ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่ประชาชนรู้จักในนาม “บัตรทอง” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่ประสบความสำเร็จที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศไทยในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา ระบบที่เริ่มต้นในปี 2544 ได้เปิดโอกาสให้คนไทยกว่า 47 ล้านคนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ความสำเร็จนี้ทำให้ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลก และนานาประเทศว่าเป็นต้นแบบระบบสุขภาพที่ดีของโลก
แต่จนถึงวันนี้ระยะเวลา 25 ปี ที่ผ่านไป กับระบบที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย กลับเริ่มเผชิญความท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ
กระแสข่าวเกี่ยวกับ โรงพยาบาลขาดทุน, บุคลากรทางการแพทย์หมดไฟ และ คุณภาพบริการที่ลดลง เริ่มปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ประเด็น “การร่วมจ่าย” ก็กลับถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลว่าจะเป็นการทำลายหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือไม่ ?
ในบรรยากาศแห่งความไม่แน่นอนนี้ คำถามสำคัญจึงถูกตั้งขึ้นว่า ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญวิกฤตจริงหรือไม่ ? หากเป็นจริง จะมีทางออกอย่างไร ? และการร่วมจ่าย คือ คำตอบที่ถูกต้องหรือเป็นเพียงการผลักภาระให้ประชาชน

เวที Policy Forum : ปฏิรูประบบสุขภาพ จึงเกิดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่รัฐสภาให้เกิดการถกเถียงปมปัญหานี้อย่างเข้มข้น พร้อมมองทางออกการไปต่อเกี่ยวกับอนาคตระบบสุขภาพไทย หนึ่งในกระบวนการของงาน Policy Watch Connect 2026 เมื่อตัวแทนจากภาควิชาการ บุคลากรสาธารณสุข ภาคประชาชน และตัวแทนพรรคการเมือง มาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นใน 2 ประเด็นใหญ่ที่กำลังสั่นสะเทือนวงการสาธารณสุขไทย คือ ปมโรงพยาบาลขาดทุน ? และ การร่วมจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ?
โรงพยาบาล…ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ?
“ระบบสุขภาพไทยแม้จะมีปัญหาที่ต้องปรับปรุง แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตดังที่กระแสข่าวระบุ”
คือมุมมองจาก นพ.วิชัย โชควิวัฒน กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยย้ำเฉพาะข้อมูลที่อ้างว่าโรงพยาบาลของรัฐขาดทุนจำนวนมากนั้นไม่สอดคล้องกับข้อมูลข้อเท็จจริง
นพ.วิชัย เชื่อว่า กระทรวงสาธารณสุขมีข้อมูลสถานะเงินบำรุงของโรงพยาบาลทุกแห่งจากกองเศรษฐกิจสุขภาพอย่างครบถ้วน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลจริงพบว่า โรงพยาบาลที่ขาดทุนมีเพียงประมาณ 13 แห่ง ไม่ใช่กว่า 200 แห่งตามที่มีการกล่าวอ้าง และยอดขาดทุนก็ไม่ได้สูงอย่างที่เป็นข่าว

