จากการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เพื่อเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้ Earmarked Tax หรือ “ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ” ไปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี นำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายมิติ
ตั้งแต่ประเด็นความเป็นห่วงว่าจะนำไปสู่การเปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ไปจนถึงเรื่องปัญหาภายในที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างให้องค์กรแห่งนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่อีกมุมหนึ่งได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่หลุดออกมาสู่สาธารณะ ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยที่ทางไทยพีบีเอสยังไม่ได้รับเอกสารการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ก่อนที่บางประเด็นในเอกสารถูกจะนำไปขยายผลต่อในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะปมเรื่องการจ้างผลิตรายการเฉพาะเจาะจง และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร อย่างกว้างขวาง
ในเวทีสนทนา “จุดตัดทีวีสาธารณะไทย ไปต่อหรือพอแค่นี้?” จัดขึ้นโดยสำนักข่าวออนไลน์ The Reporters รศ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักเศรษฐศาสตร์อิสระ, รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่าเอกสารผลตรวจสอบของ สตง. หลุดออกสู่สื่อมวลชนก่อนถึงมือ ส.ส.ท. ในจังหวะเดียวกับที่มีการเสนอร่างกฎหมายแก้ที่มาของเงินทุนพอดี ซึ่งอาจเป็นความพยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายการเมืองในการรุกคืบเข้ามาแทรกแซงโครงสร้างสื่อสาธารณะ
การปล่อยเอกสารลับสู่สาธารณะก่อนส่งถึงองค์กร ในช่วงเวลาเดียวกับการเสนอร่างกฎหมายแก้ที่มาของเงิน ‘ส่อเจตนาดิสเครดิตอย่างมีนัยสำคัญ’ แต่ถึงกระนั้นไทยพีบีเอสก็ต้องเร่งปฏิรูปตนเองก่อนที่จะถูกการเมืองเข้ามากำหนดทิศทาง
อย่างไรก็ตาม เอกสาร สตง. ที่ระบุว่าผู้บริหารไทยพีบีเอสทำผิดระเบียบต้องคืนเงิน 85 ล้านบาทนั้น รศ.ปริญญา ตั้งข้อสังเกตว่า เอกสารระบุเป็นเอกสารลับแต่กลับถูกเปิดเผยรายชื่อทั้งหมด เอกสารนี้ตรวจทานไม่ดีและถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ ก่อนถึงมือไทยพีบีเอส ซึ่งหมายความว่ามีคนใน สตง. เป็นผู้ปล่อยข้อมูล
อีกทั้ง ในเอกสารดังกล่าว มีข้อ 3 ที่ระบุให้ดำเนินการตามอำนาจ โดยมีระเบียบหลักเกณฑ์ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว จึงสงสัยว่าเหตุใด สตง. ถึงอ้างระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชีและการงบประมาณ ข้อ 22 (ว่าด้วยการสัมมนา/ประชุม) ทั้งที่โครงการนั้นเป็นการใช้จ่ายตามระเบียบข้อ 20 เดิม (ตามวัตถุประสงค์กิจการ) ซึ่งก่อนวันที่ 19 ก.ย. 2567 ไม่ถือว่าผิดกฎหมายแต่เป็นเรื่องความเหมาะสมหรือไม่
