14 กันยายน 2569 เป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะลงมติชี้ขาดว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อเอาผิดผู้ถูกกล่าวหาในคดีการโกงเลือก สว. หรือ คดีฮั้ว สว. หรือไม่
ท่ามกลางความพยายามของภาคประชาชนที่นำ โดย โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และพรรคฝ่ายค้าน ในการเปิดเผยข้อมูล พยานหลักฐานคดีฮั้ว สว. และกดดันให้ กกต. ทำหน้าที่ของตัวเองในการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในโค้งสุดท้าย เช่น กิจกรรม #สั่งฟ้องสว ในวันที่ 13 ก.ย. ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ภูเก็ต ยะลา พิษณุโลก เชียงใหม่ รวมถึงกรุงเทพฯ
หนึ่งในเหตุผลสำคัญ คือ มีแนวโน้มว่า กกต. อาจจะไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงรัฐธรรมนูญ ปี 2560 กำหนดให้มีเพียง กกต. เท่านั้นที่สามารถยื่นคำร้องคดีโกงเลือกตั้งต่อศาลฎีกาได้ นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสเที่ยงธรรมของ กกต. ชุดนี้ ที่ 4 จาก 7 คน ได่รับการรับรองโดย สว. ชุดปัจจุบัน
The Active พูดคุยกับ รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำรวจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคดีดังกล่าว ความพยายามในการเปิดเผยข้อมูลของภาคประชาชน รวมถึงบทบาทของ กกต. และรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่ทำให้ภาคประชาชนต้องออกมาเรียกร้องให้ กกต. ปฏิบัติตามหน้าที่ที่พึงปฏิบัติอยู่แล้วตั้งแต่ต้น

กกต. จะสั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 ก.ย. 69 หรือไม่ ?
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 (ชุดที่ 26) ของ กกต. ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเอกสารจำนวนมาก และสอบปากคำพยานกว่า 700 ปาก จนสรุปสำนวนเห็นว่ามีมูลความผิดผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน ในจำนวนนี้ 138 คน เป็น สว. ชุดปัจจุบัน และอีก 91 คน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรรมการบริหารพรรคการเมือง และสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งเกี่ยวโยงกับพรรคภูมิใจไทย
ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น เมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้งชุดที่ 36 (ชุดที่ 36) ซึ่งเป็นคณะที่ถูกแต่งตั้งขึ้นใหม่ พิจารณาสำนวนดังกล่าวและมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เห็นว่าไม่มีมูล ยกคำร้อง และไม่ควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน
กรณีดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากเป็นการกลับลำสำนวนของชุดที่ 26 ก่อนหน้า รวมถึงมีการตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปขอคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ที่มาจากการเสนอชื่อของ กกต. ชุดใหญ่ 7 คน ที่แต่ละคนสามารถเสนอชื่ออนุกรรมการได้ 1 คน
ส่งผลให้เรื่องต้องถูกส่งให้ กกต. ชุดใหญ่ เป็นผู้ชี้ขาดในวันที่ 14 ก.ย. ที่จะถึงนี้ ว่าจะมีมติเห็นตามชุดที่ 26 (สั่งฟ้อง 229 คน) หรือชุดที่ 36 (ไม่สั่งฟ้องเลย) หรือจะอยู่ตรงกลาง (สั่งฟ้องบางส่วน)
