หลายวันที่ผ่านมา เราคงได้เห็นการตั้งคำถามของบทบาทสื่อสาธารณะในไทย จากกรณีที่ ศุภชัย ใจสมุทร ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ซึ่งมีผลต่อแหล่งที่มาของรายได้องค์กรโดยตรง
เพื่อหาทางออกของสื่อสาธารณะในช่วงเวลาที่สื่อทั่วโลกก็กำลังเผชิญวิกฤตอื่นไม่ต่างกัน คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเวทีเสวนาออนไลน์ “อิสระแต่ต้องตรวจสอบได้: อนาคตสื่อสาธารณะไทย” ที่เชิญนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนมาแลกเปลี่ยนและหาทางออกให้กับสื่อสาธารณะไทยไปพร้อมกัน
ในวงเสวนาเห็นพ้องต้องกันว่าสังคมยังจำเป็นต้องมี “สื่อสาธารณะ” แต่ในขณะเดียวกันสื่อสาธารณะเองก็มีปัญหา ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาด้วยการเสนอร่างกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยก็ไม่ใช่ทางออก สิ่งที่จะทำให้สื่อสาธารณะไปต่อได้จำเป็นต้องปฏิรูปการทำงานในหลายมิติ
แก้ไขที่มารายได้แต่ไม่มีหลักประกันความอิสระ จุดอันตรายสื่อสาธารณะ
รศ.นรินทร์ นำเจริญ อาจารย์ประจำคณะการสื่อสารมวลชน ม.เชียงใหม่ มองเห็นปัญหาของสถานการณ์รายงานข่าวของไทยว่าอยู่ในช่วงเวลาที่มีข้อมูลมากมาย แต่ผู้เสพสื่อไม่รู้ว่าสิ่งไหนคือเรื่องจริงหรือเท็จ ในฐานะที่ตนเองกำลังอยู่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ทุกครั้งที่ค้นหาหรือรับฟังข่าวจากกรุงเทพฯ ก็พบว่ามีหลายแง่มุม หลายมิติ แต่ขณะเดียวกันความเยอะของข่าวที่มากเกินไป ทำให้ผู้เสพสื่อต้องรับหน้าที่เป็นคนกรองข่าวที่น่าเชื่อถือด้วยตัวเอง
เพราะฉะนั้นในเวลานี้ สื่อสาธารณะจึงต้องทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงส่งต่อความจริง ที่ปราศจากการแทรกแซงของรัฐและเอกชน เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าอย่างน้อยยังมีสักหนึ่งสื่อที่ทำงานเพื่อนำเสนอความถูกต้องอย่างตรงไปตรงมา
รศ.นรินทร์ชี้ว่า หัวใจสำคัญของสื่อสาธารณะไม่ได้อยู่ที่แหล่งที่มาของรายได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องมีหลักประกันความเป็นเสรีไว้ค้ำจุน ซึ่งในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแหล่งรายได้ของสื่อสาธารณะ คำถามต่อมาคือหลักประกันที่รัฐบอกว่าจะคงไว้ซึ่งความเสรีของสื่อคืออะไร เพราะฉะนั้นการที่ผู้เสนอเดินหน้าแก้ไขพ.ร.บ.อย่างเดียวโดยไม่มีการสร้างหลักประกันควบคู่ไปด้วย จึงอาจจะเป็นอันตรายต่อความเสรีของสื่อสาธารณะ
ด้าน ผศ.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นพ้องกับรศ. นรินทร์ ว่าขณะนี้ สังคมกำลังอยู่ในช่วง “ภาวะวินาศทางข้อมูลข่าวสาร (Information Armageddon)” ซึ่งเป็นคำถามที่ มาริอา เรสซา นักข่าวชาวฟิลิปปินส์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้นิยามภาพรวมของสถานการณ์ข่าวในโลกยุคดิจิทัลเอาไว้
