ไม่ว่าโลกจะมีสงครามหรือภัยพิบัติ
แสงอาทิตย์ก็ยังเป็นพลังงานเดียวที่อยู่คู่มนุษยชาติ
ในยุคที่ทั่วโลกกำลังมองหา ความมั่นคงทางพลังงาน แห่งใหม่ เนื่องจากปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างน้ำมัน ถ่านหิน หรือก๊าซ ที่เคยเป็นภาพแทนของความมั่นคงทางพลังงาน กำลังจะหมดไป และมีราคาแพงมากขึ้นเรื่อย ๆ
รวมถึงการผลิตพลังงานเหล่านี้ยังสร้างมลภาวะต่อโลก และเป็นตัวการสำคัญทำให้สภาพภูมิอากาศของโลกไม่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยอีกต่อไป เพื่อรักษาโลกให้มนุษย์อาศัยได้ เราจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 43% ภายใน 6 ปี (ภายในปี 2574) ตามคำแนะนำของสหประชาชาติ

พลังงานแสงอาทิตย์ กลายเป็นแสงวันใหม่ของความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากเป็นพลังงานที่มีอย่างไม่จำกัด ไม่สร้างมลภาวะต่อโลก และที่สำคัญ องค์การพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency) ประมาณการว่าต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงถึง 83% ระหว่างปี 2010 – 2022 และคาดการณ์ว่าราคาจะถูกกว่าต้นทุนผลิตพลังงานจากก๊าซธรรมชาติเสียอีก
ประเทศญี่ปุ่นเองก็ประสบปัญหาทางพลังงาน จากวิกฤตการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ เมื่อปี 2554 ทำให้รัฐบาลสั่งปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด ญี่ปุ่นจึงหันไปพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเพิ่มมากขึ้น หันกลับมาเปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีฟอกเขียวที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งภาคประชาสังคมมองว่า นโยบายเหล่านี้ของรัฐบาลจะยิ่ง ชะลอ การเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายพลังงานสะอาด
แม้กระแสนโยบายของภาคการเมืองญี่ปุ่นจะยังคงความอนุรักษ์นิยมตามบริบทสังคมทุนนิยมอุตสาหกรรม ยังมีผู้ประกอบการหัวใจสีเขียว มองหาแนวทางส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ควบคู่กับการส่งเสริมวิสาหกิจในชุมชนเกษตรกรรม
The Active ชวนทำความรู้จักกับโมเดลการเกษตรที่เก็บเกี่ยวได้ทั้ง ผลผลิต และใช้ประโยชน์จาก พลังงานแสงอาทิตย์ ของ Sosa Solar Sharing Farm เมืองโซสะ จังหวัดจิบะ ประเทศญี่ปุ่น
Sosa Mega Solar Farm: หมู่บ้านพลังงานแสงอาทิตย์
ไกลออกไปจากมหานครโตเกียว ราว 50 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของจังหวัดจิบะ แหล่งเกษตรกรรมสำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ผลผลิตขึ้นชื่อของที่นี่ได้แก่ สาลี่ญี่ปุ่น ถั่วลิสง และต้นหอม ซึ่งทั้งหมดนี้มีปริมาณการผลิตเป็นอันดับ 1 ของประเทศ แต่สัดส่วนของเกษตรกรกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรของญี่ปุ่น ระบุว่า จำนวนเกษตรกรทั่วประเทศลดลงเกือบครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปี 2543 โดยในปี 2559 มีเกษตรกรเหลือน้อยกว่า 2 ล้านคน และราว ๆ 2 ใน 3 มีอายุมากกว่า 65 ปี
เรามีโอกาสเยี่ยมเมืองเกษตรกรรมแห่งนี้ ก่อนพบว่า เรือกสวนไร่นาบางส่วนของที่นี่กำลังถูกทิ้งร้าง ทั้งที่เมื่อ 40 ปีก่อน เคยเฟื่องฟู เพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่น แต่ปัจจุบันลูกหลานครอบครัวเกษตรหันมาประกอบอาชีพอื่นแทน เนื่องจากภาวะโลกรวนส่งผลให้การทำเกษตรยากลำบากขึ้น เรื่องกำไรยิ่งไม่ต้องพูดถึง
อย่างไรก็ตาม กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดให้ ชาวนา เท่านั้นที่จะเป็นผู้ถือครองที่ดินได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตกทอดมาจากนโยบายปฏิรูปที่ดินหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อลดภาระค่าเช่าที่ดินทำกินของเกษตรกรและลดการผูกขาดจากนายทุนที่ดิน ด้วยภูมิประเทศเป็นเกาะ พื้นที่ราบมีอยู่จำกัด ญี่ปุ่นจึงเข้มงวดกับกฎหมายนี้มาก ทางการญี่ปุ่นจะทำการตรวจสอบสถานะผู้ถือครองที่ดินอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการเสียประโยชน์จากที่ดินที่ไม่ได้ทำเกษตรกรรม และกลายเป็นเรื่องลำบากใจของลูกหลานชาวนาที่ไม่อยากสืบทอดอาชีพด้วยเช่นกัน
