เมื่อฟีดข่าวคือสนามรบ: AI – IO อาวุธเงียบและผู้ทรงอิทธิพลในสงครามข่าวสารยุคใหม่

หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า ‘ไอโอ’ (IO) ที่ย่อมาจาก Information Operation หรือ ‘ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร’ ซึ่งมีรากเหง้ามาจากปฏิบัติการทางทหารในอดีต

ในยามเกิดศึกสงคราม นอกจากการใช้กำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าห้ำหั่นกันแล้ว IO คือ สงครามจิตวิทยาที่ใช้ ‘ข้อมูล’ เป็นอาวุธในการเปลี่ยนความคิดความเชื่อของผู้คน ผ่านการบิดเบือนข้อเท็จจริง ปล่อยข่าวลวง หรือปลุกปั่นกระแสเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ปฏิบัติการ IO กลายเป็นหนึ่งในอาวุธลับที่ทรงพลังและน่ากลัวที่สุดในยุคนี้

ปัจจุบัน IO ได้พัฒนาจากอาวุธในสมรภูมิการสู้รบ สู่เครื่องมือหลักที่แทรกซึมอยู่ในทุกวงการ ตั้งแต่การสร้างกระแสหาเสียงของพรรคการเมือง การปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมของรัฐ ไปจนถึงการปั่นยอดขายผ่านรีวิวหน้าม้าของภาคเอกชน

ประโยคที่ว่า “ยุคนี้ใคร ๆ ก็ทำ IO” ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงที่ยากจะปฏิเสธ

และเมื่อเทคโนโลยีก้าวกระโดด ปฏิบัติการ IO ก็ยิ่งทวีความน่ากลัวกว่าในอดีต เพราะทำได้ง่าย แพร่กระจายได้เร็ว และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ยกระดับ IO ให้กลายเป็นอาวุธดิจิทัลในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม

ภูมิทัศน์ของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารจากเคยใช้ทางการทหาร แปรเปลี่ยนไปสู่สงครามไซเบอร์ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ มีการตั้งทีมเฉพาะกิจซึ่งหล่อเลี้ยงด้วยงบประมาณลับ ๆ ที่สาวไปไม่ถึงตัวผู้บงการ

ในวันที่คำว่า IO กลายเป็นเรื่องคุ้นชินและการปลุกปั่นสร้างกระแสด้วยข้อมูลเท็จ กลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในหลายวงการ แต่หารู้ไม่ว่าผลกระทบที่ซ่อนอยู่นั้นรุนแรงเกินกว่าใครจะคาดคิด

คำถามสำคัญคือเราจะรับมืออย่างไร หากวันใดวันหนึ่งปฏิบัติการ IO กลายมาเป็นความปกติใหม่ของสังคมไทย ร่วมหาคำตอบและก้าวให้ทันเกมนี้ไปพร้อมกัน

เมื่อ “ข้อมูล” ถูกใช้เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้ง

คำว่า ‘Information Operation’ หรือ ‘IO’ ถูกใช้เป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่ 1990 โดยสหรัฐอเมริกา ซึ่งในช่วงนั้นสหรัฐฯ มองว่าในการทำสงครามอาจไม่ต้องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เสมอไป เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้สหรัฐฯ เล็งเห็นว่าอาวุธชนิดใหม่ที่ทรงพลังกว่าปืนก็คือ ‘ข้อมูลข่าวสาร’

รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเริ่มใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในการทำสงคราม ด้วยการปล่อยข่าวลวง ใส่ร้ายป้ายสี โจมตีฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะช่วงสงครามอิรักซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของรูปแบบการสู้รบที่มิได้มุ่งเน้นแค่การทำลายทางกายภาพ แต่เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของศัตรูแทน

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้งองค์กร Stop Online Harm ซึ่งเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการต่อต้านความรุนแรงและการคุกคามทางเพศผ่านการใช้เทคโนโลยี เธอเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า การทำปฏิบัติการ IO ก็คล้ายกับการทำสวน โดยมีกระบวนการหลัก ๆ อยู่ 3 ขั้นตอน

ขั้นตอนแรก คือ ‘การหว่านเมล็ดพันธุ์’ หมายถึงการนำข้อมูลข่าวสารปริมาณมาก ๆ ไปหว่านไว้ในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งกระบวนการนี้อาจจะเป็นการลงมือโดยรัฐเอง หรือว่าจ้างบริษัทเอเจนซี่ภายนอกมาช่วยหว่านข้อมูล เพื่อสร้างกระแสและเปลี่ยนทิศทางความคิดเห็นของคนในสังคม

ขั้นตอนที่สอง คือ ‘การเก็บเกี่ยว’ หลังจากที่หว่านข้อมูลที่ต้องการลงไปทั้งหมดแล้ว ไม่ใช่ว่าทุกประเด็นจะสัมฤทธิ์ผล ขั้นตอนนี้จึงเป็นการคัดเลือกว่าข้อมูลชิ้นไหนที่คนสนใจมากที่สุด หรือมีการกดไลก์กดแชร์เยอะ ๆ เพื่อที่จะได้เลือกหยิบเฉพาะประเด็นที่ติดลมบนเหล่านั้นมาทำการ ‘ปลูกต่อ’ ในขั้นตอนที่สาม

“หากเราเปรียบเทียบว่าปฏิบัติการนี้คือสวน ในสวนแห่งนี้จะมีคนอยู่ 3 กลุ่มหลัก ๆ กลุ่มแรก คือ คนกลุ่มที่รู้เท่าทัน พอพวกเขาเห็นข้อมูลข่าวสารปั๊บ ก็จะเกิดการสะดุดคิดว่าสิ่งนี้จริงหรือไม่ ทำให้ไม่ตกเป็นเหยื่อ กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่รู้แต่เลือกที่จะอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร และ กลุ่มที่สาม คือกลุ่มที่ถูกครอบงำโดยข้อมูลเหล่านั้นไปโดยปริยาย

“ความน่ากลัวของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันจึงอยู่ในรูปแบบของ ‘สึนามิข้อมูล’ คือการถาโถมข้อมูลแบบเดียวกันออกมาเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจจะมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องไม่จริงปะปนกันไป แต่การที่ผู้คนมองเห็นข้อมูลซ้ำ ๆ ในปริมาณที่มากพอ มันจะเข้าไปเบี่ยงเบนความคิดของคนในกลุ่มที่สองและกลุ่มที่สาม จนทำให้พวกเขาคล้อยตามและปักใจเชื่อสิ่งนั้นในที่สุด”

