ภายหลังจาก ศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไขกฎหมายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส ทำให้เกิดข้อถกเถียงเป็นวงกว้าง ทั้งในกลุ่มนักวิชาการ ประชาชน และองค์กรสื่ออื่น ๆ
ประเด็นสำคัญของการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายยกเลิกมาตรา 12-16 เกี่ยวกับการเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้ในแต่ละองค์กรจากเงินบำรุงองค์การที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ กลายเป็นใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน
เสียงสะท้อนแสดงความเป็นห่วงว่าการปรับที่มารายได้ให้เป็นงบประมาณประจำปี จะทำให้ความเป็น ‘อิสระ’ ลดน้อยลงไป เนื่องจากจะเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงไม่ว่าจะเป็นทางตรง ทางอ้อม สุ่มเสี่ยงกระทบไปถึงบทบาทความเป็นสื่อสาธารณะ ทำให้ต้องย้อนกลับไปพิจารณาว่า ‘สื่อสาธารณะ’ ทั่วโลก มีที่มารายได้จากไหนกันบ้าง

สำรวจแหล่งรายได้ ‘สื่อสาธารณะ’ ทั่วโลก
ปัจจุบันมีองค์กรที่วางตัวเป็นสื่อสาธารณะทั่วโลก ใช้รูปแบบการรับเงินที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งมักจะขึ้นอยู่กับความแข็งแรงและศักยภาพของแต่ละองค์กร รวมถึงการให้ความสำคัญต่อสื่อในแต่ละประเทศ บนหลักสำคัญคือต้องการให้เกิดความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงทั้งจากการเมืองและแหล่งทุน
จากการสำรวจในเว็บไซต์ พันธมิตรสื่อสาธารณะ (Public Media Alliance) จะพบว่า
แม้แหล่งที่มารายได้ของสื่อสาธารณะบางแห่งจะมาจากภาครัฐ แต่เป็นรูปแบบที่ไม่ใช่งบประมาณโดยตรง โดยแยกออกมาเพื่อวัตถุเช่น ภาษีสื่อโดยตรงที่จัดเก็บพร้อมกับภาษีเงินได้เข้าสู่กองทุนที่แยกออกจากงบประมาณรายปีของรัฐ ภาษีทางเลือก เช่น รูปแบบการเก็บภาษีจากสุราและยาสูบของไทยพีบีเอส และภาษีจากกลุ่มเทคขนาดใหญ่ ที่เป็นหนึ่ในแหล่งทุนของ ABC ช่องสื่อสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรเลีย
นอกจากนี้ ในฝั่งยุโรป องค์กรสื่อสาธารณะขนาดใหญ่มักมีแหล่งทุนที่มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทีวี (Licence Fee) ที่เก็บจากผู้เข้าชมตามแต่ละครัวเรือน ตัวอย่างองค์กรสื่อที่ใช้รูปแบบเช่นนี้ ได้แก่ BBC จากสหราชอาณาจักร เก็บค่าธรรมเนียมรายปีอยู่ที่อัตรา 180 ยูโร และ ARD/ZDF จากเยอรมันที่เก็บจากผู้ชมประมาณ 18.36 ยูโรต่อเดือน
ขณะเดียวกัน รูปแบบแหล่งทุนลักษณะนี้ถูกมองว่าไม่มั่นคงและไม่ทันสมัย เนื่องจากภูมิทัศน์สื่อทั่วโลกที่กำลังเปลี่ยนไป ส่งผลให้คนนิยมดูทีวีน้อยลง และหันไปรับชมตามช่องทางออนไลน์ หรือแอปสตรีมมิ่งกันมากยิ่งขึ้น เมื่อคนรู้สึกว่าทีวีไม่จำเป็น องค์กรสื่อสาธารณะจึงเก็บเงินได้น้อยลง
อีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจของสื่อสาธารณะ คือการใช้ระบบการระดมทุนภาคประชาสังคม (Civic Funding) เป็นรูปแบบการจัดสรรเงินทุนที่เปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจเลือกนำเงิน 20% จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทีวี ไปสนับสนุนในรายการตามที่ชอบ เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกให้กับประชาชนให้ได้สนับสนุนในสิ่งที่ตัวเองสนใจจริง ๆ
แต่ทั้งนี้ไม่ใช่แค่แหล่งทุนที่ควรจะมีความเป็นอิสระ พันธมิตรสื่อสาธารณะมองว่า แม้กระทั่งโครงสร้างในองค์กรก็จะแสดงให้เห็นความเป็นสื่อของสังคมจริง ๆ เช่น คณะกรรมการของ ARD และ ZDF สื่อสาธารณะของเยอรมนี จัดตั้งขึ้นโดยยึดหลักการเป็นตัวแทนตามสัดส่วน กำหนดให้โครงสร้างการกำกับดูแล จะต้องมีที่นั่งให้กับพรรคการเมือง สหภาพแรงงาน องค์กรภาคธุรกิจ องค์กรทางศาสนา มหาวิทยาลัย สถาบันทางวัฒนธรรม และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs)
คารอล จาคูโบวิช (Karol Jakubowicz) นักวารสารศาสตร์ชาวโปแลนด์ มองว่า การกำกับดูแลสื่อสาธารณะจำเป็นต้องอาศัยรูปแบบการมีส่วนร่วมเหมือนกับหลักประชาธิปไตย โดยโครงสร้างองค์กรของสื่อสาธารณะควรจะได้ออกมาเพื่อเอื้อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด
ความสำคัญของการเป็นสื่อสาธารณะจึงต้องมีภารกิจการสื่อสารเพื่อประชาชนโดยแท้จริง ซึ่งการจะวางตัวเป็นอิสระได้ก็ย่อมมีปัจจัยจากแหล่งทุนที่แต่ละองค์กรรับมา รวมถึงตัวสื่อเองก็ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและส่งเสียงผ่านสื่อได้อย่างแท้จริง
สื่อสาธารณะเป็นอิสระได้ก็ต้องไม่เน้นการพึ่งพาเงินที่มาจากรัฐและเอกชน
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ กล่าวว่า “หลายๆ ครั้งพอรัฐมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอร์รัปชัน การทำงาน สื่อที่มาจากภาครัฐเองก็อาจจะไม่สะท้อนถึงปัญหาที่แท้จริง”
แนวคิดของสื่อสาธารณะ ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นอิสระจากรัฐและเอกชน ซึ่งการเป็นอิสระได้ก็ต้องไม่เน้นการพึ่งพาเงินที่มาจากรัฐและเอกชน เพราะถ้าหากมีการนำเสนอเรื่องราวที่ขัดต่อการดำเนินงานของเจ้าของเงินทุน ก็มีความเป็นได้ว่าจะเสี่ยงต่อการถูกตัดงบฯ ถูกห้ามไม่ให้สื่อสาร หรือถูกยุบ
ทั้งนี้ อาจารย์มานะ มองว่าการเปลี่ยนแหล่งที่มารายได้ของไทยพีบีเอส มาใช้งบประมาณรายปีของรัฐบาลยังมีข้อดีอยู่บ้าง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ถ้ารัฐบาล “ใจกว้าง” มากพอ หากรัฐยืนยันถึงการไม่แทรกแซงและควบคุมการทำงานของสื่อ เราก็อาจจะได้เห็นบทบาทของสื่อที่มีความเป็นสาธารณะอยู่ ขณะเดียวกันสื่อเองก็มีโอกาสที่จะได้รับเงินบำรุงมากขึ้นจาก 2 พันล้านบาท
“ผมไม่เคยเชื่อว่าจะมีรัฐบาลไหนก็ตามปล่อยให้สื่อขุดคุ้ยโดยเฉพาะในประเด็นการทำงานของรัฐ หลายครั้งที่การทำงานของรัฐเองไม่ได้ถูกต้อง หรือควรถูกตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ นักการเมืองไม่ว่าจะสังคมไทยเราหรือสังคมไหนก็ตาม ไม่เคยแสดงความแข็งแกร่งในเชิงจริยธรรมมากพอที่จะเปิดกว้างให้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อ โดยเฉพาะสื่อสาธารณะ”