สอดรับกับ รศ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักเศรษฐศาสตร์อิสระ ที่มองว่า แม้การตรวจสอบของ สตง. เป็นการทำตามหน้าที่ แต่ประเด็นคือเอกสารหลุดออกมาได้อย่างไร ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะทางไทยพีบีเอสได้รับเอกสารวันเสาร์แต่ข่าวออกมาสู่สาธารณะในวันศุกร์ ซึ่งตรงนี้ไม่ได้กล่าวหาแต่ไม่เข้าใจว่าหลุดออกมาได้อย่างไร ในจังหวะที่รัฐบาลพยายามแก้ไขประเด็นรายได้ไทยพีบีเอสจากภาษีบาปให้ไปรับงบประมาณ การออกมาอย่างนี้จะมีคนไปตีความว่าเป็นกระบวนการจ้องดิสเครดิตไทยพีบีเอสหรือเปล่า
ทั้งนี้ เราต้องแยกสองส่วน หนึ่งความเป็นอิสระของไทยพีบีเอส งบประมาณมาจากไหน กับเรื่อง ของการทำงานที่มีประสิทธิภาพต้องปรับปรุงอย่างไรซึ่งต้องแยกกัน แต่คนไทยบางคนพอฟังแล้วไม่แยกกัน เอาเรื่องมาโจมตีผิดระเบียบมาเพื่อหวังอันแรก ซึ่งส่วนตัวรับไม่ได้ ต้องแยกกัน โดยสรุปไม่ว่าจะเป็นรายได้จากภาษีบาปหรืองบประมาณ ถ้ามีส่วนที่ต้องพัฒนาปรับปรุงต้องทำทั้งคู่ ไม่เกี่ยวกัน
ขณะที่ รศ.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ที่ไทยพีบีเอสเผชิญในขณะนี้ เป็นสงครามข้อมูลข่าวสารและการเบี่ยงประเด็นสู่ความโปร่งใส ที่ฝ่ายการเมืองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกำลังทำสงครามข้อมูลข่าวสาร โดยดึงการถกเถียงจากเรื่องหลักการความเป็นอิสระไปสู่ประเด็นความโปร่งใสและการบริหารจัดการ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การยื่นร่าง พ.ร.บ. แก้ไขที่มาของเงินทุน
“ถ้ามองในเชิงวารสารศาสตร์ มันก็คือสงครามข้อมูลข่าวสาร แล้วก็หาพรรคพวก มีความพยายามอย่างมากที่จะให้เกิดความเข้าใจผิด แล้วสร้างความชอบธรรมให้กับคนที่ยื่น พ.ร.บ. ฉบับนี้” รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม กล่าว
ไทยพีบีเอส จำเป็นต้องคงอยู่เป็นสื่อสาธารณะ
เป็นที่ทราบกันดีว่า สื่อสาธารณะมีความจำเป็นและคุ้มค่าต่อสังคมประชาธิปไตย เพราะเป็นสื่อที่อิสระจากการครอบงำของอำนาจรัฐและกลุ่มทุน จึงสามารถนำเสนอความจริงและข่าวเชิงสืบสวนได้อย่างตรงไปตรงมา ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักที่เปิดพื้นที่กลางให้คนทุกกลุ่มในสังคมได้สะท้อนปัญหา โดยเฉพาะเสียงส่วนน้อยหรือกลุ่มเปราะบาง
รศ วิไลวรรณ ออกมาเแสดงความเป็นห่วงว่า หากไทยพีบีเอสถูกเปลี่ยนที่มาของเงินไปขึ้นกับรัฐบาล ระบบนิเวศสื่อไทยจะขาดการถ่วงดุล เหลือเพียงสื่อของรัฐและสื่อเอกชนของกลุ่มทุน ซึ่งจะทำให้สังคมไร้ที่พึ่งในยามวิกฤต
เช่นเดียวกับ รศ.ปริญญา ที่เน้นย้ำถึงที่มาของสื่อสาธารณะว่าถือกำเนิดขึ้นจากบทเรียนการเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ “พฤษภาคม 2535” เพื่อยุติการผูกขาดและการควบคุมข้อมูลข่าวสารโดยรัฐ สังคมจึงต้องการพื้นที่กลางที่เป็นอิสระจากการเมืองและกลุ่มทุนพาณิชย์ซึ่งจะต้องไม่ลืมว่า มีคนจำนวนมากเสียชีวิต เพื่อได้มาซึ่งหลักการของการมีสื่อสาธารณะ