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล

หากยกตัวอย่างปฏิบัติการ IO ในต่างประเทศ มี 2 กรณีที่น่าสนใจและใกล้ตัวเราที่สุด ก็คือฟิลิปปินส์และเมียนมา ทั้งสองประเทศนี้คือภาพสะท้อนชั้นดีของการใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นอาวุธทำลายล้างทางสังคม โดยเปลี่ยนผ่านจากข่าวลือในโลกออนไลน์มาสู่ความขัดแย้งและการนองเลือดในโลกแห่งความจริง

กรณีฟิลิปปินส์เกิดขึ้นช่วงที่นักข่าวกลุ่มหนึ่งพยายามลงพื้นที่ทำข่าวสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับสงครามปราบปรามยาเสพติดในยุคของประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต

สิ่งที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ทำและเข้าข่ายเป็น IO อย่างชัดเจน คือการตั้งงบประมาณไปจ้างบริษัทเอเจนซีโฆษณาภายนอกให้มาช่วยสร้างคอนเทนต์บิดเบือน ซึ่งเทคนิคนี้ทำให้ยากต่อการตรวจสอบว่ารัฐเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง จากนั้นบริษัทเอเจนซีจะไปจ้างกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ต่ออีกทอดหนึ่ง เพื่อให้ช่วยกระจายข้อมูลออกไป

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่ถูกว่าจ้างนั้นไม่ใช่สายการเมือง แต่เป็นอินฟลูเอนเซอร์สายความงาม สายอาหาร สายแม่และเด็ก ซึ่งมีแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมาก เมื่ออินฟลูเอนเซอร์เหล่านั้นลุกขึ้นมาพูดเรื่องนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐ ก็ทำให้เหล่าแฟนคลับที่เชื่อใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เกิดความคล้อยตามและพากันแชร์ต่อ

ทั้งหมดนี้คือรูปแบบที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ใช้บริษัทเอเจนซีและอินฟลูเอนเซอร์มาเป็นเครื่องมือกระจายข่าว IO ออกไปให้สังคมรับรู้

ตัวอย่างที่สองคือเมียนมา ปฏิบัติการนี้เป็นฝีมือของกองทัพเมียนมาโดยตรง ซึ่งได้รับการตรวจสอบจากองค์การสหประชาชาติแล้วว่าเป็นเรื่องจริง โดยทหารเมียนมาหยิบประเด็นความขัดแย้งระหว่างชาวเมียนมาที่นับถือศาสนาพุทธกับชาวมุสลิมโรฮิงญามาเป็นเครื่องมือในการปลุกปั่นสร้างความแตกแยก

ซึ่งกลยุทธ์ของทหารเมียนมานั้นไม่ได้เลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่เลือกส่งข้อมูลที่สร้างความเกลียดชังไปให้ทั้งสองฝ่าย เริ่มจากการส่งข้อมูลเท็จไปให้ชาวมุสลิมโรฮิงญาในลักษณะข่าวลือว่ามีกลุ่มชาวพุทธกำลังรวมตัวกันท้าทายอยู่หน้ามัสยิด ขณะเดียวกันก็ส่งข้อมูลไปให้อีกฝ่ายว่ามีหญิงสาวชาวพุทธถูกชายชาวมุสลิมรุมข่มขืน หวังจุดไฟแห่งความเกลียดชังให้ลุกโชนขึ้น

“ตอนนั้นเป็นยุคแรกที่เฟซบุ๊กเพิ่งเข้ามาในพม่า ระบบการตรวจสอบและคัดกรองเนื้อหายังไม่เข้มงวดเหมือนปัจจุบัน และด้วยกลไกของแพลตฟอร์มที่พบว่าคอนเทนต์ไหนที่มีความรุนแรงหรือเข้าข่ายเป็น Hate Speech คนจะยิ่งกดไลก์กดแชร์เยอะ แพลตฟอร์มที่ได้กำไรจากยอดการเข้าถึง จึงยิ่งดันให้ข้อมูลเหล่านั้นกระจายวงกว้าง มันเลยเหมือนเป็นการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ

“ท้ายที่สุด ข้อมูลบิดเบือนเหล่านี้ได้ฝังรากความเกลียดชังลงไปในใจของทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิม จนสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารสามารถประกาศได้ว่า เราจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงกำจัดคนกลุ่มนี้ออกไป

“เคสของพม่าจึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนที่สุดว่า การใช้ IO ปั่นความเกลียดชังออนไลน์ สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งในโลกจริงและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้จริง ๆ”

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล

IO กับสังคมไทย: ซับซ้อน กระจัดกระจาย และขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ร่วมของสังคม

เมื่อย้อนกลับมาดูที่ประเทศไทย ปฏิบัติการ IO ในบ้านเราก็นับว่ามีพัฒนาการที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

จากในอดีต IO มักถูกจำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงทหารและความมั่นคง ดังที่เห็นกันในยุคปราบปรามคอมมิวนิสต์ แต่ปัจจุบันบริบทของ IO ในเมืองไทยได้เปลี่ยนรูปแบบไปตามเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น

ทุกวันนี้ปฏิบัติการ IO ได้ขยายวงกว้างเข้ามาสู่ภาคการเมืองและสังคมเต็มตัว มีการใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการกระจายข้อมูล บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือสร้างกระแสโจมตีฝั่งตรงข้าม พร้อม ๆ กับการชักจูงความคิดความเชื่อของประชาชน เมื่อรู้ตัวอีกที IO กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้

ผศ.จันจิรา พูนสมบัติศิริ นักวิชาการจากสถาบัน German Institute of Global and Area Studies (GIGA) และนักวิจัยศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ขบวนการ IO ของไทยมีรากฐานมาจากสงครามจิตวิทยาทางทหารในอดีต โดยจุดตั้งต้นที่เห็นเด่นชัดคือยุคสงครามเย็นในช่วงทศวรรษที่ 2510 ที่เน้นการสู้รบทางความคิดเพื่อแย่งชิงมวลชนผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และโปสเตอร์ต่อต้านคอมมิวนิสต์

กรอบคิดเรื่องความมั่นคงนี้ถูกส่งต่อมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ความรุนแรงของรัฐทุกครั้งที่มีความขัดแย้งกับผู้เห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สงครามปราบปรามยาเสพติดในยุครัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร การล้อมปราบคนเสื้อแดงปี 2553 จนถึงการประท้วงใหญ่ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563

แต่ไฮไลต์สำคัญของ IO ในยุคดิจิทัล คือการปรับตัวเข้าสู่ระบบทุนนิยมและพื้นที่พาณิชย์ จากเดิมที่มีเพียงหน่วยงานความมั่นคงเป็นผู้เล่นหลัก ปัจจุบันได้เกิดกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์และภาคเอกชนที่กระโดดเข้าร่วมสงครามข้อมูลข่าวสารด้วยแรงจูงใจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ส่วนตัว การรับจ้าง หรือแม้กระทั่งการผลิตเนื้อหาแนวชาตินิยมเพื่อปั่นยอดเอ็นเกจเมนต์ โดยหวังผลกำไรและยอดผู้ติดตาม

ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ภูมิทัศน์ของ IO ไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อน กระจัดกระจาย และขับเคลื่อนด้วยกลไกทางเศรษฐกิจและอารมณ์ร่วมของสังคมอย่างเต็มรูปแบบ

ในอดีต IO ถูกแบ่งประเภทอย่างชัดเจน คือ ‘IO สีขาว’ ซึ่งเน้นการอวยยศสร้างภาพลักษณ์ให้ฝั่งตัวเอง และ ‘IO สีดำ’ ที่มุ่งโจมตีดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามให้สูญเสียความน่าเชื่อถือ

แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดีย ผศ.จันจิรา มองว่าเส้นแบ่งเหล่านี้กลับเลือนรางลงจนกลายเป็น ‘IO สีเทา’ ที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและแนบเนียนยิ่งขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม หลัก ๆ คือ ภาครัฐ ที่มีโครงสร้างแบบระบบราชการ ที่ทำตามคำสั่งนาย คอยแชร์ แจกซิมการ์ด และปั๊มยอด

“สถาบันสแตนฟอร์ด เคยทำรายงานวิเคราะห์ไว้ช่วงปี 2563 ว่า IO ของรัฐไทยยุคแรกเป็นพวกที่มี Engagement หรือการตอบรับจากผู้ใช้น้อยมาก คือมีแต่ข้อความขยะพ่นออกมาทิ้งไว้ แต่ไม่มีเชียร์ลีดเดอร์คอยปั่นต่อ คนเลยไม่ค่อยสนใจ แต่แน่นอนว่าจากจุดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ตัวละครฝั่งรัฐเขาก็พัฒนาขึ้น รู้จุดอ่อนตัวเอง และเข้าใจธรรมชาติของโซเชียลมีเดียมากขึ้น”

ผศ.จันจิรา พูนสมบัติศิริ

ส่วนกลุ่มที่สอง คือ ภาคเอกชน ที่มีความคึกคักและมีความลื่นไหลสูง เนื่องจากทักษะของคนกลุ่มนี้มีความใกล้เคียงกับงานโฆษณาและงานประชาสัมพันธ์อยู่ การจะข้ามสายมาทำ IO จึงไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งจะทำงานรับจ้างตามฤดูกาล เช่น ช่วงที่มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่ง ผศ.จันจิรา มองว่า การแกะรอยงบประมาณว่ารัฐนำเงินไปจ้างเอกชนตรงไหนบ้างนั้นทำได้ยาก เพราะถูกซ่อนอยู่ภายใต้ชื่อโครงการประชาสัมพันธ์รูปแบบต่าง ๆ

และกลุ่มที่สาม คือ พรรคการเมือง กลุ่มนี้จะอยู่กึ่งกลางระหว่างรัฐกับเอกชน คือมีโครงสร้างที่เป็นทางการแบบรัฐ แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามเอาความลื่นไหลและความคิดสร้างสรรค์แบบเอกชนมาใช้ ซึ่งหลายพรรคจะมีทีมในบ้านของตัวเองคอยทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์

จากการศึกษาวิจัยของ ผศ.จันจิรา ยังพบประเด็นที่น่าสนใจอีกว่า เอกลักษณ์เฉพาะตัวของขบวน IO ที่พบเห็นได้บ่อยในเมืองไทยมักอยู่ในรูปแบบ ‘เจ๊ขี้เม้าท์’ หรือ ‘เพจเฟซบุ๊กประเภทแฉ’ ซึ่งสอดรับกับค่านิยมของคนไทยที่ชอบเรื่องซุบซิบและพฤติกรรมแบบป้าข้างบ้าน

เพจเหล่านี้มักทำงานสอดประสานกับการสอดแนมประชาชนในชีวิตจริง สังเกตได้จากข้อมูลเชิงลึกที่หลุดออกมาหรือภาพถ่ายในพื้นที่ส่วนตัวที่มีมุมกล้องแปลก ๆ คล้ายถูกแอบถ่ายโดยคนวงใน นอกจากนี้ยังมีจ้างคนไปนั่งเฝ้าเพื่อแคปฟีดหน้าจอของนักการเมืองและนักกิจกรรมด้วยเช่นกัน

“ความอันตรายของเพจลักษณะนี้คือ เขาไม่ได้ใช้ข้อมูลปลอม แต่ในภาษาข่าวเราเรียกว่าการทำ ‘Reframing’ หรือการนำภาพจริงเรื่องจริงมาใส่เรื่องเล่าและมุมมองใหม่ เพื่อทำให้ดูเหมือนว่าคนคนนั้นทำความผิด เช่น รูปต้นทางคือนักกิจกรรมไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนตามปกติ ไม่มีอะไรผิดแปลกเลย แต่เพจพวกนี้จะเอาภาพมาเล่าใหม่ บิดประเด็นหาว่านักกิจกรรมเอาเงินบริจาคไปใช้ชีวิตหรูหราอู้ฟู่ ซึ่งการบิดมุมนิดเดียวแบบนี้ มันทำลายความน่าเชื่อถือของคนได้รุนแรงมาก”

ผศ.จันจิรา พูนสมบัติศิริ

เมื่อประชาชนคนธรรมดา ต้องตกเป็นเป้าหมายของขบวนการ IO

ที่ผ่านมา มีทั้งนักการเมือง สื่อมวลชน นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ประชาชนคนธรรมดาที่ตกเป็นเป้าหมายของขบวนการ IO เพียงเพราะออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและการจงใจสาดข้อมูลเท็จเพื่อทำลายชื่อเสียงเหล่านี้ ได้ส่งผลกระทบรุนแรงลึกซึ้งเกินกว่าที่สังคมจะคาดคิด

ผศ.จันจิรา กล่าวว่าผลกระทบที่ตามมาจากการถูกขบวนการ IO คุกคามอย่างต่อเนื่อง แบ่งออกเป็น 2 มิติ

มิติแรก คือ มิติทางจิตใจ เมื่อการคุกคามไม่ได้เกิดแค่ในพื้นที่สาธารณะ แต่ลามเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว เช่น การส่งข้อความด่าทอและข่มขู่เข้ามาใน Direct Message ทุกวัน นานเป็นปี ๆ ประกอบกับในชีวิตจริงยังต้องรับมือกับการถูกดำเนินคดี หรือการถูกเจ้าหน้าที่สอดแนม สภาพจิตใจจึงถูกกัดกร่อนอย่างช้า ๆ จนพังทลายลง