จากภาพชุมชนบ้านเมืองที่หนาตา ค่อย ๆ แทนที่ด้วยภาพไร่นาแห่งเมืองโซสะ อันกว้างใหญ่ที่เพิ่งผ่านฤดูเก็บเกี่ยว หากสังเกตให้ดี จะพบแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กเรียงเป็นแนวยาวคลุมทั้งแปลงนา ตั้งอยู่บนคานเหนือท้องไร่ ประมาณ 3 – 4 เมตร แผงโซลาร์เซลล์จำนวนมหาศาลนี้กำลังทำหน้าที่ เก็บเกี่ยว ผลิตผลจากดวงอาทิตย์

โครงการแผงโซลาร์เซลล์เหนือท้องนาในเมืองโซสะ ถูกพัฒนาโดยบริษัท Chiba Ecological Energy ภายใต้การสนับสนุนของมหาวิทยาลัยจิบะ และภาควิชาการอื่น ๆ อีกหลายแห่ง โดยฟาร์มโซลาร์แห่งนี้มีขนาดครอบคลุมแปลงเกษตรถึง 32,000 ตารางเมตร ผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 1.2 เมกะวัตต์
โมเดลธุรกิจ Agrivoltaics ได้ดึงดูดชาวนาและชุมชนเข้ามาร่วมโครงการมากขึ้น พวกเขาเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 8 ปี กระทั่งในปี 2556 เมืองแห่งนี้ได้สร้าง โรงไฟฟ้าของประชาชน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าชุมชนแห่งแรกของจังหวัดที่มีกำลังการผลิต 35 KW โดยปัจจุบันมีเงินทุนรวม 400 ล้านเยน (ราว 90 ล้านบาท) และมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 6 MW ด้วยเหตุนี้ เมืองโซสะจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น หมู่บ้านพลังงานแสงอาทิตย์
คืนทุนได้ใน 9 ปี การันตีด้วยสัญญารับซื้อของรัฐ
โทโมะมิทซึ มิยะชิตะ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Citizen Energy Chiba เล่าว่า แผงโซลาร์จะช่วยลดแสงแดดจัด และฝนลมแรง ดีต่อพืชผัก แถมยังช่วยให้เกษตรกรทำงานภายใต้ที่ร่มเย็น เกษตรกรที่ร่วม แชร์ ที่ดินสำหรับติดตั้งแผงโซลาร์ จะสามารถสร้างรายได้จากแสงอาทิตย์ แม้หมดฤดูเพาะปลูกแล้วก็ตาม
แต่ที่น่าชื่นใจ คือ ชุมชนเกษตรกรรมชนบทได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากเกษตรกรรุ่นใหม่ไม่ต้องพึ่งพารายได้จากทางเดียวอีกต่อไป และยังเป็นการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาวอีกด้วย
“เกษตรกรรมในญี่ปุ่นไม่ค่อยทำกำไรและขาดคนสืบทอด พื้นที่เพาะปลูกร้างก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่โลกต้องการพลังงานสะอาดมากขึ้น ญี่ปุ่นจึงควรหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มและช่วยฟื้นฟูชนบทได้โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทางออกที่ดีสำหรับอนาคต”
โทโมมิทซึ มิยะชิตะ

แผงโซลาร์จะผลิตพลังงานสะอาด และขายเข้าสู่ระบบรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Feed-in-tariff) ของญี่ปุ่น รัฐบาลประกันรับซื้อไฟฟ้า 20 ปี ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงเป็นเวลา 20 ปี ลองสมมติง่าย ๆ ว่า หากคุณมีพื้นที่เพาะปลูก 1,200 ตารางเมตร จะสามารถผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 80,000 kWh ด้วยราคาซื้อไฟฟ้า 21 เยนต่อ kWh คาดว่าจะมีรายได้ปีละ 1.7 ล้านเยน เมื่อหักลบกับค่าใช้จ่ายติดตั้งระบบอยู่ที่ 14 ล้านเยน เกษตรกรจะสามารถคืนทุนได้ใน 9 ปี และสร้างรายได้รวมประมาณ 34 ล้านเยนใน 20 ปี (หรือราว ๆ 8 ล้านบาท)
ข้อมูลจาก The Climate Reality Project Japan เปิดเผยว่า ประเทศญี่ปุ่นมีพื้นที่เกษตรกรรม ประมาณ 30 ล้านไร่ ซึ่งนับเป็นพื้นที่เกษตรทิ้งร้างเกือบ 3 ล้านไร่ (9%) หากแบ่งพื้นที่การเกษตรสัก 10% มาผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ จะสามารถ ผลิตไฟฟ้าครอบคลุมความต้องการของประเทศได้ถึง 37% ซึ่งเทียบเท่ากับการผลิตพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 53 ยูนิต