ภาวะดังกล่าวหมายถึงยุคที่ข้อมูลข่าวสารถูกบิดเบือน แก้ไข และกระจายไปได้อย่างรวดเร็วผ่านเทคโนโลยีและ AI ซึ่งการที่ผู้คนตกอยู่ในสภาวะที่แยกไม่ออกว่าข่าวไหนคือจริงหรือปลอม ท้ายที่สุดมันอาจนำไปสู่การล้มลงของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ข้อมูลเหล่านั้นมาจากรัฐฝ่ายเดียว
“ในสภาวการณ์แบบนี้ เรายิ่งจำเป็นจะต้องมีสื่อที่เชื่อถือได้ เพื่อใช้เป็นหลักยึดสักหนึ่งสื่อ โดยสื่อจะไม่ได้แคร์เรื่องเรตติง และมั่นใจได้ว่าจะไม่เป็นกระบอกเสียงของรัฐ เขาจะต้องตรวจสอบรัฐบาลได้”
งบฯจากรัฐ ข้อจำกัดในการนำเสนอข่าว
ผศ.เจษฎา เพิ่มเติมว่า เมื่อหันไปดูสื่อสาธารณะประเทศอื่นๆ อย่าง NHK ในญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่าตอนนี้กำลังก้าวไปสู่การยกระดับข่าว “การสื่อสารด้านภาวะภัยพิบัติ (Disaster communication)” ย้อนกลับมามองที่ประเทศไทยเองก็เจอสถานการณ์ที่ไม่ปกติอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ น้ำท่วม กราดยิง ผศ.เจษฎาสะท้อนว่าฝั่งเอกชนก็คงไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ ขณะเดียวกันหากข้อมูลมาจากฝั่งรัฐ ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันประชาชนไม่ได้มีความเชื่อใจและมั่นใจในการทำงานของรัฐขนาดนั้น เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นหน้าที่ของสื่อสาธารณะที่ต้องนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้
สอดคล้องกับ อังคณา พรมรักษา อาจารย์ประจำคณะวิทยาการสารสนเทศ ม.มหาสารคาม ที่แสดงความกังวลว่ารูปแบบแหล่งรายได้จากงบประมาณรายปีจากรัฐ จะส่งกระทบต่อการรวดเร็วในการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะในสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ระบบการยื่นของบประมาณรายปีต้องใช้เวลานาน ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน
ที่สำคัญคือรัฐจะพร้อมทำความเข้าใจการทำงานสื่อหรือไม่ เนื่องจากการยื่นของบประมาณรายปีอาจมีข้อจำกัดว่างานจะต้องเสร็จภายในรอบปีงบประมาณ แต่ อังคณา สะท้อนว่าในงานลงลึกบางข่าวมันต้องใช้เวลามากกว่านั้น แถมยังต้องอาศัยความต่อเนื่อง นี่คือสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหากสื่อไร้แหล่งเงินที่เข้าถึงได้ง่าย
“ในอีสานเราจะเห็นกลไกที่ไทยพีบีเอสเข้าไปกระจายอำนาจในการสื่อสาร เริ่มมาตลอด 18 ปี ตั้งแต่ในยุคแรก ๆ เลยที่มีไอเดียการกระจายอำนาจไปสู่กองบรรณาธิการภูมิภาคและถูกออกแบบให้เป็นกอง บก.ร่วมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมันไม่ได้เสร็จปีต่อปี มันต้องมีความต่อเนื่อง ต้องมีการมอนิเตอร์ และที่สำคัญมันอาจจะไม่สำเร็จก็ได้”
อังคณา ย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สื่อสาธารณะทำได้คือการสร้างพื้นที่ให้กับสื่อรายย่อยที่อยู่ห่างไกล ซึ่งเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น