มิติที่สอง คือ มิติทางวิชาชีพและโอกาสในชีวิต ซึ่งอาชีพนักข่าวที่ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พอชื่อเสียงถูกบั่นทอนลงเรื่อย ๆ ก็อาจสูญเสียโอกาสในวิชาชีพ เช่น ไปสมัครงานใหม่ก็ยากหรือจะไปเรียนต่อก็ไปไม่ได้ โอกาสในชีวิตสูญเสียไปทั้งหมด สุดท้ายกลายเป็นผลกระทบแบบงูกินหางที่ย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรายังจะทำงานในจุดนี้ต่อไปได้ไหม

ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบจาก IO ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกออนไลน์ หลายครั้งเมื่อมีการปลุกกระแสการคว่ำบาตร หรือ Cancel Culture ที่รุนแรงก็อาจลุกลามไปถึงชีวิตจริง เช่น การไปที่สาธารณะแล้วเจอคนแปลกหน้าเข้ามาด่าต่อหน้าหรือการแบนธุรกิจส่วนตัวจนได้รับความเสียหาย ซึ่งสภาวะการกลั่นแกล้งทางสังคมหรือ Social Bullying แบบนี้ หากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายมาก

หากยกตัวอย่างบุคคลสาธารณะที่เคยถูกปฏิบัติการ IO โจมตี มีตั้งแต่นักการเมืองอย่าง แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน อนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงแกนนำพรรคฝ่ายค้านอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, วิโรจน์ ลักขนาอดิศร, พรรณิการ์ วาณิช ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเคยตกเป็นเป้าหมายหลักของขบวนการ IO ในการตัดต่อภาพ บิดเบือนวาทกรรม และสร้างความเกลียดชังเพื่อหวังผลลดทอนความน่าเชื่อถือทางการเมือง

นักวิชาการอิสระอย่าง สฤณี อาชวานันทกุล ก็เป็นอีกหนึ่งในผู้ที่ออกมาต่อสู้กับปฏิบัติการ IO จนถูกขบวนการ IO คุกคามหลากหลายรูปแบบ ทั้งการใช้แอคหลุม หรือบัญชีปลอมที่เข้ามาคอมเมนต์ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย กล่าวหาว่าชังชาติหรือรับเงินต่างชาติ เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือทางวิชาการ

ในแวดวงนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน มีกรณีของ อังคณา นีละไพจิตรและอัญชนา หีมมิหน๊ะ ซึ่งถูกเผยแพร่ข้อมูลและภาพถ่ายเท็จบนสื่อออนไลน์จนได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

รวมถึงมูฮัมหมัดอลาดี เด็งนิ ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่ตกเป็นเป้าหมายของเพจอวตารและขบวนการ IO ป้ายสีว่าเป็นแกนนำกลุ่ม BRN จนกระทบต่อการใช้ชีวิต

ไม่เว้นแม้แต่สื่อมวลชน อย่าง ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ที่ตั้งถามต่อ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ จนถูกเครือข่าย IO และเพจอวตารกระหน่ำโจมตี ด้วยข้อความที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง จนได้รับความเสียหายทั้งทางจิตใจและเชื่อเสียง

“บทเรียนแรกจากกรณีของคุณแยม คือความพยายามที่จะ ‘ปิดปากสื่อ’ ทำให้คนทำงานสื่อที่ต้องการทำข่าวเจาะลึกประเด็นความรุนแรง ซึ่งเป็นหน้าที่ปกติของสื่อในการเข้าถึงความจริงและสัมภาษณ์ให้ครบทุกฝ่าย ไม่กล้าที่จะทำสิ่งเหล่านี้ต่อเพราะหวาดกลัวผลกระทบที่จะตามมา

“บทเรียนที่สองคือมันทำให้เราเห็นการคล้อยตามของสังคมที่ถูกถมด้วยสึนามิข้อมูลข่าวสาร คือพอประชาชนเห็นข้อมูลดิสเครดิตจำนวนมหาศาลสาดเข้ามาทุกวัน จากที่ตอนแรกไม่รู้ว่าควรจะเชื่อดีไหม แต่พอเห็นบ่อย ๆ เข้า ก็จะเริ่มคิดว่า ‘เออ มันก็อาจจะจริงก็ได้นะ’ ซึ่งจุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงระดับความตระหนักรู้และการรู้เท่าทันสื่อของประชาชนไทยในปัจจุบัน”

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล

ผศ.จันจิรา มองกรณีที่เกิดขึ้นกับฐปณีย์ว่ามีความซับซ้อนมาก เพราะไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องชื่อเสียง หากแต่ส่งผลสะเทือนลึกลงไปถึงอัตลักษณ์และตัวตนข้างใน

“จากงานวิจัยที่เราศึกษาในช่วงการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนพบว่า คอนเทนต์ส่วนใหญ่ที่ IO เลือกใช้ คือการมุ่งเป้าโจมตีไปที่เนื้อตัวร่างกายและเรื่องส่วนตัว เช่น การรุมด่าว่าอีอ้วน อีดำ หรือด่าคำหยาบคายเหมือนที่เราเห็นกันในละคร ซึ่งจากการที่เราไปสัมภาษณ์นักกิจกรรม พวกเขาพูดตรงกันเลยว่า ถ้าเห็นต่างกันทางการเมืองแล้วมาด่ากันด้วยเรื่องอุดมการณ์ จะไม่เจ็บเท่ากับการถูกด่าด้วยเรื่องส่วนตัว หรือลามไปด่าลบหลู่ถึงพ่อแม่พี่น้อง

“การโจมตีอัตลักษณ์แบบนี้ ถ้าเจอครั้งสองครั้งอาจพอรับมือได้ แต่ถ้าต้องเจอทุกวัน วันละหลายๆ ครั้งย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรง อย่างกรณีของคุณแยม (ฐปณีย์) ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากในแง่ของการถูกตั้งคำถามกับฐานทางศีลธรรมว่าเป็นนักข่าวโจร ซึ่งคำนี้ไม่ได้ถล่มแค่เรื่องอุดมการณ์วิชาชีพ แต่เป็นการตราหน้าว่าคุณไม่ใช่คนดี ทำงานนี้ไปเพื่ออะไร มันเป็นการทำลายความมั่นคงทางจิตใจและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง”

ผศ.จันจิรา สมบัติพูนศิริ

บิดเบือน ครอบงำ ไม่หวังดี ? อะไรคือนิยามใหม่ของ IO

คำว่า ‘IO’ เป็นคำศัพท์ในยุคเก่าตั้งแต่สมัยสงครามโลก ซึ่งหมายถึงปฏิบัติการสงครามอิเล็กทรอนิกส์และการใช้ข้อมูลข่าวสารทางทหาร แต่ในปัจจุบันแทบไม่มีประเทศไหนในโลกใช้คำว่า IO มาเรียกขานปฏิบัติการบนโลกออนไลน์กันแล้ว สายใจ มองว่า ปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันคืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่มีการตอบโต้กันไปมาในโลกออนไลน์ มักจะถูกโยนความผิดให้เป็นปฏิบัติการ IO ทั้งที่ในแวดวงข้อมูลข่าวสารนั้นมีหลากหลายยุทธวิธีในการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งแต่ละวิธีก็มีรูปแบบและมาตรการรับมือที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

