ทุก ๆ ปี หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโพด อ้อย ข้าว หรือปาล์มน้ำมัน คือ ช่วงเวลาของการเผาทำลายเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกครั้งใหม่
เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนที่ซากอ้อยและข้าวโพดนับล้าน ๆ ไร่ จะถูกเผาในเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกรอบใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับฝุ่นควันที่เปลี่ยนท้องฟ้าให้กลายเป็นสีขี้เถ้า ไม่ต่างไปจากการดูหนังหายนะวันสิ้นโลก
นี่คือปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ที่ทำร้ายลมหายใจผู้คนในอาเซียนและคนไทยมานานนับสิบปี
ละอองแขวนลอยจากการเผาไหม้ทำให้เกิดฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่ล่องลอยไปตามอากาศ ข้ามพรมแดนได้อย่างอิสระ จนเกิดผลกระทบตามมาอย่างมากมาย เฉพาะประเทศไทย มีผู้ป่วยจากฝุ่น PM2.5 ประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ด้วยอาการมากน้อยต่างกันไป
หนักที่สุด คือ กลุ่มโรคทางเดินหายใจ อย่างคนมีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อสันนิษฐานทางการแพทย์ที่บ่งชี้ว่า การสัมผัส PM2.5 ในปริมาณมากและต่อเนื่องระยะยาว ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น
เมื่อพิจารณาจากจุดความร้อนที่ปรากฏบนภาพแผนที่ผ่านดาวเทียม จะพบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้
- เดือนธันวาคม-เมษายน ภาคเหนือของประเทศไทยมักได้รับผลกระทบจากเผาไร่ข้าวโพดและอ้อยในเมียนมา ลาว กัมพูชา รวมถึงในประเทศไทยเอง โดยจุดที่มีการเผามากที่สุด คือ เมียนมา
- เดือนมิถุนายน-สิงหาคม ทางภาคใต้ของไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ มักได้รับผลกระทบจากการเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำสวนปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย

ธารา บัวคำศรี อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย ติดตามสถานการณ์และรณรงค์เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากว่า 25 ปี ชี้ให้เห็นว่า ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในอาเซียน แท้จริงแล้วเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อน
ด้วยเหตุที่ว่าอาเซียนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร อาหารสัตว์ น้ำตาล หรือพลังงาน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
แต่ขณะเดียวกัน แรงขับเคลื่อนนี้มักคิดบนฐานการผลิต โดยใช้ต้นทุนต่ำที่สุด เมื่อซ้อนเข้าไปกับปัญหาระบบการเมืองและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ความเกรงใจกลุ่มทุนที่มีอิทธิพลต่อรัฐ และการกำกับดูแลที่หละหลวม ก็ทำให้ปัญหาถูกแก้ไขแบบไม่เด็ดขาดและค่อนข้างอะลุ่มอล่วย
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะไร้ความหวัง เมื่ออาเซียนเริ่มมองเห็นต้นแบบความสำเร็จ จากการเอาจริงเอาจังของสิงคโปร์ ในการจัดการมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน
โดยก่อนหน้านี้ สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเผาป่าเพื่อบุกเบิกสวนปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย แต่ความไม่เพิกเฉยของรัฐบาลสิงคโปร์ ทำให้มีการใช้กลไก “ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน” ซึ่งมีการตอบสนองปัญหาอย่างรวดเร็ว โดยเรียกร้องให้มีการตั้งศูนย์อุตุนิยมวิทยาพิเศษ เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางในการแจ้งเตือนจุดความร้อนในภูมิภาค
ตามมาด้วยการออกกฎหมายมลพิษข้ามพรมแดน ในปี 2557 เพื่อใช้ไม้แข็งในการตรวจสอบย้อนกลับ โดยบริษัทที่มีฐานการลงทุนในสิงคโปร์จะต้องมีภาระรับผิด หากเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างมลพิษทางอากาศ ผลก็คือการเผาในอินโดนีเซียลดลงอย่างมาก

ส่วนไทยเองก็มีความพยายามในการออกกฎหมายอากาศสะอาดที่มีหลักการคล้ายกัน นั่นคือการกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้ความรับผิดชอบ แต่น่าเสียดาย เพราะร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อประชาชน ซึ่งผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 วาระแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภาอยู่นั้น การยุบสภากลางเดือนธันวาคม 2568 ทำให้กฎหมายอากาศสะอาดยังไปไม่ถึงฝันในช่วงรัฐบาลนี้
อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้ง 2569 หากกฎหมายถูกหยิบยกมาพิจารณาต่อ และเดินหน้าได้จนถึงฝั่งฝัน หมายความว่า ไทยจะเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีเครื่องมือทางกฎหมายทรงประสิทธิภาพเข้าไปจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ
แต่ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย ค่อนข้างกังวล คือ ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนทางน้ำจากการทำเหมืองแร่หายากที่อาจสร้างหายนะให้อาเซียนในระยะยาวได้
“ดูเหมือนจะมีความหวังขึ้นเรื่องข้ามพรมแดน พอเจอเรื่องเหมืองแร่หายากในประเทศเพื่อนบ้าน และมากระทบ เราก็ช็อกเหมือนกัน จนรู้สึกว่าเราลืมอะไรไป แค่เรื่องฝุ่นข้ามแดนก็แย่แล้ว มาเจอเรื่องมลพิษทางน้ำข้ามแดน ผมคิดว่าเราจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แล้ว”
ธารา บัวคำศรี อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย
สถานการณ์มลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนในขณะนี้ วิกฤตแค่ไหน ?
เพียรพร ดีเทศน์ ผอ.องค์กร River and Rights และเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ให้คำตอบว่า ขณะนี้เหมืองแร่นอกกฎหมายกำลังขยายตัวอย่างมากในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรืออาเซียนตอนบน ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ยึดครองของกองกำลังชาติพันธุ์ ประเทศเมียนมา ซึ่งไม่มีใครรู้มาก่อน จนกระทั่งสังเกตเห็นว่าสีของแม่น้ำกกขุ่นอย่างผิดปกติ จนนำไปสู่การสำรวจด้วยภาพผ่านดาวเทียม
เมื่อมีการสำรวจ กลับพบว่ามีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธตั้งบนภูเขาต้นแม่น้ำกก ขณะที่ข้อมูลของนาซ่าได้ตรวจพบเหมืองแบบนี้อีกกว่า 20 แห่ง ที่บริเวณลำน้ำหลวยซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง
ล่าสุด ข้อมูลจากการสำรวจของ Stimson Center องค์กรอิสระของสหรัฐ พบว่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมีเหมืองนอกกฎหมายมากถึง 2,400 แห่ง และไม่ได้กระจุกตัวแค่ในเขตเมียนมาเท่านั้น แต่กระจายไปตามแม่น้ำโขงฝั่งประเทศลาวอีกด้วย

สิ่งที่น่ากังวลสำหรับคนไทย และประชาชนอาเซียนที่อาศัยใช้ลำน้ำสายนี้ คือ สารเคมีที่ปนเปื้อนมากับสายน้ำที่ต้องใช้ในการอุปโภค-บริโภค
กรมควบคุมมลพิษ จังหวัดเชียงใหม่ ได้นำน้ำจากแม่น้ำกกไปตรวจสอบ ก็พบว่า มีสารโลหะหนักเป็นพิษปนเปื้อน 10 กว่าชนิด โดยเฉพาะสารหนูที่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้แจ้งเตือนไม่ให้ใช้น้ำในการอุปโภค-บริโภค หรือแม้แต่การปลูกผัก และจับปลาจากแม่น้ำ ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่อย่างมาก
“เราคิดว่ามันคือการพูดถึงประชาชนหลายสิบล้านคนริมแม่น้ำ ถ้าเราไม่ออกมาเรียกร้อง หรือถกเถียงเรื่องนี้ต่อสาธารณะ ไม่กดดันให้รัฐบาลที่เกี่ยวข้อง อีกหน่อยเราจะเจอคนเจ็บป่วยพิการมากมายที่ต้องรักษา ซึ่งเป็นเงินสาธารณะ งบประมาณสาธารณสุข งบบำบัดน้ำ ประปาต้องบำบัดน้ำเพิ่มอีก 4 เท่า จึงจะได้น้ำที่มีคุณภาพ นี่คืองบประมาณเล็กน้อย ไหนจะต้องหาแหล่งน้ำใหม่ ไหนจะลงไปที่เลย หนองคาย และเชื่อว่าอีกไม่นานอุบลฯ จะตรวจเจอเช่นกัน”
เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ
เพียรพร ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า แร่หายากกำลังเป็นที่ต้องการเพราะเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าสูงในโลกยุคใหม่ มีความสำคัญมากในการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม เช่น รถยนต์ไฟฟ้าอีวี สมาร์ตโฟน เทคโนโลยีการแพทย์ หรืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มาร่วมประชุมที่มาเลเซียและมีการลงนามข้อตกลงว่าด้วยการหาแร่หายากกับรัฐบาลไทย ยิ่งทำให้กังวลว่าจะกระตุ้นให้เกิดการทำเหมืองมากขึ้น
สิ่งที่ยังเป็นคำถาม คือ รัฐบาลไทยจะกำกับดูแลการทำเหมืองแร่เหล่านี้อย่างไร เพราะที่ผ่านมา แม้มีข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำอยู่ในมือ แต่ผ่านมาเกือบหนึ่งปี ท่าทีของรัฐบาลไทยค่อนข้างนิ่งเฉยและไม่มีมาตรการแก้ปัญหาใด ๆ ออกมา
หากจะตามหาตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้น การทำเหมืองแร่หายากในจีน อาจเป็นบทเรียนสำคัญให้กับประเทศไทยและอาเซียน เพื่อเตือนให้ตระหนักถึงอนาคต หากไม่ทำอะไรเลยตั้งแต่วันนี้
ย้อนกลับไปในทศวรรษ 90 เวลานั้นจีนพยายามอย่างยิ่งที่จะเป็นมหาอำนาจในการครอบครองแร่หายากเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ และประสบความสำเร็จด้วยการมีส่วนแบ่งของตลาดโลกของแร่แรร์เอิร์ธได้ถึง 92%
แต่สิ่งที่ต้องแลกก็คือต้นทุนสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองและการสกัดแร่อย่างไร้การควบคุม จนทำให้ตอนบนของลุ่มน้ำแยงซีและฮวงโหเต็มไปด้วยมลพิษ
จากนั้น สถานการณ์ก็เลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดรัฐบาลจีนเองก็ทนไม่ไหว จึงได้สั่งใช้ไม้แข็งปราบเหมืองเถื่อนทั่วประเทศแล้วรวบกิจการเป็นวิสาหกิจภายใต้การควบคุมของรัฐ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบยังคงอยู่ มีรายงานว่าการตกค้างของสารพิษในแม่น้ำบางแห่งอาจต้องใช้เวลาสลายเป็นร้อยปี ขณะที่หลายชุมชนได้กลายเป็นเขตสังเวยสารพิษจนต้องย้ายถิ่นฐานออกไป
ผลจากการทำบ้านตัวเองให้สะอาดของจีน คือ เหมืองแร่เถื่อนนับพันแห่งย้ายกิจการเข้าสู่พื้นที่สีเทาของอาเซียน ซึ่งดำเนินการโดยทุนสีเทาที่ไม่รู้สัญชาติและไม่รู้ว่าส่งออกไปที่ใด เป็นบริบทอันคลุมเครือไม่แตกต่างจากปัญหาสแกมเมอร์ในเวลานี้

“เราเห็นจากการประชุมอาเซียนที่ผ่านมา ที่มีปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด และยั่งยืน แต่ในทางปฏิบัติอยู่ตรงไหน อย่างน้อยก็ดีที่มีเอกสารมีการลงนามร่วมกันระหว่างประชาคมที่อยู่ร่วมกัน แต่การแก้ไขจริงจังอยู่ตรงไหน เราอยากจะเห็น”
เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ
“เรารู้สึกว่าภูมิภาคหรืออนุภูมิภาคที่รัฐบาลหรือผู้ปกครองคอร์รัปชันนานเกินไป จนปล่อยให้ธุรกิจแบบนี้เกิดขึ้นได้ มันไม่ต่างจากสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นเลย คือถ้าไม่มีการคอร์รัปชันเกิดขึ้นในองคาพยพของรัฐ เป็นไปได้ยากมากที่ธุรกิจผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นสแกมเมอร์หรือเหมืองพิษเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้”
เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ
บทบาท ‘อาเซียน’ กับปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวว่า การรวมตัวกันของ 11 ประเทศอาเซียน ทำให้มีอำนาจต่อรองกับขั้วอำนาจต่าง ๆ ของโลกได้พอสมควร เป็นตัวอย่างการรวมตัวที่ประสบความสำเร็จในสายตาของประเทศนอกภูมิภาค ปัจจุบันมีประชากรรวมกันกว่า 700 ล้านคน และร้อยละ 70 อยู่ในวัยทำงาน เป็นภูมิภาคที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพที่เติบโตได้อีกมาก
เมื่อ 58 ปีที่แล้ว อาเซียนก่อตั้งขึ้นในบริบทของสงครามเย็น สมาชิกเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากสองขั้วมหาอำนาจที่แข่งขันกันอย่างชัดเจน จึงเป็นการรวมตัวกันเพื่อให้มีพลังในการรับมือกับภัยคุกคาม
เมื่อเห็นว่าการรวมตัวมีผลดีจึงได้ขยายไปสู่ความร่วมมือด้านอื่น ๆ เกิดเป็น 3 เสาหลักสำคัญที่อาเซียนยึดถือร่วมกัน ได้แก่ เสาการเมืองและความมั่นคง เสาเศรษฐกิจ และเสาสังคมและวัฒนธรรม มีเป้าหมายความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชากรในภูมิภาคและการมีเสถียรภาพซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ประเทศในอาเซียนดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก มีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีในอาเซียน
และนอกภูมิภาคอีก 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทำให้ขนาด GDP 15 ประเทศ รวมกันเติบโตเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าโลก

“อาเซียนถือว่าเป็นภูมิภาคที่แข็งแกร่งหรือมีพลังในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเจริญเติบโตค่อนข้างมีพลวัต แต่ขณะเดียวกันปัญหาที่ตามมา คือ เรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะในช่วงที่แต่ละประเทศกำลังเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเอง โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่พึ่งพาเกษตรกรรมทำให้มีการปรับพื้นที่และขยายตัวเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรม จึงมีการตัดไม้ทำลายป่า เผาไหม้ไร่ เพื่อปรับให้ทันกับความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ”
พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อาเซียนตระหนักถึงความสำคัญของมลพิษข้ามพรมแดนในระดับภูมิภาค คือ เหตุการณ์ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ ที่เกิดขึ้นช่วงกลางปี 2540 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการการตัดไม้ในระดับอุตสาหกรรม การระบายน้ำจากพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนเป็นปาล์มน้ำมัน
เหตุการณ์นี้ทำให้พื้นที่ป่าสูญเสียไปประมาณ 40 ล้านไร่ มีคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมามากกว่า 2,000 ล้านตัน มีฝุ่นควันลอยข้ามพรมแดนลามไปสู่ประเทศ สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมถึงภาคใต้ของไทย นำไปสู่ “ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน”
ถึงวันนี้… เกิดอะไรขึ้นกับข้อตกลงดังกล่าว
เพราะผ่านมาเกือบ 30 ปี ปัญหามลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนด้วยสาเหตุเดิมก็ยังอยู่แถมในบางพื้นที่ดูเหมือนหนักยิ่งกว่าเดิม ซึ่ง พลพงศ์ อธิบายในเรื่องนี้ว่า หลักการสำคัญของอาเซียนคือการขับเคลื่อนด้วยฉันทามติ และการไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างประเทศ ดังนั้น แม้อาเซียนจะวางกรอบแนวทางความร่วมมือไว้ แต่ในทางปฏิบัติ ความรับผิดชอบหลักเป็นของประเทศสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการติดตามเฝ้าระวัง การรณรงค์หรือการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย
นอกจากนี้ เขายังมองว่าแม้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีจะเป็นจุดแข็งทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งของปัญหาด้วย เพราะเมื่อความต้องการสินค้าเกษตรมากขึ้น ก็ต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกไปประเทศเพื่อนบ้านแล้วนำผลผลิตเข้ามา โดยประเทศที่เข้าไปลงทุนอาจมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ย่อหย่อนกว่า
สอดคล้องกับข้อมูลจาก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ที่พบว่ามีพื้นที่การเกษตรอย่างน้อย 2 ล้านไร่ ในเมียนมา ที่ทุนจากประเทศไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานและทำให้เกิดการเผาขึ้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในผู้ก่อมลพิษและผู้รับซื้อสินค้าที่ก่อมลพิษ
“เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย จริง ๆ แล้ว ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นปัญหาหลักทีเดียว ไม่ใช่แค่ประเทศไทย เพราะว่าหลายประเทศประสบปัญหาเดียวกัน ประเทศไทยก็มีกฎหมายหลายฉบับ มีกรอบความร่วมมือทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก เราเป็นภาคีเรื่องสภาพภูมิอากาศ มลพิษในระดับโลกหลายฉบับ ที่สำคัญคือขาดการบังคับใช้อย่างจริงจัง”
พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม พลพงศ์ ยืนยันว่าปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศหรือมลพิษทางน้ำ อาเซียนมีกลไกที่มากพอ ไม่จำเป็นต้องหามาตรการหรือแนวทางใหม่ เพราะกรอบข้อตกลงต่าง ๆ ยังคงใช้ได้ หรือสามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นสมาชิกสร้างการพูดคุยในระดับทวิภาคีหรือพหุภาคี ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ จะต้องหาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ได้
“อย่าลืมว่าอาเซียนเรามีหลักการในการทำงานผ่านฉันทามติ นอกไปจากนั้นยังมีหลักการที่ไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างประเทศ แต่แน่นอนว่าในบริบทปัจจุบันหลักการเหล่านี้ ก็ค่อนข้างเป็นความท้าทาย และอาจจะทำให้ดูว่าอาเซียนขาดเอกภาพหรือมีความล่าช้าในการรับมือสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้นหรือวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดถี่ขึ้น
“เป็นสิ่งที่มีความท้าทายในอาเซียนและเราตระหนักดีว่าจะทำอย่างไรให้อาเซียนสามารถตอบสนองวิกฤตการณ์อย่างมีประสิทธิาพมากขึ้น ในปัจจุบันบทบาทประธานอาเซียนมีความสำคัญ จะทำอย่างไรให้เข้มข้น พร้อมตอบสนองวิกฤตต่าง ๆ ได้เร็ว ซึ่งเป็นปัญหาภายในอาเซียนที่ต้องถกกันต่อไป”
พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ
สำหรับ ธารา มีมุมมองต่อการทำงานของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมว่า แม้จะยึดหลักฉันทามติ ไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างกัน และไม่มีมาตรการเชิงบังคับ แต่เชื่อว่าสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้
“ในเมื่อไปลงนามในปฏิญญาว่าด้วยเรื่องการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ดีที่กัวลาลัมเปอร์แล้ว มันก็ไม่ควรอยู่บนแผ่นกระดาษ มันต้องแปลงเป็นการปฏิบัติ ไม่งั้นเรามีอาเซียนไปทำไม คือ ไปประชุมสุดยอดอาเซียนกัน บอกว่าอันนี้ดีแล้วชวนกันลงนาม มันเป็นคำมั่นสัญญาทางการเมืองของผู้นำแต่ละประเทศและเป็นวาระที่ยืนยาวไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาก็ตาม
“ผมคิดว่ามันเหมือนกับผู้นำของอาเซียนก็ยอมรับกลาย ๆ ว่าเสาหลักอันหนึ่งที่มันแฝงอยู่ก็คือเสาหลักด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากการเมืองสังคม และมันไม่ควรหายไป เพราะถ้าสิ่งแวดล้อมมันพัง สิ่งอื่นก็พังไปด้วย มรดกทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตผู้คน มันก็อยู่กันไม่ได้ ยิ่งกลายเป็นความขัดแย้ง”
ธารา บัวคำศรี อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย
ธารา เสนอว่า อย่างน้อยที่สุดอาเซียนควรมีการกำหนดเกณฑ์ชี้วัดร่วมกันในการประเมินปัญหา อาจจะยกเอาเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกมาใช้ แต่ต้องมีความโปร่งใสในการทำรายงานและเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ และอาจกระตุ้นด้วยการจัดอันดับว่าใครทำได้ดีกว่ากันในเรื่องสิ่งแวดล้อม
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ อาเซียนจะต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแต่ละประเทศมาเจอกันให้มากขึ้น ที่ผ่านมาแม้ว่าภาคประชาชนจะจัดเวที Asean People Forum คู่ขนาน แต่เงื่อนไขสำคัญคือแต่ละประเทศในอาเซียน ต่างมีระบบการปกครองแตกต่างกัน หากจัดที่ เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม ภาคประชาชนไม่มีทางได้เจอกันในเวทีอาเซียน
อย่างไรก็ ตามในเรื่องนี้ ไทยเองเคยมีบทบาทโดดเด่น ในสมัยที่ สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นประธานอาเซียน ซึ่งได้เปิดให้ Asean People Forum มาสะท้อนปัญหาให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจแต่ละประเทศได้รับรู้
ธารา ยังมีข้อสังเกตอีกว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้วาระสิ่งแวดล้อมอาเซียนถดถอยลงเรื่อย ๆ ก็คือความเพิกเฉยทางการเมือง สำหรับประเทศไทย การรัฐประหารคือทศวรรษที่สูญหาย เพราะพัฒนาการทางเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และพื้นที่การเมืองของประชาชนหายไปในช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เนื่องจากภูมิศาสตร์ไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี การที่พื้นที่ประชาธิปไตยหายไป ทำให้ไทยไม่สามารถมีบทบาทโดดเด่นได้มากนักในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในเมียนมา ปัญหาสแกมเมอร์ มลพิษ ทั้งที่ควรทำอะไรได้มากกว่านี้
“ผมคิดว่าเป็นบทบาทของไทยที่จะใช้กลไกของอาเซียนให้เป็นประโยชน์ ไม่ต้องอายว่าเราจะเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา ตอนนี้มันเหมือนเราได้คุยกับประเทศโน้นแล้ว ได้คุยกับประเทศนี้แล้ว เรามาทำงานร่วมกัน มันดูแบบหน่อมแหน่มไปหน่อย มันไม่ได้แสดงความเป็นผู้นำเลย ผมคิดว่ามันมีเรื่องเดียวคือทำยังไงให้ผู้นำทางการเมืองได้สเต็ปอัปขึ้นมา”
ธารา บัวคำศรี อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย
สอดคล้องกับทัศนะของ เพียรพร ที่มองว่าการแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในอาเซียน เจตจำนงทางการเมืองของผู้นำไทยเป็นเรื่องสำคัญมาก ในขณะที่รัฐบาลอ้างว่าไม่สามารถแทรกแซง หรือล่วงล้ำอธิปไตยเพื่อนบ้านได้ แต่กลับปล่อยให้ทุนสีเทาเข้าไปทำเหมืองแล้วเทสารพิษใส่แม่น้ำกระทบมาถึงบ้านเรา จึงทำให้เกิดคำถามว่า สิ่งนี้เป็นการล่วงล้ำอธิปไตยของไทยแล้วหรือไม่ และทำไมจึงไม่มีมาตรการอะไรออกมาปกป้องประชาชนของตนเองเลย
เพียรพร ยังมองว่า ในมิติของอาเซียน ควรมีกลไกกฎหมายที่รักษามาตรฐานที่ดีที่สุดให้ประชาชนในภูมิภาคโดยไม่คำนึงว่าจะอยู่ในประเทศไหน ไม่ใช่ปล่อยให้บางประเทศรักษาสิ่งแวดล้อมในประเทศตัวเอง แต่ยอมให้ไปลงทุนในประเทศที่ไม่มีกฎหมายเพื่อรอตักตวงผลประโยชน์ ทิ้งของเสียให้อาเซียนจัดการกันเอง เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น
“มันควรจะมีการรับผิดชอบร่วมกันทั้งโลกเนื่องจากตอนนี้แร่แรร์เอิร์ธ เป็นแร่ที่มีความต้องการสูง มันไม่ควรมีใครถูกผลักให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่แดนมรณะเหล่านี้”
เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ
ทั้งหมดนี้ ล้วนสะท้อนให้เห็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นควันจากการเผาไร่หรือสารพิษจากเหมืองแร่หายาก และยังตอกย้ำความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของการพัฒนาเศรษฐกิจที่เดินหน้าเร็วกว่าเจตจำนงทางการเมืองในการปกป้องชีวิตผู้คน
แม้อาเซียนจะมีข้อตกลง กลไก และคำมั่นสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย แต่เมื่อยังยึดหลักไม่แทรกแซง ขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และปล่อยให้ทุนสีเทาเคลื่อนไหวข้ามพรมแดนอย่างเสรี ต้นทุนก็จะถูกผลักมาสู่ลมหายใจ สายน้ำ และสุขภาพของประชาชนหลายสิบล้านคนในภูมิภาคนี้
บทเรียนจากฝุ่น PM2.5 และแม่น้ำที่ปนเปื้อนสารพิษ จึงไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า อาเซียนและประเทศไทยจะกล้าก้าวข้ามการเมืองแบบที่ผ่านมา และสามารถยกระดับสิ่งแวดล้อมให้เป็นวาระหลักที่ต้องลงมือทำจริงได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้คำมั่นบนกระดาษ แลกกับอนาคตของผู้คนทั้งภูมิภาคต่อไป

