“เกิดมาต้องสู้ เป็นครูถูกปลดจากงาน
มันทรมาน จำเป็นมาขายโรตี”
เสียงเพลงเศร้าดังคลออยู่หน้าร้านขายโรตีเล็ก ๆ บริเวณสี่แยกอมก๋อย จ.เชียงใหม่… คนร้องอาจไม่ใช่นักดนตรีอาชีพ แต่คือ “ชัยยศ สุขต้อ” อดีตครูศิลปะ ผู้ที่เคยยืนหน้าชั้นเรียนใช้มือสองข้างวาดอนาคตให้ลูกศิษย์

ทว่าวันนี้กลับต้องยืนหน้าเตาร้อน ๆ ใช้สองมือนวดแป้ง ทอดโรตี พร้อมทั้งแต่งเพลงร้องออกมาจากความรู้สึก เพื่อหวังกลบเกลื่อนความเจ็บลึกในใจ ซึ่งรายได้แต่ละวัน ไม่ได้มีไว้เพียงเลี้ยงชีพ แต่ยังเป็นทุนก้อนเล็ก ๆ สำหรับต่อสู้คดี เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีของคำว่า “ครู” กลับคืนมา
ย้อนกลับไปในปี 2563 ครูชัยยศ ในสมัยที่ยังเป็นครูสอนโรงเรียนยางเปา จากลายเซ็นที่ตรวจรับวัตถุดิบอาหารกลางวัน ซึ่งตามระเบียบขณะนั้นยังไม่ครอบคลุมเด็กมัธยมฯ ในโรงเรียนขยายโอกาส แต่เนื่องจากเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และต้องการให้เด็กชั้น ม.1-ม.3 ได้อิ่มท้องเหมือนกับน้อง ๆ เด็กประถมฯ จึงกระทำไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์
และตั้งแต่นั้นชีวิตของครูชัยยศ ก็เผชิญกับความยากลำบาก เมื่อเขาถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัย

กระทั่งปี 2566 ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงใน 3 ข้อหา รวมถึงมาตรา 157 ส่งผลให้หน่วยงานต้นสังกัดมีคำสั่ง ปลดออกจากราชการ ภายใน 30 วัน ข้อกล่าวหานี้รุนแรงถึงขั้นลดทอนความภาคภูมิใจที่เขาสะสมมาตลอด 30 ปี จากครูผู้มอบโอกาสให้เด็กยากจน กลับต้องกลายเป็นคนตกงานในวัยใกล้เกษียณเพียงเพราะ ลายเซ็น ในงานที่เขาไม่มีความเชี่ยวชาญ
6 ปี ทวงคืนความบริสุทธิ์
ทันทีที่มีคำสั่งปลดออกจากราชการ ครูชัยยศ เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อทวงคืนความบริสุทธิ์ให้กับตัวเอง แม้รู้ดีว่ามีหลายอย่างที่ครูบนดอยต้องแลก
ในวันที่ไร้เครื่องแบบราชการ และมีภาระหนี้สินสหกรณ์เกือบ 600,000 บาท ครูชัยยศ เลือกที่จะสู้ต่อด้วยการเปิดร้านขายโรตีเล็ก ๆ เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการสู้คดี แม้สภาพร่างกายจะรุมเร้าด้วยโรคเก๊าท์ และความดัน ภายใต้การสนับสนุนจากบรรดาลูกศิษย์ที่เขาบ่มเพาะไว้ตลอดอายุราชการ 30 ปี บัดนี้ออกดอกผลกลับมาเติมพลังใจให้กับเขาอีกครั้ง
“พาลาโป๊ะ” สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และ “ดาว” พยาบาลวิชาชีพที่ครูเคยหาทุนส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญาตรี ต่างวนเวียนกลับมาช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่การช่วยล้างกระทะ และช่วยขายโรตี แต่เป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ว่าครูของพวกเขาไม่มีทางทุจริตงบฯ อาหารเด็ก ความผูกพันนี้กลายเป็นเกราะป้องกันหัวใจให้ครูชัยยศเดินหน้าต่อในวันที่เขายืนยันว่า “เรายังไม่ตาย เราก็ต้องเดินทางต่อ”