สายใจ ยกตัวอย่าง Misinformation หรือข้อมูลคลาดเคลื่อน คือ ข้อมูลเท็จที่คนไม่ได้จงใจส่งต่อ เช่น การส่งต่อความเชื่อผิด ๆ ว่า ดื่มน้ำมะนาวโซดาแล้วจะช่วยรักษามะเร็งได้ คนส่งต่อที่ไม่ได้มีเจตนาร้าย

Disinformation ข้อมูลบิดเบือนหรือข่าวปลอม คือข้อมูลเท็จที่คนสร้างตั้งใจและจงใจโกหก โดยรู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด แต่ก็ยังเจตนาผลิตและเผยแพร่ออกไปเพื่อหลอกลวงให้คนเชื่อ

Hate Speech คือข้อความที่มุ่งสร้างความเกลียดชัง โดยหยิบยกเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา หรืออัตลักษณ์มาโจมตี

Foreign Interference คือปฏิบัติการที่แทรกแซงโดยน้ำมือของต่างชาติ ที่เข้ามาชักใยข้อมูลข่าวสารภายในอีกประเทศหนึ่ง

แต่คำนิยามที่น่าจะเข้าข่ายว่าเป็นปฏิบัติการ IO ในยุคนี้มากที่สุด คือ CIB หรือ Coordinated Inauthentic Behavior ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายบัญชีอวตารหรือบัญชีปลอม โดยมีกลุ่มคนอยู่เบื้องหลังคอยสั่งการปั่นกระแสพร้อม ๆ กัน เพื่อบิดเบือนข้อมูล สร้างความเข้าใจผิด และครอบงำการแสดงความคิดเห็นสาธารณะ

“สมมติว่าเราจะไปร้องเรียนต่อศาลเพื่อเอาผิดเคสนี้ แต่คุณกลับเดินไปบอกว่า ‘ฉันจะมาร้องเรียนเพราะโดนเคสนี้ทำแบบนี้โดยที่ในข้อกฎหมายจริง ๆ ไม่มีคำนี้บรรจุอยู่เลย มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฝั่งนักกฎหมายหรือแพลตฟอร์มเขาไม่ได้พูดภาษาเดียวกันกับคุณ”

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล

CIB หรือพฤติกรรมการป้อนข้อมูลอย่างเป็นกระบวนการโดยไม่หวังดี คือเรื่องพื้นฐานที่สุดในขณะนี้ ที่สายใจมองว่าทุกฝ่ายจำเป็นต้องมานั่งคุยกันใหม่เพื่อขับเคลื่อนประเด็นนี้ร่วมกัน โดยเริ่มต้นจากการชำระและใช้ ‘คำจำกัดความ’ ให้ถูกต้องเป็นอันดับแรก

“เราไม่สามารถขับเคลื่อนหรือผลักดันประเด็นอะไรให้ไปข้างหน้าได้เลย ตราบใดที่คำจำกัดความในตัวมันเอง ยังมีความคลุมเครืออยู่แบบนี้”

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล

สงครามข่าวสารไร้เงา เมื่อ ‘อาวุธเงียบ’ ยังไร้เครื่องมือเอาผิด

การต่อสู้กับขบวนการ IO ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกโซเชียล แต่ได้ยกระดับไปสู่กระบวนการทางศาลและการตรวจสอบถ่วงดุลในรัฐสภา เพื่อหาข้อยุติว่ากลไกของรัฐถูกนำมาใช้เป็นอาวุธโจมตีประชาชนหรือผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองหรือไม่

การเปิดโปงปฏิบัติการ IO ในไทยอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2563 จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีโดย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำคำว่า IO มาแฉกลางสภา

โดยวิโรจน์เปิดหลักฐานกรุ๊ปไลน์และเอกสารลับภายในของกองทัพที่แสดงให้เห็นการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารเกณฑ์ตั้งบัญชีอวตาร เพื่ออวยรัฐบาล และโจมตีประชาชน นักวิชาการ รวมถึงนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม

ต่อมาในปี 2564 ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกลในขณะนั้น ได้ยกระดับการแฉขบวนการ IO ขึ้นไปอีกขั้น โดยนำคลิปวิดีโอการประชุมลับของระดับผู้บังคับบัญชาทหาร รวมถึงเอกสารที่มีลายเซ็นอนุมัติเงินรางวัลและค่าเบี้ยเลี้ยงมาเปิดเผยกลางสภา แสดงให้เห็นว่ากองทัพใช้เงินภาษีประชาชนมาบริหารจัดการแอปพลิเคชันเพื่อล่าแม่มดคนเห็นต่าง

และในปี 2568 ชยพล สท้อนดี สส. พรรคประชาชน ได้นำประเด็น IO ในยุครัฐบาลขณะนั้นมาเปิดโปงกลางสภา แต่ถูกประธานสภาสั่งเบรกไม่ให้ฉายสไลด์จนเจ้าตัวต้องออกมาอภิปรายต่อนอกสภา โดยชยพลเปิดข้อมูลและเอกสารประเมินภัยคุกคามรอบ 1 ปีของ กอ.รมน. ซึ่งความน่าสนใจคือ ปฏิบัติการข่าวสารไม่ได้พุ่งเป้าแค่ฝ่ายค้านเท่านั้น แต่ในรายงานลับกลับมีรายชื่อแกนนำและผู้เกี่ยวข้องในซีกรัฐบาลเองอยู่ในลิสต์เป้าหมายของ IO ด้วย

แม้จะมีการเปิดโปงและความพยายามในการดำเนินคดีตามกฎหมายมาโดยตลอด แต่หลายครั้งการแจ้งความเอาผิดกับขบวนการ IO ต้องเผชิญกับความยากลำบาก หลายคดีจบลงอย่างเงียบเชียบ ไม่สามารถเอาผิดใครได้ นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า ‘ลอยนวลพ้นผิด’

ผศ.จันจิรา มองว่า อุปสรรคในการดำเนินคดีเอาผิดกับขบวนการ IO ข้อแรกคือ ระบบกระบวนการยุติธรรมและศาลไทยยังไม่ค่อยเข้าใจข้อมูลเชิงเทคนิคว่าเครือข่ายพวกนี้มีการจัดตั้งกันอย่างไร มีพฤติกรรมการโพสต์ถี่ ๆ จากบัญชีหน้าตาแบบไหน ซึ่งเรื่องพฤติกรรมประสานงานทำงานกันเป็นทีมนั้นเป็นเรื่องเชิงเทคนิคทางเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่

