ตลอดหลายปีมานี้ข่าวการฆ่าตัวตายปรากฏให้เห็นถี่ขึ้นทุกวัน เรื่องราวของชีวิตผู้สูญเสียที่ผ่านมาหน้าฟีดไม่ใช่เพียงอัลกอริทึมเท่านั้น แต่คือสถิติตัวเลขจริงของประเทศไทย
ถ้อยคำหวือหวาเร้าอารมณ์พาดหัว เนื้อหาละเอียดเกินพอดี การสัมภาษณ์ผู้สูญเสียด้วยถ้อยคำเย็นชาพร้อมเปิดเผยถึงจดหมายลาตาย
ทั้งหมดนี้กำลังเป็นทิศทางการนำเสนอข่าวที่เราเห็นกันชนชินชา เพดานความคุ้นชินต่อความตายของสังคมกำลังลดต่ำลงเรื่อย ๆ และสื่อมวลชนอาจกำลังทำร้ายสังคมโดยไม่รู้ตัว
เป็นไปได้หรือไม่ หากสื่อจะนำเสนอข่าวที่อ่อนไหวในแง่มุมที่งดงาม สร้างความหวังและพลังบวกให้กับสังคม
The Active ชวนเข้าใจทิศทางการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายผ่าน Werther Effect ปรากฏการณ์ด้านมืดอันโด่งดังในศตวรรษที่ 18 ที่มาจากบทละคร จนทำให้หนุ่มสาวในเวลานั้นลุกขึ้นมาแต่งกายเลียนแบบตัวเอกก่อนฆ่าตัวตายตาม
จนถึงด้านสว่างอย่าง Papageno Effect ทฤษฎีที่มีต้นแบบมาจากบทละครโอเปราที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเรื่องเล่าแห่งความหวังมีพลังและสามารถช่วยชีวิตผู้คนในวันที่มืดมิดเปราะบางไว้ได้
ขยับเข้าใกล้ปัจจุบันในยุคป็อปคัลเจอร์ Logic – แรปเปอร์ชาวอเมริกัน ใช้บทเพลงโอบอุ้มชีวิตหนุ่มสาวที่เจ็บปวดจนกลายเป็นปรากฏการณ์ฟีเวอร์ ที่ลดอัตราการฆ่าตัวตายในสหรัฐฯ ได้อย่างน่าทึ่ง
เมื่อสื่อมีพลังกอบกู้ชีวิตผู้คนได้
คำถามสำคัญในวันนี้คือสื่อมวลชนจะมีทิศทางการทำงานบนเรื่องราวที่อ่อนไหวอย่างไร ที่ไม่เพียงรายงานความจริงบนโศกนาฏกรรมซ้ำซาก แต่คือการสร้างความหวัง โอบอุ้มชีวิตผู้คน และให้แสงสว่างเฉกประภาคารกลางทะเลอันมืดมิด
** เนื้อหาเรียบเรียงจากเวิร์คชอป Life-Saving Narratives: สื่อกู้ชีวิต ในวิกฤตเศรษฐกิจซ้อนวิกฤตใจ โดย ฐิตินบ โกมลนิมิ ผู้สื่อข่าวและกลุ่มผู้ป่วยซึมเศร้า จัดโดยศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญญาและเครือข่ายป้องกันการฆ่าตัวตาย (23 พ.ค. 69) **
จากเงาปีศาจ ‘แวร์เธอร์’ ถึง ‘พาพาเกโน’ แสงสว่างที่สื่อเลือกได้
ข้อมูลจากรายงานการเฝ้าระวังและสอบสวนโรคกรณี “การทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตาย” ของกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ปี 2567 มีคนพยายามฆ่าตัวตาย 9,242 คน ฆ่าตัวตายสำเร็จ 3,656 คน และในปี 2568 มีจำนวนคนพยายามฆ่าตัวตายพุ่งสูงขึ้นอีกเป็น 7,485 คน และสำเร็จ 4,556 คน
ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนวิกฤตด้านสุขภาพจิตของคนทั้งประเทศ เพราะการตายของคนหนึ่งไม่เพียงส่งผลต่อคนใกล้ชิด แต่กระทบไปถึงผู้คนในสังคมที่เสพข่าวสารด้วย
สื่อมวลชนจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางข่าว เปลี่ยนจากการรายงานที่กระตุ้นเร้าอารมณ์อันนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบ สู่การเป็นพื้นที่สร้างความหวังและส่งต่อแสงสว่างให้สังคม