การคงอยู่ของสื่อสาธารณะขึ้นอยู่กับที่มาของรายได้ ซึ่งต้องไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพราะจะเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจจัดสรรงบมาแทรกแซงหรือบีบการทำหน้าที่ตรวจสอบ แม้ไทยจะเลือกใช้ระบบภาษีบาป (Earmarked Tax) แต่หากจะปรับเปลี่ยนไปใช้โมเดลสากลอื่น เช่น ค่าธรรมเนียมโทรทัศน์ (License Fee) หรือภาษีทั่วไป (General Taxation) ก็ต้องคงหลักการไม่ให้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจชี้ขาด
“ไม่ว่าแหล่งรายได้จะมาจากไหน แต่สื่อสาธารณะก็มีหลักการเดียวกัน คือจะต้องไม่อยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งอนุมัติโดยฝ่ายการเมือง ซึ่งจะทำให้อำนาจทางการเมืองเข้ามามีอิทธิพลเหนือไทยพีบีเอสได้” รศ.ปริญญา ย้ำ
ทางด้าน เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตประธานกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ได้เปรียบสื่อสาธารณะที่ปลอดจากอิทธิพลทางการเมืองและกลุ่มทุน โดยเปรียบเทียบกับสื่อพาณิชย์และสื่อรัฐที่มีข้อจำกัด สื่อพาณิชย์ตกอยู่ใต้ข้อจำกัดของผู้สนับสนุนหลัก (Main Sponsor) จนไม่กล้าแตะต้องประเด็นเชิงโครงสร้าง ส่วนสื่อของรัฐก็ต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ทั้งนี้ ความจำเป็นของสื่อสาธารณะไม่ได้เริ่มจากพฤษภาคม 2535 เท่านั้น แต่ต้องย้อนไปถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่สื่อรัฐถูกใช้ปลุกระดมความรุนแรง
“ถ้าเป็นสื่อพาณิชย์ ก็จะมีปัญหาว่าไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ Main Sponsor… คนที่ทำงานทีวีของรัฐก็มีปัญหาเหมือนกัน แต่จะหนักกว่าก็คือว่า ต้องคอยฟังว่ารัฐเขาพอใจไม่พอใจ ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา จริงๆ แล้วไม่ใช่เกิดเหตุครั้งเดียวคือพฤษภาทมิฬ… หากไปดูเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 อย่างวิทยุยานเกราะได้ ปลุกระดมคนมาให้มาฆ่านักศึกษา แล้วก็ได้ผลด้วย”
ขณะเดียวกันสื่อพาณิชย์ผลิตเนื้อหาเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้ชมที่มีกำลังซื้อเพื่อดึงโฆษณา ทำให้กลุ่มคนชายขอบ เด็ก เยาวชน และคนตัวเล็กตัวน้อยถูกละเลย เพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีอำนาจซื้อ สื่อเอกชนก็ทำลำบาก เพราะทำไปก็หาสปอนเซอร์ไม่ได้ บทบาทของสื่อสาธารณะจึงเป็นการเติมเต็มช่องว่างที่กลไกตลาดไม่ทำงาน
โครงสร้างองค์กร จุดอ่อนที่ไทยพีบีเอสต้องเร่งปฏิรูป
ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรกลายเป็นเรื่องแรกที่ถูกพูดถึงบนเวทีสนทนา รศ.ปริญญา ชี้ให้เห็นว่าไทยพีบีเอสยังคงมีปัญหาโครงสร้างบอร์ด-ฝ่ายบริหาร และค่าตอบแทน เนื่องจากโครงสร้างคณะกรรมการนโยบาย (กนย.) ที่ทำให้เกิดสภาวะชะงักงัน
“ระบบการมีบอร์ดกับผู้บริหารแบบนี้ไม่เวิร์ก เพราะคนเสนอนโยบายไม่ต้องทำ ส่วนคนทำไม่ได้กำหนดนโยบาย มันก็เลยกลายเป็นระบบแบบนี้ มันเป็นระบบที่ผมเห็นว่าไม่มีประสิทธิภาพ”
นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ไทยพีบีเอสนำโครงสร้างแบบเอกชนมาใช้ คือการมี กนย. ทำหน้าที่คัดเลือกผู้บริหารและคุมนโยบาย ทว่าในทางปฏิบัติ โมเดลนี้กลับไม่สัมฤทธิผลและกลายเป็นแพตเทิร์นที่มีปัญหาทั่วประเทศ เช่นเดียวกับกรณีของ “สภามหาวิทยาลัย”