อุปสรรคข้อต่อมา คือการเชื่อมโยงพฤติกรรมเหล่านั้นกลับไปหาตัวการที่เป็นฝ่ายรัฐนับเป็นเรื่องยาก ต่อให้เดาออกว่าบัญชีอวตารนั้นน่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนถืออยู่ และรู้ว่ามันมีการจัดตั้งแน่ ๆ แต่การจะหาหลักฐานเชิงประจักษ์มาพิสูจน์ว่ารัฐเป็นคนสั่งการจัดตั้งนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก

ยิ่งในปัจจุบันยิ่งยากขึ้นไปอีกหลายเท่า เพราะมีตัวละครภาคเอกชนเข้ามาปะปนจนแยกไม่ออก ทำให้การจะจับมือใครดมว่าเป็นฝีมือของรัฐจริงไหม และการหาคนมารับผิดชอบก็ยิ่งเลือนลาง

“ถึงแม้ว่าในมิติทางกฎหมายเราจะยังไม่สามารถเอาผิดใครให้มารับโทษได้ในตอนนี้ ดิฉันมองว่าการที่เราหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึงบ่อย ๆ ทั้งในพื้นที่สื่อและในสภาผู้แทนราษฎร มันช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มเหยื่อและภาคประชาสังคม เพื่อที่เราจะได้ช่วยกันรวบรวมและส่งต่อข้อมูลเหล่านี้กลับไปที่สภา เพื่อให้หยิบไปเปิดโปงและอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะนำไปสู่การกดดันเพื่อตัดงบประมาณได้ในที่สุด

“ดังนั้น เป้าหมายสูงสุดในตอนนี้ อาจไม่ใช่แค่การลากตัวใครมาลงโทษคุกตารางให้ได้ทันที แต่คือการร่วมมือกันหาทางบั่นทอนและลดทรัพยากร ทั้งเม็ดเงินและกำลังคน ที่ผู้มีอำนาจจะเอามาใช้เป็นอาวุธในการทำร้ายประชาชนผ่านโลกออนไลน์ ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด”

ผศ.จันจิรา สมบัติพูนศิริ

รัฐ ประชาชน แฟลตฟอร์ม: มาตรการยับยั้ง IO เพื่อสร้างพื้นที่สาธารณะ ที่ปลอดภัย

หากจะมองไปยังอนาคต ปฏิเสธไม่ได้ว่าความน่ากลัวของ IO ในยุค AI ยิ่งน่าเป็นห่วงเป็นทวีคูณ หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าเทคโนโลยี AI เข้ามาทำให้ปัญหาที่มีอยู่แล้วขยายใหญ่โตกว่าเดิม อีกทั้งยังกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างข้อความบิดเบือนเหล่านี้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สายใจมองว่าความน่ากังวลของ IO ในยุค AI แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ๆ

เรื่องแรกคือความเร็ว ซึ่ง AI สามารถผลิตคอนเทนต์ออกมาได้อย่างมหาศาลในเวลาอันสั้น พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราจะสร้างภาพหรือตัดต่อวิดีโอให้ใครสักคน ตอนนี้สามารถใช้ AI ทำเสร็จได้ภายในเวลาแค่ 2 นาทีเท่านั้น

เรื่องที่สองคือ AI สามารถทำให้ประเด็นที่ต้องการจะสื่อมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ยกตัวอย่างในอดีต เวลาที่จะทำ IO หรือปล่อยข้อความสร้างความเกลียดชัง มักจะเป็นข้อความในรูปแบบเดียวกันแล้วส่งไปให้ทุกคนเหมือนกันหมด แต่พอมี AI เข้ามา ระบบจะสามารถวิเคราะห์อัลกอริทึมพฤติกรรมได้ว่า คน ๆ นี้มีความสนใจด้านใดหรือมีแนวคิดพื้นฐานแบบไหน จากนั้น AI ก็จะปรับแต่งเนื้อหาความเกลียดชังให้ตรงล็อกกับจริตและความเชื่อเดิมของคนคนนั้น ทำให้สังคมคล้อยตามได้ง่ายยิ่งขึ้น

เรื่องที่สามคือตรวจสอบได้ยากขึ้น จากเดิมในอดีต เวลาอ่านข้อความ IO เรายังพอสังเกตได้จากคำสะกดผิด หรือดูหน้าตาบัญชีแล้วรู้ทันทีว่าปลอม แต่ปัจจุบันการใช้ AI ในการเขียนเนื้อหาและตัดต่อรูปภาพ ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาดูแนบเนียนและสมจริงขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้ง 3 มิตินี้ ไม่ว่าจะความเร็ว ความเฉพาะเจาะจง และความแนบเนียน จึงกลายเป็นอุปสรรคครั้งใหม่ที่ทำให้การตรวจจับและรับมือกับขบวนการ IO ในปัจจุบันยากขึ้นกว่าเดิม

“ในอนาคตข้างหน้า ปัญหา IO หรือความรุนแรงในโลกออนไลน์ จะไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ที่กลุ่มบุคคลสาธารณะอีกต่อไปแล้ว นี่คือเทรนด์ที่เราเริ่มเห็นได้ชัดจากงานวิจัยที่ทำว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับนักข่าว นักการเมือง หรือคนที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันนี้ กำลังถูกนำมาใช้กลั่นแกล้งกันในโรงเรียน ในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน หรือใช้จัดการกับคนที่เราไม่ชอบเป็นการส่วนตัว ทุกวันนี้เราเริ่มเห็นสัญญาณนี้แล้ว แม้กระทั่งในโรงเรียนที่เด็กบางคนอาจจะมีความแตกต่างจากเพื่อน ๆ แล้วถูกเพื่อนในกลุ่มช่วยกันสร้างมีมขึ้นมาล้อเลียน หรือรุมบูลลี่น้องคนนั้นในโลกออนไลน์”

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล

สิ่งที่พบ ทำให้สายใจมองแนวโน้มของสิ่งที่จะเกิดในอนาคตเป็น 3 ด้าน คือ หนึ่ง ความรุนแรงออนไลน์จะกลายเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ผลิตได้ง่ายและคนธรรมดาทั่วไปจะตกเป็นเหยื่อ ไม่ใช่แค่คนดังอีกต่อไป

สอง เครื่องมือในการสร้างความรุนแรงออนไลน์จะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในอดีตถ้าเราคิดจะสร้างข้อความหรือทำคอนเทนต์คุกคามใครสักคน เราอาจจะต้องใช้โปรแกรมเฉพาะทางอย่างโฟโต้ชอป หรือต้องมีทีมงานคอยช่วยทำ แต่ในอนาคตการสร้างข้อความคุกคามหรือการใช้ AI ตัดต่อภาพโป๊เปลือยของใครสักคนเพื่อเอามาโจมตีเขา กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก และอาจจะใช้เวลาทำเสร็จสิ้นได้ภายในเวลาแค่ 3 นาทีเท่านั้น

และสาม ที่สายใจคิดว่าน่ากลัวที่สุด คือการแพร่กระจายของข้อมูลจะทำได้รวดเร็วขึ้นมหาศาล

“ทุกวันนี้เราอาจจะใช้เฟซบุก ติกตอก เทรดส์ หรือสแนปแชตในการสื่อสาร แต่ในอีก 10 ปีหรือ 20 ปีข้างหน้า โดยส่วนตัวมองว่ามันจะมีเครื่องมือที่ล้ำสมัยกว่านี้มาก ชนิดที่ว่าพอเราโพสต์รูปเพียงรูปเดียว คนอีกเป็นสิบเป็นร้อยคนจะสามารถมองเห็นได้ในทันที”

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล

ขณะที่ ผศ.จันจิรา วิเคราะห์ว่า ในอนาคตเรื่องที่น่าจับตามองที่สุดคือ อำนาจมหาศาลของแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ซึ่งทุกวันนี้เราจะเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า บรรดาซีอีโอบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เริ่มหันมาจับมือกับผู้นำทางการเมือง จากเดิมที่กลุ่มทุนเทคเคยอยู่แค่ในภาคธุรกิจ ตอนนี้พวกเขาขยับเข้ามาควบคุมการเมืองโดยตรง

ยกตัวอย่างภาพสะท้อนในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เรียกซีอีโอบริษัทเทคชื่อดังมาร่วมโต๊ะอาหาร สะท้อนให้เห็นภาวะคณาธิปไตยในรูปแบบใหม่ซึ่งน่ากลัวกว่ากลุ่มทุนยุคเก่าอย่างทุนน้ำมันหรือทุนทรัพยากร

ซึ่งในอนาคตเราอาจเห็นปรากฏการณ์ทุนเทคเข้ามาแทรกซึมในบ้านเรามากขึ้น จากเดิมที่เมืองไทยมักจะถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทุนพลังงาน หรือทุนอุปโภคบริโภคทั่วไป

“ยิ่งอำนาจทางการเมืองกับอำนาจทุนเทคหลอมรวมเข้าใกล้กันมากเท่าไหร่ มาตรการที่ภาคประชาชนจะไปกดดันให้แพลตฟอร์มเหล่านี้มารับผิดชอบต่อชีวิตมนุษย์ และยอมปรับเปลี่ยนพื้นที่ของตนเองให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยก็ยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้น

“เรื่องที่สองคือ สงครามข้อมูลข่าวสารที่จะทวีความตึงเครียดและซับซ้อนขึ้นในทุกสารทิศ ในอนาคตเส้นแบ่งของสงครามไซเบอร์จะพัวพันกันยุ่งเหยิงไปหมด ตั้งแต่สงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ ลามมาถึงการสู้รบกับผู้เห็นต่างทางการเมืองในประเทศ ไปจนถึงการใช้โจมตีกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ขัดแย้ง โดยสมรภูมิออนไลน์เหล่านี้จะยิ่งทรงพลังและก้าวหน้าขึ้นด้วยเทคโนโลยีอย่าง Agentic AI หรือ AI อัตโนมัติที่ทำงานได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่งมนุษย์”

ผศ.จันจิรา สมบัติพูนศิริ

สิ่งที่ ผศ.จันจิรา กังวลที่สุดในฉากทัศน์นี้คือเรื่องดุลอำนาจ เพราะขณะที่ฝั่งผู้กระทำมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและมีทุนหนุนหลัง แต่อำนาจของภาคประชาชนธรรมดาซึ่งมักจะตกเป็นเหยื่อในสมรภูมิข้อมูลข่าวสารนี้ กลับมีเครื่องมือที่จะไปต่อสู้หรือคานอำนาจน้อยลงเรื่อย ๆ”

รู้ทัน ยับยั้ง ‘AI – IO’ ยุคใหม่ก่อนความเสียหายขยายวงกว้าง

‘แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย’ ซึ่งควรจะเป็นเจ้าภาพหลักในการแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการกำหนดกติกาในการคัดกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและเข้าข่ายเป็นอันตราย ทว่าที่ผ่านมากลับทำตัวลอยอยู่เหนือปัญหา ทั้งที่ความขัดแย้งและข้อความรุนแรงทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นและตั้งอยู่บนพื้นที่ของพวกเขาทั้งนั้น

ทั้งหมดนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเจ้าของแพลตฟอร์มจำเป็นต้องทำหน้าที่ให้มากกว่านี้ สายใจคาดหวังว่าสิ่งที่แพลตฟอร์มต้องลงมือทำเพิ่มขึ้นจริง ๆ นอกเหนือไปจากการไล่ตามลบข้อมูล คือการออกแบบเชิงระบบหรือการดีไซน์โปรดักต์ แพลตฟอร์มต้องกลับไปคิดโจทย์ว่าจะสร้างเครื่องมือหรือออกแบบสถาปัตยกรรมระบบอย่างไร ที่จะช่วยสกัดและทำให้การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเหล่านี้ทำได้ยากขึ้น

ยกตัวอย่าง เช่น ช่วงที่มีการเลือกตั้งใหญ่ แพลตฟอร์มบางค่ายเคยลองเพิ่มฟังก์ชันเตือนสติ คือก่อนที่ผู้ใช้จะกดแชร์โพสต์ใดโพสต์หนึ่ง ระบบจะเด้งหน้าต่างข้อความขึ้นมาถามย้ำก่อนว่า ‘คุณแน่ใจใช่ไหมที่จะแชร์ข้อความนี้?’ นี่คือตัวอย่างของการดีไซน์เครื่องมือในระบบให้มีความปลอดภัย ซึ่งแพลตฟอร์มจำเป็นต้องคิดค้นและสร้างระบบป้องกันเชิงรุกแบบนี้ให้มากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานทุกคนอย่างแท้จริง

สำหรับ ผศ.จันจิรา ได้เสนอมาตรการหยุดยั้ง AI อย่างเป็นรูปธรรม ข้อแรกคือ การจำกัดและลดทรัพยากร ซึ่งแนวทางหลักก็คือการตัดงบประมาณ ดังที่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาว่าหน่วยงานรัฐบางแห่งมีการซ่อนงบประมาณเหล่านี้ไว้ในหมวดงบฯ โฆษณาประชาสัมพันธ์ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางรัฐสภาในการบังคับให้เปิดเผยงบประมาณอย่างโปร่งใส เพื่อนำไปสู่การอภิปรายและตัดงบประมาณส่วนนี้ออกไป

