รายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปี พ.ศ. 2562 ระบุว่า ระยอง เป็นจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัว สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยติดต่อกันมายาวนาน ด้วยตัวเลขเฉลี่ยสูงเกิน 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี
แต่ภาพความมั่งคั่งทางตัวเลขของระยองกลับสวนทางกับสุขภาพกายใจของคนในพื้นที่ เมื่อโครงสร้างของเมืองถูกออกแบบมาเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และโรงงานผลิตเป็นหลัก ชีวิตของคนระยองจึงหมุนไปตามสายพานของเครื่องจักรในเมืองอย่างเร่งรีบและตึงเครียด
ในขณะที่พื้นที่สาธารณะเดิมมีการเข้าถึงอย่างจำกัด ไม่เพียงพอต่อการรองรับคนทุกกลุ่ม และไม่ได้ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตยุคใหม่ที่คำนึงต่อสุขภาพกายใจเท่าที่ควร
เรื่องคุณภาพชีวิตของคนเมืองนี้เองที่กลายมาเป็นโจทย์ใหญ่อีกครั้ง เมื่อกระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ประกาศคัดเลือกให้ ระยอง รับไม้ต่อจากจังหวัดภูเก็ต เป็นจังหวัดเจ้าภาพจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติ Thailand Biennale, Rayong 2027 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่าง พฤศจิกายน ปี 2570 จนถึงเดือนเมษายน ปี 2571 (รวมระยะเวลาประมาณ 5 เดือนเต็ม)
ครั้งนี้ไม่เป็นเพียงการจัดแสดงงานศิลปะเท่านั้น แต่คือการนำงานสร้างสรรค์หลากหลายสาขาเข้ามาปักหมุดในพื้นที่จริง เพื่อช่วยรื้อฟื้น ปลุกชีวิต และคืน พื้นที่สาธารณะ ให้กับคนระยองทุกคน
The Active ชวนฟังเสียงชาวระยองกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ ที่จะทำให้ เมืองเศรษฐกิจแห่งนี้ไม่ใช่เพียงพื้นที่สร้างรายได้ แต่กลายเป็นเมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน
- *เนื้อหาส่วนหนึ่งจากเวทีเสวนา Public Forum เวทีแลกเปลี่ยนประเด็นเมืองสุขภาพดีภาคตะวันออก: กายเคลื่อนไหว ใจเคลื่อนเมือง ภายใต้งาน Earthy Art Market เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ณ ชายหาดแหลมเจริญ จังหวัดระยอง

ภาพจำที่หายไป: จากสวนผลไม้ – ชายหาด สู่ เมืองอุตสาหกรรม
พิมพิงฟ้า โชคระพิณภัสส์อารยา รองผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานระยอง เปิดบทสนทนาด้วยการพาย้อนไปรู้จักเมืองระยองราว 20 ปีก่อน ว่าภาพจำที่แห่งนี้คือดินแดนของ ชายหาด ทะเล และสวนผลไม้ ก่อนที่จะกลายมาเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมดังเช่นทุกวันนี้
“เมื่อก่อนระยองมีต้นทุนทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งเมืองถูกเปลี่ยนผ่านให้กลายเป็นดินแดนแห่งอุตสาหกรรม ภาพจำนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวโดยตรง”
พิมพิงฟ้า อธิบายว่า แม้วันนี้ระยองจะมีภาพจำของเมืองอุตสาหกรรมไปแล้ว แต่แท้จริงแล้วยังมีพื้นที่ทางธรรมชาติเหลืออยู่มาก แต่กลับไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักในแง่มุมนี้ทำให้นักท่องเที่ยวหดหายไปไม่น้อย

รองผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานระยอง
สอดคล้องกับ ตัวแทนจาก สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดระยอง เล่าย้อนไปถึงเรื่องราวเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่เมืองเข้าสู่ช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านของการพัฒนาและปรับตัว การพัฒนาของเมืองระยองเริ่มเข้ามากัดกินสิ่งแวดล้อมและชีวิตของผู้คน รวมถึงบริเวณ ชายหาดแหลมเจริญ ที่นั่งอยู่ในเวลานี้ด้วย
“ย้อนกลับไปกว่า 10 ปี ก่อนหน้า หาดบริเวณนี้ถูกกัดเซาะ ถนนแหว่ง ผู้ประกอบการปล่อยตึกทิ้งร้างจนแทบกลายเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม บางจุดกลายเป็นพื้นที่อันตรายที่ทั้งมืดและวังเวงรวมทั้งบริเวณที่เรานั่งตรงนี้ด้วย”
ชาวเมืองระยองเองมีการเร่งปรับตัวจนเกิดการร่วมมือกันของหลายภาคส่วน ท้องถิ่นลงแรงเร่งสนับสนุนพัฒนาโครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงชัดเจนจนวันนี้

จากชายหาดเปลี่ยวที่มืดและวังเวง วันนี้พัฒนามาไกลจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งของชาวระยองเองและนักท่องเที่ยวต่างเมือง แม้พื้นที่จะคึกคักมีสีสันมากขึ้นก็จริง แต่ตามมาด้วยปัญหารถติด
“ตรงนี้ใกล้นิคมอุตสาหกรรม หลายคนกังวลว่ากินอาหารทะเลตรงนี้จะได้รับสารพิษ ประกอบกับเริ่มมีปัญหาการจราจรติดขัด มันทำให้เมืองระยองร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการท่องเที่ยวสีเขียว อยู่ร่วมกันได้ทั้ง อุตสาหกรรม การพาณิชย์ และการท่องเที่ยว”
ตัวแทนจากสำนักงานท่องเที่ยวฯ ย้ำว่าในฐานะท้องถิ่น แม้จะหยุดการพัฒนาของเมืองไม่ได้ แต่มีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นในความพอดีและเดินควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมของเมืองพร้อมกับสุขภาพของประชาชน และหนึ่งในนั้นคือการพยายามสร้างและกระตุ้นการใช้พื้นที่สาธารณะ
เช่นเดียวกับ ทรรศนีย์ เบ้าหิรัญ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ที่มองว่าวันนี้เมืองระยองมีพื้นสาธารณะดังกล่าวอยู่ไม่น้อย แต่ประชาชนกลับยังเข้าถึงอย่างยากลำบาก
“พื้นที่สาธารณะจะเกิดอย่างมีมาตรฐานไม่ได้หากไม่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐให้คนเข้าไปใช้บริการ แต่วันนี้พื้นที่สาธารณะบางแห่งกลับไม่ได้ตั้งอยู่ในชุมชน หรืออยู่ห่างไกลเกินกว่าที่คนจะเดินทางไปใช้ได้ ท้องถิ่นจึงต้องกลับมาคิดใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้สะดวก คนในชุมชนได้เข้าไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง”

นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง
สอดคล้องกับงานวิจัยจำนวนมากยืนยันตรงกันว่า ประชาชนที่มีพื้นที่สีเขียวในรัศมีใกล้บ้านจะมีสุขภาวะที่ดีกว่าคนที่อยู่ห่างไกลอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านสุขภาพกาย การลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง และการฟื้นฟูสุขภาพจิต
การสอดแทรกพื้นที่สีเขียวขนาดเล็กเข้าสู่ชุมชนอย่างครอบคลุมจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงกิจกรรมกลางแจ้งของประชาชน แต่ยังเป็นการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองอย่างยั่งยืน
บทเรียนพื้นที่สุขภาวะ: เติมชีวิตให้เมืองระยองของคนทุกเจนเนอเรชัน
