จาก ‘เช็ก’ ถึง ‘ไทย’ สื่อสาธารณะต้องปรับตัวอย่างไร เมื่อภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลง

เรามักได้ยินว่าปัจจุบันนิเวศสื่อกำลังเปลี่ยนไป จากที่เคยดูทุกอย่างผ่านโทรทัศน์ ก็หันมาดูในโทรศัพท์มือถือ จากที่ฟังผ่านวิทยุ คนก็นิยมหันมาฟังพอดแคสต์ในออนไลน์แทน สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปส่งผลให้มีการตั้งคำถามกับการมีอยู่ของ ‘สื่อสาธารณะ’ ว่ายังจำเป็นในสภาพสังคมสมัยใหม่อยู่ไหม?

แต่ก็ใช่ว่า คนส่วนใหญ่กำลังทอดทิ้งสื่อสาธารณะเสียทีเดียว เพราะ ปรากฏการณ์การชุมนุมในสาธารณรัฐเช็ก เพื่อคัดค้านการเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้สื่อสาธารณะ ทำให้รู้ว่าสื่อสาธารณะนั้นมีคุณค่าบางอย่างที่สื่ออื่น ๆ ทดแทนไม่ได้ 

ผศ.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ The Active ว่า การลุกขึ้นต่อต้านจากภาคประชาชน สะท้อนให้เห็นความสำคัญของสื่อสาธารณะของเช็ก ที่ผูกโยงกับคุณค่าของประชาธิปไตย

หากไปสำรวจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ผู้ชุมนุมปักหลักกันที่ถนนกรุงปราก เรียกร้องให้รัฐบาลถอดถอนกฎหมายการปฏิรูปสื่อสาธารณะ ประเด็นสำคัญกฎหมายดังกล่าวคือ การกำหนดให้ยกเลิกค่าธรรมเนียมใบอนุญาตครัวเรือนและเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้ของสื่อสาธารณะสถานีวิทยุเช็ก Czech Radio (ČRo) และ สถานีโทรทัศน์ Czech Television (ČT) ให้ขึ้นอยู่กับงบประมาณของรัฐสำหรับวิทยุและโทรทัศน์สาธารณะแทน ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนเรื่องเสรีภาพของสื่อที่อาจถูกแทรกแซงโดยอำนาจรัฐ

ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกเสนอภายใต้รัฐบาลผสมที่นำโดย นายกรัฐมนตรีอันเดรย์ บาบิส (Andrej Babis) ประกอบด้วยพรรคฝั่งขวาอีก 2 พรรค โดยนายกรัฐมนตรีบาบิสให้เหตุผลว่า การเปลี่ยนมาใช้งบประมาณจากรัฐจะมีหลักประกันด้วยกฎหมาย และเป็นไปตามสถานการณ์เงินเฟ้อ อีกทั้งยังมองว่า ร่างกฎหมายนี้จะช่วยให้สื่อสาธารณะมีความมั่นคง พร้อมยืนยันว่าจะเป็นร่างกฎหมายที่ป้องกันไม่ให้รัฐบาลแทรกแซงการทำงานของสื่อ

ปัจจุบันค่าธรรมเนียม (licence fee) ของโทรทัศน์ในสาธารณรัฐเช็กอยู่ที่ 150 โครูนา ต่อเดือนต่อครัวเรือน ส่วนค่าธรรมเนียมวิทยุอยู่ที่ 55 โครูนา ต่อเดือนต่อครัวเรือน หากร่างกฎหมายดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้จริง สื่อสาธารณะในสาธารณรัฐเช็ก ไม่ว่าจะเป็นสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์จะได้รับงบประมาณน้อยลงจากเดิม 15%  เป็นเงินประมาณ 7.8 พันล้านโครูนา

ทั้งนี้กระบวนการยื่นร่างกฎหมายต่อสภาเป็นที่น่าสงสัยในสายตาประชาชน เนื่องจากร่างกฎหมายนี้ได้รับการอนุมัติโดยสภาล่างผ่านการลงคะแนนเสียงในช่วงเวลาเช้ามืดของวันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา ตี 4.36 ส่งผลให้ฝ่ายค้านไม่สามารถมีส่วนร่วมในการอภิปรายก่อนลงคะแนนได้