ขณะเดียวกัน ผศ.สมัชชา นิลปัทม์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการสื่อสาร ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มองว่า ในอดีตสังคมไทยเคยถูกควบคุมโดยรัฐอย่างเข้มข้น ซึ่งเริ่มมีการผ่อนคลายมาบ้างหลังจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 แต่ในเวลาต่อมาสื่อก็ถูกแทรกแซงด้วยกลุ่มทุนอยู่ดี เพราะฉะนั้นการมีแหล่งรายได้ที่มั่นคงและเป็นอิสระจึงยังจำเป็นต่อบทบาทของสื่อสาธารณะ สังคมควรร่วมกันสร้างสื่อที่ทำเพื่อประชาชนและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ เพิ่มเติมว่าในช่วงเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เราจะได้เห็นความแตกต่างของสื่อสาธารณะและสื่อที่มีแหล่งรายได้จากรัฐ ซึ่งในช่วงเวลานั้น รศ.รุจน์เห็นว่าสื่อประเภทหนังสือพิมพ์นั้นมีความเป็นอิสระมากกว่าจึงนำเสนอเรื่องราวที่นอกเหนือไปกว่าที่สื่อทีวีที่มีเจ้าของเป็นรัฐและทุนนำเสนอได้
รศ.รุจน์มองว่าบทเรียนจากการยุบไอทีวี สะท้อนให้เห็นว่าแหล่งรายได้ของสื่อเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยเคยมีองค์กรสื่อที่ทำงานตรวจสอบรัฐได้เป็นอย่างดี แต่สุดท้ายก็ต้องล้มไป เชื่อมโยงกับสถานการณ์ของไทยพีบีเอสที่ว่า ถึงแม้จะมีการกล่าวอ้างว่าสื่อยังคงเป็นอิสระแม้รับงบประมาณจากรัฐ แต่มันยังขาดกลไกบางอย่างที่ทำให้เห็นหลักประกันนี้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้รศ.รุจน์ยังตั้งคำถามกับการทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกรณีที่ กกร.เคยเปิดผลสำรวจหน่วยงานรัฐที่เรียกรับผลประโยชน์จากภาคธุรกิจ โดยรศ.รุจน์ตั้งข้อสังเกตว่า จากทั้งหมด 26 หน่วยงานที่ถูกเปิดเผยนั้น มี 23 หน่วยงานอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทย เพราะฉะนั้นก่อให้เกิดความกังวลว่า หากไทยพีบีเอสอยู่ภายใต้งบประมาณรัฐแล้วจะมีวินัยการเงินการคลังได้จริงหรือไม่ เพราะแม้แต่หน่วยงานที่ได้รับการดูแลโดยรัฐเองก็ยังไม่สามารถรักษาวินัยเองได้
ทางออกการปฏิรูปสื่ออิสระ
แม้จะพูดกันว่ารัฐต้องรักษาการมีอยู่ของสื่ออิสระเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสื่อสาธารณะจะต้องถูกละเว้นจากการตรวจสอบ ที่ผ่านมาก็มีการท้วงติงการทำงาน รวมถึงการบริหารของไทยพีบีเอสอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้นช่วงเวลานี้อาจเป็นโอกาสที่ดีในการปฏิรูปสื่อสาธารณะ เพื่อยกระดับการทำงานให้โปร่งใสและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างไม่มีข้อกังขา
ผศ.เจษฎา มองว่าการที่ไทยพีบีเอสถูกตั้งคำถามในการทำงานที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องที่ดี ทำให้ประชาชนได้เห็นเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่เอามาช่วยไขข้อสงสัยไปด้วย ซึ่งก็เป็นการยืนยันความโปร่งใสของการทำงานสื่อได้เช่นกัน