เนื่องจากฝ่ายบอร์ดมีหน้าที่เพียงแค่เสนอแนะแต่ไม่สามารถสั่งการได้ เพราะจะถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงเสรีภาพของสื่อมวลชนและฝ่ายบริหาร ขณะที่ฝ่ายบริหารก็มีข้อจำกัดในการขับเคลื่อน อีกทั้งสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการก็ถูกจำกัดบทบาทให้เป็นเพียงผู้พูดที่ไม่มีช่องทางนำไปสู่การปฏิบัติจริง
‘ธรรมาภิบาล’ และ ‘ความโปร่งใส’ สำคัญต่อสื่อสาธารณะ
จากกรณีที่เนื้อหาบางส่วนของ สตง. ชี้ความบกพร่องในการใช้งบประมาณปี 2566–2568 ถึงการจ้างผลิตรายการเฉพาะเจาะจง และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรนั้น รศ.ปริญญา เสนอให้ไทยพีบีเอสปรับบทบาทให้หนุนเสริมสื่อพลเมืองแทน สื่อท้องถิ่น และเชื่อมโยงกลไกสภาผู้ชมเข้าสู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างพลังการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านกระบวนการจัดสรรงบประมาณที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อลบข้อครหาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างแบบเจาะจง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ให้ไทยพีบีเอสกำหนด “เพดานค่าตอบแทน” ให้ชัดเจน โดยยึดหลักการประมูลแข่งขันเป็นหลัก และใช้วิธีเฉพาะเจาะจงเป็นข้อยกเว้นซึ่งและต้องแตกต่างจากหลักคิดของภาคเอกชนคือค่าตอบแทนต้องแพงเพื่อจะได้เอาคนเก่งมาทำ แต่เพราะไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะที่ใช้เงินสาธารณะจึงต้องมีเพดานค่าตอบแทน
รศ.ปริญญา เน้นย้ำถึงการบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีธรรมาภิบาล(Good Governance) ที่ต้องมีทั้งมิติของผลงานที่มีประสิทธิภาพ (Performance) ควบคู่กับความโปร่งใสตรวจสอบได้ (Accountability) ไม่ใช่ยึดติดเพียงระเบียบว่า “ทำตามระเบียบหรือไม่” แบบราชการ
ดังนั้น การปฏิรูปที่ไทยพีบีเอสต้องเริ่มจากธรรมาภิบาลและความโปร่งใสที่ยังคงมีข้อบกพร่องอยู่ แต่เรื่องนี้ต้องแยกออกจากหลักการความจำเป็นของการมีสื่อสาธารณะ ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพและข้อบกพร่องเรื่องการบริหารจัดการภายใน ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อล้มเลิกสื่อสาธารณะหรือดึงงบฯ กลับไปให้การเมืองควบคุม
“ผมอยากจะให้เราชัดเจนว่ามันเป็น 2 เรื่อง 1. การเป็นสื่อสาธารณะ 2.ประสิทธิภาพและข้อบกพร่องเรื่องการบริหารจัดการภายใน สอง เรื่องนี้ไม่พึงจะเอามาปะปนกัน เพราะมีปัญหาในทางปฏิบัติที่ด้านนี้ ดังนั้นไม่ต้องมีสื่อสาธารณะละ… ผมว่าอันนี้ผิด”
รศ.วิไลวรรณ ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่าไทยพีบีเอสต้องกล้าปฏิรูปตนเองเชิงโครงสร้าง พร้อมตั้งคำถามเชิงตรวจสอบว่า งบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทเข้าถึงประชาชนฐานรากทั่วถึงจริงหรือไม่ พร้อมเสนอให้ไทยพีบีเอสทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรหนุนเสริมสื่อชุมชนและสื่อท้องถิ่นอย่างโปร่งใส โดยย้ำว่าไทยพีบีเอสต้องปฏิรูปจากภายในตนเอง ไม่ใช่ยอมให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาปฏิรูป
“ไทยพีบีเอสต้องปฏิรูปค่ะ แต่จะปฏิรูปอย่างไร ซึ่งไม่ใช่ปฏิรูปโดยการเมือง”
พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ออกมายอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้คือวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 18 ปี แต่ถือเป็นโอกาสในการปฏิรูปองค์กรครั้งสำคัญ พร้อมยืนยันจุดยืนร่วมกับนักวิชาการว่า แหล่งที่มาของรายได้ต้องมีหลักประกันนอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดิน มิฉะนั้นความเป็นอิสระจะสูญสิ้นทันที
“ถ้าเราไม่มีการประกันแหล่งที่มาของรายได้ ความเป็นอิสระของเราก็จะหายไป เพราะฉะนั้นไอ้ตรงนี้มันเหมือนการันตีอย่างหนึ่งว่าจะต้องมีแหล่งที่มาที่นอกเหนือจากเงินงบประมาณ”
พิเศษ ชี้แจงว่าโครงการทั้งหมดประกาศโปร่งใสบนเว็บไซต์ อัตราค่าตอบแทนผู้ดำเนินรายการคงที่มานาน 6–7 ปีตามกลไกคุณภาพ ยอมรับว่าในอดีตระบุเหตุผลความจำเป็นในการจ้างเฉพาะเจาะจงไม่ละเอียดพอ ซึ่งจะเร่งแก้ไข ทั้งนี้ ขอความเห็นใจต่อขวัญกำลังใจพนักงาน และเตรียมนำระบบสากล (ISO/SOP) มาบังคับใช้ในการทำงาน
“ความโปร่งใสก็มี เพราะว่าทุกท่านสามารถเข้าไปดูได้ในตัวเว็บไซต์ของไทยพีบีเอส มันขึ้นประกาศหมดเลยเรื่องเฉพาะเจาะจงก็ไม่ได้ห้าม แต่บางทีตอนที่ขึ้นเราไม่ได้เขียนเหตุผลว่าทำไมเอาเจ้านี้เอาเจ้านั้น ซึ่งต่อไปเราอาจจะต้องปรับ และรายการที่เปิดไป เราดึงราคานี้อยู่มา 6–7 ปีแล้ว”
สื่อสาธารณะต้องวัดผลด้วยผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ
ส่วนประเด็นที่ไทยพีบีเอสถูกมองว่ายังไม่คุ้มค่าต่อ “เงินบำรุง” ในสัดส่วนร้อยละ 1.5 ของภาษีสุราและยาสูบ ซึ่งกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี เพราะไม่เป็นที่สนใจ เรตติ้งไม่ดี นั้น รศ.เจิมศักดิ์ ชี้ให้เห็นจุดอ่อนเรื่องอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Identity) สะท้อนถึงปัญหาภายใน ที่แม้ว่าจะผลิตคอนเทนต์ที่ดี เช่น The Active หรือแพลตฟอร์ม VIPA แต่กลับสื่อสารอัตลักษณ์ล้มเหลว เนื่องจากหน่วยงานภายในใช้โลโก้ สี และฟอนต์ไม่เป็นเอกภาพ จนสังคมไม่รู้ว่าเนื้อหาคุณภาพเหล่านั้นเป็นของไทยพีบีเอส
“The Active คนเข้ามาชมกับผม… บอกไทยพีบีเอสรู้จักทำแบบ The Active บ้างสิ ผมนี่งงเลย แสดงว่าอะไร แสดงว่าเราไม่ได้ทำให้เขารู้ว่า The Active เป็นของไทยพีบีเอส… แล้ว VIPA ใครมันจะรู้ล่ะว่า VIPA เป็นของไทยพีบีเอส”
สำหรับ รศ.วิไลวรรณ ย้ำว่าเรตติ้งเป็นเพียงภาพมายาคติที่สื่อพาณิชย์ใช้แสวงหากำไร แต่สื่อสาธารณะต้องวัดผลด้วยผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ (Impact-driven Content) เช่น การทำข่าวสืบสวน การนำเสนอข่าวที่สร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้ชม จนนำไปสู่การผลักดันกฎหมาย โดยยกตัวอย่างงานวิจัยและสารคดีเชิงสืบสวนของไทยพีบีเอส กรณีสารเคมีทางการเกษตร-โรคเนื้อเน่าในภาคอีสาน ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อสารที่มีพลัง สามารถสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนไปสู่การผลักดันเชิงนโยบาย (พ.ร.บ. สารเคมีทางการเกษตร) ในขณะที่กลไกราชการแบบเดิมไม่สามารถสื่อสารกับชาวบ้านได้สำเร็จ