เพราะฉะนั้น ถ้าหากต้องเปลี่ยนแหล่งรายได้เป็นเงินจากรัฐ ภาครัฐจะใช้เงินเป็นเครื่องมือต่อรองในการนำเสนอข่าว ไปจนถึงการกำหนดทิศทางข่าว ที่ทำให้ผู้บริหารองค์กรสื่อเองก็ต้องยอมต่อรองกับรัฐ ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาด้านงบประมาณ และอาจจะไปต่อไม่ได้
นักวิชาการเชื่อ เปลี่ยนที่มารายได้ ‘ไทยพีบีเอส’ ถูกกดดันและแทรกแซงจากรัฐแน่นอน
อาจารย์มานะ มองว่า หากมีสถานการณ์เช่นนี้ ยังไงสื่อก็จะถูกกดดันและแทรกแซงจากรัฐอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาเราก็จะเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้ในสื่อของรัฐ หรือสื่อที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
“ไม่มีผู้มีอำนาจคนไหนยอมปล่อยให้สื่อมาวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง เขารู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของเงิน เจ้าของงบประมาณที่ให้สื่อนั้น”
ในสายตาของ อ.มานะ หากมีการเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของรายได้ของไทยพีบีเอสจริง ๆ บทบาทของไทยพีบีเอสจะกลายเป็นบทบาทเดียวกับกรมประชาสัมพันธ์ นี่จะเป็นการเพิ่มสื่อของรัฐเข้าไปอีกหนึ่งองค์กร แม้ว่าในปัจจุบันจะมีสื่อของรัฐมากมายอยู่แล้วก็ตาม
แม้จะกล่าวว่าทำไปเพื่อสร้างวินัยทางการเงิน แต่ อ.มานะ มองว่าเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากไทยพีบีเอสก็มีกฎหมายและช่องทางที่ตรวจสอบทางด้านการเงินอยู่แล้ว โดยการทำผ่านสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และไทยพีบีเอสเองก็มีการรายงานด้านการเงินให้รัฐสภาทราบอยู่แล้วในทุก ๆ ปี รวมถึงภาคประชาสังคมเองก็ร่วมสอดส่องและตรวจสอบการทำงานของสื่ออยู่แล้ว ในฐานะที่วางบทบาทเป็นสื่อสาธารณะ
เพราะฉะนั้นนี่เป็นเพียงการใช้ข้ออ้างของรัฐเพื่อเข้าควบคุมสื่อสาธารณะ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่นักวิชาการด้านสื่อคนอื่น ๆ มีความวิตกกังวลด้วยเช่นกัน
การมีสื่อสาธารณะเป็นเรื่องของทุกคน
The Active ได้พูดคุย ผศ.พรรษาสิริ กุหลาบ เป็นอาจารย์ประจำ ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยแสดงความกังวลถึงการเปลี่ยนโครงสร้างของไทยพีบีเอส ที่อาจกระทบไปถึงความเป็น “สื่อสาธารณะ” พร้อมระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นสื่อสาธารณะเจ้าไหนหายไป ย่อมกระทบต่อสิทธิ์ในการเข้าถึงข่าวสารของประชาชนด้วยกันทั้งนั้น
แม้ไทยพีบีเอสเองจะมีลักษณะโครงสร้างที่คล้ายกันกับราชการอยู่แล้ว จึงทำให้มีปัญหาความล่าช้าอยู่ แต่การย้ายให้ไปอยู่ใต้ระบบราชการเต็มตัว นั้นยิ่งทำให้ความล่าช้าในการทำงานนั้นมีมากกว่าเดิม ซึ่ง ผศ.พรรษาสิริ มองว่า กระบวนการที่ยุ่งยากมากขึ้นจะไม่เอื้อต่อการแข่งขันในตลาดที่มีการเปลี่ยนสูง ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้สื่อไม่สามารถทำงานตอบสนองความรวดเร็วของสถานการณ์ในสังคมได้ รวมไปถึงข้อกังวลว่าอาจจะถูกกดดันให้ต้องรายได้ แม้จะมีงบประมาณของรัฐแล้วก็ตาม
