‘ไต่สวนสาธารณะ’ เคลียร์ปม ‘หมอสุภัทร’ จัดซื้อ ATK เดิมพันความเชื่อมั่นสาธารณสุขไทย

หากย้อนไปที่การแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อชี้แจงกรณีที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) มีมติลงโทษทางวินัยร้ายแรง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในปฏิบัติการ หมอชนบทบุกกรุง ช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2564

สิ่งที่สังคมยังตั้งคำถามคือการแถลงอย่างเป็นทางการในวันนั้น เหตุใดจึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานที่ชัดเจนได้ การอ้างว่าเป็น “ความลับทางราชการ” กลับยิ่งทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคม ว่าการลงโทษครั้งนี้เป็นเรื่องของวินัยล้วน ๆ หรือมีปัจจัยทางการเมืองแฝงอยู่หรือไม่ ?  

บริบทของการระบาด และกฎหมายพิเศษช่วงโควิด-19

เพื่อเข้าใจกรณีนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูบริบทของสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2564 ประเทศไทยเผชิญกับการระบาดระลอกใหญ่ มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก ประชาชนอยู่ในภาวะหวาดกลัว รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ และระบบสาธารณสุขต้องเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก

มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลาง บอกกับ The Active ชวนย้อนไป เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2564 คณะกรรมการฯ ได้ออกหนังสือแนวทางพิเศษ หรือที่เรียกว่า หนังสือ ว 115 เพื่อยกเว้นการปฏิบัติตามกฎกระทรวงและระเบียบกระทรวงการคลังหลายประการ

ในเอกสารดังกล่าวระบุชัดว่า เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหายาและเวชภัณฑ์ หากล่าช้าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะและระบบเศรษฐกิจโดยรวม จึงให้ถือว่าการจัดซื้อจัดจ้าง “ทุกครั้ง ทุกวงเงิน” เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน

แนวทางนี้เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ ไม่จำกัดวงเงิน และยังยกเว้นขั้นตอนสำคัญหลายประการ เช่น ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎห้ามแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ไม่จำเป็นต้องทำข้อตกลงเป็นหนังสือในบางกรณี การแต่งตั้งผู้ตรวจรับพัสดุ และการวางหลักประกันเงินล่วงหน้า รวมถึงเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการไปก่อน แล้วค่อยรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานภายหลังได้

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 ก็เปิดช่องให้หน่วยงานของรัฐสามารถใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสถานการณ์วิกฤต เช่น การแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง

คำชี้แจง สธ. : คำตอบที่ไม่ตอบคำถาม ?

โดยการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา สื่อมวลชนได้ตั้งคำถามถึงประเด็นสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะการใช้มาตรา 56 และหนังสือเวียน ว 115 ในการจัดซื้อ ATK ช่วงโควิด-19

เกตุแก้ว แก้วใส ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลเรื่องนี้ว่าในช่วงการแถลงข่าวว่า หนังสือเวียน ว 115 เป็นกรณีที่ใช้ในภาวะวิกฤตระดับประเทศ ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้มีการยกเว้นขั้นตอนบางประการของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่หากไม่มี “เหตุอันสมควร” ตามที่กฎหมายกำหนด ก็ไม่สามารถนำข้อยกเว้นดังกล่าวมาใช้ได้

คำชี้แจงนี้สะท้อนชัดเจนว่า คณะกรรมการ อ.ก.พ.สธ. ที่ลงมติเห็นว่า การจัดซื้อของ นพ.สุภัทร เป็นการจัดซื้อที่ “ผิดระเบียบจริง” แต่ประเด็นสำคัญคือ สังคมยังไม่อาจทราบได้ว่าการจัดซื้อในช่วงนั้นมีหรือไม่มี “เหตุอันสมควร” เพียงพอในบริบทโควิดหรือไม่ ? เพราะรายละเอียดในสำนวนยังไม่ถูกเปิดเผย

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า หนังสือเวียน ว 115 มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเปิดทางให้หน่วยงานสามารถลดขั้นตอนการขออนุมัติล่วงหน้า และสามารถจัดหาเวชภัณฑ์หรือพัสดุที่จำเป็นมาใช้ก่อนในกรณีเร่งด่วนได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำพัสดุมาใช้แล้ว หน่วยงานต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้ถูกต้องตามระเบียบภายหลัง

คำถามต่อมา…คือกรณีของ นพ.สุภัทร มีการรายงานตามขั้นตอนดังกล่าวหรือไม่ ? คำตอบจาก ปลัด สธ. ไม่ได้ลงรายละเอียดในประเด็นเฉพาะ โดยระบุเพียงว่า ที่อธิบายไปเป็นหลักการทั่วไปของกระบวนการตามกฎหมาย