“ณ วันนี้เรตติ้งเนี่ย แม้แต่เอกชนพาณิชย์เองก็รู้ว่ามันเป็นภาพมายาคติมาก… สิ่งที่วัดมันคือ วัดว่าด้วยเรื่องอะไรคะ วัดกันเรื่อง Public Value“
ในมิตินี้ พิเศษ ยอมรับข้อบกพร่องถึงรูปแบบการนำเสนอที่ไม่สร้างแรงจูงใจในการชม โดยยกตัวอย่างเนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมของไทยพีบีเอสที่ผ่านมา “ไม่สนุก” จึงต้องปรับวิธีการเล่าเรื่องให้ตอบโจทย์ช่วงเวลาการใช้ชีวิตของผู้ชม เพื่อให้สาระเกิดผลกระทบต่อชีวิตจริง
พร้อมชี้ว่าภารกิจสำคัญคือการปรับวิธีคิดของบุคลากรกว่า 1,300 คนในองค์กร ให้ก้าวข้ามการเป็นคนทำทีวี ไปสู่การสร้าง “Trusted Media Institution” ที่มีจริยธรรมวิชาชีพเข้มข้น ช่วยคัดกรองข่าวปลอม และยกระดับสื่อพลเมือง
“สิ่งที่เราจะเปลี่ยนอันดับหนึ่งคือทัศนคติของคนข้างใน ว่าเราจะเป็นใคร… สิ่งที่เราอยากจะเป็นก็คือ เราอยากจะเป็น Trusted Media Institution… ถือเป็นสถาบันเลย คำว่าสถาบันนี่หมายความว่า เรามีเรื่องของจริยธรรม เรื่องของสื่อจริยธรรมค่อนข้างเข้มข้น”
ในทิศทางเดียวกัน รศ.เจิมศักดิ์ ที่เสนอให้เตรียมแผนระยะยาว 10 ปีเพื่อลดภาระต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรทัศน์ขนาดใหญ่ (สตูดิโอ, รถ OB) แล้วเปลี่ยนผ่านสู่ออนไลน์ โดยกระจายอำนาจสนับสนุนให้เกิด “PBS ภูมิภาค” เช่น PBS อีสาน ที่ร่วมมือกับสื่อท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และประชาสังคม
“ถ้าในระยะยาวต้องมองว่าเราอาจจะไม่มีทีวี… เราจะลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล โครงข่ายทั้งหลายทีวี Infrastructure ที่เราต้องมีสตูดิโอใหญ่ๆ ต้องมีรถ OB… ผมเรียกว่าเป็นการกระจายอำนาจให้ในแต่ละภูมิภาคมี PBS ของตัวเอง”
ไทยพีบีเอสยังต้องไปต่อ แต่ไปต่อบนเส้นทางไหน
ในมิติด้านความเป็นอิสระและที่มาของงบประมาณ ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า สื่อสาธารณะจำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคมไทยเพื่อทำหน้าที่ถ่วงดุลระหว่างรัฐ ทุน และประชาชน หากการดึงงบประมาณเข้าสู่ระบบ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี จะเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจจัดสรรงบประมาณเป็นเครื่องมือแทรกแซงหรือกดดันสื่อสาธารณะ
สำหรับแหล่งรายได้นั้นจากภาษีบาปอาจปรับเปลี่ยนไปเป็นโมเดลอื่นตามอย่างสากลได้ เช่น ค่าธรรมเนียมโทรทัศน์หรือภาษีทั่วไป แต่หัวใจสำคัญคือต้องไม่ใช่ช่องทางที่ฝ่ายการเมืองเลือกให้หรือไม่ให้ได้ตามอำเภอใจ
อย่างไรก็ตามไทยพีบีเอสเองจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการของตนเอง การจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงหรือการตั้งเพดานค่าตอบแทนบุคคลภายนอกต้องตอบสังคมให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นระบบพวกพ้อง