ความกังวลของภาคประชาชนอยู่ที่ หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องเลยตามมติชุดที่ 36 จะส่งผลให้คำร้องตกไป ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดจะไม่ถูกส่งฟ้องต่อศาลฎีกาฯ และมาตรการเพิกถอนสิทธิสมัครหรือเพิกถอนผลการเลือกตั้งจะหยุดลงทันที
เอกสาร กกต. ปิดได้ชั่วคราว หลังลงมติแล้วต้องเปิดเผย
นับตั้งแต่เกิดคดีดังกล่าว ผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว รวมถึงแนวโน้มของ กกต. ที่น่าจะไม่ส่งคำร้องให้ศาลฎีกา จึงทำให้ภาคประชาชนบางส่วนเปิดเผยข้อมูลการฮั้ว สว. กันเอง ทั้งข้อมูลที่ได้มา พยานหลักฐานต่าง ๆ มีการร่วมกันในการจัดทำโพย มีเส้นเงินเข้ามาเกี่ยว มีทั้งผู้รู้เห็นและผู้ที่ร่วมกระทำการ เช่น อยู่ในขบวนการจัดทำโพย ไปประชุม ได้ค่าจ้าง ซึ่ง รศ.ปริญญา มองว่า หาก กกต. ทำให้คนเชื่อถือว่ามีความเที่ยงธรรม โปร่งใส ได้ตั้งแต่ต้น ก็ไม่มีใครอยากออกมาเปิดเผยข้อมูลหรือทำแบบนี้
นอกจากนี้ ตามระบอบประชาธิปไตย การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องหลัก การปิดข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องยกเว้น คือต้องมีเหตุตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เป็นเหตุความมั่นคงต่าง ๆ ถึงจะปิดได้
ดังนั้น การไม่เปิดเผยรายงานสอบสวน ทั้งชุดที่ 26 (สั่งฟ้อง 229 คน) และชุดที่ 36 (ไม่สั่งฟ้องเลย) จึงเป็นแค่ชั่วคราว สามารถไม่เปิดเผยได้ถึงก่อนวันลงมติ เพราะในเอกสารนั้นอาจจะมีชื่อพยาน และไม่ต้องการให้ผู้ต้องหาไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน เกิดการวิ่งเต้นคดี หรือกระทั่งหลบหนี ก็เลยยังไม่เปิดเผย
แต่เมื่อ กกต. ลงมติแล้ว รายงานทั้ง 2 ฉบับต้องเปิดเผยทั้งหมด เนื่องจากไม่ใช่เอกสารความลับทางราชการ แค่อยู่ในระหว่างการพิจารณาก่อนลงมติ หากมีคนไปขอในภายหลัง กกต. จะไม่ให้ก็ไม่ได้
เปรียบเทียบกับรายงานผลสอบสวนคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ ปปช. ไม่ยอมเปิดเผย เรื่องไปถึงศาลอาญาทุจริต ก็มีคำพิพากษาว่า ประธาน ปปช. และอดีตกรรมการ ปปช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะฝ่าฝืนคำสั่งศาลให้เปิดเผยรายงาน แม้ว่าคดียังไม่ถึงที่สุด แต่ก็ถือเป็นบรรทัดฐานที่เกิดขึ้น
และถ้า กกต. ลงมติไม่ส่งศาลฎีกาแล้ว และเอกสารเปิดเผยออกมาแล้ว หากมีคนสงสัยว่า มันมีข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานชัดเจน แต่ทำไม กกต. ลงมติไม่ส่ง หาก กกต. ไม่สามารถอธิบายได้ ก็จะตกที่นั่งลำบาก จะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยหน้าที่ได้
ผมไม่ได้บอกว่า ผู้ต้องหาในสำนวนชุดสืบสวนสอบสวน 229 คน เป็นผู้กระทำความผิด ผมเพียงแค่จะบอกว่า เมื่อถึงวันที่ กกต. ลงมติ แล้วเอกสารทั้งหมดถูกเปิดเผยมา กกต. ก็ต้องมั่นใจว่าตอบคำถามสังคมได้ว่าคนนี้ คนนั้น กลุ่มนั้น ทำไมถึงไม่ส่ง ทำไมส่งแค่กลุ่มนี้
DSI ไม่ควรฟ้องร้องประชาชนที่ตรวจสอบกระบวนการเลือก สว.
กรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เตรียมฟ้องผู้เผยแพร่สำนวนฮั้ว สว. รศ.ปริญญา มองว่า เป็นกรณีที่ไม่ดี และนึกไม่ออกว่าจะเป็นความผิดข้อหาไหน
หากไปเปิดดูประมวลกฎหมายอาญา เรื่องการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร จะมีแต่เจ้าหน้าที่ที่รู้หรือควรจะรู้ ซึ่งหากเอาข้อมูลมาเปิดเผย ก็อาจจะผิดได้ ส่วนคนที่เป็นประชาชนรับข้อมูลมาเปิดเผยต่อก็อาจผิดได้ ถ้าเป็นข้อมูลจากหน่วยงานอื่น เช่น DSI ส่งให้ กกต. แล้วอยู่ในระหว่างการสืบสวน ต้องคุ้มครองพยาน ก็อาจเป็นความผิด
แต่เอกสารดังกล่าวเป็นรายงานของ กกต. เอง ซึ่งไม่ใช่ความลับราชการ แค่ไม่เปิดเผยชั่วคราว หาก กกต. ลงมติแล้ว จะไม่เปิดเผยเอกสารไม่ได้ ถ้ามีคนขอก็ต้องให้ จึงยังไม่เห็นว่าทำไมเป็นความผิดที่คนที่ได้มาแล้วเอามาเปิดเผยต่อ
อีกคดีที่ต้องระวังเรื่องการหมิ่นประมาท แต่ถ้าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ก็จะสามารถขออนุญาตศาลพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง และถ้าคดีไม่ไปถึงศาลฎีกา ก็มีบางคนจะที่หวังจะใช้ช่องทางนี้ ให้คดีไปถึงศาลอาญาในคดีหมิ่นประมาท เนื่องจากหากถูกฟ้องหมิ่นประมาท จะมีทางสู้ 2 ทาง ได้แก่
- ประมวลกฎหมายอาญา ม.329 คือ สู้ว่าเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งก็จะไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท ถ้าศาลเห็นว่าเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม
- ประมวลกฎหมายอาญา ม.330 คือ สู้ว่าเป็นความจริง ถ้าเป็นเรื่องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ศาลจะอนุญาตให้พิสูจน์ แล้วก็จะต้องขออำนาจศาลในการเอาพยานหลักฐานมาเปิดเผย
นอกจากเรื่องหมิ่นประมาทแล้ว นักวิชาการด้านกฎหมาย ยังไม่เห็นว่ามีตรงไหนที่ผิดชัด ๆ และสรุปได้ว่า DSI ก็ไม่ควรจะมาฟ้องร้องประชาชนที่ตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. ซึ่งเป็นผู้แทนของเขา
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ชุดที่ 36 (ไม่สั่งฟ้องเลย) คนหนึ่ง เป็นว่าที่อธิบดี DSI (ปิยะ รักสกุล) ซึ่งก็อาจจะดูไม่ดีและไม่ควรเท่าไหร่

จะสั่งฟ้องกี่คน ขึ้นกับกรอบของ กกต.
รศ.ปริญญา เชื่อว่าในวันที่ 14 ก.ย. ที่ กกต. ส่งคำร้อง น่าจะส่งฟ้องศาลจำนวนหนึ่ง คืออยู่ตรงกลางระหว่างชุดที่ 26 (สั่งฟ้อง 229 คน) กับชุดที่ 36 (ไม่สั่งฟ้องเลย) แต่จะส่งมากหรือน้อยก็ต้องติดตามกันต่อ และถ้าประกาศออกมาแล้ว ก็ต้องร้อยเรียงเป็นเหตุผลเป็นชุดเดียวกันต่อเนื่อง เช่น ถ้าทำแบบนี้ จึงส่งศาลฎีกา คนอื่นที่ทำแบบเดียวกันก็ต้องส่ง ถ้าการกระทำแบบนี้ไม่ส่งศาลฎีกา ก็ไม่ส่งเหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น “การมีโพยนับเป็นการทุจริตหรือไม่ ?” ในวันเลือกตั้งระดับประเทศ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. เดินเก็บโพยอย่างเดียว แต่ไม่ดำเนินการใด ๆ กับผู้ที่มีโพย เปรียบเทียบกับนักศึกษาที่พกโพยเข้าห้องสอบ อาจารย์ไม่เพียงริบโพย แต่จะดำเนินการทางวินัยฐานทุจริตสอบด้วย แต่กรณีนี้ กกต. ริบโพยอย่างเดียว ไม่ทำอะไรกับผู้ที่พกโพยเข้าสถานที่เลือก สว. ก็แปลว่า กกต. ถือว่า การมีโพยไม่ทุจริต ดังนั้น การเลือกตามโพยก็จึงไม่ทุจริต นี่คือตัวอย่างของกรอบ ถ้าวางตามกรอบนี้ คนที่มีชื่อในโพย และคนทำโพยก็จะหลุดหมดเลย
หรืออีกกรอบหนึ่งที่สำคัญคือการตีความว่าจะส่งใครบ้าง ซึ่งก่อนหน้านี้ แสวง บุญมี กกต. ได้ชี้แจงว่า กรอบของรัฐธรรมนูญ ม.226 ระบุว่าต้องเป็นผู้สมัครเท่านั้น
มาตรา 226 เมื่อมีการดําเนินการตามมาตรา 226 หรือภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือกแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใดกระทําการทุจริตในการเลือกตั้งหรือการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น
ซึ่งตามความเห็นนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ มองว่าแปลก เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ม.226 ใช้ในทั้งการเลือกตั้ง สส. และการเลือก สว. ดังนั้น ถ้าจะดูเรื่องการเลือก สว. ก็ต้องไปดูที่ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ม.62 ที่เขียนไว้มากกว่ารัฐธรรมนูญ ม.226
มาตรา 62 เมื่อคณะกรรมการประกาศผลการเลือกตามมาตรา 42 วรรคสอง แล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น
ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญ ม.226 จะเขียนแค่ “ผู้สมัครผู้ใด” แปลว่าจะส่งศาลฎีกาได้เฉพาะ สว. เท่านั้น แต่ถ้าตาม พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ม.62 เขียนว่า “ผู้สมัครหรือผู้ใด” แปลว่า คนอื่นก็อยู่ในข่ายที่ส่งได้
หาก กกต. ไม่ทำตามหน้าที่ เรื่องอาจไม่จบหลังลงมติ 14 ก.ย.
