ตั้งคำถามเมืองเดียวกัน ทำไมชีวิตไม่เท่ากัน ? จากข้อเรียกร้องผู้บริโภค ผลักดันสู่นโยบายแก้ปัญหายั่งยืน เสนอตั้ง “กองทุนขนส่งสาธารณะ” ทุกจังหวัด ลดค่าเดินทาง ขยายบริการขนส่งสาธารณะ เพิ่มการเข้าถึง ลดเหลื่อมล้ำ
สภาผู้บริโภค จัดเวที นโยบายผู้บริโภค: เมืองที่เป็นธรรม Just City ประเด็นขนส่งและยานพาหนะ อสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย บริการสาธารณะพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยมี 8 พรรคการเมืองร่วมนำเสนอแนวคิดนโยบายการจัดการปัญหา
พรพรหม โอกุชิ รองหัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค นำเสนอแนวทางในประเด็นนี้ โดยยกสถิติบนท้องถนนในไทย ที่พบการเสียชีวิตจากการใช้รถส่วนตัวมากกว่า 18,000 คนต่อปี เฉลี่ยวันละ 50 คน เป็นอันดับที่ 18 ของโลก เมื่อดูประเภทยานพาหนะ พบว่า รถจักรยานยนต์มากเป็นอันดับ 1 ช่วงอายุที่เสียชีวิตมากสุด 20-24 ปี เป็นกลุ่มวัยทำงาน สาเหตุอุบัติเหตุมาจากระบบขนส่งสาธารณะไม่เพียงพอ ทำให้คนต้องพึ่งพารถยนต์ส่งนตัวหรือรถจักรยานยนต์มากขึ้น
“อย่างผมการที่จะเดินทางออกจากคอนโด ไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ต้องเรียกรถมอเตอร์ไซค์เพื่อออกมา เนื่องจากไม่มีรถสองแถว หรือ กะป๊อ ที่จะฟีดเราไปถึงระบบการขนส่งหลักที่จะทำให้เราเดนทางได้ ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่ เพราะการเรียกรถมารับที่บ้านส่วนใหญ่ไม่มีหมวกกันน็อกให้ใส่ หรืออาจต้องซื้อเองเพื่อใส่”
พรพรหม โอกุชิ
พรพรหม เมื่อดูข้อมูลการใช้ระบบขนส่งสาธารณะของคนกรุงเทพฯ มีเพียง 11.8% ส่วนในต่างจังหวัด ปัญหารถน้อย คอยนาน เป็นปัญหาที่ย้ำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ พร้อมสรุปว่า ระบบขนส่งสาธารณะของไทยยังไม่ใช่ทางเลือกหลักในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาคและท้องถิ่น ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องพึ่งพารถส่วนตัว หรือ ยานพาหนะที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้อุบัติเหตุทางท้องถนนเกิดขึ้นซ้ำซากขณะที่ไทยยังอนุญาตให้รถบัส 2 ชั้นวิ่งในเส้นทางเสี่ยง เช่น ทางภูเขา ทางโค้ง และเส้นทางระหว่างจังหวัด เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตและนำไปสู่การสูญเสียจำนวนมาก
โดยสภาผู้บริโภคมีข้อเสนอว่า
- ตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด
- กำหนดนโยบายยุติการใช้รถบัส 2 ชั้น ในระบบขนส่งสาธารณะอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมจัดทำมาตรการซื้อคืนหรือชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่มาตรฐานยานพาหนะที่ปลอดภัยเชิงระบบ และลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุรุนแรง
- อุดหนุนค่าเดินทางเด็กนักเรียน 15 บาทต่อคนต่อวัน ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของรถและผู้ขับขี่อย่างเข้มงวด เพื่อลดความสูฐเสียในเด็กและเยาวชน ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง
- ผลักดันค่าเดินทางต่อวันไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ เดินออกจากบ้านไม่เกิน 500 เมตร เจอจุดบริการขนส่งสาธารณะ

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร ประธานอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จาการทำงานทั้งเรื่องความปลอดภัย และเรื่องสิทธิ มีความเชื่อมั่นใน Political Will หรือ ความมุ่งมั่นทางการเมือง ที่นักการเมืองอยากจะทำเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งความทุกข์ของคนไทยเวลานี้มี 2 ชั้นในเรื่อง “ความปลอดภัย” ชั้นแรก คือ “การเสียชีวิตบนท้องถนน” สอง คือ “เรื่องสิทธิผู้บริโภค” แปลเป็นคำที่ใหญ่ว่า “หลักประกันความปลอดภัยในการเดินทาง” เรื่องนี้ในอีกมิติเป็นทุกข์ที่กดทับลงไปตั้งแต่เด็กและเยาวชน
“ก่อนหน้านี้เคยหารือว่าจะทำอย่างไรให้เด็กหนีจากการใช้มอเตอร์ไซค์ ไปพึ่งพารถสาธารณะ หรือ รถโรงเรียนที่ปลอดภัย แต่ปรากฎการณ์ของรถเดินทางของนักเรียน กลับพบว่าไม่ใช่แค่ไม่มีหลักประกัน แต่พบความไม่ปลอดภัย จากประเด็นที่รถบัสทัศนศึกษาไฟไหม้ และ 1 ปีผ่านไป “หลักประกันความปลอดภัยยังไม่ชัดเจน ใน 4 ปี ที่ท่านมี Political Will ในใจ อยากให้เปล่งเสียง และสะท้อนความคิดไปในตัว” นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร
ขณะที่ “บุคคลทั่วไป” ที่ใช้รถจักรยานยนต์ตายอันดับ 1 นพ.อนุชา ระบุว่า เพราะการบริการรถสาธารณะมีความเหลื่อมล้ำและไม่พอเพียง ในหนังสือข้อเสนอจะเห็นว่าอย่าง กทม. ที่ดูพร้อมที่สุดยังครอบคลุมเพียง 11-12% ของความต้องการใช้เท่านั้น จึงอยากให้การเดินทางโดยขนส่งสาธารณะในไทย พัฒนาให้ครอบคลุม ไม่ขาดตอน เดินทางได้ง่าย แม้อาจจะดูเป็นความฝันใหญ่ แต่อยากให้ใช้เครื่องมือที่มีผลักดันบริการรถสาธารณะไปควบคู่กับการสร้างหลักประกันความปลอพภัยในการเดินทาง

เมืองเดียวกัน ทําไมชีวิตไม่เท่ากัน
พรรคการเมืองจะแก้อย่างไร ?
หลังจากสภาผู้บริโภคเสนอนโยบายแก้ปัญหา ตัวแทน 8 พรรคการเมืองได้ร่วมนำเสนอนโยบายและสิ่งที่จะนำไปพัฒนาต่อ โดยมี ตัวแทนพรรคที่เข้าร่วม ประกอบด้วย
- เอกภพ เพียรพิเศษ พรรคภูมิใจไทย
- เดชรัต สุขกําเนิด พรรคประชาชน
- กฤชนนท์ อัยยปัญญา พรรคเพื่อไทย
- จิรวัฒน์ จังหวัด พรรคประชาธิปัตย์
- มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี พรรคพลังประชารัฐ
- ปริเยศ อังกูรกิตติ พรรคไทยสร้างไทย
- ภาณุรัช ดํารงไทย พรรคไทยก้าวใหม่
- เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก พรรครักชาติ
พรรคภูมิใจไทย – พรรคสนับสนุนทุกข้อเสนอที่ช่วยลดการเสียชีวิตบนท้องถนน โดยชี้ปัญหาสำคัญคือการขาดแคลนหน่วยแพทย์ฉุกเฉินในกว่า 2,000 ตำบล ส่งผลให้การเข้าถึงผู้ป่วยล่าช้า พรรคจึงเสนอผลักดันระบบแพทย์ฉุกเฉินในชุมชน และนโยบายพยาบาลอาสา 1 คนต่อ 1 หมู่บ้าน เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตตั้งแต่จุดเกิดเหตุ