ด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ของญี่ปุ่น ราว 2 ใน 3 ของประเทศเป็นหุบเขา ทำให้ญี่ปุ่นมีพื้นที่ราบค่อนข้างจำกัด ดังนั้นแทนที่จะปล่อยพื้นที่เกษตรทิ้งร้าง สู้เอามาผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์จะเป็นโอกาสที่ได้ประโยชน์ต่อหลายฝ่าย เพราะที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมักถูกมองว่าไม่ค่อยกระตือรือร้นในการผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาด แต่โมเดลธุรกิจร่วมกับวิสาหกิจชุมชนนี้อาจจะช่วยพลิกโฉมภูมิทัศน์ทางพลังงานของญี่ปุ่นใหม่ให้โลกได้เห็น

ย้อนดูไทย…ทำไม ? กระจายอำนาจทางพลังงานไม่ได้ ?
ดูแล้วเหมือนจะมีแต่ได้กับได้ ? แต่ในความจริงไม่ง่ายอย่างนั้น ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ ของญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2564 มีการออกใบอนุญาตสำหรับการทำเกษตรพลังงานแสงอาทิตย์ (Agrivoltaics) จำนวน 3,474 ใบ แม้ว่าจะเพิ่มขึ้น 30% จากปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เชิงพาณิชย์ที่มีจำนวนมากกว่า 650,000 แห่ง ในช่วงเวลาเดียวกัน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดในที่ดินเกษตร การเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ตลอดจนจำนวนแรงงานภาคการเกษตรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยเองก็เผชิญกับปัญหาที่คล้ายคลึงกัน เกษตรกรไทยกว่า 90% มีหนี้สินเฉลี่ยมากกว่า 450,000 บาท และประชากรเกษตรกรส่วนใหญ่มีอายุเกิน 60 ปี หากสมมติว่าประเทศไทยผลิตของได้ 100 บาท จะคิดเป็นผลผลิตจากภาคเกษตรเพียง 7 บาท แต่เรากลับใช้แรงงานถึง 30% ทุ่มให้กับภาคการเกษตร แปลว่าผลิตภาพของภาคการเกษตรเราตกต่ำลงมาก และหนี้สินชาวนาก็มีแต่เพิ่มขึ้น
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ หัวหน้าทีมวิจัยจาก CFNT อธิบายว่า แรงงานภาคการเกษตรต้องเผชิญกับความเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะพวกเขากำหนดต้นทุนไม่ได้ และกำหนดราคาขายก็ไม่ได้ ทั้งยังมีปัจจัยของสภาพแวดล้อมและวิกฤตโลกรวนที่ทำให้แรงงานด่านหน้าอย่างเกษตรกร ต้องเผชิญกับคุณภาพของผลิตผลที่ยากจะคาดเดา ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ การนำโมเดล Agrivoltaics เข้ามาปรับใช้ อาจช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น
ปัจจุบัน Agrivoltaics ยังเป็นแค่โครงการระยะทดลองในประเทศไทย เพราะต้องการศึกษาเกี่ยวกับพืชที่เหมาะสมกับการปลูกใต้แผงโซลาร์ การออกแบบโครงสร้างแผงโซลาร์ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตาม รพีพัฒน์ เชื่อว่า ภาควิชาการของไทยนั้นมีศักยภาพและพร้อมผลักดันนวัตกรรมเปลี่ยนชีวิต เหมือนกับที่ญี่ปุ่น โครงการประสบความสำเร็จได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงหนุนจากมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น
ปัญหาสำคัญอยู่ที่แรงหนุนของภาครัฐ รพีพัฒน์ ย้ำว่า การกระจายอำนาจทางพลังงานในไทยนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะการรับซื้อไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงผูกขาดโดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้า เอื้อการรับซื้อจากพลังงานจากกลุ่มทุนรายใหญ่ และไม่สร้างแรงจูงใจให้คนตัวเล็กรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานใช้เอง กล่าวคือ ราคารับซื้อพลังงานโซลาร์นั้นต่ำมาก ไม่คุ้มต่อการลงทุนติดแผงโซลาร์
“ที่ผ่านมาข้อจำกัดการรับซื้ออยู่กับรายย่อยทั้งนั้นเลย อย่างโครงการโซลาร์ภาคครัวเรือน ก็มีข้อจำกัดรับซื้อไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ ไม่ถึงเสี้ยวของกำลังการผลิตของทั้งประเทศที่ 55,000 เมกะวัตต์ อย่างภาคเกษตรเอง ก็เคยมีการรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์จากสถานีสูบน้ำ ก็จำกัดอยู่ที่ 10 เมกะวัตต์ ในราคารับซื้อที่หน่วยละ 1 บาท ถามจริง ๆ ว่ามันคือแรงจูงใจ หรือแค่มีไว้เฉย ๆ“
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