“ถามว่าอายมั้ยเคยไปไหนคนยกมือสวัสดีครับครู วันนี้ยืนขายโรตี ก็ยังมีคนสวัสดีเหมือนเดิมนะ พวกเขาเป็นสิ่งยืนยันให้เราเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำมาตลอดการเป็นครู คือเรามีหน้าที่สอนให้พวกเขาเป็นคนดี และมองเห็นโอกาสทางการศึกษาแม้จะอยู่บนดอยก็ตาม”
ครูชัยยศ
ระหว่างการต่อสู้คดี ครูชัยยศ เล่าว่า มีครูไม่ต่ำกว่าร้อยคน ที่ติดต่อเข้ามาปรึกษาเนื่องจากถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกัน
ในมุมมองของ ว่าที่ ร.ต. ธนวรรธน์ สุวรรณปาล หรือ ครูทิว จากเครือข่ายครูขอสอน และอดีตครูที่ตัดสินใจลาออกจากราชการ ยอมรับว่า ภาระงานอื่นนอกเหนือจากการสอน ยังคงเป็นปัญหา แม้หลายอย่างถูกปลดล็อกไป เช่น การอยู่เวร หรือโรงเรียนบางแห่งที่ได้เจ้าหน้าที่เข้าไปเพิ่มเติม แต่งานธุรการที่เกี่ยวข้องกับระเบียบ กฎหมายยังต้องอาศัยครูอยู่ เพราะระบบราชการที่กำหนดกรอบ ไม่ยืดหยุ่น มองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง

“ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหา เช่น เอาเรื่องการเงินพัสดุไปไว้ที่เขต แต่โรงเรียนก็ต้องวิ่งไปเขตอยู่ดี ยิ่งสร้างภาระ ดังนั้นทำอย่างไรที่จะปลดล็อกระเบียบให้เป็นราชการเดียวกับที่ใช้กับทุกองค์กร บริหารจัดการอย่างไรถ้าเรายังอยู่ในโครงสร้างระบบราชการแบบนี้ ที่โรงเรียนไม่ได้ถูกกระจายอำนาจไปอยู่กับท้องถิ่น”
ครูทิว
ส่วนเรื่องอาหารกลางวัน มีเสียงสะท้อนว่าเอาออกไปจากหน้าที่ของโรงเรียนเลยดีหรือไม่ ? ครูทิว ก็มองว่า การมีอาหารกลางวันโรงเรียน และอาจจะรวมถึงอาหารเช้าด้วย เป็นตัวช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เด็กหลายคนมีอาหารครบถ้วน กินได้ครบโภชนาการ คือวันที่มาโรงเรียน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้สารตั้งต้นดีอยู่แล้วในการทำให้เด็กเข้าถึงโภชนาการ เข้าถึงสารอาหาร เด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้ถ้าเกิดว่าท้องยังหิวอยู่
แต่คำถาม คือ แล้วจะบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้เป็นภาระของโรงเรียน ต่อให้มีทางเลือกให้โรงเรียนเลือกแล้วก็ตาม ก็ยังยากในการบริหารจัดการ เช่น พื้นที่ห่างไกลจะจ้างใคร มีใครมารับเหมาหรือจะมาขนส่งให้ถ้าเกิดว่ารัฐไม่เป็นคนทำ จึงย้ำว่าไม่ควรมีครูที่จะต้องตื่นตี 4 เพื่อไปจ่ายกับข้าวที่ตลาด หรือสลับให้ครูคนหนึ่งดูเด็กครูอีกคนหนึ่งเวียนไปทำอาหารเพื่อเลี้ยงเด็ก
ชัยชนะที่ขมขื่น และความหวังในการล้างมลทินของ “ครูชัยยศ”
กรณีของครูชัยยศ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 26 มี.ค. 2567 เมื่อคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติงบประมาณอุดหนุน ค่าอาหารกลางวันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที 1-3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ส่งผลให้เด็ก 575,983 คน ในโรงเรียนจำนวน 7,344 แห่ง ทั่วประเทศ ได้รับประโยชน์ รวมถึงหลายรัฐบาลยอมรับว่า ภาระงานครู บางอย่างเกินกำลังของครูต้องทบทวน ยกเลิกในระดับนโยบาย