ที่น่าสนใจคือข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ในช่วงเริ่มต้นระบบบัตรทอง เงินบำรุงของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีรวมกันเพียงระดับหลักร้อยล้านบาท แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นระดับหลักหมื่นล้านบาท จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าโรงพยาบาลขาดทุนในภาพรวม
“การเพิ่มสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีการเพิ่มงบประมาณ แต่มีการพิจารณาอย่างรอบคอบทุกครั้ง ทั้งด้านความปลอดภัย ประสิทธิผล ความคุ้มค่า และภาระงบประมาณ”
นพ.วิชัย โชควิวัฒน
นพ.วิชัย ยังเน้นย้ำว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นระบบที่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ยกตัวอย่างว่าในปี 2544 สหรัฐอเมริกาใช้งบประมาณดูแลสุขภาพประชาชนกว่า 12,500 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ขณะที่ประเทศไทยใช้เพียง 14 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี แต่สามารถดูแลประชาชนได้ครอบคลุมทั้งประเทศ นอกจากนี้ ระบบบัตรทองยังเป็นครั้งแรกที่รัฐดูแลประชาชนไม่เฉพาะการรักษาพยาบาล แต่รวมถึงการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
แต่ นพ.วิชัย ก็ยังเตือนว่า หากตั้งต้นวิเคราะห์ปัญหาด้วยสมมติฐานว่า “ระบบกำลังวิกฤต” จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ผิดทิศทาง โดยเห็นว่า ระบบยังทำงานได้ดี มีปัญหาเชิงจุกจิกและความล่าช้าเป็นเรื่องปกติของระบบบริการขนาดใหญ่ สิ่งที่จำเป็นคือ การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและระบบบริการ โดยเฉพาะโรงพยาบาลภาครัฐควรพิจารณาออกนอกระบบราชการ เช่น โมเดลโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ และยกระดับคุณภาพบริการอย่างแท้จริง
เสียงจากคนหน้างาน “ยังไม่เจ๊ง แต่ใกล้วิกฤต” ?
แต่มุมมองความเห็นของ นพ.วิชัย อาจดูสวนทางกับสิ่งที่ นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ตัวแทนชมรมโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป สะท้อนในฐานะบุคลากรหน้างานอย่างสิ้นเชิง โดยย้ำว่า แม้ตัวเลขทางบัญชีจะยังแสดงว่ามีเงินอยู่ แต่ในทางปฏิบัติ โรงพยาบาลจำนวนมากกำลังเผชิญวิกฤตสภาพคล่อง

“เงินที่เห็นว่ายังมีอยู่ เป็นลูกหนี้ที่ยังแปลงเป็นเงินสดไม่ได้ โรงพยาบาลไม่สามารถนำไปจ่ายค่ายา ค่าล่วงเวลา หรือค่าจ้างบุคลากร ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน ปัญหาสำคัญมาจากการรักษาผู้ป่วยแล้วไม่ได้เงินชดเชยตามกำหนด การตรวจสอบแล้วถูกระงับการจ่าย ทำให้โรงพยาบาลไม่มีเงินหมุนเวียนในการบริหารจัดการ”
นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์
นพ.อนุกูล จึงเสนอทางออกเบื้องต้นว่า ต้องเริ่มจากการยอมรับปัญหา หากไม่ยอมรับจะไม่สามารถแก้ไขได้ พร้อมเสนอให้ชะลอการเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ที่ไม่จำเป็นในช่วงนี้ และหันมาทบทวนต้นทุนบริการหลักที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ซึ่งเป็นก้อนงบประมาณขนาดใหญ่ แต่ไม่เคยมีการศึกษาต้นทุนจริงอย่างเป็นระบบ ในระยะยาวเสนอให้จัดตั้ง Health Policy Board เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายสุขภาพในภาพรวม ลดการตัดสินใจแบบแยกส่วน
แก้ปม ‘รพ.ขาดทุน’ ในสายตาพรรคการเมือง
พรรคเพื่อไทย : เงินไม่ใช่ปัญหาหากข้อมูลชัด
ในฐานะทีมนโยบายพรรค และดีกรีเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย เสนอมุมมองการแก้ปัญหา รพ.ขาดทุน โดยเชื่อว่าเรื่องงบฯ สามารถแก้ได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะการใช้งบกลางซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์เร่งด่วน แต่เงื่อนไขสำคัญคือต้องมี “ฐานข้อมูลเชิงประจักษ์” ที่ชัดเจน ผ่านการตรวจสอบของสำนักงบประมาณ เพื่อให้การตัดสินใจสนับสนุนทำได้ง่ายและโปร่งใส
นพ.สุรพงษ์ ยังชี้ว่า ปัญหาที่พบคือตัวเลขทางการเงินของโรงพยาบาลแต่ละแห่งไม่ตรงกัน บางข้อมูลระบุว่าขาดเงินบำรุงจำนวนมาก ขณะที่บางส่วนเห็นว่าไม่ได้รุนแรงถึงขั้นวิกฤต ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังแยกส่วน
ทางออกที่พรรคเพื่อไทยเสนอ คือ การพัฒนา Digital Hospital ที่ควรเป็นจุดตั้งต้นของแนวคิด Digital Government เพราะโรงพยาบาลมีข้อมูลอยู่แล้ว ทั้งข้อมูลผู้ป่วย งบประมาณ และต้นทุนการรักษา เพียงแต่ยังไม่ถูกเชื่อมโยงและนำมาวิเคราะห์ร่วมกันอย่างเป็นระบบ หากข้อมูลเหล่านี้ถูกเชื่อม จะช่วยให้รัฐสามารถวิเคราะห์แนวโน้มการใช้บริการและคาดการณ์งบประมาณล่วงหน้าได้ใกล้เคียงความเป็นจริง
สำหรับประเด็น การร่วมจ่าย นพ.สุรพงษ์ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการร่วมจ่ายในลักษณะคิดเป็นสัดส่วนของค่ารักษา เช่น การให้ผู้ป่วยจ่าย 10% ของค่าผ่าตัด เนื่องจากจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ขณะที่การจ่ายค่าธรรมเนียมเล็กน้อยแบบเหมาจ่าย เช่น 30 บาท ยังถือเป็นรูปแบบที่ใช้อยู่ในระบบปัจจุบัน