ปัจจุบันสื่อสาธารณะหลายแห่งทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทางรายได้ที่แตกต่างกันออกไป ผศ.เจษฎา ระบุว่าแม้แต่ NHK เองก็ประสบปัญหาคนดูทีวีน้อยลง ทำให้เก็บค่าธรรมเนียมการรับชมได้น้อยกว่าเมื่อก่อน อีกขาหนึ่งที่ NHK ทำเพื่อหารายได้เข้าองค์กรคือการขายงานไม่ว่าจะเป็น สารคดี ละคร และรายการเด็ก
ย้อนกลับมาที่ผลผลิตของไทยพีบีเอส ต้องยอมรับว่าอาจจะยังไม่ได้ตอบโจทย์รายได้เหมือนผู้ผลิตช่องอื่นแต่ ผศ.เจษฎา มองว่าการที่สังคมไทยมีละครแนวซ้ำ ๆ เดิม ๆ ที่ทำเงินได้แน่นอน อาจทำให้ความหลากหลายหายไป เราจึงจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะที่เป็นเหมือน sandbox ว่าละครแนวไหนทำแล้วคนนิยมบ้าง
สิ่งที่ควรปฏิรูปคือการยกระดับเหมือนสื่อสาธารณะอื่น ๆ ให้เป็นสากลมากขึ้น เช่น มีบริการภาษาต่างประเทศมากขึ้น หรือลงลึกเรื่องข่าวสอบสวนมากยิ่งขึ้น ผลงานที่ออกมาจะเป็นเครื่องยืนยันที่ว่าเงินภาษีบาป 2 พันล้านบาทนั้นถูกเอาไปใช้เพื่อทำผลงานให้ประชาชนจริง ๆ
“คนคาดหวังไทยพีบีเอสเป็นลูกคุณหนู มีงบฯอยู่แล้วฉะนั้นคุณต้องทำงานให้ดีกว่านี้ ตรวจสอบให้หนักกว่านี้ มันมีความคาดหวังจากสังคมว่าคุณต้องทำและทำให้หนักหน่วง”
ด้าน อังคณา มองว่าปัจจุบันไทยพีบีเอสยังติดข้อกฎหมายที่ทำให้การทำงานติดขัดอยู่เป็นระยะ หนึ่งในนั้นคือเรื่องการที่ไทยพีบีเอสไม่สามารถให้ทุนกับผู้ผลิตสื่อสาธารณะท้องถิ่นได้อย่างเต็มจำนวน เพราะฉะนั้นจึงเป็นโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ไทยพีบีเอส เข้าไปสนับสนุนสื่อรายย่อยได้อย่างเต็มที่ จากที่ได้พูดคุยกับผู้ผลิตสื่อสาธารณะท้องถิ่นโดยตรง พบว่าส่วนหนึ่งกำลังเผชิญปัญหาทุนไม่เพียงพอ แม้จะได้รับทุนจากไทยพีบีเอสบางส่วนแล้วก็ตาม อังคณา ระบุว่าควรจะมีการปฏิรูปกฎหมายสื่อที่ทำให้ทั้งสื่อเล็กและใหญ่เดินไปพร้อมกันได้
อังคณา เสริมว่า อยากเห็นบทบาทของสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอสที่ทำหน้าที่มากกว่ารับฟัง อยากเห็นการทำงานที่สามารถทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และประชาชนควรจะเห็นความคืบหน้าของข้อร้องเรียนเพื่อนำไปสู่ทางแก้ไขบางอย่างในอนาคต
นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่า ที่ผ่านมาที่มีหลายคนพูดว่า “ไม่ต้องมีสื่อก็ได้” เพราะส่วนหนึ่งคนยังไม่เห็นผลงานที่เป็นทางออก (solution journalism) มากพอ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องมีการทำงานที่ยกระดับให้ประชาชนเห็นทางออกของปัญหามากยิ่งขึ้น แทนที่จะทำหน้าที่รายงานปัญหาเพียงอย่างเดียว
จับมือสถาบันการศึกษา สร้างห้องเรียนสื่อให้นักศึกษาได้ทดลองทำงานจริง
ทั้งนี้ สื่อสาธารณะยังสามารถใช้เป็นห้องเรียนให้กับนักเรียนสื่อได้ด้วย อังคณา มองว่าอยากเห็นการมีส่วนร่วมของสื่อกับสถาบันการศึกษามากขึ้น เพื่อให้เยาวชนที่กำลังจะเติบโตมาเป็นสื่อในอนาคตมีนิเวศที่สนับสนุนการทำงาน ขณะเดียวกันก็คิดว่าเป็นข้อดีในการช่วยรักษาความเป็นสาธารณะไว้ได้ด้วย