แม้วันนี้เมืองระยองจะเป็นเมืองอุตสาหกรรม แต่แท้จริงแล้วยังมีพื้นที่สีเขียวอยู่จำนวนมาก เพียงแต่ยังขาดการพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
รชา ถาวระ สถาปนิกชุมชนและนักพัฒนาเมืองจาก สถาบันอาศรมศิลป์ เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การสำรวจพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะในเมืองระยองในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้
ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ: ผืนป่าอนุรักษ์ สู่พื้นที่สุขภาวะ
ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ คือพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 500 ไร่ ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองระยอง หลายคนมองว่าเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับแวะไหว้พระหรือผืนป่าอนุรักษ์ที่คุ้นเคยมาเนิ่นนาน
แต่ในมุมมองของ รชา ที่ทำงานในพื้นที่จังหวัดระยองมานานมองว่าพื้นที่แห่งนี้มีศักยภาพมากกว่านั้น เพราะครอบคลุมเส้นทางเดินชมธรรมชาติตลอดจนกิจกรรมสุขภาวะที่หลากหลาย เพียงแต่ยังขาดการสื่อสารที่เชื่อมโยงคนเมืองและคนรุ่นใหม่เข้ากับพื้นที่
“คนระยองหรือคนที่มาทำงานที่นี่รู้ดีว่ามีป่า แต่พอพูดถึง ‘ป่า’ คนอาจจะรู้สึกว่า แล้วเราจะไปทำไม แต่จริง ๆ แล้วพื้นที่ตรงนี้มีกิจกรรมเยอะมาก ท้ังเส้นทางเทรลให้เดินรอบป่าที่ยาวกว่า 7-8 กิโลเมตร กลุ่มมาพายซับบอร์ดริมแม่น้ำ และหากวันหยุดไม่รู้จะไปไหนก็ขอให้แวะมาเดินเล่นในป่าแห่งนี้แทนที่จะไปเดินห้างก็ย่อมได้”
หลายปีมานี้ ระยองเริ่มปลุกชีวิตให้ป่ากลางเมืองแห่งนี้ผ่านการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็ก ๆ หรือลูกหลานของคนที่เข้ามาทำงานในระยอง เพื่อให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงและเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกัน
“เราชวนพี่ ๆ นักอนุรักษ์ในพื้นทีี่มาเล่าเรื่องให้สนุกขึ้น ชวนเด็ก ๆ มาเที่ยวเพื่อที่เขากลับบ้านไปบอกพ่อแม่ได้ว่า จริง ๆ เรามีสวนอยู่ใกล้บ้านมากแค่ไหน และช่วยสร้างการเรียนรู้ที่ทำให้ทั้งคนนอก-คนในรู้สึกร่วมกันว่าพวกเขาทุกคนคือคนระยอง หากไม่ช่วยกันดูแล ในอนาคตผืนป่าแห่งนี้ก็คงจะหมดไป”
สวนศรีเมือง: สวนมหาชนของคนระยอง
แม้ สวนศรีเมือง จะเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ของระยองที่มีฟังก์ชันครบครัน แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองอุตสาหกรรม และการเข้ามาของประชากรแฝงเกือบสองแสนคน ทำให้พื้นที่สุขภาวะแห่งนี้เริ่มแออัดและแทบไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนเมือง
รชา มองว่า ทางออกไม่ใช่แค่การอัดงบประมาณเพื่อสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ แต่คือการบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะที่กระจายทั่วตัวเมืองให้ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด

สถาปนิกชุมชนและนักพัฒนาเมืองจาก สถาบันอาศรมศิลป์
ตามทะเบียนราษฎร์ ระยองมีประชากรราว 3 แสนคน แต่มีประชากรแฝงอีกกว่า 2.5 แสนคน (เพิ่มขึ้นมาเกือบสองเท่า) ทุกคนมีความต้องการเดียวกันคืออยากสุขภาพดี มีพื้นที่ออกกำลังกาย เราจึงเห็นสวนศรีเมืองในเวลานี่แน่นขนัดมาก
“ระยองมีสวนสาธารณะเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วเมือง (เช่น สวนโขดปอ) แต่อาจอยู่ในซอยหรือเข้าถึงยาก เราไม่จำเป็นต้องสร้างสวนเพิ่ม แต่ต้องการทำให้คนรู้ว่าระยองมีสวนตรงไหนบ้าง และสวนไหนมีกิจกรรมอะไร เพื่อให้คนมีตัวเลือกในการเข้าถึงและลดการกระจุกตัว”
ถนนยมจินดา: ย่านเก่าเมืองระยอง สู่พื้นที่ของคนทุกวัย
หาก สวนศรีเมือง ก็คือตัวแทนการจัดการโดยเทศบาลนครระยอง ถนนยมจินดาคือการจัดการของภาคประชาชนที่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่สุขภาวะของเมืองไม่จำเป็นต้องเป็นสวนสีเขียวเสมอไป
ถนนยมจินดา เป็นถนนสายแรกของเมืองระยองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แม้วันนี้อาคารบ้านเรือนและสถาปัตยกรรมดั้งเดิมยังคงถูกอนุรักษ์ไว้ แต่โจทย์สำคัญในเวลานี้คือการเติมชีวิตชีวาให้ย่าน
“ภาพของการเป็นถนนคนเดินคือความคึกคัก ผู้คนพลุกพล่าน แต่ความเป็นจริงถนนสายนี้ปีหนึ่งมีการจัดงานใหญ่เพียงไม่กี่ครั้ง โจทย์สำคัญคือการทำอย่างไรให้ทุก ๆ วันนี้มีกิจกรรมให้คนออกมาใช้พื้น”
รชา อธิบายต่อไปอีกว่าหลายปีมานี้เริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในเมืองระยอง ที่พยายามสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อใช้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับทุกคนในรูปแบบของตนเอง หนึ่งในนั้นคือ Converstation
พื้นที่สาธารณะเล็ก ๆ ที่ดัดแปลงมาจากบ้านไม้โบราณ เพื่อรองรับคนในชุมชนรวมทั้งเด็กและเยาวชน ให้มีสถานที่รวมตัวทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งวงเสวนาพูดคุยทางวิชาการ ประเด็นทางสังคมต่าง ๆ ท่ีน่าสนใจ หรือเป็นเพียงที่พบปะพูดคุยกันได้อย่างสบายใจ
“น้อง ๆ กลุ่ม Converstation เขาได้บ้านเก่ามาหลังหนึ่ง และไม่อยากให้คนรู้สึกว่าบ้านโบราณมันเข้าถึงยาก หรือเป็นร้านค้าที่ต้องจ่ายเงินถึงจะเข้าได้ แต่อยากให้เป็น Public Space ที่พร้อมต้อนรับทุกคน โดยตั้งเป้าว่าอยากให้เกิดพื้นที่แบบนี้อีกหลายจุดในยมจินดา”
พื้นที่สาธารณะนี้จึงเป็นต้นแบบหนึ่งของการเปลี่ยนบ้านเรือนเก่าแทนที่จะปล่อยให้ผุพังไปตามกาลเวลา แต่บริหารจัดการให้กลายเป็นพื้นที่กิจกรรม และทำให้ย่านยมจินดาน่าเดินและมีชีวิตชีวามากขึ้น
สวนดอกไม้เมืองหนาวระยอง
สวนดอกไม้เมืองหนาวระยอง คือ สวนขนาดย่อมในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ดอกไม้นานาพันธ์ุจากต่างประเทศที่ถูกเพาะเลี้ยงให้เติบโตอย่างดีผ่านนวัตกรรม LNG หรือการนำพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะก๊าซ LNG มาหมุนเวียนใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เมื่อความรู้ทางวิศวกรรมหลอมรวมเข้ากับจินตนาการและความเชื่อมั่นในการพัฒนาเมือง จึงเกิดเป็นโอเอซิสขนาดย่อมที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สวยที่ชุบชูใจคนกลางเมืองอุตสาหกรรมเท่านั้นแต่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สุขภาวะที่ดีต่อใจ เข้าถึงง่าย และไม่มีค่าใช้จ่าย เพิ่มทางเลือกให้ผู้คนเยียวยาใจผ่านธรรมชาติได้อย่างเรียบง่ายในเมืองอุตสาหกรรมที่กำลังพัฒนาไปข้างหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
และยังลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวคุณภาพสูงของคนเมืองโดยที่ไม่ต้องจ่ายแพง ตอบโจทย์ทั้งเรื่องสุขภาวะทางกายและทางจิตสังคมของคนเมือง
ด้าน ว่าที่ ร.ต.จรัล ภิญวัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง จ.ระยอง เสริมว่า นอกจากสถานที่ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดแล้ว เมืองระยองยังสามารถพัฒนาพื้นที่อื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นพื้นที่สุขภาวะได้ ไม่ว่าจะเป็น วัด โรงเรียน หรือบ้าน
“คำว่าบ้านหมายถึงพ่อแม่-ผู้ปกครอง ที่สามารถทำให้บ้านของตัวเองเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัยกับเด็ก ขณะที่โรงเรียนก็เป็นส่วนสำคัญในการรับไม้ต่อ และเป็นสถานที่แรก ๆ ที่สามารถเปิดพื้นที่ให้ชุมชนและเยาวชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ปลูกผัก หรือออกกำลังกาย” ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง อธิบาย

ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง จ.ระยอง
เห็นได้ชัดว่าต้นทุนของเมืองระยองยังมีดีอีกมาก เห็นได้ชัดเจนว่าในวันนี้เกิดการร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วนทั้งภาคราชการ เอกชน และประชาชน และเริ่มเห็นการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบมากขึ้น
เมืองแห่งศิลปะ: โอกาสใหม่ของเมืองระยอง
ช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในขณะนั้น) แถลงผลการคัดเลือกให้จังหวัดระยองได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติ Thailand Biennale, Rayong 2027
หมายความว่าช่วงปลายปี 2570 ถึง ต้นปี 2571 ระยองจะก้าวเข้าสู่การเป็นเมืองศิลปะอย่างเป็นทางการ หลายคนแสดงความตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อเมืองแห่งอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยโรงงานแห่งนี้กำลังจะกลายเป็นเมืองแห่งศิลปะและทำหน้าที่แพร่งานของศิลปินระดับโลก
ณัฐวดี ณ ระนอง ปลัดอำเภออำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มองว่า หนุ่มสาวส่วนใหญ่ในระยองมักทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม การมีพื้นที่ทางศิลปะจึงกลายเป็นเรื่องยากลำบาก ข่าวการเข้ามาของ Thailand Biennale ที่ระยองในเร็ววันนี้อาจทำให้เมืองระยองเปลี่ยนไป
“สังคมเมืองระยองที่มีความเป็นเมืองสูง การคอนเน็กกันของหน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคประชาชนในเมืองอาจมีความยากลำบากอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าถัดจากนี้การเป็นเมืองศิลปะจะเชื่อมร้อยทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และหากมีกิจกรรมใดที่อำเภอสามารถมีส่วนร่วมได้ก็ยินดีให้การสนับสนุน”
ด้าน ผศ.ปาณิทัต รัตนวิจิตร อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แสดงความเห็นในฐานะชาวเมืองกรุงว่า หากพูดถึงศิลปะสำหรับประเทศไทยแล้ว ตนเองมักนึกถึงงานศิลปะท้องถิ่นทางเมืองเหนือ อย่างเชียงใหม่ เชียงราย หรือดนตรีลูกทุ่งบันเทิงจากแถบอีสานมากกว่า แทบจินตนาการถึงภาคตะวันออกไม่ออกจนกระทั่งได้มาเยือนย่าน ยมจินดา