“ถ้าสมมุติมองในแง่เดียวกันว่า มหาวิทยาลัยเองเดิมทีก็อยู่ภายใต้การจัดสรรงบประมาณของรัฐ แต่พอตอนหลังที่มีการออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยเองก็ถูกกดดันให้ต้องหารายได้ มันก็ส่งผลต่อการสร้างหลักสูตรที่จะต้องหารายได้ ดังนั้นไทยพีบีเอสเองจะอยู่ในลูปนี้หรือเปล่า”
จุดเสี่ยงกระบอกเสียงคนชายขอบ คนเปราะบางจะหายไป
ที่สำคัญคือความเสี่ยงที่เสียงของคนเปราะบาง คนชายขอบจะหายไป เพราะต้องยอมรับว่าเสียงของพวกเขามักไม่ได้ถูกให้มูลค่าทางเศรษฐกิจ ผศ.พรรษาสิริ ระบุว่าสื่อเชิงพาณิชย์ไม่ได้ให้ความสนใจกับเสียงของคนกลุ่มนี้มาก แต่ในไทยพีบีเอสเองก็มีช่องทางที่นำเสนอเสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกมองข้าม เช่น สำนักเครือข่ายพลเมือง
สิ่งที่สื่อสาธารณะและสื่อมวลชนมี คือ “ต้นทุน” ในการทำงานที่มากกว่าคนทั่วไป คนเปราะบาง คนชายขอบ อาจมีข้อจำกัดในชีวิตหลายอย่างที่ทำให้เขาไม่สามารถเป็นสื่อด้วยตัวเองได้ ถึงแม้วันหนึ่งเขาจะลุกขึ้นมาเป็นสื่อก็จริง แต่เสียงมันอาจจะยังไม่ได้ดังไปถึงผู้กำหนดนโยบายมากพอ มันจึงเป็นหน้าที่ของสื่อสาธารณะที่จะขยายเสียงพวกเขาไปต่อ
ขณะเดียวกัน แม้จะบอกว่ายุคนี้ใครก็เป็นสื่อได้ หรือประโยคที่ว่ามีมือถือเครื่องเดียวก็เป็นสื่อได้แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้สื่อสาธารณะถูกแทนที่ได้ยาก คือการมีพันธกิจที่ต้องตอบสนองต่อผลประโยชน์สาธารณะ ถึงแม้ว่าสิ่งที่นำเสนอจะไปกระทบกับสถาบันที่มีอำนาจก็ตาม
“ดังนั้น ถ้าจะตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะได้ คุณต้องเป็นอิสระ คุณต้องมีความมั่นคงทางการเงินประมาณหนึ่ง ไม่ต้องไปกังวลว่าวันนี้คุณจะต้องทำกำไรหรือว่าจะต้องสร้างยอดอะไรเท่าไหร่ ความกังวลของคุณคือเนื้อหานั้นมันตอบสนองประโยชน์สาธารณะหรือเปล่า”
เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังถกเถียงกันจึงไม่ใช่แค่ผลกระทบของไทยพีบีเอส แต่หมายถึงกระทบที่จะตามมากับวงการสื่อของไทยอีกด้วย อีกทั้งผลประโยชน์ของประชาชนก็อาจจะถูกสั่นคลอน จากการถูกปิดกั้นข้อมูลเช่นกัน
“มันไม่ใช่แค่ว่าไทยพีบีเอสจะไม่มี หรือว่าสื่อจะไม่มีอิสระ อันนี้หมายถึงว่าประชาชนเนี่ย ไม่มีอิสระและเสรีภาพในการที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารโดยตรง ดังนั้นมันเป็นเรื่องของเราทุกคน ไม่ใช่แค่เรื่องของไทยพีบีเอส ประชาชนควรจะเดือดร้อนว่าเรากำลังจะหมดช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลและช่องทางในการจะสื่อสารประเด็นสำคัญ ประเด็นที่มันเป็นประโยชน์สาธารณะไปอีกหนึ่งช่องทาง”
ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 30 ก.ย.- 14 ต.ค. 2569 ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ
อ้างอิง