“กรณีดังกล่าวเข้าใจถึงเจตนาที่ดีของครู แต่วิธีการขัดต่อข้อกฎหมาย ศธ.จึงผลักดันโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนขยายโอกาสสำหรับชั้น ม.1-ม.3 อย่างจริงจัง เพื่อช่วยแก้ปัญหาในภาพรวม จนมีมติ ครม.เพื่อให้น้องมีกินพี่อิ่มท้อง”
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ อดีตโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ธ.ค. 2567)

ขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายข้าราชการในสังกัดหลังจากที่ได้ไปคุยประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี เรื่องการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เตรียมเสนอเข้า ครม. 4.5 แสนล้าน เพื่อวางกรอบการทำงานให้ผู้บริหารและข้าราชการทุกคนนำไปปฎิบัติ โดยมี 5 ภารกิจหลักที่จะผนึกกำลัง กู้วิกฤตทุนมนุษย์ เพื่อสร้าง DNA พลเมืองนักคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา
หนึ่งในนั้นคือการ คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก : ลุยโปรเจกต์ Work Smart ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเอกสารดิจิทัลมาใช้ลดงานธุรการ และเตรียมนำร่องระบบ ครัวกลาง ร่วมกับท้องถิ่น ปลดแอกครูจากหน้าที่แม่ครัวและงานจัดซื้อจัดจ้าง โดยให้เริ่มนำร่องทันทีในช่วง 1-2 ปีแรก เช่น ระบบเอกสารดิจิทัล และระบบครัวกลาง ในโรงเรียนทั่วประเทศเพื่อคืนเวลาสอนให้ครูอย่างแท้จริง
เมื่อถามถึงความรู้สึกของครูชัยยศ ในฐานะครูที่มอบโอกาสให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกล สิ่งนี้เปรียบเสมือนการต่อสู้ของครูทั่วประเทศ รวมถึงตนเองที่ต้องการให้การศึกษาเกิดขึ้นอย่างเสมอภาค
แต่การต้องแลกกับการจบชีวิตเรือจ้าง เขาก็มองว่า ไม่คุ้มกับหลายสิ่งที่ต้องสูญเสียไป เสียใจ เสียเวลา เสียโอกาส เสียความมั่นคงในชีวิตบั้นปลาย

ด้านคดี ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2569 ภายหลังจากที่ศาลฯ ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยในชั้นอุทธรณ์ ฝ่ายโจทก์ (สำนักงานอัยการสูงสุด) ได้ขอขยายเวลาอุทธรณ์รวม 3 ครั้ง จนถึงกำหนดนัดล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2569 แต่ศาลฯ ไม่อนุญาตให้ขยายเวลาต่อไป ส่งผลให้โจทก์ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ คดีในส่วนของครูชัยยศ (จำเลยที่ 4) จึงถือว่าสิ้นสุดลงและพ้นมลทินในทางอาญาทันที
- อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง : พ้นมลทิน! “ครูชัยยศ” เปิดใจ หลังศาลยกฟ้องคดีทุจริตอาหารกลางวันนักเรียน
แต่การจะได้กลับไปสอนหนังสืออีกครั้งค่อนข้างเลือนราง เพราะกระบวนการคืนสถานะอาจใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งครูชัยยศจะครบกำหนดเกษียณอายุราชการในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้ จึงไม่อยากเห็นกรณีแบบนี้เกิดขึ้นกับครูคนไหนอีก