รพีพัฒน์ ยังชวนตั้งคำถามว่า ถ้ารัฐอยากจูงใจให้คนผลิตพลังงานสะอาดจริง ต้องวางเงื่อนไขแรงจูงใจให้มากกว่านี้ แต่ปัจจุบันกลับให้ Incentive น้อยกว่าเอกชนรายใหญ่ ดังนั้นจึงไม่แปลกถ้าการกระจายอำนาจทางพลังงานจะไม่สำเร็จในประเทศนี้ ทั้งที่ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันลดลงจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วถึง 90% และคาดว่า จะถูกกว่าต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติด้วยซ้ำ
ขณะที่ ญี่ปุ่นรัฐวางโครงสร้างเพื่อกระจายอำนาจทางพลังงานได้ดีกว่าไทย ด้วยระบบ Feed-in Tariff (FiT) ซึ่งเป็นนโยบายสนับสนุนการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่ภาครัฐกำหนดขึ้น โดยรัฐจะกำหนด อัตรารับซื้อไฟฟ้าคงที่ (Fixed Price) แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดเป็นระยะเวลา 10 – 20 ปี เพื่อเป็นการประกันรายได้ และญี่ปุ่นยังให้ราคารับซื้อไฟฟ้าสูงขึ้นสำหรับครัวเรือนและเกษตรกร เนื่องจากต้นทุนของรายย่อยจะสูงกว่ารายใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการการลดหย่อนภาษีและการอำนวยความสะดวกในการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น
‘เชื้อเพลิงฟอสซิล’ อาจไม่ใช่ความมั่นคงทางพลังงานอีกต่อไป
ปัจจุบัน ไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าถึง 58% โดยนำเข้าจาก LNG จากเมียนมามากกว่าครึ่ง ปัญหาคือ ก๊าซ LNG มีต้นทุนสูงและผันผวนตามสถานการณ์โลก ส่งผลให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในแผน PDP2024 และ Gas Plan 2024 ยังคงให้ก๊าซเป็นพลังงานหลัก พร้อมเพิ่มการนำเข้า LNG เป็น 43% ภายในปี 2580 ทำให้ไทยต้องลงทุนกว่า 66,000 ล้านบาท การพึ่งพา LNG มากขึ้นนี่อาจเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงาน และเป็นเหตุผลที่ไทยควรเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อค่าไฟในอนาคต
“ภาครัฐยังมองความมั่นคงในรูปแบบเก่า คือการมีโรงไฟฟ้าที่สั่งเปิดปิดได้ แต่ปัจจุบันเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าพวกนี้ต้องนำเข้า แล้วมันเรียกว่าความมั่นคงจริงหรือเปล่า ? แต่ถ้าเรากระจายอำนาจให้ทุกคนในครัวเรือนผลิตไฟฟ้าเองได้ เหลือก็แบ่งขายให้ชุมชนอื่น ผมมองว่านี่คือการกระจายความเสี่ยง ดีกว่าการผูกขาด และไม่มีทางให้ผู้คนเลือกว่าพลังงานที่ฉันต้องการเป็นอย่างไร ?“
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

รพีพัฒน์ ยังเห็นว่า Agrivoltaics อาจเป็น Game Changer ของปัญหาพลังงานไทยที่ทั้งแพง ไม่มั่นคง และเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม โมเดลนี้ยังสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอและช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรกลับมาทำงานภาคเกษตร แทนที่จะต้องออกไปหางานในภาคอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรไทยต่างจากเกษตรกรญี่ปุ่น คือส่วนใหญ่ชาวนาไทยไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินของตนเอง ดังนั้น เมื่อมีการพัฒนาโครงการเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่เกษตร คำถามที่ต้องพิจารณาคือ ใครจะได้รับประโยชน์สูงสุด และจะมีแนวทางแบ่งรายได้และผลตอบแทนอย่างไรให้เป็นธรรม
การนำฐานข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่ารายได้จากโครงการแผงพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคเกษตรจะตกถึงมือเกษตรกรอย่างแท้จริง เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดพลังงาน รพีพัฒน์ จึงเสนอว่า รัฐจำเป็นต้องดำเนินการในหลายด้าน
- การสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ผลิตรายย่อด้วยการรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป เนื่องจากต้นทุนการผลิตของรายย่อยสูงกว่าโครงการขนาดใหญ่ ดังนั้นการกำหนดราคาไฟฟ้าควรสะท้อนถึงความเป็นจริง เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนมีแรงจูงใจในการเข้าร่วมโครงการ