พรรคเพื่อไทย

พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์ : แก้ช่องว่างผู้บริหาร-หน้างานก่อน
สาธิต ปิตุเตชะ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ก็มาในฐานะของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข เช่นกัน มองเห็นว่า ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนไม่อาจแก้ด้วยการเพิ่มงบฯ เพียงอย่างเดียว หากไม่แก้ “ช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับหน้างาน” ซึ่งสะสมมานาน โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่นโยบายจำนวนมากถูกส่งลงไป แต่หน้างานไม่สามารถปฏิบัติได้ทัน ส่งผลให้เกิดภาวะหมดไฟและแรงต้านในระบบ
จึงเสนอให้มีการทำความเข้าใจข้อมูลและตัวเลขร่วมกัน เพื่อให้ทุกระดับนำไปปรับใช้ในทิศทางเดียวกัน พร้อมเสนอแนวคิดจัดตั้ง “กองทุนที่ 4” เพื่อรองรับผู้ป่วยอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยเล็กน้อย โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมจ่ายเพื่อใช้บริการคลินิกพิเศษหรือคลินิกเอกชน เพื่อลดความแออัดในห้องฉุกเฉิน พร้อมย้ำว่า ต้องเดินคู่กับการจัดการปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและความเฉื่อยในระบบราชการ
พรรคภูมิใจไทย : รื้อทั้งระบบการเงิน
ขณะที่ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ก็สะท้อนว่า สิ่งที่เห็นชัดคือผู้ให้บริการต้อง “ปากกัดตีนถีบ” เพื่อประคองโรงพยาบาล ขณะที่ผู้จัดสรรงบประมาณมองข้อมูลอีกมุมหนึ่ง ทำให้การตัดสินใจไม่ตรงกัน
จึงตั้งคำถามต่อเงินงบประมาณจำนวนมากที่ “ออกนอกระบบโรงพยาบาล” โดยชี้ว่าเงินเหมาจ่ายหลายพันล้านบาทไม่ถึงหน่วยบริการ พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบเส้นทางงบประมาณอย่างจริงจัง หากภูมิใจไทยได้บริหารกระทรวงสาธารณสุข จะต้องปฏิรูประบบการเงินสุขภาพทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เป็นจุด
ส่วนประเด็นร่วมจ่ายนั้น ย้ำว่าการรักษาพยาบาลคือ “สิทธิ” และไม่เห็นด้วยกับการร่วมจ่ายแบบที่ทำให้ประชาชนต้องควักเงินเพิ่มเพื่อเข้าถึงบริการจำเป็น

พรรคภูมิใจไทย

พรรคประชาชน
พรรคประชาชน : สูตร 4 เพิ่ม 2 เคลียร์ 1 ไม่
สำหรับ เดชรัต สุขกำเนิด ตัวแทนทีมนโยบายจาก พรรคประชาชน เสนอกรอบนโยบายที่ชัดเจนในรูปแบบ “4 เพิ่ม 2 เคลียร์ 1 ไม่” ประกอบด้วย
4 เพิ่ม ได้แก่ เพิ่มงบฯ ชดเชยค่ารักษา เพิ่มงบพัฒนาปฐมภูมิ เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้าน long-term care และ palliative care และเพิ่มงบบัฟเฟอร์บริหารกองทุน
2 เคลียร์ คือ เคลียร์ชุดสิทธิประโยชน์ของ 3 กองทุน และเคลียร์ระบบข้อมูลให้เชื่อมถึงกัน
1 ไม่ คือ ยังไม่เดินหน้าแนวคิดร่วมจ่ายรูปแบบใหม่ หากระบบการเงินและข้อมูลยังไม่ชัดเจน
พร้อมย้ำว่าหากไม่เชื่อมข้อมูลและโครงสร้างการเงินให้โปร่งใส จะเกิดปัญหาซ้ำซ้อน ทั้งกับผู้ให้บริการและประชาชนผู้ใช้สิทธิ
ปม ‘ร่วมจ่าย’…ความเป็นธรรม กับ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงคือการแก้ปัญหา รพ.ขาดทุนด้วยวิธีการให้ประชาชนร่วมจ่ายค่าบริการ รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม เลขาธิการเภสัชกรรม ก็ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ได้ชี้แจงว่าแนวคิด “ร่วมจ่าย (Co-payment)” ไม่ได้หมายความว่า คนจนต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพราะกลุ่มเปราะบางยังต้องได้รับการยกเว้นเช่นเดิม แต่สาระสำคัญคือการทำให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของการดูแลสุขภาพและใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม

รศ.ภญ.สุณี ยกตัวอย่างว่าในระบบปัจจุบันมีผู้รับบริการบางกลุ่มต้องการใช้ยาต้นแบบนำเข้า ทั้งที่ยาสามัญมีประสิทธิภาพไม่ต่างกัน หากเป็นความต้องการส่วนบุคคลเกินความจำเป็น รัฐไม่ควรต้องแบกรับภาระทั้งหมด และสามารถออกแบบให้ผู้รับบริการ “จ่ายเพิ่มตามความสมัครใจ” ได้
“งบประมาณด้านสุขภาพของประเทศมีจำกัด ขณะที่ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องได้รับการดูแล สิ่งใดที่เกินความจำเป็นควรเป็นความพอใจส่วนบุคคล ไม่ใช่ภาระของระบบทั้งหมด ย้ำว่าระบบสาธารณสุขไทยให้การดูแลในระดับที่ดีมากอยู่แล้ว แนวคิดร่วมจ่ายในลักษณะนี้จึงไม่ใช่การตัดสิทธิ แต่เป็นการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีเหตุผล”
รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม
อุปสรรคเชื่อมข้อมูลสุขภาพ ระหว่างความตั้งใจ กับ ข้อจำกัดเทคนิค
ส่วนประเด็นการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างกันนั้น ก็มีมุมมองจาก ผศ.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ยอมรับว่า ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยบริการไม่ใช่เรื่องความไม่โปร่งใส แต่เป็นข้อจำกัดเชิงเทคนิค เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลแต่ละแห่งไม่เชื่อมต่อกันโดยอัตโนมัติ
การพัฒนาระบบสารสนเทศสุขภาพต้องใช้ทั้งเวลา งบประมาณ และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ โดยบางส่วนสามารถดำเนินการได้แล้ว แต่บางระบบยังต้องการการลงทุนเพิ่มเติม จึงควรแยก “สิ่งที่ทำได้ทันที” กับ “สิ่งที่ต้องพัฒนาในระยะยาว” ออกจากกันอย่างชัดเจน