หน้าที่ กกต. คือ ดูแลควบคุมให้การเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการทุจริต ตาม พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ม.62 หรือต่อให้ไม่ถึงขนาดทุจริตหรือไม่ได้ทำเอง แต่รู้เห็นการกระทำที่เพียงแค่ทำให้การเลือกไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต. ก็ต้องส่งศาลฎีกาเช่นกัน
รศ.ปริญญา มองว่า การมีโพยแบบจัดทำขึ้นมา (หรือโพยฮั้ว ตามคำของชุดที่ 26) เพื่อให้สามารถที่จะเลือกกันเองจนกระทั่งเป็น สว. ได้ ถือว่าไม่เที่ยงธรรม เพราะมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะมีผู้สมัครเลือกเลขเหมือนกัน ลำดับเหมือนกัน
เพียงแต่ว่ากรณีดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ว่าจะสั่งฟ้องศาลฎีกากี่คน ซึ่งก็เสนอเพียงแค่ว่า ให้ กกต. ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเที่ยงธรรม ว่าตามหลักฐาน ข้อเท็จจริง แล้วผลที่ออกมา จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ข้อเท็จจริงจะคุ้มครอง กกต. ทุกคน
ในทางกลับกัน ถ้าหากว่าไม่ทำตามหลักฐานข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงตรงนี้จะย้อนกลับมามีผลร้ายต่อ กกต. ได้ เมื่อหลักฐานเปิดเผยออกมาแล้วคนตั้งคำถาม เรื่องนี้ก็อาจไม่จบแค่วันที่ 14 ก.ย. ถ้า กกต. เลือกไม่ส่งเลย หรือส่งน้อยเกินไป และ กกต. อธิบายไม่ได้ว่าทำไมไม่ส่งคนที่มีหลักฐานที่ควรจะส่ง ก็จะมีคนไปเอาเรื่อง กกต. ต่อ หรือคนก็จะเรียกร้องกดดันว่า คนที่มีหลักฐานชัดเจนก็ต้องสั่งฟ้องศาลฎีกาต่อ เพราะต่อให้ กกต. ยกคำร้องในรอบนี้ แต่ตราบใดที่คดียังไม่ถึงศาลฎีกา ก็อาจจะพิจารณาใหม่ได้ ถ้าปรากฏหลักฐานหรือเหตุผลขึ้นมา
กกต. ควรมี ความเป็นกลาง – การมีส่วนร่วมของพลเมือง มากกว่านี้
ในต่างประเทศ มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเป็นคนกลาง ว่าการเลือกตั้งจะไม่ถูกแทรกแซงโดยรัฐบาล มีความเที่ยงธรรม เปิดเผย โปร่งใส
แต่เมื่อมองย้อนกลับมาดู กกต. ของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันสูญเสียสถานะความเชื่อถือจากประชาชนเรื่องความเที่ยงธรรม ประกอบกับตัวระบบมีปัญหาว่า กกต. มาจาก สว. ที่ไม่ได้มาจากประชาชน คำถามสำคัญในตอนนี้คือ “จะคุม กกต. อย่างไรให้ไม่ทุจริต”
เนื่องจากเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ไม่มีกลไกจะไปควบคุม นอกจากพยายามใช้หลักความโปร่งใส และ พ.ร.ป.กกต. ใน ม.69 ซึ่งคือ ความรับผิดทางกฎหมาย หรือการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปโดยมิชอบด้วยหน้าที่ เช่น หากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า การเลือก สว. ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ก็ต้องส่งศาลฎีกา ถ้าไม่ส่งศาลฎีกา ก็แปลว่า ไม่ปฏิบัติหน้าที่อันควรปฏิบัติ ก็จะเข้าองค์ประกอบความผิดตาม ม.69 ทันที
มาตรา 69 กรรมการ เลขาธิการ ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง กรรมการหรืออนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ พนักงาน และลูกจ้างของสํานักงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ผู้ใดกระทําการหรือละเว้นการกระทําอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาสิบปี
รศ.ปริญญา เน้นย้ำว่า ลักษณะของ กกต. ควรจะต้องมีทั้ง (1) Neutrality คือ ความเป็นกลาง ไม่มีข้าง และ (2) Participation คือ การมีส่วนร่วมของพลเมือง
อย่างไรก็ตาม ผลปรากฏว่า กกต. ปัจจุบันไม่มีทั้ง 2 เรื่อง คือ ไม่มีความเป็นกลาง เพราะมีผลกระทบจากเรื่องของ สว. ที่ระบบฮั้วได้ และไม่มีการมีส่วนร่วมของพลเมือง เนื่องจากแต่เดิม กกต. จะมีองค์กรภาคประชาชนเป็นองค์ประกอบ ตั้งแต่ระดับกรรมการประจำหน่วยขึ้นมา และมี กกต.จังหวัด ซึ่งเป็นตัวแทนพลเมืองของจังหวัดมาคุมสำนักงานจังหวัดของ กกต. อีกทีหนึ่ง แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ยกเลิกไปหมด ทั้งยกเลิก กกต.จังหวัด แล้วตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งขึ้นมาแทน (ซึ่งตั้งโดย กกต.) เลยไม่มีระบบที่จะไปตรวจสอบถ่วงดุล พอไม่มีทั้งความโปร่งใส การตรวจสอบ แล้วไม่มีทั้งการมีส่วนร่วม เราเลยได้ กกต. แบบนี้
อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเราจำเป็นที่ต้องแก้ไข ผมไม่ได้พูด กกต. ทำงานอย่างไรนะ แต่ผมพูดว่าระบบมันเป็นแบบนี้ คือไม่มีทั้งหลักความโปร่งใส การรับผิดชอบตรวจสอบได้ ไม่มีถ่วงดุล คือถ้ามีก็น้อยเกินไปเหมือนกับจะไม่มี ไม่มีเรื่องการมีส่วนร่วม ผลลัพธ์คือ แล้วพอมาจาก สว. ที่มาจากการเลือกกันเองแล้วที่ฮั้วได้ เราเลยได้ กกต. แบบนี้มา
รัฐธรรมนูญ 60 ให้แค่ กกต. ที่ส่งศาลฎีกาได้
นอกจากนี้ ถ้า กกต. ไม่ส่งคำร้องให้ศาลฎีกา ก็ไม่มีใครสามารถไปฟ้องศาลฎีกาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ รศ.ปริญญา มองว่า เป็นระบบที่ผิดพลาดของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ทิ้งปัญหาไว้ ต่างจากกรณีปกติที่ผู้เสียหายทางอาญา ถ้าตำรวจไม่ดำเนินคดีให้ อัยการสั่งไม่ฟ้อง ก็มีสิทธิ์ไปฟ้องศาลโดยตรงได้ นี่เป็นหลักทั่วไป แต่กรณีนี้กลับให้การส่งศาลฎีกาผูกขาดเฉพาะ กกต.
ไม่มีที่ไหนในโลก ที่ไปผูกขาดการส่งคดีความไปที่ศาลไว้กับองค์กรอิสระ ที่อิสระหรือเปล่าก็ไม่รู้ … มีแต่ประเทศไทยที่ทำแบบนี้

นอกจากนี้ ระบบ กกต. ยังถือว่ามีปัญหามาก เพราะ กกต. มาจาก สว. ถ้า สว. มีปัญหาเรื่องได้มาซึ่งกระบวนการหรือการเลือกที่ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม สว. ดังกล่าวย่อมไม่อยากถูกส่งไปศาลฎีกา จึงมีแนวโน้มและโอกาสที่จะเลือกคน (กกต.) ที่จะไม่ส่งเขาไปศาลฎีกา เรื่องนี้ถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรง
คำถามที่ว่าแล้วทำไมรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ให้แค่ กกต. เป็นผู้ฟ้องศาลฎีกา รศ.ปริญญา ระบุว่า ต้องถาม อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ (ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2560) ว่าทำไมทำแบบนี้ แล้วจะรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าวอย่างไรบ้าง
ถ้าหากรัฐธรรมนูญเขียนให้ประชาชนผู้เสียหายฟ้องเองได้ ก็จะไม่มีปัญหาแบบนี้ ประชาชนไม่ต้องมาแถลง เอาหลักฐาน พยานมาเปิดตัว หรือ ถ้า กกต. ไม่ฟ้อง ก็ฟ้องเอง แต่พอมีเฉพาะ กกต. ที่ฟ้องได้เท่านั้น คนทุกคนก็ต้องมุ่งมาที่ให้ กกต. ฟ้อง คนไม่อยากให้ฟ้องก็มุ่งให้ กกต. ไม่ฟ้อง แล้วพอไปโยงกับ สว. ที่มีที่มาที่ถูกกล่าวหา มันก็เลยกลายเป็นระบบที่มีปัญหาแบบนี้
แก้กฎหมาย – กกต. ต้องโปร่งใส – พลเมืองมีส่วนร่วม
กรณีเฉพาะหน้า ต้องแก้ให้ผู้เสียหายจากการฮั้ว สว. สามารถฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเองได้ ซึ่งต้องแก้ทั้งรัฐธรรมนูญ ม.226 และ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ม.62
ทำนองเดียวกัน การเลือกตั้ง สส. ถ้ามีการทุจริต แต่ กกต. ไม่ส่งฟ้องไปศาลฎีกา ก็ไม่มีใครสามารถส่งฟ้องที่ศาลฎีกาได้เลย หากเป็นในอดีต ผู้เสียหายสามารถไปฟ้องศาลเองได้ทุกคน แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ตัดตรงนี้ทิ้งไปหมด ถือเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข
ในระยะยาวขึ้นไป ต้องใส่หลักการความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมเข้าไปใน กกต. เช่น กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ที่ควรเป็นพลเมือง (ปัจจุบันโดยมากคือปลัดอำเภอเป็นคนจัดหาให้ ยกเว้นกรุงเทพฯ ที่เป็นคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน.)
รวมถึงการมี กกต.จังหวัด ที่เป็นภาคพลเมืองกลับคืนมา ยกเลิกผู้ตรวจการเลือกตั้ง เพราะตั้งแต่มีมาไม่เคยมีเรื่องที่กลายเป็นสำนวนไปถึงศาล หรือถ้ามีขึ้นมา กกต. ก็ไม่ฟัง เช่น กรณี พ.ต.อ. มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือก สว. ซึ่ง กกต. ก็ไม่ฟังคำทักท้วง
บทส่งท้าย
นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน ทิ้งท้ายว่า ได้เวลาแล้วที่จะต้องแก้ไข กกต. ก่อน ซึ่งเป็นคนคุมประตูเข้าสภา ทั้ง สส. และ สว. และมองว่าการที่ประชาชนเห็นต่างกันไม่ใช่ปัญหา จะเลือกพรรคน้ำเงิน พรรคส้ม พรรคแดง พรรคเขียว พรรคฟ้า เป็นเรื่องธรรมดาของระบอบประชาธิปไตย ใครจะบริหารบ้านเมืองก็จบที่หีบบัตรเลือกตั้ง คนไทยยอมรับผลการเลือกตั้งมานานเป็น 10 ปีแล้ว แต่ขอให้คะแนนทุกคะแนนนับอย่างเที่ยงธรรม
แล้ว กกต. มีปัญหาตรงนี้ว่า คนไม่เชื่อ แล้วก็มีเหตุด้วยที่จะไม่เชื่อ เพราะว่ามีหลายอย่างที่อธิบายไม่ได้ ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ กกต. จะแย่หนักลงไปอีก หรือจะฟื้นคืนดีขึ้นมาได้ ก็อยู่ที่วันลงมติ 14 กันยายน นี้