“อย่างน้อยถึงแม้จะไม่ทัน แต่ว่าการที่เราจะพยายามล้างมลทินสำเร็จก็ยังดีกว่าที่เราปล่อยปละละเลยให้มันต้องโทษ ตัวผมยังไม่หมดหวังในการเป็นครู เพราะการเป็นครูสามารถเป็นได้ทุกที่ ถึงแม้จะไม่มีฐานเงินเดือน ก็คือการเป็นผู้ให้ความรู้ ให้เป็นวิทยาทานแก่คนที่มาเอาความรู้กับเรา”
ครูชัยยศ
ทำงานบนความขาดแคลน ต้นตอปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กพื้นที่ห่างไกล
กรณีของครูชัยยศ ยังสะท้อนถึงการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทย ที่ครูกำลังเผชิญปัญหากว่า 1,000 โรงเรียน จากสูตรการจัดสรรงบประมาณปัจจุบันที่กระทรวงศึกษาธิการมีการจัดสรรเป็นสูตรรายหัว โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียน 120 คนลงมา งบประมาณจึงผูกกับจำนวนหัวนักเรียนทำให้โรงเรียนได้รับเงินน้อย
เมื่องบฯ น้อย โรงเรียนจะนำไปบริหารจัดการไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ การจ้างบุคลากร เช่น ครูอัตราจ้าง หรือสายสนับสนุนทางวิชาการ ทำให้ไม่มีงบฯ เพียงพอ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าอาหาร มีข้อจำกัด เมื่อโรงเรียนได้รับงบฯ น้อยตามจำนวนหัวนักเรียน แต่มีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้มากกว่า จึงต้องดำเนินงานภายใต้ความขาดแคลน และไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้
ผศ.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เล่าถึงภาระงานครูที่ต้องทำ จากการสำรวจภาระงานครูจากกลุ่มตัวอย่างในสังกัด สพฐ. ท้องถิ่น เอกชน และ กทม. พบข้อมูลว่า โรงเรียนเล็กที่มีทรัพยากรน้อยที่สุดเป็นโรงเรียนที่ครูต้องแบกภาระมากที่สุด

อีกประเด็นที่สะท้อนว่าครูมีภาระงานที่หนัก คือ งานที่ควรใช้เจ้าหน้าที่เฉพาะทาง หลายอย่างเกี่ยวข้องกับระเบียบกฎหมาย แต่ครูกลับต้องแบกความรับผิดชอบนั้นเอง เช่น นักประชาสัมพันธ์ เขียนข่าว ดูแลสื่อ, ช่างเทคนิคซ่อมบำรุง, ดูแลโสตทัศนูปกรณ์, อาคารสถานที่ และ งานธุรการ/การเงิน จัดการเอกสาร, พัสดุ ฯลฯ
เมื่อมองกลับไปที่หน้าที่สอนครูในโรงเรียนขนาดเล็กต้องแบก ภาระงานสอนสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ถึง 37.6%
“โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลประมาณ 1,000 โรง เป็นโรงเรียนสังกัด สพฐ. ประมาณ 20% ของโรงเรียนกลุ่มนี้ไม่มีผู้บริหาร อีกประเด็นคือจำนวนครูไม่ครบชั้น เช่น บางแห่งมี 6 ถึง 9 ชั้น แต่มีครูโดยเฉลี่ยไม่ถึง 6 คน จึงต้องสอนควบชั้น และอีก 15% ครูขาดการอบรมและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับการใช้นวัตกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสม นี่คือสภาพปัญหาที่พบในโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลของ สพฐ.”