มีปรากฎการณ์ที่ถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบถึงทิศทาการทำงานของสื่อยู่บ่อยครั้ง คือ ปรากฏการณ์แวร์เธอร์ (Werther Effect) และ ปรากฏการณ์พาพาเกโน (Papageno Effect)
ขอเล่าถึง ปรากฏการณ์แวร์เธอร์ (Werther Effect) ก่อน
ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 18 มีเหตุการณ์แปลกประหลาดและน่าสะเทือนใจเกิดขึ้นในยุโรป เมื่อจู่ ๆ มีวัยรุ่นชายจำนวนมากพากันแต่งกายด้วยเสื้อโค้ตสีน้ำเงินทับเสื้อกั๊กสีเหลือง และตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในลักษณะที่คล้ายกันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
โศกนาฏกรรมนี้ลุกลามจนกลายเป็นเหมือนโรคระบาด ในเวลานั้นเองมีบันทึกถึงคดีผู้เสียชีวิตที่ว่ากันว่าพบเล่มนิยายเล่มหนึ่งอยู่ใกล้ตัว
ค.ศ. 1774 นิยายรักเรื่อง The Sorrows of Young Werther (ทุกข์ระทมของหนุ่มแวร์เธอร์) ผลงานของ เกอเธ่ นักเขียนชาวเยอรมัน ถูกตีพิมพ์และได้รับความนิยมอย่างมากในเวลานั้น
เรื่องราวเล่าถึง “แวร์เธอร์” ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมแต่กลับต้องเผชิญกับความผิดหวังในความรัก เมื่อความทรมานใจมาถึงขีดสุด แวร์เธอร์ตัดสินใจแต่งตัวด้วยชุดเก่ง (แน่นอนว่าคือเสื้อโค้ตสีน้ำเงินและเสื้อกั๊กสีเหลือง) นั่งลงที่โต๊ะทำงาน แล้วใช้ปืนยิงตัวตายเพื่อบูชาความรัก

Credit: BARNES&NOBLE
ในห้วงเวลานั้นนิยายประสบความสำเร็จอย่างมากและกลายเป็นกระแสหลักในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เรื่องราวกลับเลยเถิดไปไกลกว่าความบันเทิง
หนุ่มสาวที่กำลังเผชิญปัญหาชีวิตหรืออกหักเริ่มมองเห็นตัวเองในตัวละครแวร์เธอร์ ความรู้สึกร่วมที่มองว่าการฆ่าตัวตายในชุดสีน้ำเงิน-เหลืองเป็นทางออกที่งดงาม โรแมนติก และสมศักดิ์ศรี จนเกิดคดีฆ่าตัวตายเลียนแบบตัวละครนี้พุ่งสูงขึ้นทั่วยุโรป
ท้ายที่สุดรัฐบาลในหลายประเทศ เช่น อิตาลี และเดนมาร์ก พยายามแก้ไขปัญหาโดยประกาศแบนและห้ามจำหน่ายนิยายเล่มสำคัญนี้เพื่อหยุดยั้งความสูญเสีย
ผ่านไปกว่า 200 ปี วงการวิชาการได้หยิบยกเรื่องราวนี้มาใช้เป็นชื่อเรียกทางจิตวิทยาว่า “Werther Effect” หรือ “ปรากฏการณ์แวร์เธอร์” เพื่อใช้อธิบายพฤติกรรมเลียนแบบของผู้คนในสังคม (Copycat Suicide) ที่มักจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่มีการรายงานข่าวการฆ่าตัวตายของคนดัง ดารา หรือบุคคลสาธารณะอย่างละเอียดและหวือหวา
ปรากฏการณ์แวร์เธอร์ สะท้อนว่า สื่อและเรื่องเล่ามีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อจิตใจมนุษย์ โดยเฉพาะกับคนที่กำลังเปราะบาง ซึ่งพร้อมจะมองความตายของผู้อื่นแบบอย่างในการแก้ปัญหาของตัวเอง