“เราเป็นคนกรุงเทพฯ เมื่อพูดถึงศิลปะจะนึกถึงงานท้องถิ่นทางภาคเหนือหรือดนตรีลูกทุ่งแถบอีสานมากกว่า แทบไม่เคยนึกถึงภาคตะวันออกอย่างระยองเลย แต่ที่ถนนยมจินดา เราเห็นการใช้ศิลปะเป็นกลไกการพัฒนาชุมชน และส่งเสริมพื้นที่สาธารณะไปพร้อมกัน”

อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วรรณี สุขสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สำนักวัฒนธรรมจังหวัดระยอง เสริมว่าสำหรับคนภายนอกแล้ว ระยองอาจไม่โดดเด่นด้านการสร้างศิลปินในท้องถิ่นนัก แต่สำหรับเธอแล้ว เมืองระยองมีศิลปินมากฝีมือที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุม การมาถึงของ Thailand Biennale ที่ระยองในครั้งนี้จึงเป็นจังหวะที่ดีในการรวมกลุ่มกันอย่างมีพลัง
“นี่เป็นโอกาสสำคัญของระยองในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ ศิลปะจะเป็นตัวเชื่อมประสาน ลดความแข็งกระด้างของภาพจำเมืองอุตสาหกรรม เติมเสน่ห์และความอ่อนโยนให้เมืองมีชีวิตชีวา”

ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สำนักวัฒนธรรมจังหวัดระยอง
วรรณี มองว่าโอกาสในครั้งนี้จะดึงดูดผู้คนจากภายนอกให้เข้ามาท่องเที่ยวและสัมผัสระยองในมุมมองใหม่มากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องใช้พื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์ จัดกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมทั้งงานศิลปะและกระตุ้นการใช้พื้นที่ไปพร้อมกัน
ด้าน พี่อ็อด ตัวแทนจาก กาลา-กาล (Kala-Karn) กลุ่มศิลปินอิสระระยอง ให้ความเห็นในฐานะคนในพื้นที่และกลุ่มคนทำงานศิลปะ ผ่านการตัวอย่างถึงการพัฒนาย่านด้วยงานศิลปะอย่าง ยมจินดา
“เราเกิดและอยู่ที่นี่มานาน ทุกอย่างที่นี่เราเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ อยู่แล้ว เราจึงเป็นเจนเนอเรชันที่ไม่ได้อินกับเรื่องย่านเก่านัก ใครถามถึงเรายังอดคิดไม่ได้เลยว่าจะมาทำไม ที่นี่ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก”
จนกระทั่งจนกระทั่งได้เห็นคนในชุมชนเริ่มใช้ศิลปะเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือฟื้นฟูเมืองผ่านไอเดียง่าย ๆ อย่างการชวนผู้คนนำภาพถ่ายเก่าคนละใบมาเล่าเรื่อง ภาพชุมชนในอดีตที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน

ตัวแทนจาก กาลา-กาล (Kala-Karn) กลุ่มศิลปินอิสระระยอง
“คนเก่าแก่เริ่มเอารูปหลายสิบปีก่อนออกมาโชว์ จากย่านที่เกือบถูกทิ้งร้างมันทำให้เราเห็นว่าตอนนั้นพวกเขามีชีวิตกันอย่างไรในพื้นที่แห่งนี้และทำให้มุมมองของผมเปลี่ยนไป”
ตัวแทนจาก กลุ่มศิลปินอิสระระยอง ย้ำว่า สิ่งสำคัญของอนุรักษ์และปลุกย่านนี้ให้กลับมามีชีวิตไม่ใช่การคิดว่าจะนำข้าวของหรือวัตถุอะไรมามาจัดแสดงให้คนนอกได้ดู แต่คือการให้พวกเขาได้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตและความสุขจริง ๆ ของคนยมจินดามากกว่า จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมต้องพัฒนาพื้นที่และผู้คนในเกิดกิจกรรมในชุมชนมากขึ้น
ในขณะที่ พิงพิมฟ้า มองว่าระยองมีจุดแข็งที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่นอย่างพัทยา คือความเป็นเมืองติดธรรมชาติใกล้กรุงที่ตอบโจทย์เทรนด์โลกยุคปัจจุบัน

ในวันที่ผู้คนอยากกลับคืนสู่ธรรมชาติและแสวงหา wellness พิงพิมฟ้า จึงเสนอว่าหากนำศิลปะและการพัฒนาพื้นที่สาธารณะเข้ามาเติมเต็ม