ขณะที่ พญ.ภาวิณี เอี่ยมจันทน์ ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสระบุรี บอกว่าโรงพยาบาลแต่ละแห่งต้องลงทุนทั้งค่าโปรแกรม ค่าบำรุงรักษา ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ และห้องเซิร์ฟเวอร์ โดยใช้งบเงินบำรุงของโรงพยาบาลเป็นหลัก ทั้งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบสุขภาพประเทศ
“ข้อมูลคือหัวใจ แต่ต้นทุนทั้งหมดอยู่ที่โรงพยาบาล หากจะเดินหน้าระบบข้อมูลร่วมกันจริง ต้องคิดเรื่องการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ให้โรงพยาบาลแบกรับเพียงฝ่ายเดียว”
พญ.ภาวิณี เอี่ยมจันทน์
มองข้ามไปสู่สังคมสูงวัยและการดูแลระยะยาว
ผศ.นพ.วิชช์ ยังได้ชี้ให้เห็นมิติที่สำคัญอีกมิติหนึ่งว่า ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ระบบสาธารณสุขไทยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเข้าถึงบริการและคุณภาพการรักษา ทำให้ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ซึ่งเป็นความสำเร็จสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ซึ่งไม่สามารถพึ่งโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องขยายบทบาทไปสู่ท้องถิ่นและชุมชน ภายใต้แนวคิด Health in All Policies โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาททั้งด้านงบประมาณและการจัดบริการ
โดยยกตัวอย่างระบบ Long-term Care และ Caregiver ในชุมชน ซึ่งหากพัฒนาอย่างจริงจังจะไม่เพียงรองรับสังคมสูงวัย แต่ยังช่วยกระจายรายได้ และสร้างการจ้างงานในระดับท้องถิ่น
มองภาพใหญ่ ระบบสุขภาพ ใหญ่กว่า ระบบรักษาพยาบาล
ส่วน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ให้ความเห็นที่ท้าทายกรอบความคิดเดิมว่า การถกเรื่องปฏิรูประบบสุขภาพมักโฟกัสที่ระบบบริการรักษาพยาบาล ทั้งที่ในความเป็นจริง ระบบบริการมีผลต่อสุขภาพประชาชนเพียงราว 10%

จึงเสนอว่าหัวใจสำคัญอยู่ที่ 3 เรื่อง ได้แก่
- ปฐมภูมิ ซึ่งเป็นคำตอบหลักของระบบบริการ
- นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อุบัติเหตุ และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งส่งผลต่อภาระระบบถึง 40-50%
- ความเข้มแข็งของพื้นที่และท้องถิ่น ที่ต้องได้รับอำนาจและความเป็นอิสระมากขึ้น
“หากยังวนอยู่กับการแก้ปัญหาปลายน้ำในระบบรักษาพยาบาล โดยไม่เร่งจัดการต้นน้ำและนโยบายสาธารณะ การปฏิรูประบบสุขภาพจะไม่สามารถไปให้สุดทางได้”
นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา
บทสรุป…ทางออกต้องเดินหลายเส้นทางพร้อมกัน
จากความเห็น และข้อถกเถียงในเวที Policy Forum ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาระบบสุขภาพไทยมีความซับซ้อนและต้องการการแก้ไขแบบองค์รวม ไม่ใช่เพียงการเพิ่มงบประมาณหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจ่ายเพียงอย่างเดียว
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ ทุกฝ่ายต่างมีข้อมูลและมุมมองที่แตกต่างกัน ฝ่ายบริหารมองเห็นระบบที่ยังทำงานได้และมีข้อมูลที่ชี้ว่ายังไม่ถึงวิกฤต ขณะที่หน้างานรู้สึกถึงแรงกดดันและปัญหาสภาพคล่องที่เกิดขึ้นจริง ส่วนพรรคการเมืองต่างมีจุดยืนที่หลากหลาย ตั้งแต่การเน้นการใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ไปจนถึงการรื้อระบบการเงินทั้งหมด

สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันคือ ระบบต้องการการปฏิรูปที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบข้อมูลให้เชื่อมโยงกัน การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบปฐมภูมิ การขยายบทบาทของท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพ และการจัดการกับโจทย์สังคมสูงวัยที่กำลังมาถึง
สำหรับประเด็นการร่วมจ่าย ยังคงเป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างการรักษาสิทธิการเข้าถึงของประชาชนทุกคน กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของบริการ การออกแบบนโยบายในเรื่องนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและไม่สร้างอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการที่จำเป็น
สำคัญที่สุดคือ การสร้างความเข้าใจร่วมกันในข้อมูลและความเป็นจริงของปัญหา เพื่อให้การกำหนดนโยบายเกิดจากฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่จากการคาดเดาหรือข้อมูลที่แตกต่างกัน การเชื่อมโยงข้อมูลและการสื่อสารระหว่างผู้บริหารกับหน้างานจึงเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิรูประบบสุขภาพที่จะประสบความสำเร็จ
การสร้างพื้นที่สนทนาเพื่อนำไปสู่การออกแบบนโยบายแก้ไขปัญหาใหญ่ของประเทศในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการนำความเห็น และข้อเสนอเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้ระบบสุขภาพไทยยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชนทุกคนได้อย่างยั่งยืนต่อไป