ผู้ชุมนุมประท้วงมีทั้งประชาชนทั่วไป ตัวแทนสหภาพแรงงาน นักวิชาการ บาทหลวง ทั้งหมดร่วมตะโกน “เราทนไม่ไหวแล้ว” “สิ่งนี้ (ร่างกฎหมาย) ไม่ควรถูกปล่อยผ่านไป” และ “4.36” ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่ร่างกฎหมายได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา

ด้านสหภาพการกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งยุโรป (The European Broadcasting Union) และสื่อๆ ร่วมลงนามออกแถลงการณ์แสดงความกังวลถึงร่างกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากอาจส่งผลต่ออิสระของสื่อ ซึ่งขัดแย้งกับกฎหมายว่าด้วยเสรีภาพสื่อของยุโรป (The European Media Freedom Act) ที่ระบุว่าแหล่งที่มาของรายได้สื่อสาธารณะจะต้องเหมาะสม ยั่งยืน และคาดการณ์ได้ อีกทั้งต้องปกป้องความเป็นอิสระของบรรณาธิการ

“รูปแบบการจัดสรรงบประมาณเป็นเรื่องของการตัดสินใจภายในของรัฐ แต่การปฏิรูปใด ๆ ก็ตาม ต้องเคารพกฎระเบียบของยุโรปที่มีผลผูกพันเหล่านี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเช่นนี้ควรได้รับการประเมินอย่างละเอียดถี่ถ้วน ต้องมีการอภิปรายในรัฐสภาอย่างเปิดเผย และการปรึกษาหารืออย่างแท้จริงกับสื่อสาธารณะ ČT, ČRo และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ”

ประวัติศาสตร์ ČT, ČRo สื่อเคียงข้างการต่อสู้ของประชาชน

หากไปย้อนดูที่มาที่ไปของสื่อสาธารณะในสาธารณรัฐเช็ก จะพบว่าบทบาทของสื่อมีส่วนในการขับเคลื่อนการเมืองให้ไปสู่ประชาธิปไตยตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

สถานีวิทยุเช็กก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1923 โดย Radiojournal บริษัทเอกชนที่มาจากการรวมตัวกันของนักข่าว นักธุรกิจ และเจ้าของบริษัทจำหน่ายเครื่องรับวิทยุ ซึ่งถือเป็นสื่อสาธารณะที่ก่อตั้งขึ้นแห่งที่ 2 ในยุโรป โดยก่อนหน้านี้มี BBC จากสหราชอาณาจักรที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1922 การออกอากาศครั้งแรกของสถานีวิทยุเช็กเกิดขึ้นภายในเต็นท์เล็กๆ แห่งหนึ่งในเคเบลี (Kbely) ณ กรุงปราก

สถานีวิทยุเช็กมีบทบาทอย่างมากตั้งแต่ก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ลากยาวไปจนถึงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในช่วงปีทศวรรษที่ 1930 ถือเป็นยุคทองของวงการวิทยุ มีผู้รับชมและสนับสนุนทะลุ 1 ล้านคนในเวลาไม่นาน เนื่องจากวิทยุนี้ให้บริการหลายภาษาที่ครอบคลุมไปถึงคนกลุ่มน้อยในสาธารณรัฐเช็ก ไม่ว่าจะเป็น ภาษาเยอรมนี ฮังกาเรียน อังกฤษ ภาษาเอสเปรันโต รวมไปถึงภาษาตระกูลสลาฟในสมัยก่อน

ช่วงเวลาต่อมา หลังจากการบุกยึดกรุงปรากโดยกองทัพนาซีเยอรมนี ขณะนั้นวิทยุของสาธารณรัฐเช็กโดนควบคุมโดยกองทัพเป็นเวลายาวนานและเปลี่ยนชื่อเป็น Bohmen und Mahren ซึ่งนำเสนอเนื้อหาให้เป็นไปตามแนวคิดของกองทัพนาซีเยอรมนี มีเนื้อหาที่ปลุกปั่นและสร้างความเกลียดชังต่อประชาชนชาวเช็ก