ด้านขนส่งสาธารณะ เห็นว่าทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดยังขาดระบบฟีดเดอร์ที่ทั่วถึง พรรคสนับสนุนการใช้รถผ่านแอปพลิเคชันอย่างถูกกฎหมาย รวมถึงการยกระดับคุณภาพรถนักเรียน โดยเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นออกแบบระบบตามบริบทพื้นที่
สำหรับข้อเสนอจัดตั้งกองทุนขนส่งจังหวัด พรรคเห็นด้วยและเสนอให้มีแหล่งงบประมาณหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะภาษีล้อเลื่อน พร้อมผลักดันการจัดสรรงบแบบ “กลับหัว” เพื่อให้ท้องถิ่นรายได้น้อยได้รับการสนับสนุนมากขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาระบบขนส่ง
พรรคเพื่อไทย – มองปัญหาหลักของกรุงเทพฯ และประเทศไทยคือการพึ่งพารถส่วนตัวสูง เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะยังไม่เข้าถึงและมีค่าใช้จ่ายแพง ส่งผลต่อปัญหารถติด อุบัติเหตุ ความเหลื่อมล้ำ และฝุ่น PM2.5 โดยเสนอให้เร่งปฏิรูประบบขนส่งสาธารณะเป็นวาระหลักของประเทศ โดยมีนโยบายสำคัญคือ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทุกสี ทุกเส้นทาง ลดภาระค่าเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ชานเมือง ควบคู่กับการพัฒนาระบบฟีดเดอร์ เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ค่าโดยสาร 10 บาท และยกเลิกรถเมล์เครื่องยนต์ดีเซล เพื่อลดมลพิษทางอากาศ
สำหรับค่าเดินทางด้วยรถเมล์ต่อรถไฟฟ้าไป-กลับไม่ควรเกินวันละ 60 บาท สอดคล้องหลักสากลที่กำหนดให้ค่าเดินทางไม่เกิน 15% ของค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อเพิ่มการใช้ขนส่งสาธารณะ ลดการใช้รถส่วนตัว ลดรถติด อุบัติเหตุ และปัญหาฝุ่นพิษ
ขณะที่พื้นที่ต่างจังหวัด เสนอขยาย ระบบรถไฟรางคู่ เพื่อให้เป็นระบบขนส่งหลักที่ปลอดภัย ราคาถูก ตรงเวลา และเข้าถึงเมือง พร้อมทั้งสนับสนุน รถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย แทนการใช้รถตู้เก่า ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุและปัญหาจราจรรอบโรงเรียน
ส่วนแนวคิดกองทุนขนส่ง พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ แต่ย้ำต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป สร้างความเข้มแข็งให้จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดขนาดเล็ก เพื่อไม่ให้เสียเปรียบและสามารถบริหารจัดการระบบขนส่งได้อย่างยั่งยืน
พรรคประชาธิปัตย์ – เสนอแนวคิดกำหนดค่าเดินทางไม่เกิน 10% ของรายได้ พร้อมเชื่อม รถไฟฟ้าและรถเมล์ให้เป็นระบบขนส่งเดียวกัน ลดการแบ่งแยกผู้ใช้บริการตามระดับรายได้ โดยมองว่าการจัดโครงข่ายขนส่งควรช่วย กระจายการขยายตัวของเมืองออกจากกรุงเทพฯ เสนอให้มีการพัฒนารถไฟฟ้าจตุรทิศ เชื่อมกรุงเทพฯ กับหัวเมืองรอบปริมณฑล โดยเน้นการ ยกระดับรางรถไฟเดิมเป็นระบบไฟฟ้า (Electrification) แทนการลงทุนโครงการใหม่ที่อาจไม่คุ้มค่า
ในกรุงเทพฯ ตั้งเป้า เปลี่ยนรถเมล์เป็นรถเมล์ไฟฟ้าทั้งระบบ พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อรูปแบบสัญญา PPP ของโครงการขนส่งที่อาจส่งผลต่อภาระงบอุดหนุนและค่าโดยสารในระยะยาว โดยเสนอให้รัฐสามารถควบคุมราคาได้มากขึ้น