ผศ.สหวรัชญ์ พลหาญ
สิ่งนี้ยิ่งชี้ชัดว่า หากการจัดสรรทรัพยากรไม่เพียงพอไม่สามารถจัดการศึกษาที่มีมาตรฐานได้ สุดท้ายคือเด็กได้รับผลกระทบ และอย่างที่หลายคนทราบดีว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเพราะครู แต่เกิดจากระบบในภาพรวม หรือโครงสร้างของระบบที่ออกแบบมาแบบนี้ จนทำให้ครูต้องแบกรับภาระหลายหน้าที่ ครูทำงานมากกว่าที่คนหนึ่งคนจะทำได้
ยังมีอีกหลายครูชัยยศ! ในระบบการศึกษาไทย
ผศ.สหวรัชญ์ ยังได้เทียบภาระครู จากกรณีของครูชัยยศ กับความไม่ปกติที่ถูกทำให้จำยอมว่านี่คือความปกติว่า เรื่องของครูชัยยศ ไม่ใช่เคสพิเศษ แต่เป็นเคสทั่วไปที่สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษา
เพราะเมื่อโรงเรียนไม่มีเจ้าหน้าที่สายสนับสนุนวิชาการ ครูที่เป็นสายวิชาการก็ต้องมาทำงานของสายสนับสนุน งานพัสดุเป็นงานที่ทุกโรงเรียนต้องทำ ต้องมีการเบิกจ่าย และโรงเรียนต้องมีการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ เมื่อไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญด้านนี้ ครูก็ต้องมารับหน้าที่แทน แต่งานพัสดุเป็นงานที่มีลักษณะเฉพาะต้องอาศัยความเข้าใจในกฎระเบียบจำนวนมาก ครูไม่ได้ชำนาญ แต่จำเป็นต้องทำ จึงมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้
“แม้ครูจะมีความตั้งใจดี แต่ถ้าทำผิดระเบียบ ระเบียบก็ไม่ได้ยกเว้น นี่จึงเป็นภาพสะท้อนของความขาดแคลนในโรงเรียน ถ้าไปดูโรงเรียนที่มีความพร้อม ครูจะไม่ต้องทำงานพัสดุเลย จะมีเจ้าหน้าที่พัสดุที่เป็นสายอาชีพทำหน้าที่นี้ เช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่พัสดุก็ไม่ต้องไปทำหน้าที่ครู”
ผศ.สหวรัชญ์ พลหาญ

สิ่งนี้สะท้อนเรื่องการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ผ่านมา อาจเป็นการมองเรื่อง ความเท่าเทียม (equality) การแบ่งให้ทุกคนเท่ากัน ซึ่งดูเหมือนยุติธรรม แต่ในความเป็นจริง ยังมีมิติของความเสมอภาค ซึ่งเป็นมิติแนวดิ่ง หมายถึง แต่ละคนมีความต้องการแตกต่างกัน เช่น นักเรียนยากจนพิเศษ นักเรียนพิการ หรือผู้ที่มีการเรียนรู้ล่าช้า ย่อมต้องการทรัพยากรมากกว่า
นอกจากนี้ กฎระเบียบหลายอย่างของกระทรวงฯ มีมานาน และอาจไม่ได้รับการปรับปรุง จึงควรมีการทบทวน และปรับแก้กฎระเบียบมีหลายระดับ เช่น พ.ร.บ. พ.ร.ก. กฎกระทรวง หรือแม้แต่นโยบายของผู้บริหาร บางอย่างอาจปรับได้ง่าย หากระบุจุดปัญหาได้ ก็สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้การทำงานมีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่จริง
“เมื่อคนไม่เหมือนกัน การแบ่งเท่ากันจึงอาจดูยุติธรรม แต่ยังไม่ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันได้จริง จึงยังไม่เกิดความเสมอภาค นี่เป็นสิ่งที่พยายามผลักดันมาโดยตลอด และภาครัฐเองก็เริ่มเห็นความสำคัญของประเด็นนี้ และต้องการปรับนโยบายเพื่อสร้างความเสมอภาคในระบบการศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ นี่คือสิ่งที่พยายามดำเนินการอยู่”
ผศ.สหวรัชญ์ พลหาญ