จนกระทั่งใน ค.ศ. 1945 สถานีวิทยุเช็กเริ่มต่อต้านการเซนเซอร์ของกองทัพนาซี ผ่านการเปิดเพลงเช็กที่เคยถูกกองทัพแบนและประกาศว่ากองทัพนาซีพ่ายแพ้ต่อสงครามโลก เวลาต่อมาเกิดความวุ่นวายไปรอบตึกทำงานของวิทยุ เจ้าหน้าที่วิทยุยังคงถูกล้อมและจับโดยกองทัพ สิ่งที่พวกเขาทำได้คือการส่งสัญญาณวิทยุเพื่อขอความช่วยเหลือไปยังประชาชนด้านนอก

“ประชาชนเช็กโปรดทราบ! มาช่วยพวกเราด่วน มาร่วมกันปกป้องสถานีวิทยุ กองทัพกำลังฆ่าประชาชนชาวเช็ก! (Calling all Czechs. Come to our help at once. Come and defend Czech Radio. The SS are murdering Czech people here)”

เสียงตามสายในครั้งนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเหตุการณ์การลุกฮือในกรุงปราก (Prague Uprising 1945) ที่ประชาชนชาวเช็กร่วมหลายพันคนลุกขึ้นเรียกร้องการปลดปล่อยกรุงปรากให้พ้นจากการยึดครองของนาซีเยอรมนี

การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอาคารสถานีวิทยุกินเวลาไปหลายวัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 79 ราย ชื่อของผู้ต่อสู้ทั้งหมดถูกจารึกไว้บนแผ่นป้ายเกียรติยศที่ตึกดังกล่าวพร้อมกับประโยค “Calling all Czechs” เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงเสรีภาพของสื่อที่แลกมาด้วยชีวิตประชาชน

ด้านสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐเชโกสโลวาเกีย (Czechoslovak State Television) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1953 พร้อมกับเป้าหมายในการสนับสนุนอุดมการณ์คอมมิวนิตส์ผ่านสื่อ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถนำเสนอความคิดเห็นที่หลากหลายได้

จนกระทั่งในปีการปฏิวัติกำมะหยี่ในปี 1989  (Velvet Revolution) โทรทัศน์ก้าวไปสู่การนำเสนอเนื้อหาที่อยู่ข้างประชาชนมากกว่านำเสนอเรื่องอุดมการณ์การเมือง ส่วนหนึ่งคือการฉายภาพบรรยากาศของการประท้วงต่อต้านรัฐบาลให้ประชาชนทั่วไปได้เห็น ใบหน้าของผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองปรากฎให้เห็นเป็นครั้งแรกผ่านสื่อ หนึ่งในนั้นมี วาคลาฟ ฮาเวล (Václav Havel) นักหวีและนักเขียนบทละคร ผู้กลายเป็นประธานาธิบดีเช็กคนแรกที่มมาจากการแต่งตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ภายหลังจากการปฏิวัติสิ้นสุดลง เข้าสู่ยุคใหม่โดยใช้ชื่อว่าสถานีโทรทัศน์แห่งแช็ก (ČT) อย่างเป็นทางการในปี 1992 มีการถกเถียงเกี่ยวกับรูปแบบและระบบแหล่งทุนของสถานี แต่ไม่นานก็มีกฎหมายจัดตั้งสถานี (Act on Czech Television) กำหนดให้มีแหล่งรายได้หลักจากค่าธรรมเนียมโทรทัศน์  เพื่อแยกงบประมาณของสถานีให้อิสระไม่ขึ้นตรงกับงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล ถือได้ว่าเติบโตมาพร้อมกับความเป็นประชาธิปไตยของสาธารณรัฐเช็กอีกด้วย

