ผู้ใหญ่บ้านแม่สอง ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน วอน กรรมการสิทธิมนุษยชนฯ – ผู้เกี่ยวข้อง ช่วยแก้ปัญหาเข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน น้ำ ไฟ ถนนดี ๆ ย้ำภาพความยากลำบากเส้นทางเข้า-ออก หมู่บ้าน ชี้ ถูกปั่นกระแสดรามาถนนตัดใหม่ผ่านป่า จนชาวบ้านถูกมองแง่ลบ ยัน ถนนไม่ได้ใช้เพื่อตัดไม้ ขนสิ่งผิดกฎหมาย ขอโอกาสได้ใช้ถนนใหม่ เชื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชาวบ้านดีขึ้น
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 69 Thai PBS ศูนย์ข่าวภาคเหนือ รายงานว่า ตัวแทนชาวบ้านแม่สอง ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และหย่อมบ้านใกล้เคียงอีก 4 แห่ง เดินทางมายัง จ.เชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือต่อ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่มาประชุมรับฟังความเห็นจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับครัวเรือนภาคเหนือ โดย พ่อหลวงสุภัค อมรใฝ่วจี ผู้ใหญ่บ้านแม่สอง ต.เสาหิน ระบุว่า หมู่บ้านของเขานอกจากปัญหาเรื่องถนนหนทางแล้ว ชาวบ้านยังไม่มีไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ตใช้จึงอยากให้มีการแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยมี ปรีดา คงแป้น และ สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้าน
- อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง : ถนนกลางป่า…ระหว่างทาง การคุ้มครอง กับ ‘ชีวิต’ ที่ต้องเดินต่อไป

พ่อหลวงสุภัค ยังเล่าว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ออกมาจากป่า ได้มาเล่าปัญหาหมู่บ้านแม่สอง ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ที่มี 4 หย่อมบ้าน โดยที่บ้านแม่สองเป็นหมู่บ้านหลัก มีหย่อมบ้านห้วยป่าขาม, แม่โป่ง, วาทู และขุนแม่สอง ประชากรราว 520 คน 116 ครัวเรือน ที่มาวันนี้อยากเสนอให้กรรมการสิทธิมนุษยชนได้รับทราบว่า ในหมู่บ้านพบปัญหาอะไรบ้าง และต้องการให้ กสม.ช่วยเหลือ เช่น ไฟฟ้า สัญญาโทรศัพท์ ในพื้นที่กว่าจะติดต่อกันได้ต้องออกไปข้างนอกขึ้นดอยติดต่อลำบากมาก
“เราเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีสิทธิและหน้าที่ จึงอยากให้มีสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนคนไทยคนหนึ่ง”
พ่อหลวงสุภัค
พ่อหลวงสุภัค ยังเปิดเผยถึงความยากลำบากของการใช้เส้นทางเข้า-ออก บ้านแม่สอง แม้จะมีเส้นทางไปได้ 2 เส้นทาง คือ ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง กับอีกเส้นทางคือ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน แต่เส้นทางที่ใกล้ที่สุด คือ ถนนเส้นเก่า (ไป อ.แม่ลาน้อย) จะลงลำธารใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง แต่หากเป็นเส้นตัดใหม่ไม่ใช่ฤดูฝนเส้นทางนี้จะใช้เวลาเพียง 30 นาที
พ่อหลวงสุภัค ระบถึง ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นว่าเป็นปัญหาระหว่างเจ้าหน้าที่กันเอง แต่มีการปั่นกระแสให้เกิดการเข้าใจผิด
“บอกว่าเป็นพื้นที่ติดกับว้าแดง ซึ่งข้อมูลไม่เป็นความจริงเลย หรือเป็นเส้นทางขนส่งผิดกฎหมาย ความจริงแล้วเส้นทางที่ตัดใหม่ ต้นไม้เป็นไม้ที่ชาวบ้านใช้ก่อฟืน ไม่ใช่ ไม้สัก อย่างที่ออกข่าวว่าจะมีการขนส่ง 100-200 ต้น เป็นไม้ที่ชาวบ้านไม่ใช้และเป็นไม้ก่อฟืนซึ่งหมู่บ้านไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้กระแสข่าวที่เกิดขึ้นอยู่มาเป็นอาทิตย์ แต่ชาวบ้านเพิ่งมาเห็นข่าว 2-3 วันนี้ ชาวบ้านก็ตกใจข่าวถนนปริศนา”
พ่อหลวงสุภัค