“ระยองสามารถเน้นจุดขายด้วยการมีชายหาดที่เงียบสงบ (Lonely Beach) ให้สอดรับกับความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ หากเกิดขึ้นได้จริง ททท. พร้อมจะเข้าไปช่วยโพรโมตเต็มที่ และจะทำให้ชายหาดระยองกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยได้อย่างแน่นอน” รองผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานระยอง อธิบาย
ก้าวต่อไปของเมืองระยอง
มาถึงตรงนี้ เราได้เห็นถึงความร่วมมือทุกภาคส่วนของเมืองระยอง โดยเฉพาะภาคธุรกิจหรือการท่องเที่ยวที่โอบรับ สนับสนุนการพัฒนาเมืองด้านพื้นที่และการเป็นเมืองแห่งศิลปะเป็นอย่างดี ในขณะที่ภาคบริหารของจังหวัดก็มีทิศทางชัดเจนในการนำต้นทุนเดิมและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ มาขับเคลื่อนเมือง
นิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสานักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มองว่า ความเปลี่ยนแปลงของเมืองในครั้งนี้เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจของคนในพื้นที่ แม้ที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมจะถูกมองเป็นภาพจำเชิงลบ แต่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเมือง และในวันนี้ทุกฝ่ายเริ่มปรับตัวและมองตรงกันว่าต้องพัฒนาไปร่วมกันโดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ผู้อำนวยการสานักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
“หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเมืองระยองยุคใหม่จึงเป็นการนำต้นทุนทางธรรมชาติและทุนมนุษย์ทุกช่วงวัยมาพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อวางนโยบายการดูแลสุขภาวะของผู้คนอย่างยั่งยืน เพื่อให้เมืองเติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต” นิรมล
ด้าน ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกและผู้ร่วมก่อตั้ง We!Park มองว่าในวงพูดคุยนี้ทำให้มองเห็นศักยภาพของเมืองระยอง
โดยชี้ว่าโจทย์ใหญ่ของเมืองคือการตอบสนองคนทั้ง 2 กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนในพื้นที่ ครอบคลุมตั้งแต่คนหนุ่มสาวไปถึงผู้สูงอายุเพื่อทลายช่องว่างระหว่างวัย
ทางออกสำคัญหลังจากนี้ คือการกล้าเผชิญหน้าและโอบกอดความท้าทายโดยเปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นจุดขาย ตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือการปรับตัวและการร่วมมือของภาคเอกชน เช่น สวนดอกไม้เมืองหนาว ในมาบตาพุด หรือการใช้ศิลปะมาร่วมตั้งคำถามกับปัญหาสิ่งแวดล้อม

ภูมิสถาปนิกและผู้ร่วมก่อตั้ง We!Park
“หากไม่มองความเป็นจริง ว่าเมืองของเรากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุตสาหกรรม หรือขยะ เราอาจลืมที่จะนำองค์ประกอบนี้มาอยู่ในกระบวนการคิด หากวันนี้เราโอบรับมันจะทำได้มองเห็นทางแก้และทางในการปรับมุมคิดด้วย”
เขาเสนอว่าระยองเป็นเมืองที่สมบูรณ์ความครบครันจนสามารถวางแผนแม่บทได้ ทั้งคลัสเตอร์ย่านเมืองเก่า ชายทะเล สวนผลไม้ ชุมชนใหม่ และย่านอุตสาหกรรม
“ผมว่าไม่มีจังหวัดไหนที่มีครบได้ขนาดนี้เหมือนระยอง สิ่งสำคัญคือต้องจัดสรรทรัพยากรไปพร้อมกับการพัฒนาให้สอดคล้องกัน” ยศพล ทิ้งท้าย