หากปรากฏการณ์ที่เล่ามาข้างต้นนั้นคือด้านมืด ยังมีอีกด้านหนึ่งที่ส่องสว่าง คือ ปรากฏการณ์พาพาเกโน (Papageno Effect)
พาพาเกโน (Papageno) เป็นตัวละครเอกจากละครโอเปร่า เรื่อง The Magic Flute (ขลุ่ยวิเศษ) ผลงานของมหาอุปรากร โมซาร์ท (Mozart) ที่เปิดแสดงครั้งแรกในปี ค.ศ. 1791
เรื่องราวมีอยู่ว่า พาพาเกโน เป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดาที่ขี้เล่นและแสนร่าเริงคนหนึ่ง แต่ดันซวยที่วันหนึ่งอยู่ ๆ คนรักก็ตายจากไป พ่อหนุ่มคนนี้ก็โศกเศร้าดิ่งขั้นสุด
พาพาเกโนตัดสินใจหยิบเชือกหวังจะผูกคอตายใต้ต้นไม้เพื่อจบความทุกข์ระทม แต่ในวินาทีชีวิตนั้นเองก็มี นางฟ้า 3 ตน (Three Spirits) ปรากฏกายขึ้น พวกเธอช่วยดึงสติและแนะนำทางออกให้พาพาเกโน

Credit: Seattle Opera
ผ่านมา 200 ปี (อีกแล้ว) ศ.โทมัส นีเดอร์โครเธนธาเลอร์ (Thomas Niederkrotenthaler) จาก Medical University of Vienna และคณะ ได้ศึกษาวิจัยสื่อและสถิติการฆ่าตัวตายในออสเตรียแล้วค้นพบความจริงที่น่าทึ่งในทางกลับกันกับ Werther Effect
ค.ศ. 2010 ศ.โทมัส เสนอทฤษฎี Papageno Effect โดยอธิบายว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่สื่อมวลชนนำเสนอเรื่องราวของคนที่เคยผ่านวิกฤตชีวิต หรือเคยคิดฆ่าตัวตาย แต่สามารถก้าวข้ามผ่านช่วงเวลามืดมนนั้นมาได้ โดยเล่าถึงวิธีรับมือ หรือการพยายามหาทางออกด้วยวิธีอื่น (ที่ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย) สื่อนั้นจะทำหน้าที่เหมือน ‘นางฟ้าทั้งสาม’ ที่เข้าไปช่วยลดอัตราการฆ่าตัวตายในสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ
ต่อมา ทฤษฎีนี้เปลี่ยนวิธีคิดของคนทำงานสื่อทั่วโลก จากเดิมที่สื่อมักนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายคือการรายงานโศกนาฏกรรม หรือพยายามนำเสนอถึงข้อห้ามต่าง ๆ ซึ่งดูเหมือนเป็นเพียงการตั้งรับเท่านั้น
แต่ Papageno Effect บอกว่า สื่อสามารถทำงานเชิงรุกได้ด้วย ผ่านการให้พื้นที่ในการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของผู้ที่รอดชีวิต เล่าถึงเส้นทางการต่อสู้ ความหวัง และกำลังใจ การสื่อสารลักษณะนี้จึงเปรียบเหมือนแสงไฟจากประภาคารที่ส่องสว่างกลางทะเลที่มืดมิดแก่ผู้คน
พลังป็อปคัลเจอร์ เมื่อเพลงแรปช่วยชีวิหนุ่มสาวในอเมริกา
มีตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจอย่างบทเพลงจาก Logic – แรปเปอร์ชาวอเมริกัน
ค.ศ. 2017 Logic ท้าทายวงการเพลงด้วยการปล่อยซิงเกิลใหม่ชื่อ “1-800-273-8255″ แน่นอนว่าเพลงของเขาไม่ได้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษตามขนบ แต่ใช้ตัวเลขที่เป็นเบอร์โทรศัพท์ของสายด่วนป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งชาติของสหรัฐฯแทน
เนื้อหาภายในเพลงเพลงเปิดฉากด้วยเสียงกระซิบอันสิ้นหวัง สะท้อนความมืดมิดในจิตใจ ท่อนแรปพร่ำบ่นซ้ำ ๆ ว่า “ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ฉันแค่อยากตายในวันนี้” ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่คนเปราะบางนับล้านกำลังเผชิญ
บทเพลงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเริ่มมีท่วงทำนองที่ส่งเสียงตอบกลับดึงสติ มอบความหวัง และชี้ทางออกว่ายังมีใครบางคนที่พร้อมจะรับฟัง
จนกระทั่งบทเพลงเดินทางไปถึงท่อนสุดท้าย กลายเป็นถ้อยคำเฉลิมฉลองแด่ผู้ที่ก้าวข้ามผ่านอุโมงค์อันมืดมิดในจิตใจมาสู่แสงสว่าง และตระหนักได้ว่าชีวิตนี้ยังมีค่าเกินกว่าจะทำลาย
BBC รายงานว่า เพลง 1-800-273-8255 สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลในกลุ่มวัยรุ่นอเมริกัน โลกโซเชียลมีเดียลุกเป็นไฟด้วยเรื่องราวของความหวังและนำไปสู่การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่น่าทึ่งในอีกไม่กี่ปีต่อมา

Credit: BBC
ค.ศ. 2021 The BMJ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่เก็บสถิติอย่างละเอียด และพบความจริงอันน่าอัศจรรย์ว่า ในช่วงเวลา 34 วันที่กระแสเพลงนี้พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ทั่วทั้งสหรัฐอเมริกามีผู้โทรศัพท์เข้าสายด่วนเพิ่มขึ้นถล่มทลายกว่า 9,000 สาย และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ตัวเลขสถิติผู้เสียชีวิตจากการคิดสั้นกลับดิ่งลดลงไปถึง 245 ราย
1-800-273-8255 ไม่เพียงพิสูจน์ความสำเร็จในฐานะบทเพลงเท่านั้น แต่กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของ “ปรากฏการณ์พาพาเกโน” (Papageno Effect) ในยุคป็อปคัลเจอร์ ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อสื่อเลือกที่จะเล่าเรื่องความทุกข์ใจโดยไม่ปิดบังความเจ็บปวด และส่งท้ายด้วยการส่งต่อความหวัง หนทางเยียวยา เรื่องเล่านั้นจะกลายเป็นพลังพิเศษที่สามารถรักษาชีวิตผู้คนไว้ได้จริง ๆ
จากเงาปีศาจถึงแสงประภาคาร : เล่าข่าวฆ่าตัวตายอย่างไรให้กลายเป็น ‘ความหวัง’
เล่ามาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงมีคำถามว่าแล้วจะทำงานสื่อสารเรื่องการฆ่าตัวตายอย่างไรให้เกิดผลกระทบเชิงบวกอย่างปรากฏการณ์พาพาเกโน
ปี 2023 องค์กรอนามัยโลก (WHO) ได้อัปเดตข้อมูลและออกคู่มือ “การป้องกันการฆ่าตัวตาย: แหล่งข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน” พร้อมแนวปฏิบัติ โดยมีหลักการสำคัญที่สื่อนำไปใช้ได้ทันที สรุปให้ดังนี้
6 แนวปฏิบัติที่สื่อควรทำ (Dos – Best Practices)
- แนบข้อมูลแหล่งช่วยเหลือไว้ในข่าวเสมอ – เช่น สายด่วนสุขภาพจิต ศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตาย ฯลฯ หรือศูนย์ช่วยเหลือที่ใกล้เคียงกับบริบทของผู้ฆ่าตัวตาย