พร้อมย้ำว่า กระบวนการพิจารณาของ อ.ก.พ.สธ. เป็นกระบวนการที่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ผ่านมากระทรวงจึงไม่สามารถออกมาให้รายละเอียดในเชิงลึกได้ พร้อมยอมรับว่า มีข้อมูลบางส่วนหลุดออกไปซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น

เทียบมุมมองปมจัดซื้อ ATK

“สังคมควรมองประเด็นนี้อย่างรอบด้าน และมองเป็น ปัญหาเชิงระบบ มากกว่าการพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว”

เป็นมุมมองจาก นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะอดีตกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ที่ชวนตั้งคำถาม ต่อการ “แบ่งซื้อ” จากกรณีการจัดซื้อ ATK ของ นพ.สุภัทร ทั้งที่อ้างว่าเป็นการจัดซื้อเฉพาะเจาะจง โดยระบุว่า ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องซื้อครั้งละ 1 ล้านบาทถึง 3 ครั้ง หากวงเงินรวมเกินอำนาจผู้อำนวยการโรงพยาบาล ก็สามารถใช้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดหรืออธิบดีได้ กระบวนการก็ไม่ได้ซับซ้อนหรือยืดเยื้อเพราะเป็นการจัดซื้อเฉพาะเจาะจงอยู่แล้ว

อดีต กมธ.การสาธารณสุข ชี้ด้วยว่า ประเด็นการจัดซื้อ ATK เริ่มถูกตั้งคำถามตั้งแต่ปี 2564 ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งกรรมาธิการการสาธารณสุข โดยขณะนั้นรัฐบาลมีแผนจัดซื้อ ATK จำนวน 8.5 ล้านชิ้น แต่เกิดปัญหาความล่าช้า จากการตรวจสอบของกรรมาธิการพบข้อสงสัยหลายประการ ทั้งเรื่องสเปกสินค้า การอ้างอิงมาตรฐาน WHO รวมถึงความไม่สอดคล้องของเอกสารบางส่วน

ทั้งยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการเข้ามาของเครือข่ายแพทย์ชนบท ในโครงการตรวจเชิงรุกช่วงกลางปี 2564 ว่า ทำไม ? ต้องเชิญเฉพาะแพทย์ชนบท และโรงพยาบาลในเครือข่าย ทั้งที่ประเทศมีโรงพยาบาลรัฐกว่า 900 แห่ง และเอกชนรวมแล้วกว่า 1,000 แห่ง รวมถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่รอบกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพสูง

นพ.เอกภพ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับไทม์ไลน์การใช้งาน ATK ในกรุงเทพฯ ที่เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ขณะที่การจัดซื้อของบางโรงพยาบาลเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม นำไปสู่คำถามว่า ของที่นำมาใช้ก่อนนั้นมาจากไหน เป็นล็อตเดียวกับการจัดซื้อภายหลังหรือไม่ ?

“ไม่อยากให้สังคมจบเรื่องนี้เพียงการ เอาผิด หรือ ปกป้อง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ควรใช้เป็นบทเรียนเพื่อทบทวนปัญหาเชิงระบบ ทั้งในเรื่องระบบจัดซื้อจัดจ้างที่เปิดช่องให้เลี่ยงกฎหมาย และโครงสร้างและบทบาทของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่อาจมีกลุ่มอิทธิพลหรือผลประโยชน์ทับซ้อน”

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ

อีกด้านหนึ่ง นพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ในฐานะที่ร่วมขบวนการแพทย์ชนบทบุกกรุง บอกว่า แม้ฝ่ายบริหารกระทรวงสาธารณสุขจะยืนยันว่า มีความผิดจริง แต่การแถลงยังไม่สามารถคลี่คลายข้อกังขาของสังคมได้

จากการสอบถามผู้บริหารกระทรวงฯ โดยตรง พบว่า กรณีนี้ไม่ได้ยก “ราคา ATK” เป็นประเด็นหลัก แม้จะยอมรับว่า ราคาอยู่ในสำนวนการสอบสวน แต่ฝ่ายกฎหมายยืนยันว่า ไม่ใช่สาระสำคัญของคดี ประเด็นที่ถูกชี้ขาดคือเรื่อง “แบ่งซื้อแบ่งจ้าง” แต่เหตุผลเชิงลึกว่าทำไมจึงถือว่าเป็นความผิด กลับไม่ได้ถูกอธิบายอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ

นพ.สุวัฒน์ ยืนยันว่า คณะกรรมการสอบสวนฯ อ้างว่าได้พิจารณาระเบียบพัสดุฯ ปี 2560 มาตรา 56 แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือหนังสือเวียน ว 115 ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งออกมาเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 โดย ว 115 เปิดช่องให้หน่วยงานสามารถรับของมาใช้ก่อน และจัดทำเอกสารภายหลังได้ในกรณีเร่งด่วน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบสาธารณสุขเดินต่อได้ในช่วงวิกฤต

เกี่ยวกับข้อกังขาเรื่องไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นว่า แพทย์ชนบทออกหน่วยตรวจเชิงรุกในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 แต่สัญญาจัดซื้อจัดจ้างปรากฏในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน นพ.สุวัฒน์ มองว่า เป็นความเข้าใจที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ

“ในช่วงที่แพทย์ชนบทออกหน่วยตรวจเชิงรุก ทีมงานต้องประเมินความต้องการแบบวันต่อวัน ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าจะตรวจได้กี่คน จึงต้องตกลงให้บริษัททยอยส่งของตามความจำเป็น ขณะที่การจัดทำเอกสารจัดซื้อจัดจ้างต้องกลับมาดำเนินการที่หน่วยงานต้นสังกัดภายหลัง กฎหมายเปิดช่องไว้ชัดเจน และเอกสารทุกชิ้นสามารถทวนสอบย้อนหลังได้ทั้งหมด”

นพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ

สำหรับกรณีที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า โรงพยาบาลหนึ่งเป็นผู้จัดซื้อแต่ชุดตรวจถูกนำไปใช้ในพื้นที่กรุงเทพฯ นพ.สุวัฒน์ ระบุว่า เป็นการบริหารจัดการร่วมกันเพื่อความคล่องตัว หากให้แต่ละโรงพยาบาลที่เข้าร่วมกว่า 40-50 ทีม จัดซื้อเองทั้งหมด จะสร้างภาระงานหลังบ้านมหาศาล และเสี่ยงต่อความผิดพลาดในช่วงวิกฤต จึงตกลงให้โรงพยาบาลหนึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการรวม เพื่อลดความซ้ำซ้อน

เกี่ยวกับประเด็นราคา ATK ก็ระบุว่าต้องพิจารณาในบริบทเวลานั้น และชนิดของชุดตรวจที่ใช้ โดยเครือข่ายแพทย์ชนบทใช้ ATK เกรด Medical ไม่ใช่ Home use เพราะต้องทดแทนการตรวจ RT-PCR หากเกิดผลบวกลวงหรือลบลวง จะสร้างความเสียหายรุนแรงทั้งต่อผู้ป่วยและระบบควบคุมโรค

“กรณีนี้จะพิสูจน์ความถูกต้องได้เพียงทางเดียว คือ การเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการสอบสวนทั้งหมดต่อสาธารณะ ตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนครั้งแรก การเปลี่ยนแปลงผลสอบจาก ไม่ร้ายแรง เป็น ร้ายแรง ไปจนถึงการบรรจุวาระเร่งด่วนในการประชุม อ.ก.พ.สธ. เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา”

นพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ

“ไต่สวนสาธารณะ” ทางออกปมขัดแย้งจัดซื้อ ATK นพ.สุภัทร ?

แล้วทางออกของเรื่องนี้ควรเดินต่อไปทางไหน ? หนึ่งในข้อเสนอจาก ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เห็นว่า การดำเนินการของนพ.สุภัทร และคณะในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ช่วงโควิด-19 “น่าจะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนดไว้ในเวลานั้น” เว้นแต่กระทรวงสาธารณสุข จะมีระเบียบภายในที่เข้มงวดกว่าหรือมีเงื่อนไขพิเศษอื่น ซึ่งขณะนี้ยังไม่ปรากฏข้อมูลชัดเจนต่อสาธารณะ 

ดังนั้นจึงแสดงความกังวลต่อกระบวนการของกระทรวงสาธารณสุข โดยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ถูกกล่าวหาอย่าง นพ.สุภัทร ไม่ได้รับการเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาอย่างครบถ้วน ซึ่งถือเป็นประเด็นน่าห่วงในมุมของหลักธรรมาภิบาลและความเป็นธรรมในกระบวนการสอบสวน

จึงเสนอว่า เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของทั้งองค์กรและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ควรพิจารณาเปิดให้มีการ “ไต่สวนสาธารณะ” หรือแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระจากบุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบกรณีนี้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจในระดับชาติ

“ถ้าอยากให้เรื่องนี้มีความชัดเจน ไม่เป็นข้อกังขาต่อสังคม เสนอให้ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา โดยให้ทั้ง 2 ฝ่าย ได้เปิดเผยข้อมูล หลักฐานของตัวเอง เพราะตอนนี้สาธารณะชนไม่รู้ข้อมูล รายละเอียดอะไรเลย ทุกฝ่ายต้องเอาข้อมูลมาเปิดเผย สาธารณชนจะได้รู้ว่า ใครมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ ฝ่ายไหนมีเจตนาซุกซ่อนหรือเปล่า อะไรคือเรื่องเกินเลย เรื่องไหนผิดระเบียบ ก็ควรเอาข้อมูลมากางให้คณะกรรมการได้ตรวจสอบ และสังคมได้รับรู้ ซึ่งเชื่อว่า คุณหมอสุภัทร ก็น่าจะพร้อมเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบพร้อมอยู่แล้ว”

มานะ ยังเตือนถึงผลกระทบต่อกำลังใจของบุคลากรสาธารณสุข โดยระบุว่าปัจจุบันมีบุคลากรจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า หากการเสียสละทำงานในภาวะวิกฤตต้องมาจบลงด้วยคดีความหรือการถูกลงโทษทางวินัย จะส่งผลต่อกำลังใจของคนทำงานในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางกระบวนการเห็นว่า การส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระจากภายนอกพิจารณา หรือให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง จะช่วยสร้างความชัดเจน และความน่าเชื่อถือมากกว่าการตรวจสอบกันเองภายในกระทรวงฯ

ช่องทางตามกฎหมายที่เหลืออยู่

ตามที่ ปลัด สธ. ระบุ กระบวนการลงโทษวินัยร้ายแรงต่อ นพ.สุภัทรนั้นยังมีช่องทางตามกฎหมายให้ดำเนินการอุทธรณ์ โดยเรื่องดังกล่าวได้ถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งมีผู้แทน ก.พ. ร่วมอยู่ในคณะกรรมการตั้งแต่ต้นแล้ว กระทรวงสาธารณสุขพร้อมรับผลการพิจารณาวินิจฉัยจาก ก.พ. ว่าจะมีความเห็นอย่างไร

นอกจากนี้ ผู้ถูกลงโทษยังสามารถยื่นอุทธรณ์ตามกระบวนการทางคุณธรรมได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งหากมีการยื่นอุทธรณ์ คำสั่งลงโทษดังกล่าวจะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าการพิจารณาของ ก.พ. จะแล้วเสร็จ

เรื่องนี้ นพ.สุวัฒน์ ก็ย้ำว่า หาก ก.พ. มีมติสวน ก็จะทำให้มติ อ.ก.พ.สธ. เป็นโมฆะทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ยังมีกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลที่สำคัญอยู่

คำถามสำคัญที่เหลืออยู่คือ การไต่สวนสาธารณะ หรือการแต่งตั้ง คณะกรรมการอิสระ ตามที่มีข้อเสนอทางออกนั้นจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงมากน้อยแค่ไหน

จากประสบการณ์ในอดีต การไต่สวนสาธารณะในประเทศไทยมักเกิดขึ้นในกรณีที่มีแรงกดดันจากสังคมสูงมาก หรือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญระดับชาติ กรณีนี้แม้จะได้รับความสนใจจากสังคมและบุคลากรสาธารณสุขเป็นอย่างมาก แต่ยังไม่ถึงขั้นที่มีการเคลื่อนไหวประท้วงหรือเรียกร้องอย่างกว้างขวางจากประชาชนทั่วไป 

อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการของ ก.พ. มีมติที่แตกต่างจาก อ.ก.พ.สธ. หรือหากมีข้อมูลใหม่ที่สำคัญถูกเปิดเผยออกมา อาจทำให้เกิดแรงกดดันให้มีการตรวจสอบในวงกว้างมากขึ้น

บทส่งท้าย 

ความซับซ้อนของการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในขณะที่กฎหมายได้เปิดช่องให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับวิกฤต แต่ความยืดหยุ่นนั้นก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและความโปร่งใส

การที่กระทรวงสาธารณสุขอ้างว่าไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เพราะเป็น “ความลับทางราชการ” นั้น อาจไม่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม โดยเฉพาะเมื่อเป็นกรณีที่มีผลกระทบต่อบุคลากรสาธารณสุขและความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กระบวนการต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบราชการและสร้าง “บรรทัดฐาน” ที่ดีสำหรับการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขในอนาคต 

ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร…กรณีนี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญในการปรับปรุงระบบและกลไกต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่คล้ายคลึงกันอีก

Author

Alternative Text
AUTHOR

วชิร​วิทย์​ เลิศบำรุงชัย

ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข ThaiPBS