- การเปิดช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุน แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสม แต่การติดตั้งแผงโซลาร์นั้นมีต้นทุนสูง ดังนั้น หากเกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อเริ่มต้นโครงการได้ โอกาสเหล่านี้ก็อาจตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนรายใหญ่เช่นเดิม อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโมเดลระดมทุนได้ ที่นี่
- รัฐต้องมีกลไกกำกับดูแลที่เข้มแข็ง เพื่อให้แน่ใจว่ารายได้จากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์จะส่งตรงถึงเกษตรกรรายย่อย และป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนเข้ามาหาผลประโยชน์โดยไม่เป็นธรรม หากไม่มีการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ โครงการพลังงานสะอาดอาจกลายเป็นช่องทางให้ภาคเอกชนรายใหญ่เข้ามาครอบครองผลประโยชน์ทั้งหมด และการแข่งขันในตลาดพลังงานเสรีก็จะไม่เกิดขึ้นตามที่ควรจะเป็น
ท้ายที่สุด แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (PDP2024) ยังไม่ได้เปิดโอกาสให้พลังงานสะอาดเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่ แม้ว่าร่างแผนจะตั้งเป้าหมายพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ที่ 16% (24,412 เมกะวัตต์) ภายในปี 2580 แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ทั้งที่มีการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคารวมกว่า 34,741 เมกะวัตต์ ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาทบทวนแผน PDP2024 เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานสะอาดได้อย่างแท้จริง
“ไม่มีการระบุให้ชัดเจนว่า ประชาชนอยู่ตรงไหนของสมการ ? ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดอย่างไรได้บ้าง แผนนี้จึงสะท้อนถึงแนวคิดการวางแผนจากส่วนกลาง แบบยุคก่อน ที่พลังงานมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ต้องมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่สั่งการจากส่วนกลาง และกำหนดโดยส่วนกลาง”
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
บทส่งท้าย :
เราต่างเป็นเจ้าของพลังงาน และเราควรเลือกได้ว่าจะผลิตและบริโภคอย่างไร ?
กุญแจสำคัญสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทั่วโลกจับตามอง คือ ภาคพลังงาน บางประเทศมหาอำนาจได้ขีดเส้นตายสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) รวมถึงนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Transmission) ขณะที่ประเทศไทยตั้งเป้าไว้ที่ปี 2065 หรืออีกราว ๆ 50 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว ซึ่งนับว่า ช้าที่สุดในอาเซียน เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ได้ประกาศเส้นตายไว้แล้ว

ผ่านนโยบายอุดหนุนเงินค่าติดตั้งและมาตรการจูงใจทางภาษี
แม้ว่าปัญหานี้อาจดูใหญ่เกินกว่าบุคคลหนึ่งจะแก้ไขได้ แต่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ด้วยสภาพอากาศที่เหมาะสมและต้นทุนที่ลดลง หากภาครัฐสนับสนุนนโยบายกระจายอำนาจพลังงาน ควบคู่กับเครือข่าย Smart Grid ระบบ Net Metering ตลอดจนมาตรการ Feed-In-Tariff จะช่วยให้ประชาชนหันมาติดตั้งแผงโซลาร์มากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การกระจายอำนาจทางพลังงานเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกอนาคตของตนเองว่าจะใช้พลังงานรูปแบบใดที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง โมเดล Agrivoltaics ในญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้คนมีส่วนร่วมและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม พวกเขาสามารถนิยาม ความมั่นคงทางพลังงาน ให้กับชุมชนของตนเองได้ ไม่ใช่ผูกขาดพลังงานและทรัพยากรของโลกนี้ไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง