พ้นมลทิน! “ครูชัยยศ” เปิดใจ หลังศาลยกฟ้องคดีทุจริตอาหารกลางวันนักเรียน

จากคดีที่ ‘ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าฯ’ ร่วมเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุอาหารกลางวันนักเรียน ใช้งบฯ เด็กอนุบาล-ประถม ให้เด็กมัธยมยากจนได้กินด้วย เปิดใจหลังคดีอาญาสิ้นสุด หวังสร้างบรรทัดฐานให้การตรวจสอบทุจริตโรงเรียนขนาดเล็กมีความโปร่งใส เป็นธรรม ไม่โยนงานธุรการเป็นภาระครู

จากกรณีที่ ชัยยศ สุขต้อ อายุ 57 ปี อดีตครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านยางเปา อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 มีมูลเป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิด ฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

สืบเนื่องจากครูชัยยศ เป็นกรรมการตรวจรับพัสดุอาหารกลางวันนักเรียน ที่อดีตผู้บริหารสถานศึกษา ระบุว่าเป็นการบริหารจัดการอาหารกลางวันเด็ก จากเด็กอนุบาลและประถมศึกษา ให้เด็กระดับมัธยมได้กินด้วย เพราะส่วนใหญ่เป็นนักเรียนกินนอน ครอบครัวยากจน เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 และต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 (เชียงใหม่) มีคำพิพากษาว่าครูชัยยศ ไม่ได้กระทำผิดตามที่ ป.ป.ช. กล่าวหา พิพากษายกฟ้อง เมื่อ ก.ย. 68

ล่าสุด 3 ก.พ. 69 อุทัย ขัติวงษ์ ที่ปรึกษาทางคดีให้กับครูชัยยศ แจ้งว่า ภายหลังจากที่ศาลฯ ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยในชั้นอุทธรณ์ ฝ่ายโจทก์ (สำนักงานอัยการสูงสุด) ได้ขอขยายเวลาอุทธรณ์รวม 3 ครั้ง จนถึงกำหนดนัดล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 69 แต่ศาลฯ ไม่อนุญาตให้ขยายเวลาต่อไป ส่งผลให้โจทก์ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ คดีในส่วนของครูชัยยศ (จำเลยที่ 4) จึงถือว่าสิ้นสุดลงและพ้นมลทินในทางอาญาทันที

​จากนั้นทีมที่ปรึกษา พร้อมด้วยครูชัยยศได้เข้ายื่นคำร้องต่อ ศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอยื่นเอกสารเพิ่มเติม คือ หนังสือรับรองคดีถึงที่สุดของศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อศาลปกครองฯ จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาในสำนวนคดี เพื่อมีคำพิพากษาตามที่ศาลฯ จะเห็นสมควรแก่การยุติธรรมต่อไป

“ครูชัยยศ” ตื้นตัน ศาลฯ ตัดสินให้พ้นมลทิน หวังสร้างบรรทัดฐานตรวจสอบเป็นธรรม ลดภาระงานครู

ครูชัยยศ กล่าวถึงความรู้สึกกับ The Active ว่า ตนเองรู้สึกดีใจเป็นที่สุด รวมถึงครอบครัว และนายอุทัยที่มาช่วยเหลือด้านคดีความ ทั้งนี้ เมื่อได้ใบรับรองคำสั่งสิ้นสุดมาแล้วเพื่อจะยื่นศาลปกครองต่อก็เบาใจ ไม่มีอะไรติดค้าง และพ้นมลทินที่ตนเองไม่ได้ตั้งใจก่อ

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ ทำให้ทุกคนตื่นตัวในเรื่องของการทำงาน ทั้งบุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ตรวจสอบให้ดำเนินทุกอย่างด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม

รวมถึงผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายลดภาระงานครู ให้ครูได้ทำหน้าที่สอน มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ด้านธุรการ เพื่อไม่ให้ครูชั้นผู้น้อยต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับตนเองอีก

“ลำพังเพียงงานสอนหรืองานด้านเอกสารก็มีปริมาณมากพออยู่แล้ว แต่เรายังต้องรับผิดชอบงานนอกเหนือหน้าที่ ซึ่งกลายเป็นภาระหนัก อีกทั้งเราไม่มีทักษะด้านนี้มาโดยตรง และไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาจัดอบรมให้ความรู้ จึงยังมีเพื่อนครูอีกหลายร้อยคนที่ต้องเผชิญกับสภาวะความเสี่ยงนี้เช่นเดียวกันครับ”

แม้ถูกปลดออกจากราชการ แต่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาครูชัยยศยังทำหน้าที่เป็นครูอาสาสอนหนังสือ และเปิดร้านขายโรตีเป็นอาชีพ ตลอดชีวิตข้าราชการครู 26 ปี ครูชัยยศได้รับรางวัลครูดีเด่นหลายรางวัล เช่น ครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อปี 2554 และครูยิ่งคุณ จากมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ที่ผ่านมาได้พานักเรียนขายของและโรตี เพื่อหาทุนการศึกษาช่วยเหลือลูกศิษย์ให้ได้เรียนต่อจนจบปริญญาตรีหลายคน

วิกฤตครูโรงเรียนเล็ก แบกงานซ้อนจนไม่ได้สอนอย่างมีคุณภาพ

ข้อมูลการสำรวจภาระงานครูจากกลุ่มตัวอย่างในสังกัด สพฐ. ท้องถิ่น เอกชน และ กทม. โดยสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบข้อมูลว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องแบกภาระงานสอนกว่า 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ถึง 37.6%

ประเด็นที่ค้นพบคือวงจรของเหลื่อมล้ำของโรงเรียนเล็กที่มีทรัพยากรน้อยที่สุด แต่เป็นโรงเรียนที่ครูต้องแบกภาระมากที่สุด ส่งผลถึงนักเรียนยากจนในโรงเรียนเหล่านี้ ที่ควรได้รับการดูแลมากที่สุดกลับได้รับโอกาสน้อยที่สุด

ผลการวิจัยยังพบว่ายิ่งครูอาวุโส จะได้รับมอบหมายงานสอนน้อยลง จะได้รับมอบหมายให้สอนน้อยกว่าครูรุ่นใหม่ ส่งผลให้ครูหนึ่งคนต้องสอนหลายวิชาและหลายระดับชั้น

นอกจากนี้ยังพบว่า 5 อันดับภาระงานนอกเหนือการสอนที่ครูต้องใช้เวลามากที่สุดต่อภาคเรียน

อันดับ 1 คืองานหัวหน้าสายชั้นหรือหัวหน้าระดับ ใช้เวลาสูงถึง 874 ชั่วโมง

อันดับ 2 งานสำนักวิชาการ 777 ชั่วโมง

อันดับ 3 งานประชาสัมพันธ์ 468 ชั่วโมง

อันดับ 4 งานประกันคุณภาพ 438 ชั่วโมง

อันดับ 5 งานบุคคล 414 ชั่วโมง

อีกประเด็นที่ถูกสะท้อนว่าเป็นภาระหนักคือ งานที่ควรใช้เจ้าหน้าที่เฉพาะทาง โดยเฉพาะสามตำแหน่งงานสำคัญที่โรงเรียนควรมี คือ นักประชาสัมพันธ์ (เขียนข่าว, ดูแลสื่อ) ช่างเทคนิคซ่อมบำรุง (ดูแลด้านโสต, อาคารสถานที่) และงานธุรการ/การเงิน (จัดการเอกสาร, พัสดุ) เนื่องจากต้องการความชำนาญเฉพาะด้าน หลายอย่างเกี่ยวข้องกับระเบียบกฎหมาย

โดยครู 47.7% บอกว่าภาระงานล้นมือส่งผลถึงคุณภาพการสอนในห้องเรียน มีเพียง 29.7% ที่บอกว่ามีเวลาเพียงพอในการเตรียมบทเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เรื่องสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work Life Balance) มีครูถึง 63 % บอกว่าไม่สามารถทำได้ ทำให้มีความเครียดสะสมและภาวะ Burnout


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active