สำหรับต่างจังหวัด เสนอเริ่มตั้งกองทุนขนส่งนำร่อง 10 จังหวัด เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดเส้นทางและบริหารระบบตามบริบทพื้นที่ควบคู่ไปกับการพัฒนารถไฟชานเมือง 10 เมือง ใช้ศักยภาพรางรถไฟที่มีอยู่ซึ่งยังถูกใช้งานต่ำ เชื่อมต่อกับระบบรถเมล์ในเมืองเพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทางของประชาชน
พรรคประชาชน – เห็นด้วยกับหลักการเข้าถึงขนส่งสาธารณะภายในระยะ 500 เมตร และค่าเดินทางไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ โดยชี้ว่าการทำให้เกิดขึ้นได้จริงต้อง กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารเส้นทางและบริการเอง ซึ่งพรรคเคยเสนอร่างกฎหมายรองรับมาก่อน พร้อมสนับสนุนการตั้ง กองทุนร่วมลงทุนระดับพื้นที่ ใช้งบประมาณราว 37,000 ล้านบาท ในช่วง 8 ปี และเสนอให้รถขนส่งสาธารณะใหม่เป็น ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ เพื่อลดมลพิษ ลดความผันผวนจากราคาน้ำมัน และต่อยอดสู่การสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
ในมิติเด็กและเยาวชน เห็นด้วยกับรถรับส่งนักเรียนและค่าเดินทางวันละ 15 บาท โดยอาจดำเนินการในรูปแบบคูปองหรือสิทธิการเดินทางตามบริบทพื้นที่ รวมถึงเสนอพัฒนา ระบบขนส่งเชื่อม 15 เมืองหลักของประเทศ ทั้งภายในและระหว่างเมือง
ด้านความปลอดภัย ย้ำว่าต้องปฏิรูปทั้ง กฎระเบียบ ใบอนุญาตขับขี่ การใช้รถจักรยานยนต์ การบังคับใช้กฎหมาย เทคโนโลยี และวิศวกรรมถนน พร้อมตั้งงบแก้ไขถนนเดิมควบคู่กับการสร้างใหม่ และมองว่าการลดค่าเดินทางให้เหลือไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำเป็น เป้าหมายที่ท้าทายแต่ควรผลักดันร่วมกันภายใน 4 ปี
พรรคพลังประชารัฐ – มองว่าการลดค่าโดยสารหรือกำหนดค่าเดินทางไม่เกิน 10% ของค่าครองชีพเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยชี้ว่า ต้นตอสำคัญคือ “ต้นทุนพลังงานที่แพง” ทั้งราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ซึ่งส่งผลต่อค่าขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ โดยตั้งคำถามต่อโครงสร้างราคาพลังงานของไทย ทั้งที่เป็นประเทศผลิตและกลั่นน้ำมัน แต่ราคาขายหน้าปั๊มกลับสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค พร้อมวิจารณ์การใช้งบอุดหนุนจากภาษีประชาชนว่าไม่ยั่งยืน และจะนำไปสู่ภาระหนี้ในระยะยาว
ข้อเสนอหลักคือ การแก้ปัญหาที่ต้นทางด้วยการจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะน้ำมัน ก๊าซ และแร่ทองคำ ให้รัฐและประชาชนได้รับส่วนแบ่งมากขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาประเทศและดูแลประชาชนอย่างยั่งยืน แทนการอุดหนุนเฉพาะหน้าในปลายทาง
