เครือข่ายปราจีนฯ ซัดรัฐเมินฟังเสียงประชาชน ลุยขยาย EEC แม้พื้นที่เดิมยังมีปัญหา

ตั้งคำถาม ‘ความชอบธรรม’ หลังยื่นคัดค้านแต่ไร้การรับฟัง จี้ แก้ไขปัญหาการใช้ที่ดิน – สิ่งแวดล้อม ใน 3 จังหวัด พื้นที่ EEC เดิมให้ดีก่อน หวั่นกระทบทั้งสิ่งแวดล้อม – เศรษฐกิจชุมชน

วันนี้ (22 พ.ค. 69) สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เปิดเผยกับ The Active หลังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) รายงานผลการศึกษา ต่อประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา ว่าจะเดินหน้าขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไปที่ จ.ปราจีนบุรี ว่า สิ่งที่รู้สึกชัดเจนที่สุด คือ รัฐบาลไม่รับฟังประชาชน แม้จะอ้างการพัฒนาเศรษฐกิจและตัวเลข GDP แต่สิ่งเหล่านี้ ยังไม่สะท้อนความจริง โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ EEC เดิมใน 3 จังหวัดอย่าง ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ยังมีปัญหาสะสมอยู่จำนวนมาก

“แม้แต่ตัว EEC เดิม 3 จังหวัด ก็มีปัญหาอยู่ วันที่เขาคุยกับเรา เขาก็ยอมรับ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เขาก็เดินหน้าต่อไป เขามีเป้าจะทำอยู่แล้ว เขาก็พูดว่า 3 จังหวัดเดิม ยังไม่ประสบความสำเร็จ แล้วจะเอาปราจีนบุรีเป็นเหมือนพื้นที่ไถ่บาปของ 3 จังหวัดนั้น แต่ผมมองว่า ถ้าของเดิมมันยังไม่ดี ก็ควรไปทำของเดิมให้ดีก่อนไหม ไม่ใช่กิจการเดิมยังมีปัญหาแล้วจะมาขยายสาขาเพิ่ม

สุนทร คมคาย

“ถ้าชาวบ้านไม่เอา ผมก็ไม่ทำ” คือ คำให้สัมภาษณ์ของ จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EEC ที่เคยย้ำไว้กับ The Active แต่เมื่อวันนี้เห็นความพยายามขยาย EEC ไปยัง จ.ปราจีนบุรี สุนทร จึงตั้งคำถามว่า “แล้วเขาเอาความชอบธรรมมาจากไหน ?” เพราะตอนนี้รัฐ มองว่า เป้าหมายสำคัญของการผลักดัน EEC คือ ตัวเลขเม็ดเงินการลงทุนมากกว่าคุณภาพชีวิตของประชาชน และที่ผ่านมาจะเห็นความพยายามในการลดข้อจำกัดด้านผังเมืองหรือกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่ชุมชนมากขึ้น 

สุนทร ยังชี้ว่า ก่อนหน้านี้ที่ภาคประชาชนเคยเดินทางไปยื่นหนังสือหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อคัดค้านการขยาย EEC ว่า หลังจากนั้นแทบไม่มีการตอบกลับหรือรับฟังอย่างจริงจัง 

“เขาก็รับเรื่องไว้ แต่เรารู้ตั้งแต่แรกว่าพรรคภูมิใจไทยเอาดีเรื่องนี้ รวมถึงแลนด์บริดจ์ด้วย ผลเลือกตั้งมันออกมาแบบนี้ เขาก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าเขาทำได้”

สุนทร คมคาย

สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง

สุนทร ระบุอีกว่า สำหรับทิศทางการผลักดัน EEC ในปราจีนบุรี แม้จะเริ่มต้นจาก อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ แต่ในทางปฏิบัติเชื่อว่ามีความพยายามผลักดันให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด โดยเฉพาะจากภาคธุรกิจ หอการค้าจังหวัด และฝ่ายราชการในพื้นที่ที่ต้องการสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนนี้พบความพยายามในการรวมแปลงที่ดินขนาดใหญ่เอาไว้เพื่อรองรับ

“จริง ๆ ที่เขาเล็งไว้ก็คือ อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ เพราะมันเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมอยู่แล้ว แล้วมันมีกลุ่มนายหน้า กลุ่มทุน รวมที่ดินไว้เป็นแปลง ๆ หลายร้อยไร่ หลายพันไร่ มีความพยายามแก้ผังเมืองและกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้นิคมอุตสาหกรรมตั้งได้  มีการรวบรวมที่ระดับแปลงละ 500 ไร่ 1,000 ไร่เยอะมาก ในเขตบริเวณรอบข้างอุตสาหกรรม”

สุนทร คมคาย

“สมุนไพร” อุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่ทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่น

สุนทร ยังตั้งข้อกังวลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะกรณีที่ EEC พยายามชู “สมุนไพร” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งที่คนในพื้นที่ซึ่งทำงานด้านสมุนไพรไม่เห็นด้วย ซึ่งนอกจากไม่ฟังเสียงยังนำสมุนไพรไปเป็นจุดขายว่าจะพัฒนา

“บอกว่าจะพัฒนาเรา แต่การพัฒนาที่เขาพูดมันคือการทำลายเรา เช่น เอาผู้ประกอบการจากต่างประเทศมาทำ ก็ทำหลายทั้งเศรษฐกิจท้องถิ่น ผู้ประกอบการท้องถิ่น เหมือนที่มีภัตตาคารจีน ธานครจีน ผู้ประกอบการท้องถิ่นค้าขายไม่ได้”

สุนทร คมคาย

หวั่น EEC จะควบคุมมลพิษไม่ได้ ? 

เมื่อถูกถามถึงคำอธิบายของฝ่าย EEC ที่ระบุว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหรือบริการขั้นสูง สุนทร มองว่า ในทางปฏิบัติไม่สามารถควบคุมได้จริง นี่เป็นการตั้งเป้าหมายเหมืนที่เคยทำกับชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา แต่พอถึงเวลาจริงเขาไปห้ามใครไม่ได้ เมื่อมีการสร้างระบบไฟฟ้า ถนน กิจการที่ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายก็ได้ประโยชน์ไปด้วย ซึ่งทุกวันนี้มีจำนวนมาก

ขณะที่อุตสาหกรรม S-curve ไม่ได้เข้ามาตามเป้า อีกประเด็นที่เขากังวลคือ เรื่องทรัพยากรน้ำ แม้ปัจจุบันปราจีนบุรียังไม่ได้อยู่ใน EEC แต่แหล่งน้ำสำคัญอย่างเขื่อนนฤบดินทรจินดา ก็ถูกส่งน้ำไปสนับสนุนพื้นที่ EEC เดิมอยู่แล้ว ถ้าปราจีนบุรีเป็น EEC อีก แล้วจะเอาน้ำมาจากไหน สุดท้ายก็ต้องสร้างเขื่อนเพิ่ม

สุนทร ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันมีความพยายามผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำและเขื่อนรอบเขาใหญ่หลายแห่ง ซึ่ง EEC จะยิ่งถูกใช้เป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้โครงการเหล่านี้

สำหรับการเคลื่อนไหวต่อจากนี้ เครือข่ายภาคประชาชนฯ เตรียมยื่นหนังสือต่อสำนักงาน EEC ที่บางแสน จ.ชลบุรี ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ โดยก่อนหน้านั้น จะมีเวทีเสวนาในวันที่ 26 พ.ค. 69 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและผลกระทบที่ประชาชนกังวล

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active