นอกจากงบประมาณของหน่วยงานรัฐแล้ว ข้อต่อมาคือมาตรการกดดันต่อภาคธุรกิจ เพื่อสร้างความโปร่งใสในภาคเอกชน ด้วยการเปิดโปงบริษัทหรือเอเจนซี่ที่รับจ้างทำแคมเปญ IO โจมตีทำลายชื่อเสียงของนักข่าวหรือนักกิจกรรม เพื่อทำให้สังคมเห็นความเชื่อมโยงและนำไปสู่การคว่ำบาตรบริษัทเหล่านั้น เหมือนในต่างประเทศที่เคยมีการแบนบริษัท Cambridge Analytica หรือการแบนบริษัท NSO Group ที่ผลิตสปายแวร์ Pegasus มาแล้ว

มาตรการข้อต่อมา คือ การกดดันแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งสามารถช่วยลดทรัพยากรของ IO ได้โดยตรงผ่านการเข้มงวดตรวจสอบการซื้อพื้นที่โฆษณา เพราะในแคมเปญ IO หลายชิ้น หากต้องการให้คนเห็นเนื้อหาเป็นวงกว้างต้องอาศัยการอัดฉีดเงินซื้อโฆษณา ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มยังทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้น้อยเกินไป ใครมีเงินก็ซื้อได้หมดจนทำให้การยิงแอดของขบวนการ IO ทำได้ง่ายมาก แพลตฟอร์มจึงต้องยกระดับการตรวจสอบ และภาคประชาสังคมเองก็ต้องช่วยกันกดดันให้แพลตฟอร์มเปิดเผยข้อมูลการซื้อแอดเหล่านี้อย่างโปร่งใส

“ส่วนบทบาทของหน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นั้น ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า แพลตฟอร์มต่างชาติมักจะยอมฟังเสียงของรัฐบาลมากกว่าภาคประชาสังคม ดังนั้น กระทรวงดีอีจึงไม่ควรโฟกัสหรือทำหน้าที่แค่เรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เพียงอย่างเดียว แต่ต้องไม่ลืมพันธกิจสำคัญตามชื่อกระทรวง นั่นคือการดูแลมิติทางสังคม และปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามในโลกออนไลน์ด้วย”

ผศ.จันจิรา สมบัติพูนศิริ

สายใจ ยกตัวอย่างกฎหมายของต่างประเทศที่มีมาตรการรับมือกับข้อมูลปลอมหรือการคุกคามออนไลน์ได้ดี คือ กฎหมาย DSA หรือ Digital Services Act ของสหภาพยุโรป กฎหมายฉบับดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่า ในกรณีที่ประชาชนถูกคุกคามในโลกออนไลน์ เช่น ถูกนำภาพถ่ายส่วนตัวไปตัดต่ออนาจารเป็นภาพโป๊เปลือย ผู้เสียหายสามารถร้องเรียนไปยังแพลตฟอร์มได้โดยตรง และแพลตฟอร์มมีหน้าที่ต้องลบภาพนั้นออกภายในเวลาที่กำหนด อย่างเช่นภายใน 48 ชั่วโมง และหากแพลตฟอร์มเพิกเฉยไม่ยอมนำออก แพลตฟอร์มนั้นจะต้องจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับผู้เสียหายด้วย

หรือที่ประเทศออสเตรเลีย ตอนนี้เริ่มมีแนวคิดที่จะแบนไม่ให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วสายใจคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องเดินหน้าไปไกลถึงขั้นปิดกั้นการใช้งานขนาดนั้น แต่สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการหันมาจับมือพูดคุยกับแพลตฟอร์ม เพื่อวางมาตรการป้องกันร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้พื้นที่ตรงนี้ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน มากกว่าการไปเน้นย้ำว่าห้ามไม่ให้เด็ก ๆ ใช้งาน

“ดิฉันยังมองว่าโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก ไม่ได้มองว่าเราควรจะไปปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์ม แต่คำถามสำคัญที่เราต้องขบคิดคือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถใช้งานมันได้อย่างปลอดภัย ตัวรัฐเองนั่นแหละที่มีหน้าที่ต้องสร้างกรอบกฎหมายขึ้นมาคุ้มครอง เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างมั่นใจ”

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล

ผศ.จันจิรา เสนอว่าการขับเคลื่อนกลไกการรับมือกับปฏิบัติการ IO ในเมืองไทย จำเป็นต้องทำร่วมกันทั้งองคาพยพ โดยสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อให้สามารถเข้ามาดูแลปัญหานี้ได้อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติทางกฎหมาย การเก็บข้อมูลหลักฐาน การประสานนโยบาย ขณะเดียวกันก็ต้องแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐบางส่วนที่เปิดรับพร้อมกันไปด้วย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณที่ดีจากการตื่นตัวของงานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการแกะรอย IO ที่เพิ่มมากขึ้น แต่โจทย์สำคัญในก้าวถัดไปคือ การสร้างระบบส่งต่อข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะมิติของการเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งบ้านเรายังขาดแคลนบุคลากรด้านนี้อย่างมาก

“ทั้งหมดนี้ดิฉันมั่นใจว่าสังคมไทยทำได้และต้องทำค่ะ ถ้าเรามองย้อนดูวิวัฒนาการการทำงานในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นเลยว่าเราเริ่มทำงานกันเป็นระบบมากขึ้น มีตัวละครเข้ามาช่วยกันแกะรอยเยอะขึ้น เพียงแต่โจทย์หลักในตอนนี้คือเราจะหาทรัพยากรมาหล่อเลี้ยงอย่างไร และจะวางระบบการทำงานร่วมกันแบบไหนเท่านั้นเอง

“เพราะต้องยอมรับตรง ๆ ว่า งานต่อสู้กับ IO มันเป็นงานเผือกร้อน ไม่ค่อยมีใครอยากเข้ามาแตะเท่าไหร่ ในอดีตเราอาจจะมีเครือข่าย Fact-checking อย่าง Cofact ของคุณสุภิญญา (กลางณรงค์) ที่เข้ามาช่วยตรวจสอบข่าวปลอม แต่การเช็กข้อเท็จจริงแบบนั้นเป็นเพียงการจัดการที่ปลายเหตุในเชิงเนื้อหา ขณะที่ปัญหา IO มันลึกซึ้งกว่านั้นเพราะมันผูกโยงกับพฤติกรรม โครงสร้างทางการเมือง และเศรษฐศาสตร์การเมือง”

จันจิรา สมบัติพูนศิริ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active