ อปท. ที่ประสงค์จะรับไปบริหาร ศ.ภิญญพันธุ์ ให้ทัศนะว่า หลักการนี้ก็ไม่ใช่การมองเห็นท้องถิ่นเป็นกระดูกสันหลังของการศึกษา แต่คือการเพิ่มภาระงานลงไปให้ในปัญหาที่ส่วนกลางไร้ซึ่งทางออก
ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาการศึกษาไทยอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณที่มากหรือน้อย แต่ยังรวมไปถึงแรงงาน การพัฒนาสังคม และอำนาจในการจัดการของท้องถิ่นเอง เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นเพียงบันไดของคนส่วนน้อยบนยอดพีระมิด แต่ต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่เปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่เติบโตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ท่ามกลางสังคมที่กำลังเผชิญทั้งวิกฤตประชากรสูงวัย การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำที่ลึกขึ้นเรื่อย ๆ