ผศ.สหวรัชญ์ จึงเสนอว่า ควรจัดสรรบุคลากรสายสนับสนุนให้เพียงพอ โดยอาจเริ่มจากโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลประมาณ 1,000 โรงเรียน ส่วนกลางควรสนับสนุนงบฯ เพื่อให้โรงเรียนสามารถจ้างบุคลากรในพื้นที่ที่มีความรู้ความสามารถมาทำหน้าที่นี้ แม้งบฯ ประมาณโดยรวมอาจเพิ่มได้ยาก แต่สามารถปรับการจัดสรรใหม่ได้ คือจัดสรรงบประมาณให้เกิดความเสมอภาคมากขึ้น ไม่ใช่การหารเท่า แต่ต้องดูว่าพื้นที่และนักเรียนแต่ละกลุ่มมีความต้องการแตกต่างกันอย่างไร แล้วจัดสรรงบฯ ให้สอดคล้องกับความต้องการนั้นเป็นการคงงบฯ รวมเท่าเดิม แต่ปรับภายในให้มีประสิทธิภาพและเกิดความเสมอภาคมากขึ้น
ระยะถัดไป หากสามารถเพิ่มงบประมาณได้ ควรเพิ่มงบฯ ที่เกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษา เพราะปัจจุบันงบฯ ส่วนใหญ่เป็นงบฯ ดำเนินการ ไม่ได้มุ่งไปที่ความเสมอภาค การเพิ่มงบควรครอบคลุมทั้งงบฯ ที่ลงไปที่ตัวนักเรียน และงบฯ ที่ลงไปที่โรงเรียน รวมถึงงบสำหรับบุคลากร ทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุน
แม้กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเยอะเป็นอันดับต้น ๆ แต่ ผศ.สหวรัชญ์ ก็มองว่า แม้งบฯ รวมจะมาก แต่ส่วนที่ใช้เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษายังมีไม่มากจึงควรผลักดันให้มีการใช้จ่ายงบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้น กสศ. จึงเสนอแนวทางแก้ปัญหาภาระงานครูเป็น 3 ระยะ ดังนี้
ระยะสั้น (ทำได้ทันที)
- ลดงานที่ไม่จำเป็น ตัดเอกสารซ้ำซ้อน และจัดลำดับความสำคัญให้งานสอนเป็นหลัก
- กระจายงานอย่างเป็นธรรม ไม่ให้ครูคนใดหรือกลุ่มใดรับหลายโครงการเกินไป
- แยกงานสนับสนุนออกจากงานสอน โดยจ้างบุคลากรเฉพาะด้าน เช่น ธุรการ การเงิน พัสดุ
ระยะกลาง (6–12 เดือน)
- เพิ่มเวลาเตรียมสอน ด้วยการลดชั่วโมงสอนหรือจัดคาบว่างเฉพาะ
- ดูแลสุขภาพจิต จัดโปรแกรมและช่องทางให้คำปรึกษา เพื่อลดความเครียดสะสม
- สร้างสมดุลชีวิต–งาน ด้วยนโยบายงดติดต่องานนอกเวลาราชการอย่างจริงจัง
ระยะยาว (1–2 ปี)
- ปฏิรูประบบราชการ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลลดงานเอกสาร
- จัดระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) ช่วยครูใหม่ปรับตัวและรับมือความท้าทาย
- สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพวิชาชีพครู เปิดให้มีส่วนร่วมตัดสินใจ และเสริมขวัญกำลังใจ
บทส่งท้าย
วัฒนธรรม “ครูคือผู้เสียสละ” ครูที่ยอมทำผิดระเบียบเพื่อให้นักเรียนมีข้าวกิน หรือได้เรียนหนังสือ จึงไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องโรแมนติไซส์ บนความคาดหวังที่สังคมมีต่อครูไทย
แต่กำลังสะท้อนให้เห็นภาพของ ชีวิตของผู้ต้องหาในโครงสร้างที่ผิดที่ผิดทาง เช่นเดียวกับชีวิตของ ครูชัยยศ หากระเบียบ การตรวจสอบทุจริตยังไม่ปรับให้สอดรับกับสภาพปัญหาที่แท้จริง เพราะเรื่องใหญ่ของเรื่องนี้ คือ หากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังซ่อนอยู่ใต้พรม ก็จะยังมีครูที่เจ็บปวดกับระบบการศึกษาต่อไป