สถานการณ์สื่อสาธารณะของเช็กสะท้อนความสั่นคลอนของสื่อทั่วโลก

“พื้นที่ที่เขาสามารถเปล่งเสียงได้ พอมันถูกแทรกแซงก็ทําให้ประชาชนรู้สึกสั่นคลอน รู้สึกว่า เอ๊ะ แล้วเราจะมีพื้นที่อะไรที่เราจะสามารถเปล่งเสียงของเราได้จริง ๆ เพราะว่าถ้าเกิดสมมุติว่ามันไปตกอยู่กับการจัดสรรรายได้ผ่านทางกระทรวงวัฒนธรรมของเขา เท่ากับว่ารัฐบาลเองเนี่ยจะมีอำนาจในการที่จะมาควบคุมคัดกรองหรือว่าคอยกํากับดูแล”

ผศ.เจษฎา ย้ำว่า ที่มาของรายได้มีผลต่อหลักการของการเป็นสื่อสาธารณะ หากได้รับเงินจากงบประมาณรัฐ ก็เป็นไปได้ว่าจะสื่อจะเป็นกระบอกเสียงให้รัฐมากกว่าประชาชน เพราะคำว่ารัฐไม่ได้เท่ากับคำว่าประชาชนเสมอไป รัฐในบางที่ก็มีจุดขัดแย้งกับประชาชนเช่นกัน และมีหลายกรณีที่รัฐก็ฟ้องปิดปากประชาชน

ขณะที่สื่อที่ได้รับเงินจากเอกชนก็จะผูกการทำงานกับการโฆษณา (Sponsorship) จนไม่สามารถสื่อสารได้ออกมาอย่างเต็มที่ ต้องเกรงอกเกรงใจผู้สนับสนุนทุน และกลัวการถูกตัดเงินสนับสนุน

“สื่อเอกชนก็ต้องคํานึงถึงรายได้ มันก็จะมีบางประเด็นที่มันตกไป ประเด็นที่มันไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น คนที่เป็นกลุ่มย่อยในสังคม คนที่อยู่ชายขอบในสังคม เช่น เด็ก คนพิการคนสูงอายุ ชาติพันธุ์ คนกลุ่มนี้ในเชิงของภาคธุรกิจเนี่ยไม่ตอบโจทย์อยู่แล้ว เราก็จะไม่ได้เห็นรายการหรือพื้นที่สําหรับเสียงคนกลุ่มนี้เลย”

ขณะเดียวกันถ้าไม่ได้รับเงินจากประชาชนก็ไม่สามารถที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อสาธารณะได้ ความท้าทายของสื่อสาธารณะทั่วโลกอย่าง NHK BBC คือการเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เนื่องจากหลายครัวเรือนรู้สึกว่าตัวเองเลือกเสพสื่อผ่านช่องทางอื่นได้ โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโทรทัศน์

ในแง่หนึ่ง การลุกขึ้นประท้วงของประชาชนในสาธารณรัฐเช็กอาจจะกำลังให้สะท้อนว่าประชาชนมีความรู้สึก “เป็นเจ้าของ” ต่อสื่อสาธารณะในประเทศอยู่

“เท่าที่ผมดูตัวเลขแต่ละครัวเรือนจ่ายประมาณ 300 บาท ถ้าเกิดประชาชนมองว่า เออ ดีสิฉันไม่ต้องจ่ายเอง มันก็จบ รัฐบาลก็รู้สึกว่าโอเค  แต่ประชาชนกลับไม่ยอมเพราะรู้สึกว่า ฉันยอมที่จะจ่ายเงินจํานวนนี้เนี่ยเพื่อที่จะการันตีสิทธิและเสียงของฉันที่จะอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ดีกว่าที่จะต้องยอมที่จะไม่ต้องจ่ายเงินจํานวนนี้ อันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ผมว่าน่าสนใจมาก ซึ่งน่าจะส่งแรงกระเพื่อมไปถึงสื่อสาธารณะอื่นเช่นเดียวกัน”