พ่อหลวงสุภัค ยังเล่าอีกว่า ตอนแรกเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้แจ้งว่าฝั่งของแม่ยวม จะมีการทำถนนให้ แต่บ้านแม่สองไม่ได้รับรู้เพราะไม่ได้มีการประชุม ก็รู้สึกดีใจเพราะจะมีเส้นทางยาว 6 กิโลเมตร เส้นทางใกล้ ถ้าไปเส้นทาง อ.แม่สะเรียง ช่วงฤดูฝนจะลงลำห้วยไม่สามารถสัญจรได้ เส้นทางปรับเปลี่ยนทุกวันถ้ามีฝนตกและน้ำท่วม ถนนสัญจรไม่ได้ถูกตัดขาด เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดเส้นทางให้ไปทาง อ.แม่ลาน้อย ที่เป็นกระแสตอนนี้ ชาวบ้านจะเดินทางได้รวดเร็วและมีความปลอดภัยมากขึ้น
พร้อมย้ำว่า ถนนเส้นเก่าก็ต้องเสี่ยงเหมือนเดิม เพราะต้องลงลำธารและใช้เวลานานพอสมควร ถ้าหากใช้เส้นทาง แม่สอง-แม่สะเรียง ใช้เวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมงเดินทาง แต่หากใช้เส้นแม่สอง-แม่ลาน้อย ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง จึงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านมีความจำเป็นอยากได้ถนนเส้นตัดใหม่เพื่อเดินทาง เข้า-ออกหมู่บ้านได้ง่ายขึ้น
“ความยากลำบากในการเดินทางในช่วงฤดูฝน จะไม่สามารถบอกได้เลยว่าถนนจะสามารถใช้หรือไม่ ฤดูฝนเส้นทางจะถูกตัดขาด ถ้าจะเดินทางเข้าออกจากบ้านเสาหิน จะเดินทางเข้าเมียนมา และออกมา บ.ห้วยต้นนุ่น”
พ่อหลวงสุภัค

ส่วนการเดินทางมาประชุมที่ อ.แม่สะเรียง นั้น พ่อหลวงสุภัค บอกว่า จะต้องออกจากหมู่บ้านมาก่อนหนึ่งวัน เพราะไม่รู้ว่าเส้นทางจะเกิดอะไรขึ้น ระหว่างทางใช้จักรยานยนต์จะต้องใช้โซ่พันล้อ ซึ่งจะต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวันด้วยว่ามีฝนตกหรือไม่
“ในช่วงหน้าฝนการเข้า-ออกหมู่บ้านเป็นไปด้วยความยากลำบาก ถ้าฝนตกแทบจะเข้าออกหมู่บ้านไม่ได้ เมื่อมีคนเจ็บป่วยในหมู่บ้านจะต้องแบกออกไปหาหมอที่ผ่านมาก็เป็นแบบนั้น โดยไม่สามารถเรียกร้องต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และปัญหาสัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี ทำให้ติดต่อยากลำบาก และติดต่อภายนอกไม่ได้เลยในช่วงฤดูฝน”
พ่อหลวงสุภัค
ปัจจุบันการติดต่อสื่อสารในหมู่บ้านก็เป็นปัญหา การรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากภายนอกจะต้องเดินหาจุดที่มีสัญญาณ โดยเฉพาะบริเวณจุดสกัดของอุทยานฯ ต้องเดินทางมาด้านบนกว่า 1 กิโลเมตร กว่าจะทราบว่ามีข่าวเกี่ยวกับถนนที่ตัดใหม่ก็ใช้เวลา 2-3 วัน เพราะชาวบ้านต้องใช้ชีวิตในหมู่บ้าน เช็กข่าวบนยอดดอยอาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้ง
พ่อหลวงสุภัค ยืนยันว่า ที่พาชาวบ้านลงจากเขา มาพบกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ เบื้องต้นสิ่งที่ชาวบ้านอยากมีถนน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ คนในหมู่บ้านก็เป็นคนไทยจึงอยากได้สิทธิพื้นฐานแบบคนไทยทั่วไปเช่นกัน
นอกจากนั้นชาวบ้านอยากมีโอกาสได้ใช้ถนนเส้นใหม่ เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตพวกเขาปลอดภัยมากขึ้น ถ้าใช้เส้นทางเก่าในช่วงฤดูฝนจะทำให้ชาวบ้านเสียเวลาการเดินทาง
ด้าน ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับปากหลังได้รับเรื่องร้องเรียนนี้แล้ว กสม.จะลงพื้นที่เพื่อติดตามรับฟัง และจัดทำข้อเสนอไปสู่แนวทางแก้ปัญหาต่อไป