สอดคล้องกับ ผศ.สมัชชา ที่มองว่าการมีสื่อสาธารณะจะช่วยต่อยอดการมีห้องเรียนสื่อให้สำหรับนักศึกษาได้ลองทำงานจริงและลงพื้นที่จริง ซึ่งนี่เป็นข้อสำคัญที่สื่ออื่น ๆ โดยเฉพาะสื่อในเชิงพาณิชย์ไม่สามารถทำให้ได้
ที่ผ่านมาไทยพีบีเอสเองอาจจะมีเนื้อหาที่หลากหลาย แต่ยังมีความเป็นเฉพาะกลุ่มอยู่ ในแง่หนึ่ง รศ.รุจน์ มองว่านี่อาจเป็นข้อดีที่นำไปพัฒนาต่อได้ คือการทำอย่างไรให้คนที่ติดตามอยู่แล้วรู้สึกชอบคอนเทนต์ของช่องมาก ๆ ต่างกับผู้ผลิตอื่นที่มีคนชอบมากมาย แต่มีความรู้สึกต่อสิ่งในนั้นระดับกลาง ๆ
ส่วนประเด็นรายได้ รศ.รุจน์ ตั้งคำถามว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำเหมือนพรรคการเมืองที่รับเงินบริจาคในการจ่ายภาษี อาจจะมีการเพิ่มตัวเลือกสื่อเข้าไปด้วย
แม้เราจะพูดกันถึงการปฏิรูปสื่อสาธารณะเป็นหลัก แต่ รศ.รุจน์มองว่าจะให้สื่อเป็นฝ่ายเดียวที่มีการปฏิรูปคงไม่ได้ รัฐเองก็ควรจะปฏิรูปไปด้วยเพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน
“ปฏิรูปสื่อแล้ว ปฏิรูปที่มาของรายได้แล้ว ต้องปฏิรูประบบการเมืองอีกรอบแบบใหญ่โตเลยด้วย”
ปฏิรูปโครงสร้างแนวดิ่ง เพิ่มการมีส่วนร่วมของสภาผู้ชม
รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ว่า หากไทยพีบีเอสจะลงมือปฏิรูปในเร็ว ๆ นี้ สิ่งที่อยากเห็นเป็นอันดับแรกคือการแก้ไขปัญหาโครงสร้างแนวดิ่งภายในองค์กร เนื่องจากที่ผ่านมาผู้กำหนดนโยบายก็มีหน้าที่กำหนดอย่างเดียว แต่ไม่ใช่คนลงมือทำ ขณะที่คนลงมือก็ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับนโยบายขององค์กรสักเท่าไหร่
รศ.ปริญญา ยกตัวอย่างการที่คณะกรรมการนโยบายเป็นคนกำหนดนโยบายขององค์กร และส่งไปยังคณะกรรมการบริหาร จากนั้นจึงถูกส่งไปที่หัวหน้าแต่ละส่วนอีกที ซึ่ง รศ.ปริญญา ยังไม่เห็นว่าไทยพีบีเอส มีคณะกรรมการที่ถ่วงดุลและตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารระดับบนเท่าที่ควร
ขณะเดียวกันก็มีการตั้งคำถามถึงสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ว่ามาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนมากหรือน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาจะมีการคัดเลือกทั้งหมด 50 คน ซึ่ง รศ.ปริญญา มีความเห็นว่าอยากให้เข้าถึงประชาชนในหมู่มากกว่าจำกัดในเฉพาะกลุ่ม โดยอาจจะเป็นการส่งข้อร้องเรียนหรือส่งเสียงผ่านช่องทางออนไลน์ที่เข้าถึงคนได้เยอะกว่าแทน
ที่สำคัญคือที่ผ่านมาแม้จะมีการเสนอความเห็นจากสภาผู้ชมฯ ซึ่งเป็นตัวแทนภาคประชาชน แต่ รศ.ปริญญา เห็นว่าความเห็นเหล่านั้นก็ต้องถูกรวบรวมเพื่อไปเสนอที่คณะกรรมการบริหาร จากนั้นค่อยเสนอไปถึงคณะกรรมการนโยบาย ซึ่ง รศ.ปริญญา ตั้งคำถามว่า กนย. ได้ตอบสนองต่อความคิดเห็นต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน
“คนที่ใหญ่ที่สุดควรจะเป็นผู้ชม ไม่ใช่ กนย. ผมคิดว่าต้องทำให้ผู้ชมมีส่วนร่วมโดยตรงในการกำหนดนโยบาย ให้คะแนน ประเมินผล แล้วไทยพีบีเอสจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ชมอย่างแท้จริง”