แต่ถ้าจะบอกว่าโมเดลรายได้ผ่านการใช้ค่าธรรมเนียมโทรทัศน์เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะรักษาความเป็นอิสระของสื่อไว้ได้ ก็อาจจะไม่ถูกเสมอไป ผศ.ดร.เจษฎา เพิ่มเติมว่าค่าธรรมเนียมของเช็กถูกมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ และที่สำคัญคือเป็นการจ่ายมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่หลาย 10 ปีที่แล้ว หากสื่อสาธารณะของไทยจะทำบ้างคงจะยาก เพราะที่ผ่านมาได้ดูแบบไม่มีค่าใช้จ่ายมาตลอด

อีกทั้งการเก็บเงินแบบค่าธรรมเนียมมีความท้าทายในอนาคตตรงที่ ในบางประเทศที่มีประชากรลดลง กลายเป็นสังคมสูงวัย ดังนั้นจึงสำคัญมากที่องค์กรสื่อทั่วโลกต้องกระจายแหล่งที่มาของรายได้ แทนที่จะยึดอยู่ที่วิธีเดียว

สื่อสาธารณะไทยเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้ได้บ้าง

“ผมมองว่าสิ่งที่สําคัญมากของสื่อสาธารณะ คือจะต้องยั่งยืน เพียงพอ และมีอิสระ ไม่ใช่ว่าต้องมานั่งลุ้นในแต่ละปีว่าจะได้เท่าไหร่ และมีเพียงพอโดยที่จะให้บริหารจัดการ ในขณะเดียวกันก็ต้องอิสระ อิสระจากการถูกครอบงําโดยอํานาจรัฐและอํานาจทุน แต่สิ่งที่สําคัญมากคือต้องตรวจสอบได้ ต้องโปร่งใส”

แม้ภูมิทัศน์ของสื่อจะเปลี่ยน แต่หลักการของสื่อสาธารณะยังคงต้องยึดโยงกับความยั่งยืน เพียงพอ และเป็นอิสระ ไม่ต่างจากเดิม ผศ.เจษฎา มองว่าสื่อสาธารณะเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการที่หลากหลาย เพราะสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือความไม่แน่นอน

“เท่าที่ผมได้ดู รู้สึกว่าเขา (สื่อสาธารณะของเช็ก) ค่อนข้างจะมีการสร้างเนื้อหาที่มีความหลากหลาย แล้วก็ทำให้มันเข้าถึงได้ บางคนอาจจะมองว่าสื่อสาธารณะมีคอนเทนต์ที่น่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ แต่ว่าของเช็กเห็นเลยว่า เขา Diversified คอนเทนต์ให้มีความหลากหลายและมีความน่าสนใจ เจาะฐานของคนกลุ่มใหม่ ๆ ได้ด้วย”

ที่ผ่านมาสื่อสาธารณะได้ทำหน้าที่ตามพันธกิจเพื่อผลประโยชน์ของสังคมมากพอแล้วหรือยัง

ด้าน ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า รากฐานของสื่อสาธารณะในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ในสาธารณรัฐเช็กมาในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับตอนปฏิรูปประเทศ แต่ในขณะที่สื่อสาธารณะของไทยมาหลังสื่อเชิงพาณิชย์เสียอีก เพราะฉะนั้นจึงเกิดความรู้สึกว่าสื่อเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งไม่ใช่ทางเลือกหลัก แถมแหล่งรายได้ของสื่อสาธารณะของไทยนั้นมาจากภาษีบาป เป็นไปได้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกเป็นเจ้าของหรือผูกพันธ์กับสื่อสาธารณะมากเท่าไหร่

แต่เงื่อนไขของการมาก่อนหรือมาที่หลังหรือแหล่งเงินทุนเป็นใคร อาจไม่สำคัญเท่าที่ผ่านมาสื่อได้ทำหน้าที่ตามพันธกิจเพื่อผลประโยชน์ของสังคมมากพอแล้วหรือยัง