พรรครักชาติ – เห็นด้วยในหลักการนโยบายค่าโดยสารขนส่งมวลชนราคาถูก เช่น 20–40 บาทตลอดสาย แต่การดำเนินการจริงมีข้อจำกัด โดยเฉพาะโครงสร้างการถือหุ้นรถไฟฟ้าหลายสายที่เป็นของเอกชน การทำให้ราคาถูกลงจึงต้องอาศัยการอุดหนุนจากรัฐ จำเป็นต้องชี้แจงที่มาของงบประมาณอย่างชัดเจน พรรคจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสให้คนตัวเล็กในสังคม ซึ่งที่ผ่านมาเผชิญกติกาที่ไม่เป็นธรรม เพราะต้องแข่งขันภายใต้เงื่อนไขเดียวกับทุนขนาดใหญ่ ทั้งที่ศักยภาพแตกต่างกัน เขาเสนอแนวคิดการเพิ่ม “แฮนดิแคป” ให้ผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อสร้างความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง
พรรคไทยสร้างไทย – ชี้ว่าการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มความปลอดภัย ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับประสิทธิภาพการขับเคลื่อนเมืองและเศรษฐกิจ ควรแยกแนวทางดำเนินการระหว่างกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่
ควรใช้การอุดหนุนค่าโดยสารเป็นหลัก โดยไม่สนับสนุนการซื้อสัมปทานคืนหรือจ้างเอกชนดำเนินการต่อ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่ช่วยลดภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว ขณะที่ต่างจังหวัดยังเผชิญปัญหาการขาดแคลนระบบขนส่งสาธารณะอย่างทั่วถึง การพัฒนาควรใช้รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและท้องถิ่น โดยมีรัฐทำหน้าที่สนับสนุนและปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายและการเงิน อ้างอิงกรณี “ขอนแก่นโมเดล” ซึ่งเป็นการพัฒนาโดยบริษัทพัฒนาเมืองจากกลุ่มเทศบาลและเอกชน จนสามารถยกระดับระบบขนส่งและลดค่าครองชีพของประชาชนได้จริง โดยบทบาทของรัฐไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณโดยตรง แต่สามารถสนับสนุนผ่านการค้ำประกันโครงการ การให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน หรือการใช้มติคณะรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดการดำเนินการ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำได้จริงและสามารถขยายผลไปยังจังหวัดอื่นที่มีความพร้อม
แนวคิดการพัฒนาขนส่งสาธารณะในรูปแบบกองทุนหรือโมเดลผสมรัฐ–เอกชน มีเป้าหมายร่วมกันคือการลดภาระค่าเดินทางของประชาชน และสามารถเชื่อมโยงกันได้ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพจริงของพื้นที่
พรรคไทยก้าวใหม่ – สะท้อนว่า ปัญหาขนส่งสาธารณะของไทยไม่ได้จำกัดแค่ค่าโดยสาร แต่รวมถึงความปลอดภัย การออกแบบยานพาหนะ และโครงสร้างระบบโดยรวม ซึ่งยังไม่สอดคล้องกับหลักวิศวกรรมและมาตรฐานสากล ยกตัวอย่าง หลายประเทศใช้ระบบขนส่งที่แยกบทบาทชัดเจน ระหว่างเส้นทางหลักความเร็วสูงกับระบบฟีดเดอร์ระยะสั้นที่เข้าถึงชุมชน พร้อมใช้เทคโนโลยีต้นทุนต่ำ เช่น รถไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ในราคายุติธรรม
พร้อม ย้ำว่า การจัดการที่ดี การกำกับความปลอดภัยเข้มงวด และการใช้กลไกภาษีหรือทรัพย์สินท้องถิ่น สามารถทำให้ขนส่งสาธารณะมีต้นทุนต่ำหรือให้บริการฟรีได้ในบางส่วน
โดยภาพรวม ไทยยังมีศักยภาพลดค่าครองชีพและยกระดับระบบขนส่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบอุดหนุนจำนวนมาก หากปรับโครงสร้างต้นทุนและนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้อย่างจริงจัง