- นำเสนอด้วยข้อเท็จจริงเท่านั้น – บ่อยครั้งที่สื่อเผลอใส่มายาคติบางอย่างเข้าไปในการรายงานข่าว เช่น “คนที่เอาแต่พูดเรื่องฆ่าตัวตายจะไม่ทำจริง” หรือ “คนที่คิดฆ่าตัวตายจริง ๆ จะทำเลยโดยไม่มีสัญญาณเตือน” การรายงานความเชื่อเหล่านี้คือการผลิตซ้ำมายาคติ มีงานวิจัยพบว่าผู้คนจะจดจำมายาคติเหล่านี้มากกว่าข้อเท็จจริง ทำให้ความเข้าใจเรื่องการฆ่าตัวตายบิดเบือนไป
- เสนอเรื่องราวของการก้าวผ่านวิกฤต – นอกจากจะนำเสนอเรื่องของคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จไปแล้ว สื่อควรให้พื้นที่ในการนำเสนอเรื่องราวของคนที่สามารถก้าวผ่านเรื่องยาก ๆ หรือความคิดอยากฆ่าตัวตายมาได้ เพื่อทำให้เห็นความหวังและทางออกสำหรับคนที่กำลังสิ้นหวังด้วย
- ระวังการนำเสนอข่าวคนดัง – ข่าวการฆ่าตัวตายของดาราย่อมได้รับความสนใจจากสังคมเป็นพิเศษ ยิ่งคนสนใจมากเท่าไหร่ ยิ่งอยากรู้รายละเอียดการตายมากเท่านั้น และนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ การนำเสนอต้องหลีกเลี่ยงการบรรยายวิธีหรือขั้นตอนการลงมือ รวมถึงการสดุดี ชื่นชม เป็นเกียรติยศ ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จแต่ควรฉายภาพให้ว่าเป็น เรื่องที่ป้องกันได้ หรือให้น้ำหนักถึงผลกระทบและความสูญเสียของคนข้างหลังแทน
- ระวังการสัมภาษณ์ครอบครัวผู้สูญเสีย – สื่อต้องให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้สูญเสียอย่างสูงสุด ห้ามสัมภาษณ์เด็กที่สูญเสียพ่อแม่จากการฆ่าตัวตายเด็ดขาด
- ดูแลจิตใจนักข่าว – ท้ายที่สุด การทำข่าวลักษณะนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจ องค์กรต้องมีระบบดูแลสนับสนุนสภาพจิตใจนักข่าวด้วย
8 กฎเหล็ก: ข้อควรระวังและสิ่งที่สื่อพึงหลีกเลี่ยง
- ไม่ควรนำข่าวฆ่าตัวตายขึ้นหน้าหนึ่ง – หากเป็นวิทยุโทรทัศน์ก็ไม่ควรรายงานเป็นข่าวแรกเปิดรายการ หรือรายงานข่าวแบบขยี้เหตุการณ์ซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นการ ส่งสัญญาณว่าเรื่องนี้สำคัญ อาจทำให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่กำลังเปราะบางมองเป็นทางออก
- ไม่บรรยายวิธีการฆ่าตัวตาย – การบรรยายวิธีการฆ่าตัวตายอย่างละเอียด เช่น รูปแบบ ขั้นตอน หรือวัสดุอุปกรณ์ เช่น ชื่อสารเคมี หรือวิธีการแปลกใหม่จะกลายเป็นฮาวทูให้ผู้ที่จิตใจอ่อนไหวนำไปทำตามได้ง่าย
- ไม่ระบุสถานที่เกิดเหตุ – ไม่ควรระบุชื่อสะพาน ชื่อ ตึก ฯลฯ อย่างชัดเจน เพราะเป็นการสร้างแลนด์มาร์ค หรือภาพจำให้สถานที่นั้น ๆ เมื่อคนจดจำแล้ว หากวันหนึ่งอยู่ในสภาวะเปราะบางและอยากตาย ก็จะรับรู้ว่าหากไปสถานที่นั้น ต้องทำสำเร็จแน่ นำมาสู่พฤติกรรมเลียนแบบ และทำให้สถานที่สาธารณะเหล่านั้นเกิดเป็นจุดเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซาก
- ไม่ใช้ภาษาเร้าอารมณ์ หรือทำให้ดูโรแมนติก – หลายครั้งการใช้ภาษาที่รายงานถึงการฆ่าตัวตายทำให้รู้สึกว่าการฆ่าตัวตายเป็นทางออกของปัญหา เช่น “ฆ่าตัวตายสำเร็จ” (ทำให้ดูเป็นความสำเร็จ) หรือ “ก่อเหตุฆ่าตัวตาย” (ทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องอาชญากรรม) ควรใช้คำว่า “เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย” หรือ “จบชีวิตตนเอง” แทน
- ไม่ด่วนสรุปสาเหตุการฆ่าตัวตาย – หลายครั้งเราเห็นการพาดหัวที่ด่วนสรุปตัดสิน เช่น “เซ่นพิษเศรษฐกิจ” หรือ “พิษแชร์ลูกโซ่” ฯลฯ เพราะการฆ่าตัวตายมาจากปัจจัยขซั้บซ้อนที่สะสมมานาน ไม่สามารถสรุปได้ง่าย ๆ ว่ามาจากเหตุผลเดียว การเขียนข่าวลักษณะนี้จะทำให้ผู้อ่านเชื่อมโยงกับปัญหาของตัวเองและเชื่อว่าสามารถมีจุดจบเดียวกันได้
- ไม่พาดหัวข่าวหวือหวา – หลีกเลี่ยงคำว่าฆ่าตัวตายในพาดหัว (ยกเว้นต้องการสื่อสารเชิงบวก เช่น ความรู้หรือแนวทางการป้องกัน) เพื่อลดแรงปะทะทางอารมณ์ของคนเปราะบาง และป้องกันความคุ้นชินของผู้คนจนเพดานลดลงและกลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็ฆ่าตัวตายและอาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบ
- งดแชร์คลิปเสียงหรือฟุตเทจจากเหตุการณ์จริง – การได้เห็นภาพเคลื่อนไหว ได้ยินเสียงกรีดร้อง เสียงร้องไห้ของญาติ หรือเสียงการโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินย่อมสร้างความสะเทือนใจและกลายเป็นสิ่งเร้า (Trigger) ที่รุนแรงให้กับผู้ชม โดยเฉพาะผู้ป่วยซึมเศร้าหรือผู้มีวิกฤตทางใจอยู่แล้ว นอกจากจะกระตุ้นให้เกิดการเลียนแบบแล้ว ยังเป็นการทำร้ายสภาพจิตใจสาธารณชนโดยไม่จำเป็น และการลดทอนคุณค่าของชีวิตผู้เสียชีวิตด้วย
- ไม่ลงรายละเอียดของ “จดหมายลาตาย” – เนื้อหาในจดหมายอาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการฆ่าตัวตาย การเปิดเผยข้อความด้านในนอกจากจะสร้างบาดแผลให้คนข้างหลังแล้ว ยังอาจทำให้ครอบครัวถูกตีตราและตกเป็นจำเลยสังคมด้วย
และหากเป็นสื่อออนไลน์ มีข้อแนะนำว่า ห้ามใส่ลิงก์ (Hyperlinking) ที่เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์หรือข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือวิธีการทำร้ายตัวเอง
และหากเป็นไปได้ควร ปิดคอมเมนต์ เพราะหลายครั้งเราเห็นบทเรียนจากการเปิดแสดงความเห็นอย่างเสรีที่เต็มไปด้วยเสียงของการตัดสินผู้ตายและครอบครัว หรือบทสนทนาที่ไม่เหมาะสม และอาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบ แต่หากต้องเปิดคอมเมนต์ก็จำเป็นต้องมีการคัดกรองอย่างเข้มงวด
ปัจจุบัน ประเทศออสเตรียได้ริเริ่มรางวัล Papageno-Media Prize เพื่อยกย่องและให้รางวัลแก่คนทำงานสื่อที่รายงานข่าวฆ่าตัวตายได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเดินตามแนวทางของ Papageno Effect ได้ดีที่สุด เป็นการกระตุ้นให้สื่อมวลชนรายงานข่าวอย่างรับผิดชอบ สร้างแรงบันดาลใจ และทำให้ทิศทางของการรายงานข่าวสร้างสรรคและเป็นไปในเชิงบวกมากขึ้น