“กลุ่มคนที่ยึดโยงกับไทยพีบีเอสก็แสดงออกผ่านสื่อออนไลน์ เราก็จะเห็น social conversation ค่อนข้างเยอะ และถ้าลองดูก็จะพบว่า นอกจากเสียงที่ซัพพอร์ตก็จะมีเสียงที่ตั้งคําถาม เพราะเขาไม่ได้รู้สึกว่ายึดโยง แล้วเขาจะต้องได้อะไรจากเรา หรือเราทําอะไรให้เขา เพราะว่าสิ่งที่เราทําก็อาจจะยังไม่ได้เชื่อมโยงกับเขา”

ผศ.สกุลศรี มองว่า ปัจจุบันไทยพีบีเอสก็มีกลุ่มคนที่รู้สึกเชื่อมโยงด้วยอยู่ไม่น้อย ในจำนวนนั้นคือกลุ่มคนที่เคยทำงานร่วมกับไทยพีบีเอส หรืออาจจะเป็นกลุ่มคนที่ไทยพีบีเอสเข้าไปขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงให้เขาได้ แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่ได้มีความรู้สึกร่วมด้วยเลย ซึ่งสะท้อนได้ว่าไทยพีบีเอสอาจจะยังไม่ได้ลงมือทำงานหนักมากพอ หรือทำแล้วแต่ยังไม่ขยายให้เห็นประโยชน์จากสิ่งที่ทำ

“บทเรียนจากพื้นที่หนึ่งสามารถนําไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ที่กว้างมากขึ้นได้ ก็จะทําให้คนที่ได้ประโยชน์จากเราเพิ่มขึ้น หรือทําให้เรื่องของคนกลุ่มหนึ่งมันกลายเป็นเรื่องของคนหมู่มากได้ คือให้คนอื่นเห็นประเด็นเรื่องราวเรื่องนั้นแล้วเข้าใจว่าต่อให้มันไม่ได้เกิดกับคุณ แต่มันเป็นสิ่งที่เห็นแล้วเข้าใจได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไทยพีบีเอสต้องพูดให้ชัดขึ้นในงานที่ทํา”

ผศ.สกุลศรี สะท้อนไปถึงสถานการณ์ที่สังคมเพ่งเล็งไทยพีบีเอสว่าเป็น “สื่อ NGO” สิ่งนี้กำลังบอกว่าที่ผ่านมาไทยพีบีเอสให้พื้นที่กับกลุ่มบางกลุ่มเยอะเกินไปจนขาดความหลากหลาย เพราะคำว่าอิสระในความเห็นของ ผศ.สกุลศรี มองว่าควรอิสระจากทุกฝ่าย เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีเสียงเพื่อรักษาสมดุล และให้ข้อมูลมากพอให้ผู้เสพสื่อไปตัดสินใจเอง ซึ่ง ผศ.สกุลศรี ตั้งคำถามว่าที่ผ่านไทยพีบีเอสได้ทำหน้าที่นี้มากพอหรือยัง 

นอกจากนี้ ผศ.สกุลศรี ยังอยากเห็นการทำวัฒนธรรมในองค์กรให้ชัด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในองค์กรซึ่งก็จะช่วยให้ผลผลิตที่ออกมานั้นเป็นไปตามพันธกิจได้จริง

“คําว่าสื่อสาธารณะไม่ได้แปลว่า เคร่งขรึมและโบราณ สื่อสาธารณะสามารถเป็นสื่อที่เข้าถึงได้สนุกได้ เราเป็นได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่ว่าจะวางตัวเองเป็นแบบไหน บางทีเราเคร่งเครียดไปคนเข้าไม่ถึง แต่เล่นสนุกเกินไปคนเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ได้ ก็ต้องหาความพอดี” ผศ.สกุลศรี ระบุ

อ้างอิง:

Author

Alternative Text
AUTHOR

ณัฐริฎา ศิริสอน

หาตัวเองผ่านการเขียน

Alternative Text
GRAPHIC DESIGNER

ชญาดา จิรกิตติถาวร

เปรี้ยว ซ่า น่ารัก ไม่กินผัก ไม่กินเผ็ด